วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568

การจัดสวัสดิการสมาชิกสหกรณ์ แนวปฏิบัติทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยไม่ขัดต่อกฎหมายประกันภัย

          สหกรณ์จำนวนมากในประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกผ่านการจัดสวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้" ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของสมาชิกผู้ค้ำประกันในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวมีความซับซ้อนและสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย เนื่องจากอาจถูกตีความว่าเป็นการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และมีบทลงโทษที่รุนแรง

แก่นของประเด็นปัญหานี้อยู่ที่ความขัดแย้งเชิงหลักการระหว่างอำนาจของสหกรณ์ในการ "ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควร" ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 กับข้อห้ามเด็ดขาดในการ "ประกอบธุรกิจประกันภัย" โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล

จากการวิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด บทสรุปทางนิติศาสตร์ชี้ชัดว่า สหกรณ์สามารถจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกได้ แต่ต้องดำเนินการให้อยู่ภายใต้กรอบของ "การสงเคราะห์" อย่างแท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญที่แตกต่างจากการประกันภัยอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ

(1) แหล่งเงินทุน ต้องมาจากการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์เป็นหลัก ไม่ใช่การเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในลักษณะที่เป็นการตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครอง

(2) ลักษณะการจ่ายเงิน ต้องเป็นการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณี ไม่ใช่การก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามสัญญาที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีเหตุการณ์ตามเงื่อนไข

(3) วัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน ต้องเป็นการช่วยเหลือเพื่อ "บรรเทาความเดือดร้อน" ตามสมควร ไม่ใช่การ "ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" เพื่อให้ผู้รับประโยชน์กลับสู่สถานะเดิมเสมือนไม่เกิดความเสียหาย

ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้สหกรณ์ทุกแห่งดำเนินการทบทวนข้อบังคับและระเบียบว่าด้วยการจัดสวัสดิการที่มีอยู่ โดยเฉพาะกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการชำระหนี้แทนสมาชิก ให้สอดคล้องกับหลักการทางกฎหมายที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ การพิจารณาจัดหา "ประกันภัยกลุ่ม" จากบริษัทประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงให้แก่สมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยปราศจากความเสี่ยงทางกฎหมายต่อสหกรณ์และคณะกรรมการ 

ส่วนที่ 1 กฎหมายและหลักการสหกรณ์ในการจัดสวัสดิการ

1.1 ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

หัวใจสำคัญของการสหกรณ์ตั้งอยู่บนปรัชญาของการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หลักการนี้ได้รับการรับรองและบัญญัติไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งนิยาม "สหกรณ์" ว่าเป็นคณะบุคคลที่ร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อ "ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์" โดยอาศัยหลักการ "ช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" เจตนารมณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางเศรษฐกิจ เช่น การให้สินเชื่อหรือการรวบรวมผลผลิต แต่ยังครอบคลุมถึงมิติทางสังคม ซึ่งรวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของสมาชิกด้วย

หลักการนี้ได้รับการขยายความเพิ่มเติมใน กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภท พ.ศ. 2567 ซึ่งในข้อ 4 ได้กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของสหกรณ์ทุกประเภทไว้ว่าต้องมีการ "ปกป้องรักษาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่สมาชิก" และ "ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและชุมชน" การจัดสวัสดิการจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่สหกรณ์สามารถนำมาใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมของอุดมการณ์แห่งการไม่ทอดทิ้งกันในหมู่สมาชิก

1.2 ขอบเขตอำนาจในการ "ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควร"

บทบัญญัติที่เป็นฐานอำนาจโดยตรงในการจัดสวัสดิการของสหกรณ์คือ มาตรา 46(2) แห่ง         พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ซึ่งกำหนดให้สหกรณ์สามารถ "ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกและครอบครัว" ได้ การตีความถ้อยคำในมาตรานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานของสหกรณ์

