วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2568

จาก "ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี" สู่ "ข้อบกพร่องของสหกรณ์"

คำว่า "ข้อบกพร่อง" ในบริบทของสหกรณ์ไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดทั่วไปในการปฏิบัติงาน แต่เป็นคำศัพท์ที่มีรากฐานทางกฎหมายตามนัยแห่ง มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว "ข้อบกพร่อง" หมายถึง ผลลัพธ์ที่เกิดจากการที่ "คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน" จนทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้

1) ทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก

2) ทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน

3) ทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการบัญชี

4) ทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับกิจการ

5) ทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับฐานะการเงิน

บุคคลผู้มีอำนาจวินิจฉัยและสั่งการให้สหกรณ์แก้ไข "ข้อบกพร่อง" คือ นายทะเบียนสหกรณ์ หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ที่ได้รับมอบอำนาจ ซึ่งอำนาจดังกล่าวจะถูกใช้เมื่อนายทะเบียนสหกรณ์ได้รับ "รายงานการสอบบัญชี" หรือ "รายงานการตรวจสอบ" ที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของคณะกรรมการที่นำไปสู่ผลกระทบข้างต้น

"ข้อบกพร่อง" เป็นผลลัพธ์ของความล้มเหลวในการกำกับดูแลกิจการ (Governance Failure) ไม่ใช่เป็นเพียงข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน (Operational Error) โดยมาตรา 22 ของ พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ระบุอย่างชัดเจนว่าต้นเหตุของข้อบกพร่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของ "คณะกรรมการดำเนินการ" ซึ่งเป็นองค์กรบริหารสูงสุด ข้อบกพร่องที่ปรากฏ เช่น เจ้าหน้าที่ลงบัญชีผิดพลาดหรือเงินสดขาดหายไป สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของคณะกรรมการในการวางระบบการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ หรือการกำกับดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนด ดังนั้น การระบุว่ามี "ข้อบกพร่อง" เกิดขึ้นจึงเป็นการยกระดับปัญหาจากระดับปฏิบัติการไปสู่ระดับธรรมาภิบาลขององค์กร ซึ่งต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายเข้ามาแทรกแซงเพื่อแก้ไข

ประเภทข้อบกพร่อง (Classification of Deficiencies) อาจจำแนกประเภทของข้อบกพร่องออกเป็น 4 ด้านหลัก ดังนี้

1) ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการบัญชี (Accounting Deficiencies) คือการที่สหกรณ์ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรา 65 และ 66 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 รวมถึงระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 เช่น

1.1) การบันทึกบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน สหกรณ์ไม่บันทึกรายการรับ-จ่ายเงินสดภายในวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น หรือไม่บันทึกรายการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดภายใน 3 วัน ซึ่งขัดต่อมาตรา 65 วรรคสอง

1.2) ไม่เป็นไปตามแบบที่นายทะเบียนกำหนด สหกรณ์ไม่จัดทำงบการเงินตามรูปแบบที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนด หรือไม่ปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีที่ระบุไว้ในระเบียบฯ เช่น การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้เงินกู้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด

1.3) ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง เจ้าหน้าที่สหกรณ์บันทึกรายรับจากการขายสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง และยักยอกส่วนต่างไป ซึ่งถือเป็นการจัดทำบัญชีที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง

1.4) ไม่มีเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สมบูรณ์ การลงรายการจ่ายเงินโดยไม่มีใบสำคัญจ่าย หรือใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายเป็นหลักฐาน ซึ่งขัดต่อมาตรา 65 วรรคท้าย

2) ข้อบกพร่องทางการเงิน (Financial Deficiencies) คือการกระทำที่มีมูลเหตุมาจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรับจ่ายและเก็บรักษาเงินของสหกรณ์ ซึ่งมักเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทุจริตหรือการบริหารจัดการเงินสดที่ผิดพลาดร้ายแรง เช่น

2.1) เงินสดขาดบัญชี จากการตรวจนับเงินสด ณ สิ้นวัน พบว่าจำนวนเงินสดที่มีอยู่จริงน้อยกว่ายอดคงเหลือที่ปรากฏในบัญชีเงินสด

