คำว่า "ข้อบกพร่อง" ในบริบทของสหกรณ์ไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดทั่วไปในการปฏิบัติงาน แต่เป็นคำศัพท์ที่มีรากฐานทางกฎหมายตามนัยแห่ง มาตรา 22 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งตามบทบัญญัติดังกล่าว "ข้อบกพร่อง" หมายถึง ผลลัพธ์ที่เกิดจากการที่ "คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน" จนทำให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้
1)
ทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
2)
ทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน
3)
ทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการบัญชี
4)
ทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับกิจการ
5)
ทำให้สหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับฐานะการเงิน
บุคคลผู้มีอำนาจวินิจฉัยและสั่งการให้สหกรณ์แก้ไข
"ข้อบกพร่อง" คือ นายทะเบียนสหกรณ์
หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ที่ได้รับมอบอำนาจ
ซึ่งอำนาจดังกล่าวจะถูกใช้เมื่อนายทะเบียนสหกรณ์ได้รับ
"รายงานการสอบบัญชี" หรือ "รายงานการตรวจสอบ" ที่ชี้ให้เห็นถึงการกระทำหรืองดเว้นการกระทำของคณะกรรมการที่นำไปสู่ผลกระทบข้างต้น
"ข้อบกพร่อง"
เป็นผลลัพธ์ของความล้มเหลวในการกำกับดูแลกิจการ (Governance
Failure) ไม่ใช่เป็นเพียงข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน (Operational
Error) โดยมาตรา 22 ของ พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ
ระบุอย่างชัดเจนว่าต้นเหตุของข้อบกพร่องมาจากการปฏิบัติหน้าที่ของ
"คณะกรรมการดำเนินการ" ซึ่งเป็นองค์กรบริหารสูงสุด ข้อบกพร่องที่ปรากฏ เช่น
เจ้าหน้าที่ลงบัญชีผิดพลาดหรือเงินสดขาดหายไป สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวของคณะกรรมการในการวางระบบการควบคุมภายในที่มีประสิทธิภาพ
หรือการกำกับดูแลให้การดำเนินงานเป็นไปตามกฎหมายและระเบียบที่กำหนด ดังนั้น
การระบุว่ามี "ข้อบกพร่อง"
เกิดขึ้นจึงเป็นการยกระดับปัญหาจากระดับปฏิบัติการไปสู่ระดับธรรมาภิบาลขององค์กร
ซึ่งต้องอาศัยอำนาจตามกฎหมายเข้ามาแทรกแซงเพื่อแก้ไข
ประเภทข้อบกพร่อง
(Classification
of Deficiencies) อาจจำแนกประเภทของข้อบกพร่องออกเป็น
4 ด้านหลัก ดังนี้
1)
ข้อบกพร่องเกี่ยวกับการบัญชี (Accounting Deficiencies)
คือการที่สหกรณ์ไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติในมาตรา 65 และ 66 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 รวมถึงระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร
พ.ศ. 2563 เช่น
1.1) การบันทึกบัญชีไม่เป็นปัจจุบัน
สหกรณ์ไม่บันทึกรายการรับ-จ่ายเงินสดภายในวันที่เกิดเหตุการณ์นั้น
หรือไม่บันทึกรายการอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเงินสดภายใน 3 วัน ซึ่งขัดต่อมาตรา 65 วรรคสอง
1.2) ไม่เป็นไปตามแบบที่นายทะเบียนกำหนด
สหกรณ์ไม่จัดทำงบการเงินตามรูปแบบที่กรมตรวจบัญชีสหกรณ์กำหนด
หรือไม่ปฏิบัติตามนโยบายการบัญชีที่ระบุไว้ในระเบียบฯ เช่น
การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้เงินกู้ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