คำว่า "ตามสมควร" เป็นองค์ประกอบสำคัญที่บ่งชี้ว่าอำนาจในการให้สวัสดิการนั้นไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด แต่เป็นการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ซึ่งต้องพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมหลายประการ เช่น ฐานะทางการเงินและผลกำไรของสหกรณ์ในแต่ละปี ระดับความเดือดร้อนของสมาชิกผู้ร้องขอ และหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อสมาชิกทุกคน การจ่ายเงินช่วยเหลือจึงไม่ควรเป็นไปโดยอัตโนมัติหรือมีจำนวนที่ตายตัวเสมือนเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา

นอกจากนี้ การที่กฎหมายเลือกใช้คำว่า "สวัสดิการหรือการสงเคราะห์" (Welfare/Assistance) แทนที่จะเป็น "การชดใช้ค่าเสียหาย" หรือ "การให้ความคุ้มครอง" สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในทางกฎหมาย "การสงเคราะห์" มีนัยของการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากหรือความเดือดร้อน ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในขณะที่ "การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" (Indemnification) ซึ่งเป็นหัวใจของสัญญาประกันภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยความเสียหายทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ผู้รับประโยชน์กลับคืนสู่สถานะเดิมเสมือนหนึ่งว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้น การที่ผู้ร่างกฎหมายสหกรณ์จงใจเลือกใช้ถ้อยคำ "สงเคราะห์ตามสมควร" จึงเป็นการขีดเส้นแบ่งทางกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์เข้าไปรับความเสี่ยงทางการเงินในลักษณะเดียวกับบริษัทประกันภัย ซึ่งต้องอาศัยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ประกันภัย การบริหารความเสี่ยง และการดำรงเงินกองทุนตามกฎหมายเฉพาะทางที่เข้มงวด

1.3 แหล่งที่มาของเงินทุนสวัสดิการ การจัดสรรจากกำไรสุทธิ

เพื่อตอกย้ำลักษณะของการสงเคราะห์ที่เป็นผลพวงจากความสำเร็จร่วมกันของสมาชิก กฎหมายได้กำหนดแหล่งที่มาของเงินทุนสำหรับจัดสวัสดิการไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 60(4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ โดยบัญญัติให้สหกรณ์ต้องจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีส่วนหนึ่งไว้เป็น "ทุนสะสมเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกและครอบครัว"

การกำหนดให้แหล่งทุนหลักมาจาก "กำไรสุทธิ" สะท้อนให้เห็นว่าการจัดสวัสดิการเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจร่วมกันของมวลสมาชิกในรอบปีบัญชีนั้นๆ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโมเดลธุรกิจประกันภัยที่รายได้หลักมาจากการเรียกเก็บ "เบี้ยประกันภัย" จากผู้เอาประกันภัยแต่ละราย เพื่อนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างผลกำไร ดังนั้น การที่สหกรณ์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกโดยตรงในลักษณะของ "เงินสมทบ" หรือ "ค่าธรรมเนียม" เพื่อนำเข้ากองทุนสวัสดิการใดสวัสดิการหนึ่งโดยเฉพาะ จึงเป็นการกระทำที่เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายสหกรณ์ และมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับการเรียกเก็บ "เบี้ยประกันภัย" ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้

ส่วนที่ 2 สวัสดิการสหกรณ์ กับ ธุรกิจประกันภัย

การทำความเข้าใจเส้นแบ่งระหว่างการจัดสวัสดิการที่ชอบด้วยกฎหมายสหกรณ์ กับการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยมิชอบ จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงสาระสำคัญของสัญญาประกันภัยตามกฎหมายหลัก และแนวทางการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.1 สาระสำคัญของสัญญาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 20 ได้วางหลักการพื้นฐานของสัญญาประกันภัยไว้ว่า เป็นสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า "ผู้รับประกันภัย" ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัย หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า "ผู้เอาประกันภัย" ตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า "เบี้ยประกันภัย" จากบทบัญญัติดังกล่าว สามารถสรุปองค์ประกอบสำคัญของสัญญาประกันภัยได้ดังนี้

1) การตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน: มีคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนจากฝ่ายผู้รับประกันภัยว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง

2) เงื่อนไขแห่งอนาคตที่ไม่แน่นอน: การจ่ายเงินนั้นขึ้นอยู่กับการเกิดเหตุการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้

