วันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2568

แนวคิดการสหกรณ์ และแนวคิดการคุ้มครองระบบสหกรณ์ ของ Dr. William King

"ความรู้และสหภาพคืออำนาจ อำนาจที่ชี้นำโดยความรู้คือความสุข ความสุขคือจุดมุ่งหมายแห่งการสร้างสรรค์" (KNOWLEDGE AND UNION ARE POWER: POWER, DIRECTED BY KNOWLEDGE, IS HAPPINESS: HAPPINESS IS THE END OF CREATION) วารสาร The Co-operator (ค.ศ. 1828-1830) โดย Dr. William King (ค.ศ. 1786-1865)

Dr. William King เกิดที่เมืองอิปสวิช ในครอบครัวของนักบวชซึ่งเป็นอาจารย์ใหญ่ ท่านได้รับการศึกษาชั้นสูงจากโรงเรียนเวสต์มินสเตอร์และมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดยสำเร็จการศึกษาด้วยเกียรตินิยมด้านคณิตศาสตร์ และมีความสนใจเป็นพิเศษในวิชาเศรษฐศาสตร์การเมืองและปรัชญาศีลธรรม หลังจากนั้นท่านได้ศึกษาต่อวิชาการแพทย์จนได้รับวุฒิ M.D. (Cantab) และได้เป็นสมาชิกราชวิทยาลัยแพทย์แห่งลอนดอน (Fellow of the Royal College of Physicians) ซึ่งเป็นสิ่งที่ท่านภาคภูมิใจอย่างยิ่ง ภูมิหลังทางการศึกษาชั้นสูงนี้ทำให้ท่านมีมุมมองที่กว้างไกลและมีความสามารถในการวิเคราะห์ปัญหาทางสังคมได้อย่างเฉียบแหลม

หลังจากย้ายมาตั้งรกรากที่เมืองไบรตันในปี 1821 Dr. William King ได้อุทิศตนให้กับกิจกรรมทางสังคมมากมายจนได้รับการขนานนามว่าเป็น "แพทย์ของคนจน" (the poor man's doctor) ท่านมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มโครงการต่างๆ ได้แก่

1) ในปี 1823 ก่อตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก (Infant School) โดยท่านเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการจัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กเล็ก ซึ่งเป็นหนึ่งในแห่งแรกๆ ของอังกฤษ

2) ในปี 1824 ก่อตั้งสมาคมสงเคราะห์ผู้ยากร่วมมือกับ เอลิซาเบธ ฟราย (Elizabeth Fry) นักมนุษยธรรมผู้มีชื่อเสียง โดยมีเป้าหมายเพื่อ "ส่งเสริมความขยันหมั่นเพียรและความประหยัดในหมู่คนจน"

3) ในปี 1825 เป็นแกนนำหลักในการก่อตั้งสถาบันช่างกลแห่งไบรตัน (Brighton Mechanics' Institution) เพื่อเป็นแหล่งให้ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และศิลปะแก่ชนชั้นแรงงาน ผ่านการบรรยาย ห้องสมุด และพิพิธภัณฑ์ สถาบันแห่งนี้เองที่ได้กลายเป็น "แหล่งเพาะฟัก" แนวคิดสหกรณ์ในเวลาต่อมา

จุดกำเนิดขบวนการสหกรณ์และวารสาร "The Co-operator"

ในปี 1827 กลุ่มช่างฝีมือซึ่งเป็นสมาชิกของสถาบันช่างกลที่ Dr. William King เป็นผู้ดูแลอยู่ ได้รวมตัวกันจัดตั้ง "สมาคมกองทุนสงเคราะห์สหกรณ์แห่งไบรตัน" (Brighton Co-operative Benevolent Fund Association) ซึ่งต่อมาได้พัฒนาไปสู่การจัดตั้ง "สมาคมการค้าสหกรณ์" (Co-operative Trading Association) โดยเริ่มต้นจากการมีร้านค้าเล็กๆ ด้วยเงินทุนเพียง 5 ปอนด์ แนวคิดคือการให้สมาชิกร่วมกันซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคโดยตรงเพื่อตัดพ่อค้าคนกลาง และนำกำไรที่ได้มาสะสมเป็น "ทุนส่วนรวม"

