การจัดตั้งและบริหารจัดการสหกรณ์ในประเทศไทยอยู่ภายใต้กลไกทางกฎหมายที่มีความซับซ้อนและได้รับการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ สังคม และหลักการสหกรณ์สากล โครงสร้างทางกฎหมายสหกรณ์ไทยไม่ได้เป็นเพียงชุดข้อบังคับเชิงกระบวนการเท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือเชิงสถาบันที่มุ่งคุ้มครองประโยชน์ของมวลสมาชิก ป้องกันการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ และส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานรากท่ามกลางความท้าทายในยุคดิจิทัลและทุนนิยมเสรี
การจัดตั้งองค์กรนิติบุคคลในรูปแบบของ “สหกรณ์” ภายใต้ระบบกฎหมายไทย
มิได้เป็นเพียงกระบวนการจดทะเบียนทางธุรกิจตามปกติกติกาของกฎหมาย
ทว่าเป็นการก่อตั้งสถาบันทางเศรษฐกิจและสังคมที่ตั้งอยู่บนรากฐานของอุดมการณ์การช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
การออกแบบโครงสร้างทางกฎหมายตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการรวมกลุ่มจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อความยั่งยืนขององค์กร
ด้วยเหตุนี้ ภาครัฐจึงได้พัฒนากลไกการกำกับดูแลผ่านกฎหมายและระเบียบที่รัดกุมหลายมิติ
เพื่อให้มั่นใจว่าสหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นใหม่จะทำหน้าที่เป็นกลไกยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกได้อย่างแท้จริง
โดยไม่ก่อให้เกิดความเสี่ยงเชิงระบบ
หรือถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
เอกสารนี้เป็นการวิเคราะห์และประมวลผลเชิงลึก
เพื่อสร้างเป็นคู่มือมาตรฐานสำหรับการจัดตั้งสหกรณ์เชิงคุณภาพ
โดยจัดโครงสร้างเนื้อหาออกเป็นห้ามิติหลัก ได้แก่ หลักเกณฑ์ เงื่อนไข ขั้นตอน
วิธีการ และข้อห้ามในการจัดตั้งสหกรณ์
เนื้อหาทั้งหมดถูกวิเคราะห์และสังเคราะห์บูรณาการจากฐานกฎหมายระดับพระราชบัญญัติและกฎหมายลำดับรองที่บังคับใช้อย่างเป็นพลวัตในปัจจุบัน
ประกอบด้วย พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม),
ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์
พ.ศ. 2552, ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการจัดทำข้อบังคับสหกรณ์เพื่อใช้ในการจดทะเบียน พ.ศ. 2545, กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภทที่จะรับจดทะเบียน
พ.ศ. 2567, คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2568 เรื่อง มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ และประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง
หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดแผนดำเนินการธุรกิจ พ.ศ. 2557
1.
หลักเกณฑ์ในการจัดตั้งสหกรณ์
หลักเกณฑ์ในการจัดตั้งสหกรณ์ หมายถึง
คุณสมบัติพื้นฐานและกรอบโครงสร้างเชิงระบบที่เป็นข้อบังคับเบื้องต้น
ที่กลุ่มบุคคลผู้ริเริ่มจัดตั้งต้องมีหรือต้องสอดคล้อง
หากขาดหลักเกณฑ์ข้อใดข้อหนึ่ง
องค์กรที่จะเกิดขึ้นจะไม่ได้รับการรับรองสถานะความเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์
หลักเกณฑ์พื้นฐานในการจัดตั้งสหกรณ์ตามระบบกฎหมายไทยถูกกำหนดขึ้นเพื่อรับรองสิทธิการรวมกลุ่มของประชาชน
ควบคู่ไปกับการควบคุมมาตรฐานเพื่อให้การจัดตั้งเป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
การวิเคราะห์หลักเกณฑ์เหล่านี้จำเป็นต้องพิจารณาผ่านเจตนารมณ์ของทั้งกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนที่รัฐเข้ามาแทรกแซงเพื่อความสงบเรียบร้อย
องค์ประกอบด้านบุคคลและเจตนารมณ์แห่งการรวมกลุ่มถือเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งสหกรณ์
การรวมกลุ่มเพื่อจัดตั้งสหกรณ์ต้องเริ่มต้นจากบุคคลธรรมดาที่บรรลุนิติภาวะ
ซึ่งมีกิจการหรือความต้องการร่วมกันในทางเศรษฐกิจและสังคมมารวมตัวกัน
พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 กำหนดให้ต้องมีบุคคลรวมตัวกันจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคน
หลักการกำหนดจำนวนขั้นต่ำนี้สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีมวลชนพื้นฐานที่เพียงพอต่อการสร้างระบบการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
และเพื่อเป็นหลักประกันเบื้องต้นว่าองค์กรที่จะเกิดเป็นนิติบุคคลนั้น
มีการกระจายความเสี่ยงและมีฐานของความเป็นประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจที่แท้จริง
มิใช่การจัดตั้งเพื่อหลีกเลี่ยงกฎหมายนิติบุคคลประเภทห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดที่อาจใช้คนจำนวนน้อยกว่าในการก่อการ
หลักเกณฑ์ที่มีนัยสำคัญยิ่งประการต่อมาในบริบทปัจจุบันคือ
คณะผู้จัดตั้งจะต้องกำหนดประเภทและขอบเขตของสหกรณ์ให้สอดคล้องกับโครงสร้างที่รัฐให้การรับรองทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด
โดยกฎกระทรวง กำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์
และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภทที่จะรับจดทะเบียน พ.ศ. 2567
ได้จำแนกสหกรณ์ออกเป็นเจ็ดประเภทหลัก การตรากฎกระทรวงฉบับนี้มีเหตุผลทางนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่ลึกซึ้ง
เพื่อแก้ไขปัญหาการดำเนินกิจการข้ามขอบเขตวัตถุประสงค์ประการสำคัญ
ซึ่งในอดีตสหกรณ์บางประเภทได้ขยายการลงทุนหรือการให้สินเชื่อในลักษณะที่สุ่มเสี่ยงและทับซ้อนกับสถาบันการเงินพาณิชย์
กฎหมายฉบับนี้จึงทำหน้าที่ตีกรอบแดนดำเนินงาน เพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบ
และเพื่อให้การกำกับดูแลของนายทะเบียนสหกรณ์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและตรงตามบริบทของกลุ่มอาชีพ
1.1 เจตนารมณ์และวัตถุประสงค์แห่งการก่อตั้ง
หลักเกณฑ์ประการแรกที่สำคัญที่สุดคือการตั้งอยู่บนปรัชญาและอุดมการณ์สหกรณ์
พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 33 กำหนดหลักเกณฑ์ไว้ว่า “การจัดตั้งสหกรณ์ต้องเป็นการรวมกลุ่มของบุคคลที่มีเจตจำนงร่วมกัน
เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก” หลักเกณฑ์ข้อนี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ใช้แยกแยะสหกรณ์ออกจากบรรษัทธุรกิจทั่วไป
ที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดเพื่อจ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้น ในทางกลับกัน
สหกรณ์มีหน้าที่หลักในการให้บริการแก่สมาชิกเพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มรายได้
โดยมีหลักการจัดตั้งที่ต้องสะท้อนถึงการรวมกลุ่มกันแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจที่สมาชิกไม่สามารถแก้ไขได้โดยลำพัง
1.2 การระบุประเภทและขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการ
ในอดีต
การกำหนดขอบเขตการดำเนินกิจการของสหกรณ์มีความยืดหยุ่นสูง
ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการดำเนินธุรกิจที่ทับซ้อนและเกินขีดความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยง
รัฐจึงได้ออกกฎกระทรวงกำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์
และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภทที่จะรับจดทะเบียน พ.ศ. 2567
ซึ่งมีผลบังคับใช้เพื่อตีกรอบและจำกัดความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ หลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงฯ
ฉบับนี้ บังคับให้สหกรณ์ที่จัดตั้งใหม่ต้องเลือกประเภทที่สอดคล้องกับลักษณะการประกอบอาชีพหรือลักษณะวงสัมพันธ์ของสมาชิกอย่างเคร่งครัด
โดยแบ่งประเภทและขอบเขตหลักออกเป็น 7 ประเภท ดังตารางที่ 1
ตารางที่
1 ลักษณะสำคัญ องค์ประกอบของกลุ่มเป้าหมาย วัตถุประสงค์หลัก
และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการตามกฎหมาย ของสหกรณ์แต่ละประเภท
|
ประเภทสหกรณ์ |
วัตถุประสงค์ของสหกรณ์ |
ขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการ |
ลักษณะสมาชิก |
ข้อกำหนดเพิ่มเติม |
|
สหกรณ์การเกษตร |
เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพ
จัดหาวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็น ตลอดจนการผลิต การตลาด
และบริการเพื่อประโยชน์ของสมาชิก |
การส่งเสริมการผลิต
การจัดหาวัสดุอุปกรณ์ การจัดจำหน่าย การให้บริการ และการอุตสาหกรรมในหมู่สมาชิก
รวมถึงการรับฝากเงินและให้เงินกู้ |
เกษตรกร
ผู้ประกอบอาชีพทางการเกษตร หรือผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับการเกษตร |
ต้องมีลักษณะเป็นสหกรณ์ที่ควบรวมหรือปรับปรุงโครงสร้างเพื่อความยั่งยืนตามกฎกระทรวง |
|
สหกรณ์ประมง |
เพื่อส่งเสริมการประกอบอาชีพด้านการประมง
การเลี้ยงสัตว์น้ำ และการแปรรูปสัตว์น้ำ |
จัดหาเครื่องมือประมง
การจัดการตลาดสัตว์น้ำ การให้ความรู้ทางเทคนิคประมง
และการอำนวยความสะดวกด้านเงินทุนแก่สมาชิก |
ผู้ประกอบอาชีพประมง
ผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ หรือผู้มีอาชีพเกี่ยวเนื่องกับการประมง |
สามารถดำเนินกิจการจัดหาและจำหน่ายสินค้าที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพประมง |
|
สหกรณ์นิคม |
เพื่อการจัดสรรที่ดินทำกินให้แก่สมาชิก
และการจัดบริการสาธารณูปโภคหรือปัจจัยพื้นฐานในนิคมสหกรณ์ |
การจัดการที่ดิน
การบำรุงรักษาเส้นทางคมนาคม การจัดการน้ำเพื่อการเกษตร
และการส่งเสริมอาชีพในพื้นที่นิคม |
เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเองและประสงค์เข้าทำประโยชน์ในเขตนิคมสหกรณ์ |
มีอำนาจหน้าที่ในการดูแลรักษาทรัพย์สินส่วนกลางและที่ดินในเขตจัดสรร |
|
สหกรณ์ออมทรัพย์ |
เพื่อส่งเสริมการออมทรัพย์ในหมู่สมาชิก
และให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิกเมื่อมีความจำเป็น |
การรับฝากเงิน
การให้กู้ยืมเงินเพื่อการประกอบอาชีพหรือเหตุฉุกเฉิน และการสวัสดิการสมาชิก |
บุคคลที่มีรายได้ประจำ
เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ หรือพนักงานบริษัทเอกชน |
มีข้อกำหนดเกี่ยวกับการสะสมหุ้นและการตั้งกองทุนสำรองตามกฎหมาย |
|
สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน |
เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันโดยการสะสมเงินออมและให้กู้ยืมในหมู่สมาชิกที่อยู่ในภูมิลำเนาหรือที่ทำงานเดียวกัน |
การรับฝากเงินออม
การให้เงินกู้สวัสดิการ และการจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตสมาชิกในชุมชน |
บุคคลที่อาศัยในชุมชนเดียวกัน
หรือทำงานในสถานที่เดียวกัน มีความสมัครสมานสามัคคี |
เน้นหลักการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามค่านิยมของเครดิตยูเนี่ยน |
|
สหกรณ์ร้านค้า |
เพื่อจัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นมาจำหน่ายแก่สมาชิกในราคายุติธรรม |
การซื้อสินค้า
จัดหาสิ่งของ และบริการที่จำเป็นมาจำหน่าย
รวมถึงการผลิตสินค้าบางประเภทเพื่อลดค่าใช้จ่ายสมาชิก |
บุคคลทั่วไป
ผู้บริโภค หรือกลุ่มบุคคลที่ต้องการรวมกลุ่มเพื่อซื้อสินค้าคุณภาพดีราคาถูก |
เน้นการลดภาระค่าครองชีพและไม่มุ่งเน้นกำไรสูงสุด |
|
สหกรณ์บริการ |
เพื่อประกอบกิจการบริการในลักษณะต่างๆ
ตามที่สมาชิกร่วมกันกำหนดเพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพหรือการครองชีพ |
การให้บริการตามประเภทธุรกิจ
เช่น บริการขนส่ง บริการเคหะ หรือบริการวิชาชีพอื่นๆ |
ผู้ประกอบอาชีพบริการประเภทเดียวกัน
หรือกลุ่มบุคคลที่มีความต้องการบริการอย่างใดอย่างหนึ่งร่วมกัน |
ขอบเขตขึ้นอยู่กับข้อบังคับเฉพาะของสหกรณ์บริการแต่ละแห่ง |
การกำหนดประเภทตามตารางข้างต้นนี้
เป็นการกำหนดเอกลักษณ์ ของสหกรณ์แต่ละประเภทอย่างชัดเจน
การพิจารณารับจดทะเบียนของนายทะเบียนสหกรณ์จะต้องตรวจสอบว่าวัตถุประสงค์ที่กลุ่มผู้จัดตั้งเสนอมานั้น
ไม่ละเมิดข้อกำหนดขอบเขตเหล่านี้
คณะผู้จัดตั้งต้องดำเนินการวิเคราะห์สภาพปัญหาและศักยภาพของกลุ่มตนเองอย่างถ่องแท้
และเลือกจดทะเบียนประเภทสหกรณ์ให้ถูกต้องตามลักษณะพื้นฐานของกลุ่ม
หากลักษณะของกลุ่มไม่เข้าเกณฑ์ในกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2567 นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจปกครองในการปฏิเสธการรับจดทะเบียน
เนื่องจากถือว่าหลักเกณฑ์การตั้งต้นไม่สมบูรณ์และอาจก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อระบบการสหกรณ์โดยรวม
นอกจากนี้ รัฐและนายทะเบียนสหกรณ์ยังได้วางมาตรการรองรับสำหรับสหกรณ์ที่จัดตั้งอยู่ก่อนแล้ว
โดยกำหนดบทเฉพาะกาลให้สหกรณ์ต้องแก้ไขข้อบังคับและการดำเนินงานให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงฉบับใหม่นี้ภายในหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่กฎกระทรวงมีผลใช้บังคับ
เพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งระบบ
1.3 ความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจและการรวมตัว
หลักเกณฑ์อีกประการหนึ่งที่ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือความเป็นไปได้ทางธุรกิจ
การรวมตัวของกลุ่มบุคคลธรรมดาที่บรรลุนิติภาวะจะต้องมีจำนวนที่เหมาะสม
และที่สำคัญคือต้องมีกิจการร่วมกัน หลักเกณฑ์นี้ทำให้นายทะเบียนมีอำนาจปฏิเสธการจดทะเบียนได้
หากประเมินแล้วพบว่ากิจกรรมที่สหกรณ์จะดำเนินการนั้นไม่มีโอกาสที่จะบรรลุผลสำเร็จในทางธุรกิจ
หรือฐานจำนวนสมาชิกไม่เพียงพอที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดตามพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2542
มาตรา 37
2.