3) การชำระเบี้ยประกันภัย: ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครองนั้น

หัวใจสำคัญของสัญญาประกันภัยคือ "การโอนความเสี่ยง" (Risk Transfer) จากผู้เอาประกันภัยไปยังผู้รับประกันภัย โดยมีเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนในการรับความเสี่ยงนั้น ในทางตรงกันข้าม สวัสดิการของสหกรณ์ตามหลักการที่ถูกต้อง ควรมีลักษณะเป็น "การแบ่งปันความทุกข์ยาก" (Risk Sharing หรือ Solidarity) โดยใช้เงินกองกลางที่มาจากผลกำไรร่วมกันของสมาชิกทั้งหมด ไม่ใช่การโอนความเสี่ยงของสมาชิกคนใดคนหนึ่งมาให้สหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

2.2 การตีความ "การประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย"

พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และ พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ได้วางกรอบการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยไว้อย่างเข้มงวด โดยมีบทบัญญัติที่เป็นหัวใจสำคัญคือ

มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. ประกันชีวิตฯ "ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต"

มาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. ประกันวินาศภัยฯ "ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันภัยกับบุคคลใด ๆ เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย"

กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้จำกัดการบังคับใช้เฉพาะกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเป็น "บริษัทประกันภัย" เท่านั้น แต่ครอบคลุม "การกระทำ" (Act) ใดๆ ก็ตามที่มีเนื้อหาและสาระสำคัญเข้าข่ายเป็นการรับประกันภัย ดังนั้น แม้สหกรณ์จะเรียกกิจกรรมของตนว่า "กองทุนสวัสดิการ" หรือ "โครงการสงเคราะห์" แต่หากวิธีการดำเนินงานมีองค์ประกอบครบถ้วนตามสัญญาประกันภัย กล่าวคือ มีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิกเป็นการตอบแทน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะจ่ายเงินจำนวนที่แน่นอนเมื่อเกิดเหตุการณ์ในอนาคต การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลจะยึดหลัก "เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ" (Substance over Form) ในการวินิจฉัย

2.3 แนวทางปฏิบัติในเรื่องการจัดสวัสดิการของสหกรณ์

เพื่อสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ได้ออก หนังสือซักซ้อมแนวทางปฏิบัติในเรื่องการจัดสวัสดิการของสหกรณ์ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สหกรณ์ทุกแห่งต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยมีสาระสำคัญที่สรุปได้ว่า

"การจัดสวัสดิการหรือการตั้งกองทุนสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกสหกรณ์และครอบครัว สามารถกระทำได้ตามความในมาตรา 46(2) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 แต่ต้องไม่มีลักษณะที่เป็นการตกลงจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีที่สมาชิกของสหกรณ์เสียชีวิต หรือสมาชิกผู้กู้ถูกออกจากการเป็นสมาชิกหรือออกจากงานในขณะที่ยังมีหนี้สินอยู่กับสหกรณ์ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกต้องมีการส่งเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทน... ซึ่งเงินดังกล่าวแม้จะไม่เรียกว่าเบี้ยประกันภัยก็ตาม ให้ถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย"

แนวทางปฏิบัตินี้สอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้เคยวินิจฉัยในลักษณะเดียวกันว่า สหกรณ์ไม่สามารถดำเนินการรับประกันภัยโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ได้  การที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องออกหนังสือซักซ้อมดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่สหกรณ์จำนวนมากได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการในรูปแบบที่สุ่มเสี่ยงและอาจขัดต่อกฎหมาย ซึ่งอาจเกิดจากการตีความอำนาจของตนเองอย่างกว้างขวางเกินไป หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิก แต่ขาดความเข้าใจในข้อกฎหมายด้านประกันภัยอย่างถ่องแท้ หนังสือฉบับนี้จึงเปรียบเสมือน "เส้นแดง" ที่หน่วยงานกำกับดูแลได้ขีดไว้เพื่อป้องกันมิให้สหกรณ์ต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ส่วนที่ 3 กรณีศึกษา "กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้"

กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้เป็นรูปแบบสวัสดิการที่ได้รับความนิยมในสหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่ง เนื่องจากเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อยและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาชิก อย่างไรก็ตาม กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงที่สุดที่จะถูกตีความว่าเป็นการประกันวินาศภัย

3.1 โครงสร้างและกลไกการทำงานของกองทุน

จากการสังเคราะห์ข้อมูลระเบียบตัวอย่างของสหกรณ์ต่าง ๆ สามารถสรุปลักษณะร่วมของกองทุนประเภทนี้ได้ดังนี้

1) วัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกผู้ค้ำประกันที่ต้องรับภาระหนี้สินแทนสมาชิกผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้

2) ที่มาของเงินทุน โดยทั่วไปมาจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือ การจัดสรรจากกำไรสุทธิประจำปี งบประมาณรายจ่ายของสหกรณ์ และเงินบริจาค

3) เงื่อนไขการจ่ายเงิน มักจะจ่ายเมื่อผู้ค้ำประกันได้เข้ารับภาระหนี้แทนผู้กู้แล้ว โดยมีเหตุมาจากผู้กู้เสียชีวิต ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือถูกให้ออกจากราชการหรืองานประจำ

4) ลักษณะการช่วยเหลือ มีความหลากหลาย ตั้งแต่การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องดำเนินคดีไล่เบี้ย ไปจนถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเงินที่คำนวณตามสัดส่วนของหนี้ แต่มีเพดานสูงสุดกำหนดไว้

3.2 การประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย และตารางเปรียบเทียบ

เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายของกองทุนดังกล่าว สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบองค์ประกอบต่าง ๆ กับหลักการของสัญญาประกันภัยได้ดังตารางที่ 1 

ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบเชิงกฎหมายระหว่างกองทุนสวัสดิการสหกรณ์และสัญญาประกันภัย

องค์ประกอบ

กองทุนสวัสดิการที่ถูกต้อง   ตามกฎหมาย

การดำเนินการที่สุ่มเสี่ยง      (เข้าข่ายประกันภัย)

สัญญาประกันภัย (ตามกฎหมาย)

แหล่งเงินทุน

จัดสรรจากกำไรสุทธิประจำปี เงินบริจาค

เรียกเก็บเงินสมทบ/ค่าธรรมเนียมจากสมาชิกโดยตรงเพื่อเข้ากองทุนนี้โดยเฉพาะ

เบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยชำระ

ลักษณะการจ่ายเงินของสมาชิก

ไม่มีการจ่ายเงินโดยตรงเพื่อแลกกับสวัสดิการนี้

เป็นการจ่ายที่บังคับหรือมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครอง

เป็นหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องชำระ

เงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์

เมื่อเกิดเหตุการณ์ความเดือดร้อนตามที่ระบุในระเบียบ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนตามที่ระบุในกรมธรรม์

ลักษณะของผลประโยชน์

"เงินช่วยเหลือ" หรือ "เงินสงเคราะห์" เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

"เงินชดเชย" หรือ "เงินปลดหนี้" ตามจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

"ค่าสินไหมทดแทน" หรือ "เงินจำนวนหนึ่ง" ตามที่ตกลงในสัญญา

อำนาจในการอนุมัติจ่าย

เป็นไปตาม "ดุลยพินิจของคณะกรรมการ" ภายใต้กรอบระเบียบ

เป็น "สิทธิเรียกร้อง" ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าเงื่อนไข

เป็น "สิทธิเรียกร้องตามสัญญา" ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องจ่าย

สถานะทางกฎหมาย

การสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ

อาจเข้าข่ายการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยโดยไม่ได้รับอนุญาต

สัญญาประกันภัยตาม ป.พ.พ. และ พ.ร.บ. ประกันภัยฯ

 

จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่ากองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตีความว่าเป็นการประกอบธุรกิจ "ประกันวินาศภัย" ประเภท "การประกันภัยค้ำประกัน" (Fidelity Guarantee Insurance) หรือ "การประกันภัยความเสี่ยงทางการเงิน" (Financial Risk Insurance) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสหกรณ์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะ "จ่ายหนี้แทน" หรือ "ปลดหนี้" ให้แก่ผู้ค้ำประกันเมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่ร้ายแรงที่สุดที่สหกรณ์ต้องหลีกเลี่ยง