Dr. William King เล็งเห็นถึงศักยภาพของแนวคิดนี้ แต่ก็ตระหนักว่าอุปสรรคสำคัญคือ "ความไม่รู้" (Ignorance) ของชนชั้นแรงงาน ท่านจึงได้ริเริ่มจัดทำวารสารรายเดือนขนาดเล็กชื่อ "The Co-operator" ขึ้นในปี 1828 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายหลักการสหกรณ์ด้วยภาษาที่เรียบง่ายและเป็นรูปธรรมที่สุดเท่าที่จะทำได้ วารสารของท่านประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม กลายเป็น "ตำราสำหรับนักสหกรณ์" (a sort of text-book to co-operators) และเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการจัดตั้งสมาคมสหกรณ์ในลักษณะเดียวกันกว่า 300 แห่งทั่วอังกฤษ

วารสาร "The Co-operator" มีจำนวน 28 ฉบับ เนื้อหาในวารสารสะท้อนปรัชญาและวิธีการของ Dr. William King ที่เน้นความเรียบง่ายและเป็นขั้นเป็นตอน เพื่อให้ชนชั้นแรงงานสามารถปลดแอกตนเองจากความยากจนได้

เนื้อหาและหลักการสำคัญของวารสาร "The Co-operator"

สภาพปัญหา ปัญหาของชนชั้นแรงงานเกิดจากระบบเศรษฐกิจที่พวกเขาทำงานให้ผู้อื่น (นายทุน) ทำให้ได้รับค่าจ้างเป็นเพียงส่วนน้อยของมูลค่าที่แท้จริงที่พวกเขาสร้างขึ้น ส่วนกำไรและทุนทั้งหมดตกเป็นของนายจ้าง ส่งผลให้คนงานยังคงยากจนข้นแค้น แม้จะทำงานหนักเพียงใดก็ตาม

ความยากจนและอาชญากรรม (Pauperism and Crime) ท่านระบุว่าค่าจ้างที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทำให้คนงานไม่สามารถเลี้ยงดูครอบครัวได้ และผลักดันให้พวกเขาต้องพึ่งพิงรัฐสงเคราะห์ (pauperism) หรือหันไปประกอบอาชญากรรม

การทำงานเพื่อผู้อื่น ปัญหาพื้นฐานคือระบบปัจจุบันทำให้คนงาน "ทำงานเพื่อผู้อื่น ไม่ใช่เพื่อตนเอง" (work for others, not for ourselves) พวกเขาเป็นศัตรูกันเองในการแย่งชิงงาน

คุณค่าของแรงงานที่ไม่ได้รับเต็มเม็ดเต็มหน่วย (The Value of Labour) Dr. William King อธิบายอย่างชัดเจนในฉบับที่ 3 ว่า ค่าจ้างที่คนงานได้รับเป็นเพียงเศษเสี้ยว (อาจจะแค่ 1 ใน 4) ของมูลค่าที่แท้จริงที่พวกเขาสร้างขึ้น ส่วนที่เหลือกลายเป็น "กำไร" ของนายจ้าง ท่านชี้ให้เห็นถึงความจริงอันน่าประหลาดที่ว่า "กลุ่มคนเพียงกลุ่มเดียวที่ตกอยู่ในความทุกข์ยาก คือกลุ่มคนที่ผลิตอาหาร เสื้อผ้า และบ้านเรือนทั้งหมดของโลก"

เครื่องจักร (Machinery) Dr. William King มองว่าเครื่องจักรไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเครื่องมืออันทรงพลัง ปัญหาคือปัจจุบันนายทุนเป็นเจ้าของเครื่องจักร ทำให้มันทำงาน "ต่อต้าน" คนงาน ทางแก้คือคนงานต้องร่วมกันเป็นเจ้าของเครื่องจักรผ่านทุนสหกรณ์ แล้วมันจะทำงาน "เพื่อ" พวกเขา ช่วยลดเวลาทำงานและเพิ่มผลผลิต