เงื่อนไขการจัดตั้งสหกรณ์
เงื่อนไขในการจัดตั้งสหกรณ์
หมายถึง
ภาระหน้าที่ทางกฎหมายและข้อปฏิบัติระดับกระบวนการที่กลุ่มบุคคลซึ่งประสงค์จะจัดตั้งสหกรณ์
"ต้องทำให้สำเร็จและครบถ้วน"
ก่อนที่จะยื่นคำขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหกรณ์
เงื่อนไขเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือคัดกรองความพร้อมและเสริมสร้างความเข้มแข็งของกลไกการบริหารจัดการภายในตั้งแต่ก่อนที่องค์กรจะมีสถานะเป็นนิติบุคคล
เมื่อพิจารณาผ่านหลักเกณฑ์ขั้นต้นอันเป็นสารัตถะสำคัญไปแล้ว
การก้าวเข้าสู่กระบวนการจดทะเบียนนิติบุคคลต้องผ่านการปฏิบัติให้ครบถ้วนตามเงื่อนไขซึ่งถือเป็นมาตรการคัดกรองความพร้อมก่อนการเข้าสู่ระบบ
ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์ พ.ศ. 2552
ได้วางเงื่อนไขเชิงประจักษ์หลายประการเพื่อป้องกันการจัดตั้งสหกรณ์กระดาษหรือสหกรณ์ที่ปราศจากความพร้อมในการขับเคลื่อนธุรกิจ
เงื่อนไขด้านการพัฒนาศักยภาพและความเข้าใจในปรัชญาสหกรณ์ถือเป็นด่านแรกที่สำคัญ
กฎหมายไม่พึงประสงค์ให้การจัดตั้งสหกรณ์เกิดขึ้นจากความไม่รู้
หรือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนไปสู่ทิศทางของลัทธิทุนนิยมสุดโต่ง ดังนั้น
ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ฯ พ.ศ. 2552 จึงกำหนดบังคับให้กลุ่มบุคคลที่ประสงค์จะจัดตั้งสหกรณ์ต้องประสานงานกับหน่วยงานของรัฐ
ได้แก่ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด หรือสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร
เพื่อเข้ารับการปฐมนิเทศและการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ
และวิธีการสหกรณ์ เป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่าหกชั่วโมง เงื่อนไขนี้มีนัยสำคัญเพื่อสร้างความตระหนักรู้ร่วมกันว่าองค์กรที่กำลังจะก่อตั้งขึ้นนี้
แตกต่างจากการเป็นบริษัทจำกัดอย่างสิ้นเชิง
สหกรณ์ไม่ได้มุ่งเน้นการแสวงหากำไรสูงสุดเพื่อจ่ายเงินปันผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่
แต่มุ่งเน้นการกระจายผลประโยชน์และการแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกร่วมกันบนหลักการหนึ่งคนหนึ่งเสียง
ความซับซ้อนของรูปแบบธุรกิจในสหกรณ์บางประเภท
ทำให้กลไกรัฐต้องกำหนดเงื่อนไขพิจารณาพิเศษก่อนการจดทะเบียน
เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจส่งผลกระทบในวงกว้าง สำหรับสหกรณ์ประเภทเครดิตยูเนี่ยน
ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับสถาบันการเงินระดับฐานรากและต้องบริหารจัดการเงินออมของประชาชน
คณะผู้จัดตั้งต้องเผชิญกับเงื่อนไขที่เข้มงวดขึ้น
โดยจะต้องติดต่อประสานงานกับชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย จำกัด
เพื่อรับการถ่ายทอดองค์ความรู้เฉพาะทางเกี่ยวกับการบริหารความเสี่ยงทางการเงิน
และที่สำคัญที่สุดคือ ต้องผ่านกระบวนการทดลองดำเนินงานในรูปแบบกลุ่มเตรียมสหกรณ์ก่อน
เพื่อพิสูจน์ความสามารถในการระดมทุน การปล่อยสินเชื่อ
และการจัดการสภาพคล่องทางบัญชีให้เป็นที่ประจักษ์ ในทำนองเดียวกัน
หากกลุ่มบุคคลประสงค์จะจัดตั้งสหกรณ์ประเภทบริการ ภายใต้โครงการบ้านมั่นคง
กฎหมายบังคับให้ต้องมีเอกสารรับรองสถานะและความพร้อมจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน
(องค์การมหาชน)
เพื่อเป็นหลักประกันเบื้องต้นถึงความเป็นไปได้ของโครงการสถาปัตยกรรมที่อยู่อาศัยและการมีส่วนร่วมของชุมชน
การตั้งสหกรณ์จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการวางแผนกลยุทธ์เชิงพาณิชย์ที่มีความเป็นไปได้เชิงประจักษ์
ตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดแผนดำเนินการ
เกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจกรรมของสหกรณ์ที่จะจัดตั้ง พ.ศ. 2557
คณะผู้จัดตั้งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการจัดทำฐานข้อมูล สองประการหลัก
ประการแรกคือการสำรวจสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคม
คณะผู้จัดตั้งต้องรวบรวมข้อมูลเชิงประจักษ์ของกลุ่มเป้าหมายที่จะมาเป็นสมาชิก
เพื่อเป็นข้อมูลตั้งต้นในการวิเคราะห์ว่าสมาชิกมีระดับรายได้ ภาระหนี้สิน
ความสามารถในการชำระหนี้ และความต้องการใช้บริการประเภทใดบ้าง ข้อมูลเหล่านี้จะนำไปสู่ประการที่สอง
คือการกำหนดแผนดำเนินการธุรกิจระยะหนึ่งถึงสามปี
คณะผู้จัดตั้งต้องจัดทำร่างแผนธุรกิจล่วงหน้า โดยมีรายละเอียดครอบคลุม
กิจกรรมทางธุรกิจที่จะให้บริการ แหล่งที่มาของเงินทุน งบประมาณ
แผนการจัดจ้างเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน
ตลอดจนประมาณการรายได้และค่าใช้จ่ายอย่างสมเหตุสมผล แผนดังกล่าวไม่ใช่เพียงเอกสารประกอบพิธีการ
แต่เป็นเงื่อนไขบังคับที่นายทะเบียนจะใช้ประเมินความยั่งยืนทางการเงินและศักยภาพในการรอดพ้นความล้มเหลวในช่วงระยะเริ่มต้นของธุรกิจ
หากแผนธุรกิจขาดความน่าเชื่อถือหรือมีลักษณะเลื่อนลอย
นายทะเบียนย่อมมีอำนาจตามกฎหมายที่จะยกข้อบกพร่องนี้ขึ้นเป็นเหตุแห่งการไม่รับจดทะเบียน
2.1 เงื่อนไขด้านการเสริมสร้างอุดมการณ์และความเข้าใจ
การจัดตั้งสหกรณ์ไม่สามารถเกิดจากการรวมตัวกันเพียงตัวอักษรบนกระดาษ
แต่ต้องเกิดจากความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในหลักการ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์ พ.ศ. 2552 จึงได้กำหนดเงื่อนไขบังคับให้ผู้ประสงค์จะจัดตั้งต้องประสานงานกับสำนักงานสหกรณ์จังหวัด
หรือสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานคร
เพื่อเข้ารับการฝึกอบรมรับความรู้เกี่ยวกับอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ การฝึกอบรมนี้ถูกกำหนดเงื่อนไขเวลาให้ต้องมีระยะเวลาอย่างน้อย
6 ชั่วโมง
ซึ่งเป็นกลไกเพื่อให้รัฐสามารถประเมินความพร้อมและถ่ายทอดเจตนารมณ์ทางกฎหมายให้แก่แกนนำผู้จัดตั้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
2.2
เงื่อนไขเฉพาะเจาะจงทางสถาบัน
ความเสี่ยงของการดำเนินกิจการบางประเภททำให้เกิดเงื่อนไขเฉพาะที่ต้องปฏิบัติเพิ่มเติมนอกเหนือจากเงื่อนไขทั่วไป
1) เงื่อนไขของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน เนื่องจากสหกรณ์ประเภทนี้มีลักษณะเป็นสถาบันการเงินชุมชนที่มีความเปราะบาง
กลุ่มบุคคลต้องติดต่อชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งประเทศไทย เพื่อรับการถ่ายทอดองค์ความรู้
และมีเงื่อนไขบังคับให้ต้องทดลองดำเนินงานในรูปแบบของกลุ่มสหกรณ์ก่อนการยื่นจดทะเบียน
เพื่อพิสูจน์ขีดความสามารถในการบริหารสภาพคล่องทางการเงิน
2) เงื่อนไขของสหกรณ์บริการ
(โครงการบ้านมั่นคง) จะต้องมีเงื่อนไขในการได้รับเอกสารรับรองสถานะและความพร้อมจากหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งก็คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.
เพื่อรับประกันความถูกต้องของโครงการที่อยู่อาศัยที่สมาชิกจะเข้าร่วม
2.3 เงื่อนไขการสำรวจเศรษฐกิจและแผนดำเนินการธุรกิจ
กฎหมายบังคับให้การรวมกลุ่มต้องตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลเชิงประจักษ์
กลุ่มบุคคลที่ผ่านการอบรมแล้วมีเงื่อนไขต้องลงพื้นที่ดำเนินการสำรวจสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของบุคคลซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก
ข้อมูลที่ได้จากการสำรวจนี้เป็นสารตั้งต้นที่บังคับให้ต้องนำมาใช้ประกอบการจัดทำแผนดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจกรรมของสหกรณ์ตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์
เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการกำหนดแผนดำเนินการฯ
แผนดังกล่าวต้องมีความเชื่อมโยงกับปัญหาทางเศรษฐกิจของสมาชิก และต้องแสดงความเป็นไปได้ของกระแสเงินสดและผลการดำเนินงานอย่างน้อยในระยะเริ่มต้น
แผนธุรกิจนี้จะต้องถูกนำเสนอให้ที่ประชุมใหญ่ผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกพิจารณาให้ความเห็นชอบก่อนการจดทะเบียนเสมอ
2.4 เงื่อนไขการจัดทำและกำหนดสาระสำคัญของข้อบังคับสหกรณ์
ข้อบังคับเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของสหกรณ์
การยกร่างข้อบังคับจึงเป็นเงื่อนไขที่ละเอียดอ่อนที่สุด
โดยต้องปฏิบัติตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการจัดทำข้อบังคับสหกรณ์เพื่อใช้ในการจดทะเบียน พ.ศ. 2545
อย่างเคร่งครัด พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา 43 ได้กำหนดเงื่อนไขสาระสำคัญบังคับที่ข้อบังคับทุกฉบับต้องระบุไว้
10 ประการ ซึ่งได้สรุปไว้ในตารางที่ 2
ตารางที่
2 เงื่อนไขการจัดทำและกำหนดสาระสำคัญของข้อบังคับสหกรณ์
|
ลำดับที่ |
สาระสำคัญบังคับตามมาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 |
นัยยะทางกฎหมายและการบริหารจัดการ |
|
1 |
ชื่อสหกรณ์ |
ต้องมีคำว่า “จำกัด” และห้ามซ้ำซ้อนกับสหกรณ์ที่จดทะเบียนไปแล้ว
|
|
2 |
ประเภทของสหกรณ์ |
ต้องสอดคล้องกับกฎกระทรวงกำหนดลักษณะฯ
พ.ศ. 2567
ทั้ง 7 ประเภท |
|
3 |
วัตถุประสงค์ |
กำหนดขอบเขตอำนาจกระทำการของสหกรณ์
เพื่อป้องกันการทำนิติกรรมที่เกินขอบเขต |
|
4 |
ที่ตั้งสำนักงาน |
ระบุภูมิลำเนาทางกฎหมายที่ชัดเจน
เพื่อผลทางกฎหมายและการติดต่อของภาครัฐ |
|
5 |
ทุนของสหกรณ์ |
กำหนดโครงสร้างทุนเรือนหุ้น มูลค่าหุ้น
และเงื่อนไขการถือครองหุ้นของสมาชิก |
|
6 |
ข้อกำหนดการดำเนินงาน การบัญชี การเงิน |
วางกรอบการบริหารสภาพคล่อง
การตั้งทุนสำรอง และการจัดทำบัญชีให้สอดคล้องกับระเบียบนายทะเบียน |
|
7 |
ข้อกำหนดเกี่ยวกับสมาชิก |
กำหนดคุณสมบัติ สิทธิ หน้าที่
การเข้าเป็นสมาชิก และเงื่อนไขการพ้นจากสมาชิกภาพ |
|
8 |
ข้อกำหนดการประชุมใหญ่ |
กำหนดองค์ประชุม
อำนาจหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่สามัญและวิสามัญ |
|
9 |
คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ |
กำหนดจำนวนกรรมการ วาระการดำรงตำแหน่ง
อำนาจหน้าที่ และความรับผิดทางกฎหมาย |
|
10 |
ข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้จัดการ |
กำหนดอำนาจหน้าที่ของฝ่ายจัดการที่รับการมอบอำนาจจากคณะกรรมการบริหาร
|
นอกจากเงื่อนไขเนื้อหาตามตารางข้างต้นแล้ว
หากนายทะเบียนหรือรองนายทะเบียนพิจารณาเห็นว่าข้อความในข้อบังคับขาดสาระสำคัญ
หรือขัดแย้งกับข้อกฎหมาย (เช่น ขัดกับกฎกระทรวง พ.ศ. 2567)
นายทะเบียนมีอำนาจตามมาตรา 36 วรรคสอง
ในการออกคำสั่งให้คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์นำกลับไปแก้ไขให้ถูกต้องก่อนการพิจารณาขั้นสุดท้าย
3.