1.3) ไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง
เจ้าหน้าที่สหกรณ์บันทึกรายรับจากการขายสินค้าต่ำกว่าความเป็นจริง
และยักยอกส่วนต่างไป ซึ่งถือเป็นการจัดทำบัญชีที่ไม่สะท้อนข้อเท็จจริง
1.4) ไม่มีเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สมบูรณ์
การลงรายการจ่ายเงินโดยไม่มีใบสำคัญจ่าย หรือใบเสร็จรับเงินจากผู้ขายเป็นหลักฐาน
ซึ่งขัดต่อมาตรา 65 วรรคท้าย
2)
ข้อบกพร่องทางการเงิน (Financial Deficiencies)
คือการกระทำที่มีมูลเหตุมาจากการไม่ปฏิบัติตามระเบียบว่าด้วยการรับจ่ายและเก็บรักษาเงินของสหกรณ์
ซึ่งมักเกี่ยวข้องโดยตรงกับการทุจริตหรือการบริหารจัดการเงินสดที่ผิดพลาดร้ายแรง
เช่น
2.1) เงินสดขาดบัญชี
จากการตรวจนับเงินสด ณ สิ้นวัน
พบว่าจำนวนเงินสดที่มีอยู่จริงน้อยกว่ายอดคงเหลือที่ปรากฏในบัญชีเงินสด
2.2) การจ่ายเงินโดยไม่มีหลักฐาน
คณะกรรมการอนุมัติให้จ่ายเงินกู้แก่สมาชิกรายหนึ่ง
โดยไม่มีการจัดทำสัญญากู้เงินและหลักประกันตามระเบียบ
2.3)
การยักยอกเงิน พนักงานรับชำระหนี้จากสมาชิกแล้วออกใบเสร็จรับเงิน
แต่ไม่นำเงินสดและรายการดังกล่าวบันทึกเข้าระบบบัญชีของสหกรณ์ หรือมีการปลอมแปลงลายมือชื่อสมาชิกในใบถอนเงินฝากเพื่อเบิกเงินไปใช้ส่วนตัว
3)
ข้อบกพร่องกิจการ (Operational Deficiencies)
คือการดำเนินงานที่ไม่สอดคล้องกับกฎหมาย ข้อบังคับ มติที่ประชุม
หรือวัตถุประสงค์ที่จดทะเบียนไว้ของสหกรณ์
ซึ่งอาจยังไม่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตัวเลขในงบการเงิน
แต่ถือเป็นการปฏิบัติที่ไม่ถูกต้องและอาจนำไปสู่ความเสียหายในอนาคต เช่น
3.1) ดำเนินกิจการนอกกรอบวัตถุประสงค์
สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งนำเงินไปลงทุนในโครงการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย
เก็งกำไร
ซึ่งเป็นธุรกิจที่ไม่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ออมทรัพย์
3.2) การไม่ปฏิบัติตามระเบียบ
คณะกรรมการเงินกู้อนุมัติเงินกู้ฉุกเฉินให้แก่สมาชิกเป็นจำนวนเงิน 100,000 บาท
ทั้งที่ระเบียบว่าด้วยเงินกู้ของสหกรณ์กำหนดวงเงินกู้ฉุกเฉินไว้ไม่เกิน 50,000 บาท
3.3) การบริหารจัดการที่ก่อให้เกิดความเสียหาย
สหกรณ์จัดเก็บปุ๋ยเคมีในคลังสินค้าที่ไม่เหมาะสม
ทำให้ปุ๋ยเสื่อมสภาพและไม่สามารถจำหน่ายได้
หรือคณะกรรมการมีมติไม่ดำเนินคดีกับลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระจนคดีขาดอายุความ
ทำให้สหกรณ์ไม่สามารถเรียกร้องหนี้คืนได้
4)
ข้อบกพร่องเกี่ยวกับฐานะการเงิน (Financial Standing
Deficiencies) คือการกระทำที่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความมั่นคง
เสถียรภาพ และสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์โดยรวม เช่น
4.1) การไม่ดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง
ณ วันสิ้นเดือน สหกรณ์มีสินทรัพย์สภาพคล่องคิดเป็นร้อยละ 0.5
ของยอดเงินรับฝากทั้งหมด ซึ่งต่ำกว่าอัตราที่กำหนดในประกาศกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
เรื่อง การกำหนดอัตราการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของสหกรณ์ ประกาศ ณ วันที่ 31