การวิพากษ์สมาคมสงเคราะห์ (Benefit Societies) Dr. William King ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องร้ายแรงของสมาคมเหล่านี้ว่า พวกเขานำเงินออมของคนงานไปฝากหรือลงทุนกับนายทุน ซึ่งนายทุนก็นำเงินนั้นกลับมาจ้างงานคนงานและสร้างกำไรมหาศาล โดยจ่ายผลตอบแทนคืนให้เพียงน้อยนิดในรูปของดอกเบี้ย เป็นการกระทำที่เหมือนกับ "การเชือดคอตัวเอง"

ความสำคัญของศีลธรรมและความรู้ Dr. William King ย้ำเสมอว่าความสำเร็จของสหกรณ์ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรม ความไว้เนื้อเชื่อใจ ความซื่อสัตย์ และความขยันหมั่นเพียร ท่านชี้ว่าอุปสรรคที่แท้จริงคือ "ความไม่รู้" และกระตุ้นให้สมาคมต่างๆ จัดให้มีการศึกษาแก่สมาชิกและบุตรหลาน

"การสหกรณ์" (Co-operation) ทางรอดของชนชั้นแรงงานคือการ "ทำงานร่วมกันเพื่อตนเอง" (Working for OURSELVES) แทนที่จะทำงานเพื่อผู้อื่น โดยการรวมตัวกันสร้าง "ทุนส่วนรวม" (Common Capital) ขึ้นมา หนทางสู่การปลดแอกด้วยวิธีการสหกรณ์ หัวใจของ The Co-operator คือการนำเสนอ "วิธีการ" ที่เป็นรูปธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาข้างต้น โดยมีขั้นตอนที่ชัดเจนดังนี้

1) การสร้างทุนส่วนรวม (Common Capital) อุปสรรคสำคัญที่ทำให้คนงานต้องพึ่งพานายจ้างคือการ "ขาดทุน" ดังนั้น เป้าหมายแรกคือการสร้างทุนของตนเองขึ้นมา

2) เริ่มต้นที่ร้านค้า (The Shop Model) ดร.คิง เสนอวิธีการที่เรียบง่ายที่สุดในการสร้างทุน คือการที่กลุ่มคนงานจะรวมตัวกันลงหุ้นรายสัปดาห์ นำเงินที่ได้ไปซื้อสินค้าจำเป็นมาตั้ง "ร้านค้าส่วนรวม" และให้สมาชิกทุกคนมาซื้อของจากร้านของตนเอง

3. กำไรคือพลัง กำไรจากการค้าปลีกที่เคยเป็นของพ่อค้า จะถูกเก็บไว้เป็นของสมาคม ทำให้ "ทุนส่วนรวม" เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วจากการค้าขายที่หมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง

4) จากการค้าสู่การผลิต: เมื่อทุนเติบโตขึ้น สมาคมจะสามารถเริ่มจ้างงานสมาชิกของตนเองเพื่อผลิตสินค้า เช่น รองเท้า เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจะทำให้สมาชิกได้รับ "ผลผลิตทั้งหมดจากแรงงานของตน" (the whole produce of their labor)

เป้าหมายสูงสุดคือชุมชน (Community) พึ่งตนเองได้ เมื่อทุนมั่งคั่งถึงที่สุด สมาคมจะสามารถซื้อที่ดินเพื่อทำการเกษตรและสร้างที่อยู่อาศัย กลายเป็นชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์

The Brighton Model

ขั้นที่ 1 รวมกลุ่มและสะสมทุน ชนชั้นแรงงานรวมตัวกันเป็นสมาคม และลงขันด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยเป็นประจำทุกสัปดาห์