ขั้นตอนการจัดตั้งสหกรณ์
ขั้นตอนการจัดตั้งสหกรณ์ถูกออกแบบทางกฎหมายให้เป็นลำดับขั้น
เพื่อให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม การตรวจสอบ
และการถ่วงดุลอำนาจภายในกลุ่มคณะผู้ก่อการเอง โครงสร้างตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งสหกรณ์ พ.ศ. 2552 สามารถจำแนกกระบวนการทางปฏิบัติออกเป็นห้าขั้นตอนหลักซึ่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
ขั้นตอนแรก
คือการรวมกลุ่มและการรับการอบรมเพื่อสร้างเจตจำนงร่วม
บุคคลที่มีความประสงค์ตรงกันและมีสภาวะทางเศรษฐกิจคล้ายคลึงกันจำนวนขั้นต่ำสิบคน
ทำการรวมกลุ่มและแต่งตั้งตัวแทนในการประสานงานกับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์ ณ
สำนักงานสหกรณ์จังหวัด หรือสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่
เพื่อแสดงเจตจำนงและรับการจัดฝึกอบรมปฐมนิเทศไม่น้อยกว่าหกชั่วโมง การปฐมนิเทศนี้ครอบคลุมปรัชญาสหกรณ์สากล
วิธีการดำเนินการ และข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
เพื่อให้เกิดการตกผลึกทางความคิดว่ารูปแบบสหกรณ์คือทางออกที่แท้จริงของการแก้ปัญหากลุ่มหรือไม่
ขั้นตอนที่สอง
คือการสำรวจข้อมูลและเตรียมการเชิงวิเคราะห์ เมื่อผ่านการอบรมแล้ว
กลุ่มผู้ริเริ่มก่อตั้งจะต้องดำเนินการสำรวจสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมของกลุ่มประชากรเป้าหมาย
นำข้อมูลดิบที่ได้มาสกัดเป็นกรอบแนวคิดทางธุรกิจ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน
และประเมินความเป็นไปได้เชิงพาณิชย์และสังคม
เพื่อร่างแนวทางเบื้องต้นสำหรับใช้ในการนำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ในลำดับถัดไป
ขั้นตอนที่สาม
คือการจัดการประชุมผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกครั้งแรก
ซึ่งถือเป็นจุดกำเนิดของกระบวนการก่อตั้งทางนิตินัย
กลุ่มผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกจัดการประชุมขึ้นเพื่อดำเนินการทางการบริหารที่สำคัญ
ได้แก่ การกำหนดทางเลือกชื่อสหกรณ์ที่จะจอง โดยต้องกำหนดอย่างน้อยสามชื่อเรียงตามลำดับความต้องการ
โดยมีข้อแม้ตามกฎกระทรวงว่า คำหน้าต้องระบุประเภทของสหกรณ์ให้ชัดเจน
และคำท้ายต้องมีคำว่า “จำกัด” เพื่อแสดงขอบเขตความรับผิดของนิติบุคคลให้บุคคลภายนอกได้รับทราบ นอกจากการตั้งชื่อแล้ว
วาระสำคัญที่สุดคือการลงมติคัดเลือกตัวแทนจำนวนไม่น้อยกว่าสิบคน
เพื่อทำหน้าที่เป็นคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์
ซึ่งในทางกฎหมายถือว่าคณะบุคคลนี้ได้รับมอบอำนาจเด็ดขาดให้เป็นผู้ทำการแทนกลุ่มในการยกร่างเอกสาร
ติดต่อหน่วยงานรัฐ และดำเนินการขอจดทะเบียนจนกว่าสหกรณ์จะก่อตั้งสำเร็จ
ขั้นตอนที่สี่
คือการประชุมปฏิบัติการของคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์
เมื่อคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ได้รับมอบหมายทางกฎหมาย
จะต้องจัดการประชุมเป็นการภายในเพื่อจัดทำโครงสร้างทางสถาบันอย่างเป็นรูปธรรม
คณะผู้จัดตั้งจะต้องมีมติเลือกประเภทสหกรณ์ให้สอดคล้องกับพฤติการณ์ตามกฎกระทรวงฯ
พ.ศ. 2567
และดำเนินการจัดทำบัญชีรายชื่อผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิกพร้อมลายมือชื่อ
ในการนี้
คณะผู้จัดตั้งจะต้องวิเคราะห์และจัดทำร่างแผนดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจกรรมตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์
และภารกิจที่สำคัญที่สุดในขั้นตอนนี้คือ การยกร่างข้อบังคับสหกรณ์
ซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญขององค์กร คณะผู้จัดตั้งต้องยกร่างข้อบังคับให้สอดคล้องกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการจัดทำข้อบังคับสหกรณ์เพื่อใช้ในการจดทะเบียนฯ พ.ศ. 2545 โดยไม่มีข้อความใดขัดต่อกฎหมายสหกรณ์
ขั้นตอนที่ห้า
อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายก่อนการยื่นคำขอ
คือการประชุมผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกครั้งที่สองเพื่อพิจารณารับรอง
คณะผู้จัดตั้งจะต้องนำร่างแผนดำเนินการทางธุรกิจ
และร่างข้อบังคับสหกรณ์ที่ตกผลึกแล้ว
กลับเข้าสู่ที่ประชุมใหญ่ของผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกทั้งหมดอีกครั้ง เพื่อให้ที่ประชุมพิจารณา
อภิปรายท้วงติง และลงมติให้ความเห็นชอบรับรองเอกสารสำคัญทั้งสองฉบับ กระบวนการนี้สะท้อนถึงหลักประชาธิปไตยในการควบคุมสหกรณ์
หากที่ประชุมมีมติรับรองเป็นเอกฉันท์หรือตามเสียงข้างมากที่กำหนด
คณะผู้จัดตั้งจึงจะมีความชอบธรรมทางกฎหมายในการนำชุดเอกสารทั้งหมดไปยื่นจดทะเบียนต่อนายทะเบียนสหกรณ์ต่อไป
กล่าวโดยสรุป ขั้นตอนคือกระบวนการเชิงเวลาที่กำหนดทิศทางการดำเนินการตั้งแต่จุดเริ่มต้นของแนวคิดไปจนถึงการได้รับใบสำคัญรับจดทะเบียน
ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ฯ พ.ศ. 2552 ได้กำหนดขั้นตอนเหล่านี้ไว้เพื่อสร้างความเป็นธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินการ
ซึ่งสามารถสรุปได้เป็นสามระยะหลัก ได้แก่
ระยะที่ 1
การเตรียมการก่อตั้ง
ในระยะเริ่มต้น
กลุ่มบุคคลเป้าหมายจะต้องดำเนินการตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในหัวข้อก่อนหน้า
คือการเข้าประสานงานกับกรมส่งเสริมสหกรณ์ ผ่านสำนักงานสหกรณ์จังหวัด
หรือสำนักงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร เพื่อจัดตั้งกลุ่มแกนนำ
ขั้นตอนนี้มุ่งเน้นการรับการอบรมอุดมการณ์ 6 ชั่วโมง
และลงพื้นที่ทำแบบสำรวจสภาวะทางเศรษฐกิจของชุมชน
การกระทำในขั้นตอนนี้ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายในลักษณะนิติบุคคล
แต่เป็นจุดกำเนิดของฐานข้อมูลเพื่อการวิเคราะห์ทางธุรกิจ
ระยะที่ 2
การประชุมระดับกลุ่มและการตัดสินใจเชิงโครงสร้าง
ขั้นตอนที่สะท้อนความเป็นประชาธิปไตยในสหกรณ์คือการจัดให้มีการประชุมอย่างเป็นทางการ
ซึ่งกฎหมายกำหนดให้ต้องกระทำเป็นลำดับขั้น ดังนี้ การประชุมครั้งแรกคือ
การประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก
หน้าที่สำคัญของที่ประชุมนี้คือการคัดเลือกตัวแทนจำนวนไม่น้อยกว่า 10