ตุลาคม 2550 และกฎกระทรวงว่าด้วยการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง พ.ศ. 2550 เมื่อวันที่
30 พฤษภาคม 2550
4.2) การลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง
คณะกรรมการมีมติให้นำเงินทุนของสหกรณ์จำนวนมากไปลงทุน หรือนำไปฝาก ซึ่งไม่เป็นไปตาม มาตรา 62
แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หรือไม่เป็นไปตามข้อ 7
แห่งกฎกระทรวงการดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน
พ.ศ. 2564 หรือไม่เป็นไปตามกฎกระทรวง
การฝากเงินและการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2567 หรือไม่เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ
เรื่องข้อกำหนดการฝากหรือลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ พ.ศ. 2563
4.3) การมีผลขาดทุนสะสม
สหกรณ์มีผลการดำเนินงานขาดทุนติดต่อกันหลายปี
จนทำให้เกิดยอดขาดทุนสะสมและมีส่วนของทุนติดลบ (ส่วนขาดแห่งทุน)
"ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี" (Auditor's Observation)
คือ
ข้อมูลหรือข้อเท็จจริงที่ผู้สอบบัญชีตรวจพบจากการปฏิบัติงานตรวจสอบตามภารกิจต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบบัญชีประจำปี การตรวจแนะนำการเงินการบัญชี การกำกับมาตรฐานการบัญชี
หรือการวางระบบบัญชี ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ถึงประเด็นที่
อาจก่อให้เกิดความเสียหาย แก่สหกรณ์ได้ในอนาคต ในทางเทคนิคการสอบบัญชี
ข้อสังเกตก็คือ "ข้อตรวจพบ" (Audit Finding) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินหลักฐานที่รวบรวมได้
เปรียบเทียบกับเกณฑ์การตรวจสอบ (Audit Criteria) ที่กำหนดไว้
บทบาทหลักของข้อสังเกต
คือการเป็นเครื่องมือสื่อสารเบื้องต้นของผู้สอบบัญชี
เพื่อแจ้งเตือนให้คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์และหน่วยงานกำกับดูแล
(กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และกรมส่งเสริมสหกรณ์) ได้รับทราบถึงความเสี่ยง
จุดอ่อนของการควบคุมภายใน หรือประเด็นที่ควรได้รับการปรับปรุงแก้ไขโดยเร็ว
การสื่อสารนี้สะท้อนถึงกลไกการทำงานเชิงป้องกัน
(Proactive
Mechanism) กล่าวคือ ข้อสังเกตทำหน้าที่เป็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า
ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตหากไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสม
ซึ่งแตกต่างจาก "ข้อบกพร่อง"
ที่มีลักษณะเป็นการตอบสนองต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแล้วหรือกำลังจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจน
(Reactive Response) ตามอำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์
กระบวนการรายงานข้อสังเกตจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการป้องกันไม่ให้ความเสี่ยงเล็กน้อยบานปลายจนกลายเป็นข้อบกพร่องร้ายแรงที่ต้องใช้อำนาจทางกฎหมายเข้ามาจัดการในภายหลัง
กรอบการรายงานข้อสังเกต
เพื่อให้การสื่อสารเป็นไปอย่างเป็นระบบและชัดเจน
กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ได้กำหนดแนวปฏิบัติในการรายงานข้อสังเกต โดยแบ่งออกเป็น 2 หมวดหมู่หลัก ดังนี้