2.2) การจ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐาน คณะกรรมการอนุมัติให้จ่ายเงินกู้แก่สมาชิกรายหนึ่ง โดยไม่มีการจัดทำสัญญากู้เงินและหลักประกันตามระเบียบ

2.3) การยักยอกเงิน พนักงานรับชำระหนี้จากสมาชิกแล้วออกใบเสร็จรับเงิน แต่ไม่นำเงินสดและรายการดังกล่าวบันทึกเข้าระบบบัญชีของสหกรณ์ หรือมีการปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกในใบถอนเงินฝากเพื่อเบิกเงินไปใช้ส่วนตัว

3) ข้อบกพร่องกิจการ (Operational Deficiencies) คือการดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อบังคับ มติที่ประชุม หรือวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ของสหกรณ์ ซึ่งอาจยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขในงบการเงิน แต่ถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องและอาจนำไปสู่ความเสียหายในอนาคต เช่น

3.1) ดำเนินกิจการนอกกรอบวัตถุประสงค์ สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งนำเงินไปลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เก็งกำไร ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ออมทรัพย์

3.2) การไม่ปฏิบัติตามระเบียบ คณะกรรมการเงินกู้อนุมัติเงินกู้ฉุกเฉินให้แก่สมาชิกเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท ทั้งที่ระเบียบว่าด้วยเงินกู้ของสหกรณ์กำหนดวงเงินกู้ฉุกเฉินไว้ไม่เกิน 50,000 บาท

3.3) การบริหารจัดการที่ก่อให้เกิดความเสียหาย สหกรณ์จัดเก็บปุ๋ยเคมีในคลังสินค้าที่ไม่เหมาะสม ทำให้ปุ๋ยเสื่อมสภาพและไม่สามารถจำหน่ายได้ หรือคณะกรรมการมีมติไม่ดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระจนคดีขาดอายุความ ทำให้สหกรณ์ไม่สามารถเรียกร้องหนี้คืนได้

4) ข้อบกพร่องเกี่ยวกับฐานะการเงิน (Financial Standing Deficiencies) คือการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคง เสถียรภาพ และสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์โดยรวม เช่น

4.1) การไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง ณ วันสิ้นเดือน สหกรณ์มีสินทรัพย์สภาพคล่องคิดเป็นร้อยละ 0.5 ของยอดเงินรับฝากทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าอัตราที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่อง การกำหนดอัตราการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ ประกาศ ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2550 และกฎกระทรวงว่าด้วยการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง พ.ศ. 2550 เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550

4.2) การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง คณะกรรมการมีมติให้นำเงินทุนของสหกรณ์จำนวนมากไปลงทุน หรือนำไปฝาก ซึ่งไม่เป็นไปตาม มาตรา 62 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือไม่เป็นไปตามข้อ 7 แห่งกฎกระทรวงการดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2564 หรือไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง การฝากเงินและการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2567 หรือไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่องข้อกำหนดการฝากหรือลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ พ.ศ. 2563

4.3) การมีผลขาดทุนสะสม สหกรณ์มีผลการดำเนินงานขาดทุนติดต่อกันหลายปี จนทำให้เกิดยอดขาดทุนสะสมและมีส่วนของทุนติดลบ (ส่วนขาดแห่งทุน)

"ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี" (Auditor's Observation) คือ ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้สอบบัญชีตรวจพบจากการปฏิบัติงานตรวจสอบตามภารกิจต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบบัญชีประจำปี การตรวจแนะนำการเงินการบัญชี การกำกับมาตรฐานการบัญชี หรือการวางระบบบัญชี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ถึงประเด็นที่ อาจก่อให้เกิดความเสียหาย แก่สหกรณ์ได้ในอนาคต ในทางเทคนิคการสอบบัญชี ข้อสังเกตก็คือ "ข้อตรวจพบ" (Audit Finding) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินหลักฐานที่รวบรวมได้ เปรียบเทียบกับเกณฑ์การตรวจสอบ (Audit Criteria) ที่กำหนดไว้