ขั้นที่ 2 จัดตั้งร้านค้าของตนเอง เมื่อมีเงินทุนสะสมจำนวนหนึ่ง (เช่น 5 ปอนด์) ให้นำเงินนั้นไปซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน เช่น แป้ง น้ำตาล สบู่ เทียนไข มาเก็บไว้

ขั้นที่ 3 สมาชิกร่วมกันอุดหนุน สมาชิกทุกคนมาซื้อสินค้าจาก "ร้านค้าส่วนรวม" ของตนเองในราคาตลาดปกติ ขั้นที่ 4 กำไรคือทุนส่วนรวม กำไรที่เคยตกเป็นของพ่อค้าคนกลาง จะถูกเก็บรักษาไว้ในสมาคม และกลายเป็น "ทุนส่วนรวม" ของทุกคน

ขั้นที่ 5 ต่อยอดทุน นำกำไรที่ได้ไปรวมกับเงินลงขันรายสัปดาห์ แล้วนำไปซื้อสินค้ามาจำหน่ายเพิ่มขึ้น ทำให้ทุนส่วนรวมเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ขั้นที่ 6 จ้างงานสมาชิก เมื่อทุนมีขนาดใหญ่พอ สมาคมสามารถเริ่มจ้างงานสมาชิกของตนเองเพื่อผลิตสินค้าต่างๆ (เช่น รองเท้า เสื้อผ้า) มาขายในร้าน ผลกำไรทั้งหมดจากการผลิตและการขายก็ยังคงกลับเข้าสู่ทุนส่วนรวม

เป้าหมายสูงสุดของชุมชนสหกรณ์ เมื่อทุนเติบโตถึงขีดสุด สมาคมสามารถซื้อที่ดิน สร้างที่อยู่อาศัย ทำการเกษตร และจัดตั้งโรงงาน เพื่อสร้างชุมชนที่พึ่งพาตนเองได้อย่างสมบูรณ์ (Community)

จดหมายจาก William King ถึง Henry Brougham, M.P. (12 ธันวาคม 1828)

Dr. William King เล่าถึงความสำเร็จของสมาคมสหกรณ์แห่งไบรตันที่เติบโตจากเงินทุนเริ่มต้นเพียง 5 ปอนด์ จนมียอดขาย 38 ปอนด์ต่อสัปดาห์

การขยายสู่ภาคเกษตร ท่านได้บรรยายถึงการที่สมาคมได้เช่าที่ดิน 28 เอเคอร์ เพื่อทำการเกษตรและจ้างงานสมาชิกของตนเอง โดยให้ค่าจ้างสูงกว่าอัตราตลาด (14 ชิลลิงต่อสัปดาห์ เทียบกับ 10 ชิลลิง)

การพัฒนาทางปัญญาและศีลธรรม ท่านเน้นย้ำถึงผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด คือการที่สมาชิกมีการพัฒนาทางสติปัญญา มีการจัดตั้งห้องสมุดและโรงเรียนภาคค่ำ พวกเขามีความสัมพันธ์ฉันพี่น้อง ไม่มีการทะเลาะเบาะแว้ง

การเรียกร้องการคุ้มครองทางกฎหมาย จุดประสงค์สำคัญของจดหมายคือการนำเสนอความสำเร็จนี้ต่อ Brougham ซึ่งเป็นนักปฏิรูปกฎหมายคนสำคัญ เพื่อให้ท่านพิจารณาว่ากฎหมายจะสามารถให้ความคุ้มครองสมาคมเหล่านี้ได้อย่างไร โดยยืนยันว่าพวกเขา "ไม่ได้ร้องขอสิ่งใดจากใคร นอกจากขอให้ปล่อยให้พวกเขาได้ทำไป และไม่ขออะไรจากกฎหมายนอกจากการคุ้มครอง"

ที่มา: T. W. Mercer. 1922. Dr. William King and The Co-operator 1828-1830. The Co-operative Union Limited, Holyoake House, Hanover Street, Manchester.

ไม่มีความคิดเห็น:

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...