1)
ข้อสังเกตต่อรายการในงบการเงิน (Observations on
Financial Statement Items) เป็นข้อสังเกตที่สามารถระบุและเชื่อมโยงได้โดยตรงกับรายการบัญชีที่ปรากฏในงบการเงิน
ไม่ว่าจะเป็นงบแสดงฐานะการเงิน (สินทรัพย์ หนี้สิน ทุน) หรืองบกำไรขาดทุน เช่น
1.1) ลูกหนี้เงินกู้
ผู้สอบบัญชีตรวจพบว่าลูกหนี้เงินกู้สามัญจำนวน 5
ราย มียอดค้างชำระเกิน 12 เดือน
แต่สหกรณ์ยังมิได้พิจารณาตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับลูกหนี้กลุ่มนี้
ซึ่งอาจทำให้การแสดงมูลค่าสุทธิของลูกหนี้ในงบแสดงฐานะการเงินสูงกว่าความเป็นจริง
และรับรู้กำไรเกินควร
1.2) เงินลงทุน
สหกรณ์มีการลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
ซึ่งต่อมาบริษัทดังกล่าวถูกลดอันดับความน่าเชื่อถือลงอย่างมีนัยสำคัญ
แต่สหกรณ์ยังคงแสดงมูลค่าเงินลงทุนด้วยราคาทุนเดิม
โดยไม่มีการพิจารณาการด้อยค่าของสินทรัพย์
1.3) ที่ดิน อาคาร
และอุปกรณ์ สหกรณ์มีการบันทึกมูลค่าอาคารสำนักงานตามราคาประเมินใหม่ที่สูงขึ้น
แต่จากการตรวจสอบไม่พบเอกสารรายงานการประเมินราคาจากผู้ประเมินราคาอิสระที่ได้รับอนุญาต
2)
ข้อสังเกตอื่น ๆ ที่ไม่ปรากฏในงบการเงิน (Other
Observations not in Financial Statements) เป็นข้อสังเกตที่ไม่สามารถระบุเป็นรายการในงบการเงินได้โดยตรง
แต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
เนื่องจากมักเกี่ยวข้องกับความอ่อนแอของระบบการควบคุมภายใน การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ข้อบังคับ หรือระเบียบที่สำคัญ
ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่อาจนำไปสู่ข้อผิดพลาดหรือการทุจริตได้ เช่น
2.1)
การควบคุมภายในด้านสินเชื่อ กระบวนการอนุมัติเงินกู้ของสหกรณ์ขาดการแบ่งแยกหน้าที่ที่เหมาะสม
โดยผู้จัดการเป็นผู้จัดทำเอกสารคำขอกู้, วิเคราะห์สินเชื่อ
และอนุมัติเงินกู้ในขั้นตอนสุดท้ายด้วยตนเอง
ซึ่งสร้างความเสี่ยงในการเกิดหนี้ที่ไม่ได้รับการพิจารณาอย่างรัดกุม
2.2)
การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ที่ประชุมใหญ่มีมติให้จัดสรรกำไรสุทธิเพื่อจ่ายเป็นเงินปันผลในอัตราร้อยละ
12 ต่อปี ซึ่งเกินกว่าอัตราที่กฎหมายสหกรณ์กำหนด
2.3) การกำกับดูแลกิจการ
คณะกรรมการดำเนินการไม่มีการประชุมเพื่อพิจารณาทบทวนผลการดำเนินงานและฐานะการเงินของสหกรณ์เป็นประจำทุกเดือนตามที่ข้อบังคับของสหกรณ์ได้กำหนดไว้
"ความมีสาระสำคัญ" เกณฑ์ชี้วัดสู่ข้อสังเกตที่ต้องดำเนินการ
หลักการเรื่องความมีสาระสำคัญ (Materiality) ในการสอบบัญชี
เป็นหัวใจสำคัญของการสอบบัญชี ผู้สอบบัญชีไม่ได้ตรวจสอบทุกรายการ
แต่จะมุ่งเน้นไปที่รายการที่อาจมีผลกระทบต่อการตัดสินใจของผู้ใช้งบการเงิน
ตามมาตรฐานการสอบบัญชีสากล "ความมีสาระสำคัญ" หมายถึง
ขนาดของการแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริง (Misstatement) หรือการละเว้นการแสดงข้อมูล
(Omission) ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้ว
"สามารถคาดการณ์ได้อย่างสมเหตุสมผลว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเชิงเศรษฐกิจของผู้ใช้งบการเงิน"
การพิจารณาว่าเรื่องใดมีสาระสำคัญหรือไม่นั้น