คน เพื่อทำหน้าที่เป็นคณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ นอกจากนี้
ที่ประชุมจะต้องพิจารณากำหนดชื่อสหกรณ์อย่างน้อย 3 ชื่อ
โดยเรียงตามลำดับความต้องการ และกำหนดวัตถุประสงค์เบื้องต้นของการจัดตั้ง หลังจากนั้น
คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ที่ได้รับการแต่งตั้งจะต้องแยกมาจัดการประชุมคณะผู้จัดตั้ง เพื่อทำหน้าที่ร่างโครงสร้างนิติบุคคล
โดยเลือกประเภทสหกรณ์ (ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2567) ทำการจองชื่อสหกรณ์ผ่านระบบฐานข้อมูลเพื่อป้องกันการใช้ชื่อซ้ำ
จัดทำบัญชีรายชื่อสมาชิก จัดทำแผนดำเนินการธุรกิจ
และที่สำคัญที่สุดคือการยกร่างข้อบังคับสหกรณ์ เมื่อเอกสารเชิงโครงสร้างเสร็จสิ้น
จะนำไปสู่ขั้นตอนการประชุมผู้ซึ่งประสงค์จะเป็นสมาชิก (ครั้งที่ 2) เพื่อให้มวลชนพิจารณาให้ความเห็นชอบและอนุมัติร่างข้อบังคับและแผนดำเนินการธุรกิจ
มติจากที่ประชุมครั้งนี้คือเจตจำนงทางกฎหมายที่สมบูรณ์พร้อมยื่นคำขอ
ระยะที่ 3
กระบวนการตรวจสอบและพิจารณาทางปกครอง
เมื่อยื่นเอกสารเข้าสู่ระบบของรัฐ
กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้กำหนดกรอบขั้นตอนและระยะเวลาการให้บริการ ที่ชัดเจนเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
โดยกระบวนการทั้งหมดนับตั้งแต่วันที่ยื่นเอกสารครบถ้วนจะใช้เวลาเพียง 15
วันทำการ กระบวนการนี้สามารถสรุปเป็นขั้นตอนและระยะเวลาได้ดังตารางที่
3
ตารางที่
3
ขั้นตอนการจัดตั้งสหกรณ์
|
ลำดับขั้นตอนของภาครัฐ |
รายละเอียดของการดำเนินการตรวจสอบทางกฎหมายและธุรกิจ |
ระยะเวลาที่กำหนด |
ส่วนงานที่รับผิดชอบ |
|
1. การตรวจสอบเอกสาร (Document
Screening) |
เจ้าหน้าที่รับคำขอจดทะเบียน
ตรวจสอบความถูกต้องของข้อความในคำขอ
และตรวจสอบความครบถ้วนของเอกสารหลักฐานทั้งหมดตามระเบียบ
หากไม่ครบถ้วนจะทำบันทึกความบกพร่องให้แก้ไข |
1 วันทำการ |
กรมส่งเสริมสหกรณ์
(ส่วนภูมิภาค/พื้นที่) |
|
2. การพิจารณาและวิเคราะห์เชิงลึก (Due
Diligence) |
เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ความเป็นไปได้ของ
"แผนดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจ" ตรวจสอบร่าง "ข้อบังคับ"
ว่าไม่ขัดต่อกฎหมายและอุดมการณ์
และพิจารณาคุณสมบัติของผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกว่าตรงตามเป้าหมายของประเภทสหกรณ์หรือไม่
|
13 วันทำการ |
กรมส่งเสริมสหกรณ์
(เจ้าหน้าที่วิเคราะห์) |
|
3. การลงนามและออกใบสำคัญรับจดทะเบียน |
นายทะเบียนสหกรณ์
(หรือรองนายทะเบียนที่รับมอบอำนาจ)
พิจารณาผลการวิเคราะห์และประทับตรารับจดทะเบียน
พร้อมออกเอกสารใบสำคัญรับจดทะเบียนให้แก่คณะผู้จัดตั้ง |
1 วันทำการ |
นายทะเบียนสหกรณ์ /
รองนายทะเบียนสหกรณ์ |
เมื่อนายทะเบียนรับจดทะเบียนในขั้นตอนสุดท้ายตามมาตรา
37
สหกรณ์นั้นจะมีฐานะเป็น “นิติบุคคล” โดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย
และคณะผู้จัดตั้งจะต้องส่งมอบงานให้แก่คณะกรรมการดำเนินการชั่วคราวต่อไป
4.
วิธีการจัดตั้งสหกรณ์
วิธีการจัดตั้งสหกรณ์เน้นย้ำไปที่กระบวนการทางเอกสาร
กระบวนการนิติวิธี และการใช้อำนาจอนุมัติของพนักงานเจ้าหน้าที่
ซึ่งขับเคลื่อนโดยหลักการแห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542
และคำสั่งมอบอำนาจที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและถูกต้องตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย
การจัดทำร่างข้อบังคับสหกรณ์เพื่อใช้ในการจดทะเบียน
ถือเป็นหัวใจสำคัญของกระบวนการนิติบัญญัติภายในองค์กร
อ้างอิงตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการจัดทำข้อบังคับสหกรณ์เพื่อใช้ในการจดทะเบียน พ.ศ. 2545
ประกอบกับมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2542 การร่างข้อบังคับมิใช่การร่างอย่างอิสระเสรี
แต่ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานที่กฎหมายแม่บทบังคับไว้
ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องประกอบด้วยรายการสาระสำคัญสิบประการ ได้แก่
ชื่อสหกรณ์ ประเภทของสหกรณ์ วัตถุประสงค์ ที่ตั้งสำนักงานใหญ่
ข้อกำหนดเกี่ยวกับทุนและหุ้น ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินงาน การบัญชี และการเงิน
เงื่อนไขเกี่ยวกับสมาชิกและการขาดจากสมาชิกภาพ กระบวนการเกี่ยวกับการประชุมใหญ่
โครงสร้างและอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการดำเนินการ และอำนาจหน้าที่ของผู้จัดการ ข้อบังคับที่ดีจะต้องมีสภาวะสอดคล้องและไม่ขัดแย้งกับกฎหมายลำดับศักดิ์ที่สูงกว่า
อาทิ พระราชบัญญัติสหกรณ์ กฎกระทรวง
หรือประกาศของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ ยกตัวอย่างเช่น
ข้อบังคับจะไม่สามารถกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมเกินกว่าที่ประกาศกระทรวงการคลังและกฎหมายกำหนด
หรือไม่สามารถกำหนดวาระการดำรงตำแหน่งของคณะกรรมการให้แตกต่างไปจากที่มาตรา 50
แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์บัญญัติไว้ได้ หากปรากฏว่ามีข้อกำหนดใดในร่างข้อบังคับที่ขัดต่อกฎหมาย
ขาดสาระสำคัญ หรือมีความคลุมเครือ
นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนที่รับมอบอำนาจ จะใช้อำนาจตามความในมาตรา 36
วรรคสอง
สั่งการให้คณะผู้จัดตั้งหรือคณะกรรมการดำเนินการทำการแก้ไขหรือดำเนินการให้ถูกต้องครบถ้วนเสียก่อน
จึงจะรับจดทะเบียนได้ และหากเป็นการแก้ไขข้อบังคับในภายหลัง
ก็ยังต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การยื่นเอกสารการประชุมใหญ่ให้ชัดเจน เช่น
การระบุการประชุมนัดครั้งที่สองต้องมีหลักฐานความพยายามในการนัดครั้งแรกกำกับไว้ด้วย
ในส่วนของการรวบรวมชุดเอกสารทางนิติกรรมเพื่อยื่นคำขอจดทะเบียน
คณะผู้จัดตั้งต้องเตรียมชุดคำขอและเอกสารประกอบที่สมบูรณ์เพื่อยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
ณ สำนักงานสหกรณ์จังหวัดในส่วนภูมิภาค
หรือสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์พื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร ชุดเอกสารบังคับประกอบด้วย