บทบาทหลักของข้อสังเกต คือการเป็นเครื่องมือสื่อสารเบื้องต้นของผู้สอบบัญชี เพื่อแจ้งเตือนให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์และหน่วยงานกำกับดูแล (กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์) ได้รับทราบถึงความเสี่ยง จุดอ่อนของการควบคุมภายใน หรือประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว

การสื่อสารนี้สะท้อนถึงกลไกการทำงานเชิงป้องกัน (Proactive Mechanism) กล่าวคือ ข้อสังเกตทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม ซึ่งแตกต่างจาก "ข้อบกพร่อง" ที่มีลักษณะเป็นการตอบสนองต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน (Reactive Response) ตามอำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์ กระบวนการรายงานข้อสังเกตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเล็กน้อยบานปลายจนกลายเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงที่ต้องใช้อำนาจทางกฎหมายเข้ามาจัดการในภายหลัง

กรอบการรายงานข้อสังเกต

เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างเป็นระบบและชัดเจน กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้กำหนดแนวปฏิบัติในการรายงานข้อสังเกต โดยแบ่งออกเป็น 2 หมวดหมู่หลัก ดังนี้

1) ข้อสังเกตต่อรายการในงบการเงิน (Observations on Financial Statement Items) เป็นข้อสังเกตที่สามารถระบุและเชื่อมโยงได้โดยตรงกับรายการบัญชีที่ปรากฏในงบการเงิน ไม่ว่าจะเป็นงบแสดงฐานะการเงิน (สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน) หรืองบกำไรขาดทุน เช่น

1.1) ลูกหนี้เงินกู้ ผู้สอบบัญชีตรวจพบว่าลูกหนี้เงินกู้สามัญจำนวน 5 ราย มียอดค้างชำระเกิน 12 เดือน แต่สหกรณ์ยังมิได้พิจารณาตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้กลุ่มนี้ ซึ่งอาจทำให้การแสดงมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงินสูงกว่าความเป็นจริง และรับรู้กำไรเกินควร

1.2) เงินลงทุน สหกรณ์มีการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งต่อมาบริษัทดังกล่าวถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่สหกรณ์ยังคงแสดงมูลค่าเงินลงทุนด้วยราคาทุนเดิม โดยไม่มีการพิจารณาการด้อยค่าของสินทรัพย์

1.3) ที่ดิน อาคาร และอุปกรณ์ สหกรณ์มีการบันทึกมูลค่าอาคารสำนักงานตามราคาประเมินใหม่ที่สูงขึ้น แต่จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารรายงานการประเมินราคาจากผู้ประเมินราคาอิสระที่ได้รับอนุญาต

2) ข้อสังเกตอื่น ๆ ที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน (Other Observations not in Financial Statements) เป็นข้อสังเกตที่ไม่สามารถระบุเป็นรายการในงบการเงินได้โดยตรง แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากมักเกี่ยวข้องกับความอ่อนแอของระบบการควบคุมภายใน การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ หรือระเบียบที่สำคัญ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่อาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดหรือการทุจริตได้ เช่น

2.1) การควบคุมภายในด้านสินเชื่อ กระบวนการอนุมัติเงินกู้ของสหกรณ์ขาดการแบ่งแยกหน้าที่ที่เหมาะสม โดยผู้จัดการเป็นผู้จัดทำเอกสารคำขอกู้, วิเคราะห์สินเชื่อ และอนุมัติเงินกู้ในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตนเอง ซึ่งสร้างความเสี่ยงในการเกิดหนี้ที่ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างรัดกุม

2.2) การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ประชุมใหญ่มีมติให้จัดสรรกำไรสุทธิเพื่อจ่ายเป็นเงินปันผลในอัตราร้อยละ 12 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายสหกรณ์กำหนด

2.3) การกำกับดูแลกิจการ คณะกรรมการดำเนินการไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของสหกรณ์เป็นประจำทุกเดือนตามที่ข้อบังคับของสหกรณ์ได้กำหนดไว้

