คำอธิบายหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์
ที่ กษ 1101.11/13764
ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 เรื่อง การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์การเกษตรกรณีมีรายได้ค้างรับ
บทความนี้ผู้เขียนมีเจตนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อประโยชน์ในงานพัฒนาสหกรณ์
ผู้เขียนอธิบายในนามส่วนตัว และขอรับผิดชอบต่อบทความนี้ในนามส่วนตัว
1.
เจตนารมณ์ของหนังสือฯ
เจตนารมณ์ในหนังสือฉบับนี้คือ
เพื่อวางแนวทางที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานในการบริหารจัดการกำไรสุทธิของสหกรณ์การเกษตร
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สหกรณ์มีรายได้ค้างรับ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี
2.
วัตถุประสงค์ของหนังสือฯ
1) ป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน
ป้องกันไม่ให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิจาก "รายได้ทางบัญชี"
ที่ยังไม่ได้รับชำระจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินได้
2) ส่งเสริมวินัยทางการเงิน
กระตุ้นให้คณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์เร่งรัดติดตามหนี้สินและรายได้ค้างรับอย่างจริงจังและต่อเนื่อง
เพื่อรักษาสถานภาพทางการเงินที่ดีของสหกรณ์
3) สร้างความเป็นธรรม
กำหนดหลักเกณฑ์การหักกลบลบหนี้เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนกับหนี้สินของสมาชิก
เพื่อความเป็นธรรมและลดภาระในการติดตามหนี้ของสหกรณ์
4) เสริมสร้างธรรมาภิบาล
กำหนดเงื่อนไขที่รัดกุมในการจ่ายเงินโบนัสให้แก่คณะกรรมการและพนักงาน
เพื่อให้การจ่ายผลตอบแทนสอดคล้องกับผลการดำเนินงานที่แท้จริงและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหนี้สิน
3.
เหตุผลสำคัญของหนังสือฯ
1) การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน
รายได้ค้างรับไม่ใช่เงินสด
การจัดสรรกำไรสุทธิโดยไม่คำนึงถึงสถานะของเงินสดที่ได้รับจริง
อาจทำให้สหกรณ์มีกำไรสุทธิสูงในงบการเงิน
แต่ไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นหรือการดำเนินงาน
ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความยั่งยืนของสหกรณ์
2) ความสำคัญของการเรียกเก็บหนี้
การมีหนี้ค้างรับจำนวนมากเป็นความเสี่ยงของสหกรณ์
บทบัญญัติจึงเป็นกลไกหนึ่งที่ใช้กระตุ้นและบังคับให้สหกรณ์ให้ความสำคัญกับการเรียกเก็บหนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายโบนัสที่ผูกโยงกับประสิทธิภาพการเก็บหนี้ค้างรับ
3) ลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส
การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการจัดสรรกำไรสุทธิ โดยเฉพาะการจ่ายโบนัส
ช่วยลดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริตหรือการบริหารจัดการที่ไม่รอบคอบ
ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์แก่บุคคลบางกลุ่มโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของสหกรณ์โดยรวม
4.
ความเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
1) การหักกลบลบหนี้
(ป.พ.พ. มาตรา 341 - 349)
เรื่องการจัดสรรเงินปันผลตามหุ้นและเงินเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิก
โดยกำหนดให้หักกลบลบหนี้สินที่สมาชิกค้างชำระสหกรณ์ก่อนจ่ายเป็นตัวเงินนั้น
สอดคล้องกับหลักการเรื่องการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ.
ที่อนุญาตให้คู่กรณีซึ่งต่างเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้ซึ่งกันและกัน สามารถนำหนี้มาหักกลบลบกันได้
หากหนี้ทั้งสองฝ่ายมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกันและถึงกำหนดชำระแล้ว ในกรณีนี้
สหกรณ์เป็นลูกหนี้ค่าเงินปันผล/เงินเฉลี่ยคืนของสมาชิก
และสมาชิกเป็นลูกหนี้ค่าสินค้า/บริการ/เงินกู้ยืมของสหกรณ์
การหักกลบลบหนี้จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการหนี้ของสหกรณ์
2) หลักการเรื่องนิติบุคคลและผู้แทนของนิติบุคคล (มาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ.
สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ ป.พ.พ. มาตรา 70, 76)
สหกรณ์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย
การจัดการกิจการของสหกรณ์ รวมถึงการเสนอการจัดสรรกำไรสุทธิให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณา
ต้องกระทำโดยคณะกรรมการดำเนินการซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล
การกำหนดเงื่อนไขการจัดสรรกำไรสุทธิและโบนัส
จึงเป็นการกำกับดูแลการใช้อำนาจของคณะกรรมการดำเนินการ
ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของนิติบุคคล (สหกรณ์) และสมาชิกโดยรวม
สอดคล้องกับหลักการที่ว่านิติบุคคลต้องมีผู้แทนและผู้แทนต้องกระทำการภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายและข้อบังคับกำหนด
3) หลักความรับผิดของกรรมการ (มาตรา 51/1 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
หลักการเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
ความรับผิดของกรรมการที่ต้องจัดการกิจการของนิติบุคคลด้วยความระมัดระวังรอบคอบเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำ
และต้องไม่กระทำการอันเป็นการขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ หรือมติที่ประชุมใหญ่ ซึ่งการจัดสรรกำไรสุทธิโดยไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด
หรือการจ่ายโบนัสจากรายได้ที่ยังไม่ได้รับชำระจริง
อาจถือเป็นการบริหารจัดการโดยขาดความระมัดระวังรอบคอบ
และอาจนำไปสู่ความรับผิดของคณะกรรมการดำเนินการได้
5.