เป็นเรื่องของ ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพ (Professional
Judgment) ของผู้สอบบัญชี โดยต้องพิจารณาจากปัจจัยทั้งสองมิติประกอบกัน
ได้แก่
1) ปัจจัยเชิงปริมาณ (Quantitative
Factors) คือการพิจารณาขนาดของจำนวนเงินที่ผิดพลาด
โดยเปรียบเทียบกับฐานอ้างอิงที่เหมาะสม เช่น
กำหนดเกณฑ์เบื้องต้นว่าข้อผิดพลาดที่เกินกว่าร้อยละ 5
ของกำไรก่อนภาษี หรือร้อยละ 1 ของสินทรัพย์รวม
ถือว่ามีสาระสำคัญ
2) ปัจจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative
Factors) คือการพิจารณาลักษณะของรายการนั้นๆ
แม้จำนวนเงินอาจไม่สูง แต่ก็อาจถือว่ามีสาระสำคัญได้
หากเกี่ยวข้องกับประเด็นที่ละเอียดอ่อน เช่น
การทำธุรกรรมกับกรรมการหรือผู้จัดการโดยไม่เปิดเผยข้อมูล (Related Party
Transactions) การกระทำที่ผิดกฎหมาย หรือข้อผิดพลาดที่ส่งผลให้สหกรณ์ผิดเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้กับสถาบันการเงิน
"ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีที่เป็นสาระสำคัญ"
คือ
ข้อสังเกตที่ผู้สอบบัญชีได้ประเมินโดยใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพแล้วว่า
หากไม่ได้รับการแก้ไข
อาจนำไปสู่การแสดงข้อมูลที่ขัดต่อข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญในงบการเงิน
หรือบ่งชี้ถึงความเสี่ยงหรือความอ่อนแอของระบบการควบคุมภายในที่รุนแรง
ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อฐานะการเงิน ผลการดำเนินงาน ความสามารถในการดำเนินงานต่อเนื่อง
หรือความน่าเชื่อถือของสหกรณ์ในสายตาของสมาชิก เจ้าหนี้ และหน่วยงานกำกับดูแล
ในทางปฏิบัติ
กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้นำหลักการเรื่อง "ความมีสาระสำคัญ"
มาปรับใช้เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลผ่าน
"แนวทางการจัดการข้อสังเกตที่ตรวจพบจากการสอบบัญชี" กระบวนการนี้กำหนดให้มีการจัดตั้ง
"คณะทำงานพิจารณาข้อสังเกต"
เพื่อทำหน้าที่คัดกรองและจำแนกข้อสังเกตที่ได้รับรายงานจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ออกเป็น
3 กรณี ได้แก่
1) กรณีร้ายแรง (Serious Observation)
จะนำไปสู่การที่รองนายทะเบียนสหกรณ์พิจารณาออก "คำสั่ง"
ทางปกครองตามอำนาจในมาตรา 20 หรือ 22 (1) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ เพื่อบังคับให้สหกรณ์ดำเนินการแก้ไข
2) กรณีไม่ร้ายแรง (Non-serious Observation)
จะนำไปสู่การออกเพียง "หนังสือแนะนำ"
ให้สหกรณ์พิจารณาปรับปรุงแก้ไข
3)
กรณีข้อเท็จจริงไม่ครบถ้วน
ดังนั้น
"ความมีสาระสำคัญ"
จึงเป็นแนวคิดทางวิชาชีพการสอบบัญชีที่ผู้สอบบัญชีใช้ในการประเมินและตัดสินใจว่าจะรายงานประเด็นใดเป็นพิเศษ
ในขณะที่ "ความร้ายแรง" คือการตีความเชิงบังคับใช้กฎหมาย (Regulatory
Interpretation) ของหน่วยงานกำกับดูแลต่อข้อสังเกตนั้นๆ
เพื่อกำหนดระดับของการตอบสนอง ข้อสังเกตที่ถูกจำแนกว่า "ร้ายแรง"
จึงมีความหมายเทียบเท่ากับ "ข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ" ในทางปฏิบัติ
เพราะมันคือตัวจุดชนวน (Trigger) ให้กลไกทางกฎหมาย
ซึ่งก็คือการออกคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ เริ่มทำงาน