"ความมีสาระสำคัญ" เกณฑ์ชี้วัดสู่ข้อสังเกตที่ต้องดำเนินการ หลักการเรื่องความมีสาระสำคัญ (Materiality) ในการสอบบัญชี เป็นหัวใจสำคัญของการสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีไม่ได้ตรวจสอบทุกรายการ แต่จะมุ่งเน้นไปที่รายการที่อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งบการเงิน ตามมาตรฐานการสอบบัญชีสากล "ความมีสาระสำคัญ" หมายถึง ขนาดของการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริง (Misstatement) หรือการละเว้นการแสดงข้อมูล (Omission) ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้ว "สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจของผู้ใช้งบการเงิน"

การพิจารณาว่าเรื่องใดมีสาระสำคัญหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของ ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ (Professional Judgment) ของผู้สอบบัญชี โดยต้องพิจารณาจากปัจจัยทั้งสองมิติประกอบกัน ได้แก่

1) ปัจจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Factors) คือการพิจารณาขนาดของจำนวนเงินที่ผิดพลาด โดยเปรียบเทียบกับฐานอ้างอิงที่เหมาะสม เช่น กำหนดเกณฑ์เบื้องต้นว่าข้อผิดพลาดที่เกินกว่าร้อยละ 5 ของกำไรก่อนภาษี หรือร้อยละ 1 ของสินทรัพย์รวม ถือว่ามีสาระสำคัญ

2) ปัจจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Factors) คือการพิจารณาลักษณะของรายการนั้นๆ แม้จำนวนเงินอาจไม่สูง แต่ก็อาจถือว่ามีสาระสำคัญได้ หากเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น การทำธุรกรรมกับกรรมการหรือผู้จัดการโดยไม่เปิดเผยข้อมูล (Related Party Transactions) การกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือข้อผิดพลาดที่ส่งผลให้สหกรณ์ผิดเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงิน

"ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีที่เป็นสาระสำคัญ" คือ ข้อสังเกตที่ผู้สอบบัญชีได้ประเมินโดยใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพแล้วว่า หากไม่ได้รับการแก้ไข อาจนำไปสู่การแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในงบการเงิน หรือบ่งชี้ถึงความเสี่ยงหรือความอ่อนแอของระบบการควบคุมภายในที่รุนแรง ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน ความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง หรือความน่าเชื่อถือของสหกรณ์ในสายตาของสมาชิก เจ้าหนี้ และหน่วยงานกำกับดูแล

ในทางปฏิบัติ กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำหลักการเรื่อง "ความมีสาระสำคัญ" มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลผ่าน "แนวทางการจัดการข้อสังเกตที่ตรวจพบจากการสอบบัญชี" กระบวนการนี้กำหนดให้มีการจัดตั้ง "คณะทำงานพิจารณาข้อสังเกต" เพื่อทำหน้าที่คัดกรองและจำแนกข้อสังเกตที่ได้รับรายงานจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ออกเป็น 3 กรณี ได้แก่

1) กรณีร้ายแรง (Serious Observation) จะนำไปสู่การที่รองนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาออก "คำสั่ง" ทางปกครองตามอำนาจในมาตรา 20 หรือ 22 (1) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ เพื่อบังคับให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไข

2) กรณีไม่ร้ายแรง (Non-serious Observation) จะนำไปสู่การออกเพียง "หนังสือแนะนำ" ให้สหกรณ์พิจารณาปรับปรุงแก้ไข

3) กรณีข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน ต้องสั่งการให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม

ดังนั้น "ความมีสาระสำคัญ" จึงเป็นแนวคิดทางวิชาชีพการสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีใช้ในการประเมินและตัดสินใจว่าจะรายงานประเด็นใดเป็นพิเศษ ในขณะที่ "ความร้ายแรง" คือการตีความเชิงบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory Interpretation) ของหน่วยงานกำกับดูแลต่อข้อสังเกตนั้นๆ เพื่อกำหนดระดับของการตอบสนอง ข้อสังเกตที่ถูกจำแนกว่า "ร้ายแรง" จึงมีความหมายเทียบเท่ากับ "ข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ" ในทางปฏิบัติ เพราะมันคือตัวจุดชนวน (Trigger) ให้กลไกทางกฎหมาย ซึ่งก็คือการออกคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ เริ่มทำงาน กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงการแปลงหลักการสอบบัญชีสากลให้กลายเป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลภาครัฐที่มีลำดับชั้นของการดำเนินการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม

จากข้อสังเกตสู่การสั่งการให้แก้ไขข้อบกพร่อง การเปลี่ยนสถานะจาก "ข้อสังเกต" สู่ "ข้อบกพร่อง" มีกระบวนการที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ ดังนี้

1) การตรวจพบ (Detection) ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบสหกรณ์และตรวจพบประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย จากนั้นจึงบันทึกเป็น "ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี"

2) การประเมิน (Assessment) ผู้สอบบัญชีใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อประเมินว่าข้อสังเกตนั้นมี "สาระสำคัญ" หรือไม่ โดยพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ

3) การรายงาน (Reporting) หากประเมินแล้วว่ามีสาระสำคัญ ผู้สอบบัญชีจะรายงานข้อสังเกตนั้นไปยังกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งต่อรายงานดังกล่าวไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง

4) การจำแนก (Classification) "คณะทำงานพิจารณาข้อสังเกต" ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัด/พื้นที่ จะทำการคัดกรองและจำแนกข้อสังเกตที่ได้รับว่าเป็น "กรณีร้ายแรง" หรือไม่

5) การวินิจฉัย (Diagnosis) รองนายทะเบียนสหกรณ์ (สหกรณ์จังหวัด/ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่) รับรายงาน "ข้อสังเกตที่ร้ายแรง" และใช้อำนาจในการวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงตามข้อสังเกตนั้นเข้าข่ายเป็น "ข้อบกพร่อง" ตามคำนิยามในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ หรือไม่

6) การสั่งการ (Action) หากวินิจฉัยว่าเป็น "ข้อบกพร่อง" รองนายทะเบียนสหกรณ์จะใช้อำนาจตามกฎหมายออก "คำสั่ง" เป็นหนังสือ ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องนั้นตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน

ซึ่งกระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า "ข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ" ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการตรวจสอบทางวิชาชีพบัญชีกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการกำกับดูแล โดยเป็นข้อมูลตั้งต้นที่สำคัญที่สุดซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยและสั่งการให้แก้ไข "ข้อบกพร่อง" ในที่สุด

บทสรุป

จากการวิเคราะห์ข้างต้น จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า "ข้อบกพร่อง" "ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี" และ "ข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ" ไม่ใช่คำที่มีความหมายเดียวกัน แต่เป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันในกระบวนการกำกับดูแลสหกรณ์ที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ เริ่มต้นจากการตรวจจับความเสี่ยงโดยผู้สอบบัญชีในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ (ข้อสังเกต) การประเมินผลกระทบและความรุนแรงของความเสี่ยงนั้น (ความมีสาระสำคัญ) และสิ้นสุดที่การบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น (ข้อบกพร่อง)

ความเข้าใจในความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเสริมสร้างธรรมาภิบาลในสหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์ไม่ควรมองรายงานข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีเป็นเพียงเอกสารประกอบการตรวจสอบประจำปี แต่ควรใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาระบบการควบคุมภายในเชิงรุก (Proactive Governance) การให้ความสำคัญและตอบสนองต่อ "ข้อสังเกต" ที่ได้รับอย่างทันท่วงที จะช่วยป้องกันไม่ให้ปัญหาลุกลามจนกลายเป็น "ข้อบกพร่อง" ที่ต้องอาศัยอำนาจทางกฎหมายเข้ามาจัดการ ซึ่งไม่เพียงแต่จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกดำเนินการทางกฎหมาย แต่ยังเป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็ง ความโปร่งใส และความน่าเชื่อถือให้แก่องค์กรในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความสำเร็จตามอุดมการณ์สหกรณ์ได้อย่างยั่งยืน

ไม่มีความคิดเห็น:

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...