3.3 การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับสัญญาค้ำประกัน

ตามหลักกฎหมายค้ำประกันในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัด แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้ไปแล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนนั้นคืนจากลูกหนี้ได้ กองทุนช่วยเหลือผู้ค้ำประกันของสหกรณ์จึงไม่ได้มีขึ้นเพื่อลบล้างหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ค้ำประกัน แต่ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อ "ช่วยเหลือ" ให้ผู้ค้ำประกันสามารถปฏิบัติตามหน้าที่นั้นได้ หรือสนับสนุนให้สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น รูปแบบการให้ความช่วยเหลือที่มีความเสี่ยงทางกฎหมายต่ำที่สุดและสอดคล้องกับหลักกฎหมายมากที่สุด คือ การให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีฟ้องไล่เบี้ยเอาจากผู้กู้ การกระทำเช่นนี้ไม่ถือเป็นการรับโอนความเสี่ยงหรือรับภาระหนี้มาเป็นของสหกรณ์ แต่เป็นการสนับสนุนให้สมาชิกสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและรักษาสิทธิของตนตามกฎหมายได้ อันเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกในอีกมิติหนึ่ง

ส่วนที่ 4: ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติในการจัดสวัสดิการสหกรณ์อย่างยั่งยืนและถูกต้องตามกฎหมาย

เพื่อให้การจัดสวัสดิการของสหกรณ์เป็นไปอย่างยั่งยืน สร้างประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก และดำเนินงานอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด คณะกรรมการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์ควรพิจารณาแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้

4.1 หลักการสำคัญในการร่างข้อบังคับและระเบียบ

1) การใช้ถ้อยคำ (Wording) ในการร่างข้อบังคับหรือระเบียบว่าด้วยกองทุนสวัสดิการ ต้องใช้ถ้อยคำที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของการ "สงเคราะห์" อย่างชัดเจน เช่น "สวัสดิการ" "การสงเคราะห์" "เงินช่วยเหลือ" "บรรเทาความเดือดร้อน" และต้องหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่อาจสื่อถึงการประกันภัย เช่น "ประกัน" "คุ้มครอง" "ชดใช้" "ค่าสินไหมทดแทน" หรือ "จ่ายคืนเต็มจำนวน"

2) แหล่งเงินทุน (Funding Source) ต้องระบุในระเบียบให้ชัดเจนว่าเงินทุนของกองทุนมาจาก "การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีตามมาตรา 60(4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ" และ/หรือ "เงินบริจาค" ห้ามกำหนดให้สมาชิกต้องจ่ายเงินสมทบ เงินค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใดโดยตรงเพื่อแลกกับการได้รับสวัสดิการนั้น ๆ

3) ลักษณะการจ่ายเงิน (Discretionary Power) ต้องกำหนดให้การอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเป็น "อำนาจและดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการ" ที่จะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมและความเดือดร้อนของสมาชิก โดยอิงตามกรอบของระเบียบที่กำหนดไว้ ต้องไม่มีข้อความใดที่ก่อให้เกิด "สิทธิเรียกร้อง" (Claim Right) ที่สมาชิกจะฟ้องร้องบังคับให้สหกรณ์จ่ายได้โดยอัตโนมัติ

4) จำนวนเงินที่จ่าย (Benefit Cap) ควรกำหนดเพดานการช่วยเหลือสูงสุดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน  การกำหนดเพดานที่ชัดเจนจะช่วยแสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์ของกองทุนคือการสงเคราะห์ตามสมควร ไม่ใช่การชดใช้ความเสียหายทั้งหมด

4.2 รูปแบบสวัสดิการทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำ

1) การช่วยเหลือที่ไม่ใช่ตัวเงิน สหกรณ์สามารถจัดสวัสดิการในรูปแบบอื่นที่มีคุณค่าแต่มีความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยกว่า เช่น การจัดหาที่ปรึกษากฎหมายหรือทนายความให้แก่สมาชิกผู้ค้ำประกันเพื่อดำเนินการฟ้องไล่เบี้ยผู้กู้ การจัดอบรมให้ความรู้ทางการเงินและการบริหารหนี้สินแก่สมาชิกเพื่อป้องกันปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ต้นทาง

2) การทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดหาประกันกลุ่ม (Group Insurance Facilitator) นี่คือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนที่สุด สหกรณ์สามารถใช้ประโยชน์จากขนาดขององค์กรและจำนวนสมาชิกในการเจรจาต่อรองกับบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์ "ประกันสินเชื่อ" หรือ "ประกันชีวิตกลุ่ม" ที่มีอัตราเบี้ยประกันภัยต่ำและเงื่อนไขความคุ้มครองที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก ในรูปแบบนี้ บทบาทของสหกรณ์จะเป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการรวบรวมและนำส่งเบี้ยประกันภัย (อาจหักจากเงินปันผลหรือเงินเดือนตามความยินยอมของสมาชิก) โดยผู้รับความเสี่ยงและผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทนคือบริษัทประกันภัย ไม่ใช่สหกรณ์ แนวทางนี้เป็นการแยกบทบาทอย่างชัดเจน สหกรณ์ยังคงทำหน้าที่ "จัดหาสวัสดิการ" ให้แก่สมาชิกตามเจตนารมณ์ แต่ "ผู้รับความเสี่ยง" คือองค์กรมืออาชีพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ทำให้สมาชิกได้รับการคุ้มครองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่สหกรณ์ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านการเงินและกฎหมายเลย

4.3 ข้อควรปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ

1) การสื่อสารที่โปร่งใส ต้องสื่อสารกับมวลสมาชิกให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่ากองทุนต่าง ๆ ที่สหกรณ์จัดตั้งขึ้นมีสถานะเป็น "การสงเคราะห์" ไม่ใช่ "การประกันภัย" เพื่อเป็นการจัดการความคาดหวังของสมาชิกและป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

2) กระบวนการอนุมัติที่ตรวจสอบได้ ควรจัดทำกระบวนการและหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอรับสวัสดิการให้มีความชัดเจน โปร่งใส มีเอกสารหลักฐานประกอบ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ สิ่งนี้จะช่วยให้การใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับของสมาชิกโดยรวม

บทสรุป

การจัดสวัสดิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้ เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับอุดมการณ์และหลักการพื้นฐานของสหกรณ์ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องกระทำด้วยความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง และด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดเพื่อไม่ให้ก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตของธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องมีการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ

หัวใจสำคัญในการจัดสวัสดิการของสหกรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย คือการรักษาสถานะของกิจกรรมนั้นให้เป็น "การสงเคราะห์ตามสมควร" ที่ใช้เงินกองกลางซึ่งมาจากผลกำไรร่วมกัน และอาศัยดุลยพินิจของคณะกรรมการในการให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณี แทนที่จะสร้างระบบที่มีลักษณะเป็น "สัญญา" ที่มีการเรียกเก็บ "เบี้ยประกัน" และก่อให้เกิด "สิทธิเรียกร้อง" ในการรับ "ค่าสินไหมทดแทน"


           การพิจารณาใช้รูปแบบการจัดหาประกันภัยกลุ่มผ่านบริษัทประกันภัยมืออาชีพ อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกในระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้สหกรณ์สามารถมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจหลักและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน โดยปราศจากความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหกรณ์ในอนาคต

วันเสาร์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2568

การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์การเกษตรกรณีมีรายได้ค้างรับ

คำอธิบายหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1101.11/13764 ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 เรื่อง การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์การเกษตรกรณีมีรายได้ค้างรับ

บทความนี้ผู้เขียนมีเจตนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อประโยชน์ในงานพัฒนาสหกรณ์ ผู้เขียนอธิบายในนามส่วนตัว และขอรับผิดชอบต่อบทความนี้ในนามส่วนตัว