คำขอจดทะเบียนสหกรณ์ ร่างข้อบังคับสหกรณ์ฉบับสมบูรณ์จำนวนสี่ชุด
แผนดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจกรรมจำนวนสองชุด
สำเนารายงานการประชุมคณะผู้จัดตั้งและสำเนารายงานการประชุมผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกอย่างละสองชุด
บัญชีรายชื่อผู้ซึ่งจะเป็นสมาชิกพร้อมลายมือชื่อจำนวนสองชุด
สำเนาแบบสำรวจสภาวะทางเศรษฐกิจและสังคมจำนวนหนึ่งชุด
และหนังสืออนุญาตให้ใช้สถานที่เป็นที่ตั้งสำนักงานสหกรณ์เพื่อยืนยันภูมิลำเนาของนิติบุคคล
กลไกการพิจารณาอนุมัติและการมอบอำนาจทางปกครองมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการก่อตั้ง
ตามโครงสร้างพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา
37 ให้อำนาจผูกขาดแก่นายทะเบียนสหกรณ์ในการพิจารณาคำขอจดทะเบียน
หากนายทะเบียนพิจารณาแล้วเห็นว่า
สหกรณ์ที่ขอจัดตั้งมีวัตถุประสงค์สอดคล้องกับมาตรา 33 (ส่งเสริมประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมโดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน)
มีชุดเอกสารคำขอที่ครบถ้วนถูกต้องตามมาตรา 35 และการจัดตั้งสหกรณ์ดังกล่าวจะไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ระบบการสหกรณ์โดยรวม
ให้นายทะเบียนสหกรณ์มีหน้าที่รับจดทะเบียนและออกใบสำคัญรับจดทะเบียนให้แก่คณะผู้ก่อการ
ทันทีที่นายทะเบียนประทับรับจดทะเบียน
สหกรณ์นั้นย่อมก่อเกิดสภาพความเป็นนิติบุคคลโดยสมบูรณ์ตามกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม
เพื่อตอบสนองต่อนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินแบบกระจายอำนาจ
และเพื่อความคล่องตัวในการส่งเสริมสหกรณ์ในระดับพื้นที่ ได้มีการออก
คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ 1/2568 เรื่อง
มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์ในการพิจารณารับจดทะเบียนและให้ความเห็นชอบ
คำสั่งฉบับนี้มีนัยสำคัญทางกฎหมายปกครองในการลดขั้นตอนการส่งเอกสารเข้ามายังส่วนกลาง
โดยนายทะเบียนสหกรณ์ได้มอบอำนาจเด็ดขาดในการรับจดทะเบียน การให้ความเห็นชอบในร่างข้อบังคับ
และการสั่งการให้แก้ไขข้อบกพร่อง ให้แก่รองนายทะเบียนสหกรณ์
ซึ่งในทางปฏิบัติได้แก่ สหกรณ์จังหวัดในส่วนภูมิภาค
หรือผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมสหกรณ์ในส่วนกลาง การมอบอำนาจตามคำสั่งที่ 1/2568
นี้ ช่วยให้กระบวนการพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็ว ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนในพื้นที่ได้อย่างทันท่วงที
โดยรองนายทะเบียนที่รับมอบอำนาจยังคงต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบของระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ฯ
พ.ศ. 2567 และกฎหมายแม่บทอย่างเคร่งครัด
เพื่อรักษามาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ
สรุป วิธีการในมิติของการจัดตั้งสหกรณ์
ครอบคลุมถึงแนวปฏิบัติทางธุรกรรมทางปกครอง วิธีการนำเสนอข้อมูล
และกลไกการใช้อำนาจของรัฐตามกฎหมาย เพื่อให้กระบวนการจัดตั้งดำเนินไปอย่างถูกต้อง
มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบได้ตามหลักธรรมาภิบาลภาครัฐ
4.1 วิธีการจัดเตรียมและส่งมอบเอกสารทางกฎหมาย
เอกสารทุกชิ้นที่ส่งมอบในกระบวนการจัดตั้งสหกรณ์ถือเป็นเอกสารมหาชนที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
วิธีการจัดทำเอกสารจึงมีความเคร่งครัดในเรื่องของจำนวนชุดและผู้มีอำนาจลงนาม
ซึ่งอ้างอิงตามคู่มือสำหรับประชาชนและระเบียบปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1) คำขอจดทะเบียนสหกรณ์ จัดทำเป็นฉบับจริงจำนวน
2
ชุด ลงนามโดยตัวแทนคณะผู้จัดตั้ง
2) สำเนารายงานการประชุม ต้องประกอบด้วยรายงานการประชุมคณะผู้จัดตั้ง
2
ชุด และรายงานการประชุมผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิก (ครั้งที่ 1 และ 2) อีก 2 ชุด
วิธีการรับรองเอกสารกำหนดให้ประธานในที่ประชุมและเลขานุการต้องลงลายมือชื่อรับรองสำเนาถูกต้องอย่างครบถ้วน
3) เอกสารประกอบข้อมูลส่วนบุคคลและธุรกิจ
บัญชีรายชื่อผู้ประสงค์จะเป็นสมาชิกจัดทำฉบับจริง
2
ชุด และแผนดำเนินการเกี่ยวกับธุรกิจหรือกิจกรรมจัดทำฉบับจริง 2
ชุด
4) ร่างข้อบังคับสหกรณ์ เนื่องจากเป็นเอกสารที่ต้องใช้เป็นหลักฐานประจำองค์กรและต้องเก็บไว้ที่สำนักงานนายทะเบียน
วิธีการจึงกำหนดให้จัดทำฉบับจริงจำนวน 4 ชุด
และเมื่อจดทะเบียนแล้ว จะต้องมีการประทับตราและลงเลขทะเบียนสหกรณ์ 13 หลัก ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบฐานข้อมูลทะเบียนนิติบุคคลของประเทศ (เอกสาร
ท.ข. 1 และ ท.ข. 2)
5) หลักฐานเชิงประจักษ์อื่นๆ
ต้องมีหนังสืออนุญาตให้ใช้สถานที่เป็นที่ตั้งสำนักงาน
(สำเนา 2
ชุด) และแบบสำรวจสภาวะทางเศรษฐกิจ (สำเนา 1 ชุด)
4.2 วิธีการกระจายอำนาจและการใช้อำนาจของรองนายทะเบียนสหกรณ์
ความล่าช้าในกระบวนการพิจารณาทางปกครองในอดีต
มักเกิดจากการรวมอำนาจไว้ที่ส่วนกลาง
เพื่อแก้ปัญหานี้และสอดคล้องกับการบริหารราชการแผ่นดินสมัยใหม่
วิธีการพิจารณาจดทะเบียนได้ถูกปรับปรุงโครงสร้างผ่าน คำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์
ที่ 1/2568 เรื่อง
มอบอำนาจให้รองนายทะเบียนสหกรณ์ปฏิบัติการแทนนายทะเบียนสหกรณ์ในการพิจารณารับจดทะเบียนและให้ความเห็นชอบ
ซึ่งได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์
พ.ศ. 2568 วิธีการมอบอำนาจนี้ ส่งผลให้ “สหกรณ์จังหวัด” ทุกจังหวัด มีฐานะทางกฎหมายเป็น “รองนายทะเบียนสหกรณ์” ที่มีอำนาจเต็มในการพิจารณารับจดทะเบียนสหกรณ์
พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนดำเนินการธุรกิจ
และมีอำนาจในการสั่งการให้กลุ่มผู้จัดตั้งแก้ไขข้อบังคับที่ไม่สมบูรณ์ตามมาตรา 36
วรรคสอง โดยไม่ต้องส่งเรื่องเข้ามายังกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่วนกลาง วิธีการนี้เป็นฟันเฟืองสำคัญที่ทำให้กระบวนการประเมินวิเคราะห์
(13 วันทำการ) และการลงนาม (1 วันทำการ)
เป็นไปอย่างคล่องตัวและเบ็ดเสร็จในระดับพื้นที่
4.3 วิธีการจัดการกับคำขอที่ไม่สมบูรณ์และกลไกการอุทธรณ์