กระบวนการนี้แสดงให้เห็นถึงการแปลงหลักการสอบบัญชีสากลให้กลายเป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลภาครัฐที่มีลำดับชั้นของการดำเนินการที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม
จากข้อสังเกตสู่การสั่งการให้แก้ไขข้อบกพร่อง
การเปลี่ยนสถานะจาก "ข้อสังเกต" สู่
"ข้อบกพร่อง" มีกระบวนการที่ต่อเนื่องและเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
ดังนี้
1)
การตรวจพบ (Detection)
ผู้สอบบัญชีเข้าตรวจสอบสหกรณ์และตรวจพบประเด็นที่อาจก่อให้เกิดความเสียหาย
จากนั้นจึงบันทึกเป็น "ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี"
2)
การประเมิน (Assessment)
ผู้สอบบัญชีใช้ดุลยพินิจเยี่ยงผู้ประกอบวิชาชีพเพื่อประเมินว่าข้อสังเกตนั้นมี
"สาระสำคัญ" หรือไม่ โดยพิจารณาทั้งปัจจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ
3)
การรายงาน (Reporting)
หากประเมินแล้วว่ามีสาระสำคัญ
ผู้สอบบัญชีจะรายงานข้อสังเกตนั้นไปยังกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งต่อรายงานดังกล่าวไปยังกรมส่งเสริมสหกรณ์เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง
4)
การจำแนก (Classification)
"คณะทำงานพิจารณาข้อสังเกต"
ของสำนักงานสหกรณ์จังหวัด/พื้นที่
จะทำการคัดกรองและจำแนกข้อสังเกตที่ได้รับว่าเป็น "กรณีร้ายแรง" หรือไม่
5) การวินิจฉัย (Diagnosis) รองนายทะเบียนสหกรณ์
(สหกรณ์จังหวัด/ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่) รับรายงาน
"ข้อสังเกตที่ร้ายแรง"
และใช้อำนาจในการวินิจฉัยว่าข้อเท็จจริงตามข้อสังเกตนั้นเข้าข่ายเป็น
"ข้อบกพร่อง" ตามคำนิยามในมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.
สหกรณ์ฯ หรือไม่
6) การสั่งการ (Action) หากวินิจฉัยว่าเป็น
"ข้อบกพร่อง" รองนายทะเบียนสหกรณ์จะใช้อำนาจตามกฎหมายออก
"คำสั่ง" เป็นหนังสือ
ให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องนั้นตามวิธีการและภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างชัดเจน
ซึ่งกระบวนการนี้แสดงให้เห็นว่า
"ข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ"
ทำหน้าที่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างการตรวจสอบทางวิชาชีพบัญชีกับการบังคับใช้กฎหมายเพื่อการกำกับดูแล
โดยเป็นข้อมูลตั้งต้นที่สำคัญที่สุดซึ่งนำไปสู่การวินิจฉัยและสั่งการให้แก้ไข
"ข้อบกพร่อง" ในที่สุด
บทสรุป
จากการวิเคราะห์ข้างต้น
จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า "ข้อบกพร่อง" "ข้อสังเกตของผู้สอบบัญชี" และ "ข้อสังเกตที่เป็นสาระสำคัญ"
ไม่ใช่คำที่มีความหมายเดียวกัน
แต่เป็นองค์ประกอบที่เชื่อมโยงกันในกระบวนการกำกับดูแลสหกรณ์ที่ต่อเนื่องและเป็นระบบ
เริ่มต้นจากการตรวจจับความเสี่ยงโดยผู้สอบบัญชีในฐานะผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ
(ข้อสังเกต) การประเมินผลกระทบและความรุนแรงของความเสี่ยงนั้น (ความมีสาระสำคัญ) และสิ้นสุดที่การบังคับใช้กฎหมายโดยหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น
(ข้อบกพร่อง)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น