กรณีศึกษา (สมมติ) สหกรณ์การเกษตร ก. จำกัด
กับการบริหารจัดการกำไรสุทธิ
สหกรณ์การเกษตร
ก. จำกัด ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกและจำหน่ายปุ๋ยยาเคมีภัณฑ์ให้แก่สมาชิก
เมื่อสิ้นปีบัญชี สหกรณ์มีกำไรสุทธิค่อนข้างสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มี
"รายได้ค้างรับ"
จำนวนมากจากการขายปุ๋ยยาให้สมาชิกและจากการขายข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้รับชำระจากผู้ซื้อข้าวรายใหญ่รายหนึ่ง
ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากนายทะเบียนสหกรณ์ไม่กำหนดแนวทางปฏิบัติ
คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์
ก. จำกัด อาจจัดสรรเงินโบนัสให้แก่กรรมการและพนักงานจำนวนมากตามตัวเลขกำไรสุทธิที่ปรากฏในงบการเงิน
โดยไม่ได้คำนึงถึงว่ารายได้ส่วนใหญ่เป็นรายได้ค้างรับที่ยังไม่ได้รับชำระจริง
ผลคือ
สหกรณ์มีเงินสดไม่เพียงพอสำหรับการหมุนเวียนและต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอื่นเพื่อเสริมสภาพคล่อง
รวมถึงการจ่ายเงินปันผลให้แก่สมาชิกก็ล่าช้าออกไป เพราะไม่มีเงินสดเพียงพอ
ผลจากการนำแนวทางของนายทะเบียนสหกรณ์ไปปฏิบัติ
เมื่อมีการจัดสรรเงินปันผลตามหุ้นและเงินเฉลี่ยคืนให้สมาชิก
คณะกรรมการดำเนินการได้แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าว่า
หากสมาชิกรายใดมีหนี้ค่าปุ๋ยยาที่ค้างชำระ
สหกรณ์จะหักเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวให้หมดสิ้นไปก่อน
ส่วนที่เหลือจึงจะจ่ายเป็นเงินสดให้
การดำเนินการนี้ช่วยให้สหกรณ์สามารถเรียกเก็บหนี้ค้างชำระจากสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และลดภาระการติดตามหนี้
การจัดสรรเงินโบนัส
หาก ณ วันสิ้นปีบัญชี สหกรณ์การเกษตร ก. จำกัด ยังคงมีรายได้ค้างรับ
แต่คณะกรรมการได้กำชับให้ฝ่ายจัดการเร่งรัดการเรียกเก็บหนี้ค้างรับจากปีก่อน ๆ
อย่างเข้มงวด และสามารถเรียกเก็บได้เกินกว่าร้อยละ 40 ของยอดค้างรับต้นปี
ในการพิจารณาจ่ายเงินโบนัสให้แก่คณะกรรมการและพนักงาน
นาย ก. กรรมการดำเนินการคนหนึ่งเสนอให้ใช้กำไรสุทธิทั้งหมด แต่ นาง ข. เหรัญญิก
ได้ชี้แจงตามแนวทางปฏิบัติว่าจะต้องใช้ “ยอดกำไรสุทธิประจำปีหลังจากหักรายได้ค้างรับระหว่างปีออกไปแล้ว” เป็นฐานในการคำนวณเงินโบนัส
ทำให้จำนวนเงินโบนัสที่สามารถจัดสรรได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
เนื่องจากรายได้ส่วนที่ยังค้างรับไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นฐานโบนัสนอกจากนี้
สหกรณ์ยังต้องมั่นใจว่ายอดกำไรสุทธิประจำปีสูงกว่ารายได้ค้างรับระหว่างปีตามเงื่อนไข
ก่อนจะพิจารณาจ่ายโบนัสได้
การปฏิบัติตามแนวทางที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด
ทำให้สหกรณ์การเกษตร ก. จำกัด มีการบริหารจัดการหนี้ค้างรับที่ดีขึ้น
สภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์แข็งแกร่งขึ้น
และการจัดสรรโบนัสเป็นไปอย่างรอบคอบและยุติธรรมมากขึ้น โดยอ้างอิงกับรายได้ที่ได้รับชำระจริง
ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์ในระยะยาว
6.
ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติ
เพื่อให้การปฏิบัติตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์
ที่ กษ 1101.11/13764 ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 เรื่อง
การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์การเกษตรกรณีมีรายได้ค้างรับ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
สหกรณ์ควรพิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้
1) พัฒนาระบบบัญชีและการติดตามหนี้ โดยจัดให้มีระบบบัญชีที่สามารถแยกประเภทและติดตามรายได้ค้างรับได้อย่างชัดเจนและเป็นปัจจุบัน
ทั้งรายได้ค้างรับจากสมาชิก และจากบุคคลภายนอก (หนี้การค้า หนี้อื่น ๆ) เสนอรายงานสถานะหนี้ค้างรับของสมาชิกแต่ละรายอย่างสม่ำเสมอ
เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาหักกลบลบหนี้เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน
2) นโยบายและกระบวนการเรียกเก็บหนี้ที่ชัดเจน โดยกำหนดนโยบายและขั้นตอนการเรียกเก็บหนี้ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม
จัดให้มีคณะอนุกรรมการหรือผู้รับผิดชอบเฉพาะในการติดตามหนี้ค้างรับ
และกำหนดเป้าหมายการเก็บหนี้ที่เป็นไปได้และท้าทาย (โดยเฉพาะการเก็บหนี้ปีก่อน ๆ
ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40)
3) สื่อสารกับสมาชิก โดยประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับสมาชิกเกี่ยวกับนโยบายการหักกลบลบหนี้เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนกับหนี้สินของสมาชิก
เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและข้อขัดแย้ง แจ้งสถานะหนี้ค้างชำระของสมาชิกเป็นประจำ
4) การพิจารณาจัดสรรโบนัสอย่างรอบคอบ ซึ่งคณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการจะต้องพิจารณางบการเงินอย่างละเอียด
โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับรายได้ค้างรับ และปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ควรมีการจัดทำรายงานวิเคราะห์สภาพคล่องและกระแสเงินสด
ประกอบการพิจารณาจัดสรรกำไรสุทธิและโบนัส
5) การกำกับดูแลและการตรวจสอบภายใน โดยคณะกรรมการตรวจสอบควรมีบทบาทในการตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางนี้
โดยเฉพาะการพิจารณาการจ่ายโบนัสและการติดตามหนี้ค้างรับ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ควรกำกับดูแลและให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด
7.
ข้อควรระวัง
ในการปฏิบัติตามหนังสือฯ
มีประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น
ดังนี้
1) ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ
"รายได้ค้างรับ" ต้องแยกความแตกต่างระหว่าง
"รายได้ค้างรับระหว่างปี" (ที่เกิดขึ้นในปีปัจจุบัน) กับ
"รายได้ค้างรับปีก่อน ๆ (ที่ยกมาจากปีก่อน)" ให้ชัดเจน ซึ่งมีผลต่อการคำนวณโบนัส
การนำรายได้ค้างรับที่ไม่ใช่ของปีปัจจุบันมารวมคำนวณผิด
อาจส่งผลให้การจัดสรรโบนัสไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคำแนะนำฯ
2) การตีความเงื่อนไขการจ่ายโบนัส เงื่อนไขที่ระบุว่า
"สหกรณ์ต้องใช้ยอดกำไรสุทธิประจำปีหลังหักรายได้ค้างรับระหว่างปีแล้ว
ในการพิจารณาจัดสรรเป็นเงินโบนัส..." เป็นจุดสำคัญที่ต้องระวังอย่างยิ่ง
หมายความว่า ส่วนของกำไรสุทธิที่มาจากรายได้ที่ยังค้างรับในปัจจุบัน
(ที่ยังไม่ได้รับชำระเป็นเงินสด) จะไม่สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินโบนัสได้
หากตีความผิดพลาดและนำกำไรสุทธิทั้งหมดมาคำนวณโบนัส
อาจเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องและความเสี่ยงทางการเงิน
เงื่อนไขเรื่องการเร่งรัดเรียกเก็บเงินค้างรับปีก่อน
ๆ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
หากไม่ถึงเกณฑ์นี้ การจ่ายโบนัสอาจไม่สามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์
3) การขาดความโปร่งใสและการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน
หากสหกรณ์ดำเนินการหักกลบลบหนี้เงินปันผล/เฉลี่ยคืนโดยไม่แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้า
หรือไม่มีการอธิบายที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความไม่พอใจของสมาชิกและเกิดข้อพิพาทได้ ตลอดจนการพิจารณาจ่ายโบนัสที่ปราศจากความโปร่งใสอาจสร้างความคลางแคลงใจแก่สมาชิก
8.
ความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามหนังสือฯ
1)
หากสหกรณ์ไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด
อาจถูกพิจารณาว่ามีการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลให้ถูกตักเตือน
สั่งการ หรือถูกดำเนินการตามกฎหมายสหกรณ์ได้
2)
คณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการที่ละเลยหรือไม่ปฏิบัติตาม
อาจต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์
3) วัตถุประสงค์หลักของคำแนะนำฯ เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์ หากสหกรณ์ยังคงจัดสรรกำไรสุทธิจากรายได้ค้างรับ (โดยเฉพาะโบนัส) โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะยังคงเผชิญกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและบริการสมาชิก
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น