ในกลไกของกฎหมายปกครองที่ให้อำนาจดุลพินิจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่
ย่อมมีความเป็นไปได้ที่จะเกิดข้อขัดแย้งหรือความไม่เห็นพ้องด้วยระหว่างรัฐและประชาชน
ในกรณีที่คณะผู้จัดตั้งสหกรณ์ได้ยื่นเอกสารขอจดทะเบียนอย่างครบถ้วนตามความเข้าใจของตน
แต่ถูกนายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนมีคำสั่งทางปกครองปฏิเสธไม่รับจดทะเบียน
ตามมาตรา 38 กฎหมายได้จัดเตรียมกลไกการเยียวยาความเสียหายและทบทวนการใช้อำนาจรัฐไว้ในรูปแบบของระบบการอุทธรณ์
ซึ่งระบบนี้ได้รับการปรับปรุงแก้ไขครั้งใหญ่ให้มีประสิทธิภาพ เป็นอิสระ
และรวดเร็วยิ่งขึ้นตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562
และมีผลบังคับใช้ในทางปฏิบัติผ่าน ระเบียบคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ว่าด้วยหลักเกณฑ์ เงื่อนไขและวิธีการพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ. 2563
ในอดีต
อำนาจการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์เป็นของคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ
(กพส.) หรือคณะอนุกรรมการที่ได้รับการแต่งตั้ง
ซึ่งอาจก่อให้เกิดความล่าช้าและขาดความเป็นเอกเทศ ด้วยเหตุดังกล่าว
สภานิติบัญญัติจึงได้แก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย โดยแทรกหมวด 9/1
(ตั้งแต่มาตรา 128/1 ถึง 128/5) ว่าด้วยการอุทธรณ์เข้ามาในพระราชบัญญัติสหกรณ์ สร้างสถาบันใหม่ขึ้นมาคือ
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ซึ่งประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิระดับกระทรวง
โดยมีรองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ซึ่งได้รับมอบหมายจากปลัดกระทรวงเป็นประธานกรรมการ
และมีผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมเป็นกรรมการ คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจชี้ขาดวินิจฉัยอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองที่ออกโดยนายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์อย่างครอบคลุม
ได้แก่ คำสั่งไม่รับจดทะเบียนสหกรณ์ (มาตรา 38) คำสั่งสั่งยับยั้งหรือเพิกถอนมติที่ประชุมใหญ่ที่ฝ่าฝืนกฎหมาย
(มาตรา 20) คำสั่งปลดกรรมการ (มาตรา 22) และคำสั่งอื่นๆ ที่กระทบสิทธิของสหกรณ์หรือคณะผู้ก่อการ
เงื่อนไขและกระบวนการยื่นอุทธรณ์ตามระเบียบ
พ.ศ. 2563
ถูกออกแบบมาให้มีความรัดกุมเชิงนิติวิธี หากคณะผู้จัดตั้ง
(ในฐานะผู้อุทธรณ์) ไม่ยอมรับคำสั่งไม่รับจดทะเบียน
จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขเวลาอย่างเคร่งครัด
โดยกฎหมายกำหนดให้ผู้อุทธรณ์ต้องยื่นคำอุทธรณ์ภายในระยะเวลาสามสิบวัน
นับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่งเป็นหนังสือจากนายทะเบียนสหกรณ์ การล่วงเลยกำหนดเวลานี้จะทำให้คำสั่งทางปกครองนั้นเด็ดขาด
และสิทธิการอุทธรณ์จะระงับลงทันที ในด้านของรูปแบบเอกสาร
การอุทธรณ์ไม่สามารถทำด้วยวาจาได้ แต่ต้องทำเป็นหนังสืออุทธรณ์อย่างเป็นทางการ
โดยมีสาระสำคัญครบถ้วน ได้แก่ การระบุชื่อและที่อยู่ของผู้อุทธรณ์ให้ชัดเจน
การระบุคำสั่งทางปกครองที่เป็นเหตุแห่งการอุทธรณ์ การบรรยายข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น
การยกข้อโต้แย้งในเชิงข้อกฎหมายเพื่อหักล้างดุลพินิจของนายทะเบียน
และการระบุคำขอในตอนท้ายให้ชัดแจ้ง (เช่น
ขอให้คณะกรรมการอุทธรณ์เพิกถอนคำสั่งปฏิเสธ
และขอให้มีมติสั่งให้นายทะเบียนรับจดทะเบียนสหกรณ์)
พร้อมทั้งแนบเอกสารหลักฐานทั้งหมดที่เกี่ยวข้องประกอบการพิจารณา
ผู้อุทธรณ์สามารถเลือกยื่นหนังสืออุทธรณ์ได้ผ่านช่องทางของกรมส่งเสริมสหกรณ์ส่วนกลาง
สำนักงานส่งเสริมสหกรณ์กรุงเทพมหานครพื้นที่ หรือสำนักงานสหกรณ์จังหวัดทั่วประเทศ เมื่อฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ได้รับเรื่อง
จะทำการตรวจรับและลงทะเบียนในระบบ หากพบว่าคำอุทธรณ์มีความบกพร่องหรือไม่สมบูรณ์
ฝ่ายเลขานุการมีหน้าที่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้ผู้อุทธรณ์ทำการแก้ไขให้ถูกต้องภายในสิบห้าวันทำการนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง
หากมีเหตุสุดวิสัยสามารถขอขยายเวลาได้อีกไม่เกินเจ็ดวัน
แต่หากผู้อุทธรณ์เพิกเฉยไม่ดำเนินการแก้ไขภายในกำหนด คณะกรรมการฯ
จะทำการพิจารณาวินิจฉัยข้อพิพาทนั้นตามข้อเท็จจริงเท่าที่ปรากฏในสำนวน
ในกระบวนการไต่สวนและการพิจารณาวินิจฉัย
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์จะพิจารณาตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมายของการออกคำสั่ง
ทั้งในประเด็นข้อเท็จจริง ปัญหาข้อกฎหมาย และความเหมาะสมของการใช้ดุลพินิจ
โดยคณะกรรมการฯ มีอำนาจเรียกให้ผู้อุทธรณ์ หรือเรียกนายทะเบียนสหกรณ์ผู้ทำคำสั่ง
เข้ามาชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมหรือส่งเอกสารเพิ่มเติมได้
เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปด้วยความยุติธรรมสูงสุด เมื่อพิจารณาเสร็จสิ้น
คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์อาจมีคำวินิจฉัยออกเป็นสองแนวทางหลัก ได้แก่
การมีคำสั่งให้ยกเลิกหรือเพิกถอนคำสั่งเดิมของนายทะเบียน (อันเป็นผลให้คณะผู้จัดตั้งชนะการอุทธรณ์
และนายทะเบียนต้องรับจดทะเบียนสหกรณ์) หรือการมีมติยกอุทธรณ์
(ซึ่งหมายถึงการยืนยันตามคำสั่งปฏิเสธรับจดทะเบียนเดิมของนายทะเบียนสหกรณ์)
ขั้นตอนสุดท้ายของระบบการอุทธรณ์คือการแจ้งผลทางกฎหมาย
ฝ่ายเลขานุการมีหน้าที่ต้องแจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์พร้อมเหตุผลประกอบให้ผู้อุทธรณ์ทราบเป็นหนังสือ
ภายในระยะเวลาสามสิบวัน นับแต่วันที่คณะกรรมการฯ ได้ลงมติชี้ขาด หากผู้อุทธรณ์ได้รับทราบคำวินิจฉัยแล้ว
แต่ยังคงไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ถือว่ากระบวนการแก้ไขเยียวยาภายในฝ่ายปกครองได้สิ้นสุดลงแล้ว
ผู้อุทธรณ์จะได้รับการแจ้งสิทธิในการนำข้อพิพาทดังกล่าวไปยื่นฟ้องเป็นคดีปกครองต่อศาลปกครอง
ภายในระยะเวลาที่กฎหมายจัดตั้งศาลปกครองกำหนด เพื่อขอให้สถาบันตุลาการเข้ามาตรวจสอบและเพิกถอนความชอบด้วยกฎหมายของการใช้อำนาจของกลไกคณะกรรมการอุทธรณ์และนายทะเบียนสหกรณ์ต่อไป
5.