1. เจตนารมณ์ของหนังสือฯ

เจตนารมณ์ในหนังสือฉบับนี้คือ เพื่อวางแนวทางที่ชัดเจนและเป็นมาตรฐานในการบริหารจัดการกำไรสุทธิของสหกรณ์การเกษตร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่สหกรณ์มีรายได้ค้างรับ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี

2. วัตถุประสงค์ของหนังสือฯ

1) ป้องกันความเสี่ยงทางการเงิน ป้องกันไม่ให้สหกรณ์จัดสรรกำไรสุทธิจาก "รายได้ทางบัญชี" ที่ยังไม่ได้รับชำระจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาการขาดสภาพคล่องทางการเงินได้

2) ส่งเสริมวินัยทางการเงิน กระตุ้นให้คณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์เร่งรัดติดตามหนี้สินและรายได้ค้างรับอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อรักษาสถานภาพทางการเงินที่ดีของสหกรณ์

3) สร้างความเป็นธรรม กำหนดหลักเกณฑ์การหักกลบลบหนี้เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนกับหนี้สินของสมาชิก เพื่อความเป็นธรรมและลดภาระในการติดตามหนี้ของสหกรณ์

4) เสริมสร้างธรรมาภิบาล กำหนดเงื่อนไขที่รัดกุมในการจ่ายเงินโบนัสให้แก่คณะกรรมการและพนักงาน เพื่อให้การจ่ายผลตอบแทนสอดคล้องกับผลการดำเนินงานที่แท้จริงและประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหนี้สิน

3. เหตุผลสำคัญของหนังสือฯ

1) การรักษาสภาพคล่องทางการเงิน รายได้ค้างรับไม่ใช่เงินสด การจัดสรรกำไรสุทธิโดยไม่คำนึงถึงสถานะของเงินสดที่ได้รับจริง อาจทำให้สหกรณ์มีกำไรสุทธิสูงในงบการเงิน แต่ไม่มีเงินสดเพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายที่จำเป็นหรือการดำเนินงาน ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องและความยั่งยืนของสหกรณ์

2)  ความสำคัญของการเรียกเก็บหนี้ การมีหนี้ค้างรับจำนวนมากเป็นความเสี่ยงของสหกรณ์ บทบัญญัติจึงเป็นกลไกหนึ่งที่ใช้กระตุ้นและบังคับให้สหกรณ์ให้ความสำคัญกับการเรียกเก็บหนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดเงื่อนไขในการจ่ายโบนัสที่ผูกโยงกับประสิทธิภาพการเก็บหนี้ค้างรับ

3) ลดความเสี่ยงจากการทุจริตและการบริหารจัดการที่ไม่โปร่งใส การกำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนในการจัดสรรกำไรสุทธิ โดยเฉพาะการจ่ายโบนัส ช่วยลดช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การทุจริตหรือการบริหารจัดการที่ไม่รอบคอบ ซึ่งอาจเอื้อประโยชน์แก่บุคคลบางกลุ่มโดยไม่คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของสหกรณ์โดยรวม

 

4. ความเชื่อมโยงกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

1)  การหักกลบลบหนี้ (ป.พ.พ. มาตรา 341 - 349)

เรื่องการจัดสรรเงินปันผลตามหุ้นและเงินเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิก โดยกำหนดให้หักกลบลบหนี้สินที่สมาชิกค้างชำระสหกรณ์ก่อนจ่ายเป็นตัวเงินนั้น สอดคล้องกับหลักการเรื่องการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. ที่อนุญาตให้คู่กรณีซึ่งต่างเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้ซึ่งกันและกัน สามารถนำหนี้มาหักกลบลบกันได้ หากหนี้ทั้งสองฝ่ายมีวัตถุแห่งหนี้เป็นอย่างเดียวกันและถึงกำหนดชำระแล้ว ในกรณีนี้ สหกรณ์เป็นลูกหนี้ค่าเงินปันผล/เงินเฉลี่ยคืนของสมาชิก และสมาชิกเป็นลูกหนี้ค่าสินค้า/บริการ/เงินกู้ยืมของสหกรณ์ การหักกลบลบหนี้จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่ถูกต้องตามกฎหมายและเป็นประโยชน์ต่อการบริหารจัดการหนี้ของสหกรณ์