ข้อห้ามในการจัดตั้งสหกรณ์
แม้กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายสหกรณ์จะมุ่งคุ้มครองและส่งเสริมเสรีภาพในการรวมกลุ่มเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจ
แต่การจัดตั้งสหกรณ์ก็มิใช่สิทธิเด็ดขาดที่ไร้ขอบเขต
กฎหมายได้สร้างกลไกเชิงป้องกัน ในรูปแบบของข้อห้าม
ทั้งในมิติของตัวสถาบันและในมิติของคุณสมบัติบุคคล เพื่อป้องกันมิให้กลไกสหกรณ์ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำความผิดหรือเอาเปรียบสังคม
ในมิติเชิงวัตถุประสงค์และพฤติการณ์ขององค์กร
นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนผู้รับมอบอำนาจ
มีดุลพินิจเชิงปฏิเสธในการไม่รับจดทะเบียน หากพิจารณาจากแผนธุรกิจ
การไต่สวนข้อเท็จจริง หรือมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า
การยื่นขอจัดตั้งสหกรณ์นั้นแอบแฝงเจตนาที่เข้าข่ายข้อห้ามทางนิติธรรมและขัดต่อความสงบเรียบร้อย
ดังต่อไปนี้
1) การตั้งองค์กรเพื่อหลีกเลี่ยงภาษีอากร
รัฐได้ให้สิทธิพิเศษทางภาษีหลายประการแก่สหกรณ์เพื่อส่งเสริมกิจการ
หากพบว่ากลุ่มผู้ก่อการใช้ช่องว่างนี้เพื่อถ่ายเทผลกำไรของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนเอกชนเข้าสู่ระบบสหกรณ์เพื่อหลบเลี่ยงประมวลรัษฎากร
ถือเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์อย่างร้ายแรง
2) การจัดตั้งเพื่อฟอกเงิน
การรวมกลุ่มเพื่อตั้งสหกรณ์
โดยเฉพาะสหกรณ์ประเภทที่มีธุรกรรมทางการเงินสูงเช่นสหกรณ์ออมทรัพย์หรือเครดิตยูเนี่ยน
จะต้องปราศจากข้อสงสัยว่าเป็นการนำเงินทุนที่ได้จากการกระทำความผิดมูลฐานหรือแหล่งที่มาไม่โปร่งใส
มาสร้างเป็นกระแสเงินสดในระบบธุรกิจสหกรณ์เพื่อฟอกเงินให้กลายเป็นเงินถูกกฎหมาย ประการที่สาม
การจัดตั้งเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนบุคคลหรือกลุ่มทุน
สหกรณ์ต้องดำเนินการโดยยึดผลประโยชน์ของมวลสมาชิกโดยรวมเป็นที่ตั้ง
หากโครงสร้างการถือหุ้น โครงสร้างการบริหาร หรือข้อบังคับ
ถูกออกแบบมาเพื่อเอื้อประโยชน์แบบผูกขาดให้แก่บุคคลภายนอก หรือใช้สหกรณ์เป็นนอมินี
ให้นายทุนเข้ามาหาประโยชน์จากสิทธิพิเศษของสหกรณ์
ถือเป็นการทำลายอุดมการณ์สหกรณ์สากล
และนายทะเบียนต้องสั่งยับยั้งการจดทะเบียนนั้นทันที
3) คุณสมบัติส่วนบุคคล
กฎหมายได้กำหนดข้อห้ามที่เข้มงวดสำหรับผู้ที่จะเข้ามาสวมหมวกเป็นคณะผู้จัดตั้ง
กรรมการดำเนินการ หรือผู้จัดการสหกรณ์
เพื่อรักษาหลักธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือขององค์กร
ตามความในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 มาตรา
52 กำหนดลักษณะต้องห้ามอย่างชัดเจน
หากผู้ใดมีลักษณะดังต่อไปนี้
จะถูกห้ามมิให้เป็นหรือทำหน้าที่กรรมการจัดการสหกรณ์โดยเด็ดขาด บุคคลที่เคยได้รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก
เว้นแต่เป็นโทษสำหรับความผิดที่ได้กระทำโดยประมาทหรือความผิดลหุโทษ
จะหมดสิทธิในการบริหารสหกรณ์
เนื่องจากสหกรณ์เป็นองค์กรที่อาศัยความไว้วางใจในการบริหารเงินทุนของมวลชน บุคคลที่เคยถูกไล่ออก
ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ องค์การ หรือหน่วยงานของรัฐและเอกชน
ฐานทุจริตต่อหน้าที่
ถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาดเพราะสะท้อนถึงความบกพร่องทางจริยธรรมวิชาชีพ บุคคลที่เคยถูกนายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ
หรือมีคำวินิจฉัยเป็นที่สุดให้พ้นจากตำแหน่ง
หรือเคยถูกที่ประชุมใหญ่มีมติถอดถอนออกจากตำแหน่งเพราะเหตุทุจริตต่อหน้าที่
ย่อมไม่สามารถหวนกลับเข้ามาสู่ระบบบริหารได้อีก นอกจากนี้
ผู้ที่เป็นกรรมการในสหกรณ์ที่ถูกนายทะเบียนสั่งเลิกกิจการ
ก็ถือว่ามีประวัติความล้มเหลวในการบริหารจัดการ
และเข้าข่ายลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายเช่นกัน
4) ความเป็นกลางทางการเมือง
เป็นข้อห้ามที่สำคัญอีกประการหนึ่งในเชิงโครงสร้างความสัมพันธ์ หลักการสหกรณ์สากลและกฎระเบียบของไทยมีข้อห้ามอย่างเด็ดขาดมิให้สหกรณ์เข้าไปยุ่งเกี่ยว
หรือนำเงินทุนของสหกรณ์ไปให้การสนับสนุนทางการเงินแก่พรรคการเมืองใดๆ
หรือดำเนินกิจกรรมที่เป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งทางการเมืองรายใดรายหนึ่ง
ทั้งนี้ เพื่อรักษาสถานะองค์กรให้มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
และป้องกันความแตกแยกทางความคิดอันจะนำไปสู่ความล่มสลายของความสามัคคีในหมู่สมาชิก
5) การแสวงหากำไรเฉพาะกลุ่มบุคคล
สหกรณ์ไม่สามารถจัดตั้งขึ้นโดยมีเจตนาแอบแฝงเพื่อดึงผลกำไรหรือเอื้อประโยชน์ทางเศรษฐกิจให้แก่เฉพาะบุคคลใดบุคคลหนึ่ง
หรือครอบครัวใดครอบครัวหนึ่งอย่างไม่เป็นธรรม
โครงสร้างของสหกรณ์ต้องรับประกันความเสมอภาคของสมาชิกทุกคน
6) โครงสร้างตัวแทน ห้ามมิให้มีการใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือให้บุคคลภายนอกหรือกลุ่มทุนเข้ามาแสวงหาประโยชน์
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ
กลุ่มนายทุนทางการเกษตรใช้ชื่อเกษตรกรในพื้นที่เป็นนอมินีเพื่อจัดตั้งสหกรณ์การเกษตร
จากนั้นใช้สหกรณ์เป็นกลไกผูกขาดการรับซื้อผลผลิตในราคาต่ำหรือผูกขาดการขายปัจจัยการผลิต
หากนายทะเบียนสอบสวนพบพฤติการณ์ที่สะท้อนการครอบงำโดยบุคคลภายนอก
จะถือเป็นข้อห้ามเด็ดขาดในการจดทะเบียน
7) ขัดต่อหลักการสหกรณ์สากล ตามมาตรา
37
และระเบียบ พ.ศ. 2552 หากข้อบังคับหรือแผนธุรกิจสะท้อนโครงสร้างที่ไม่อาจดำเนินงานให้เป็นไปตามหลักสหกรณ์สากลได้
(เช่น ไม่มีกลไกการควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย หนึ่งคนหนึ่งเสียง)
การจัดตั้งนั้นย่อมตกไป
8) ขยายขอบเขตเกินประเภทที่จดทะเบียน ภายใต้กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ
วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการฯ พ.ศ. 2567 มีข้อห้ามเด็ดขาดมิให้สหกรณ์ระบุวัตถุประสงค์ในข้อบังคับ (ตามมาตรา 43)
ที่ข้ามเส้นขอบเขตของประเภทสหกรณ์ที่ตนขอจดทะเบียน เช่น
สหกรณ์ร้านค้า
จะร่างข้อบังคับระบุให้มีอำนาจในการระดมเงินฝากและปล่อยสินเชื่อเพื่อการเกษตรแบบสหกรณ์การเกษตรไม่ได้
การกระทำที่เกินขอบเขตนี้ถือเป็นการขัดต่อมาตรา 33/1 ซึ่งเป็นสาระสำคัญของการปฏิรูปกฎหมายสหกรณ์รอบล่าสุด
สรุป ข้อห้ามในกระบวนการจัดตั้งสหกรณ์
เป็นแนวป้องกันความเสี่ยง
ที่ถูกบัญญัติขึ้นเพื่อสกัดกั้นการใช้ประโยชน์จากโครงสร้างทางกฎหมายของสหกรณ์ไปในทางที่ผิด
มาตรา 38
แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ฯ
พ.ศ. 2552 ได้มอบอำนาจและระบุเงื่อนไขข้อห้ามที่นายทะเบียนสามารถใช้เป็นฐานในการปฏิเสธการรับจดทะเบียนได้อย่างเด็ดขาด
ซึ่งแบ่งออกเป็นสามมิติหลัก ได้แก่ ข้อห้ามเชิงอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ
ข้อห้ามเชิงโครงสร้าง และข้อห้ามทางคุณสมบัติของบุคคล โครงสร้างของข้อห้ามทั้งหมดนี้
ล้วนถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นผู้ไม่ประสงค์ดี
ไม่ให้เข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากทรัพยากรส่วนรวมของสถาบันสหกรณ์
อันเป็นกลไกทางเศรษฐกิจฐานรากที่เปราะบางและต้องการการคุ้มครองอย่างสูงสุดจากรัฐ
สรุป
การออกแบบกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องกับการจัดตั้งสหกรณ์ในประเทศไทย
ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2567 เงื่อนไขตามประกาศแผนธุรกิจ
ระเบียบข้อบังคับ
ตลอดจนกลไกการกระจายอำนาจและการคุ้มครองสิทธิผ่านคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ล้วนถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อรักษาสมดุลระหว่างเสรีภาพในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
กับความมั่นคงของระบบการเงินและสวัสดิการสังคมของชาติ
ผู้ปฏิบัติงานด้านกฎหมายและคณะผู้ก่อการสหกรณ์
จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเข้าใจพลวัตทางกฎหมายเหล่านี้อย่างถ่องแท้