2) หลักการเรื่องนิติบุคคลและผู้แทนของนิติบุคคล (มาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และ ป.พ.พ. มาตรา 70, 76)

สหกรณ์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย การจัดการกิจการของสหกรณ์ รวมถึงการเสนอการจัดสรรกำไรสุทธิให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณา ต้องกระทำโดยคณะกรรมการดำเนินการซึ่งเป็นผู้แทนนิติบุคคล การกำหนดเงื่อนไขการจัดสรรกำไรสุทธิและโบนัส จึงเป็นการกำกับดูแลการใช้อำนาจของคณะกรรมการดำเนินการ ให้เป็นไปเพื่อประโยชน์สูงสุดของนิติบุคคล (สหกรณ์) และสมาชิกโดยรวม สอดคล้องกับหลักการที่ว่านิติบุคคลต้องมีผู้แทนและผู้แทนต้องกระทำการภายใต้กรอบอำนาจที่กฎหมายและข้อบังคับกำหนด

3) หลักความรับผิดของกรรมการ (มาตรา 51/1 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

หลักการเรื่องความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก ความรับผิดของกรรมการที่ต้องจัดการกิจการของนิติบุคคลด้วยความระมัดระวังรอบคอบเช่นวิญญูชนจะพึงกระทำ และต้องไม่กระทำการอันเป็นการขัดต่อกฎหมาย ข้อบังคับ หรือมติที่ประชุมใหญ่ ซึ่งการจัดสรรกำไรสุทธิโดยไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด หรือการจ่ายโบนัสจากรายได้ที่ยังไม่ได้รับชำระจริง อาจถือเป็นการบริหารจัดการโดยขาดความระมัดระวังรอบคอบ และอาจนำไปสู่ความรับผิดของคณะกรรมการดำเนินการได้

5. กรณีศึกษา (สมมติ) สหกรณ์การเกษตร ก. จำกัด กับการบริหารจัดการกำไรสุทธิ

สหกรณ์การเกษตร ก. จำกัด ดำเนินธุรกิจรวบรวมข้าวเปลือกและจำหน่ายปุ๋ยยาเคมีภัณฑ์ให้แก่สมาชิก เมื่อสิ้นปีบัญชี สหกรณ์มีกำไรสุทธิค่อนข้างสูง แต่ในขณะเดียวกันก็มี "รายได้ค้างรับ" จำนวนมากจากการขายปุ๋ยยาให้สมาชิกและจากการขายข้าวเปลือกที่ยังไม่ได้รับชำระจากผู้ซื้อข้าวรายใหญ่รายหนึ่ง

ปัญหาที่อาจเกิดขึ้นหากนายทะเบียนสหกรณ์ไม่กำหนดแนวทางปฏิบัติ

คณะกรรมการดำเนินการของสหกรณ์ ก. จำกัด อาจจัดสรรเงินโบนัสให้แก่กรรมการและพนักงานจำนวนมากตามตัวเลขกำไรสุทธิที่ปรากฏในงบการเงิน โดยไม่ได้คำนึงถึงว่ารายได้ส่วนใหญ่เป็นรายได้ค้างรับที่ยังไม่ได้รับชำระจริง ผลคือ สหกรณ์มีเงินสดไม่เพียงพอสำหรับการหมุนเวียนและต้องกู้ยืมเงินจากสถาบันการเงินอื่นเพื่อเสริมสภาพคล่อง รวมถึงการจ่ายเงินปันผลให้แก่สมาชิกก็ล่าช้าออกไป เพราะไม่มีเงินสดเพียงพอ

ผลจากการนำแนวทางของนายทะเบียนสหกรณ์ไปปฏิบัติ

เมื่อมีการจัดสรรเงินปันผลตามหุ้นและเงินเฉลี่ยคืนให้สมาชิก คณะกรรมการดำเนินการได้แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้าว่า หากสมาชิกรายใดมีหนี้ค่าปุ๋ยยาที่ค้างชำระ สหกรณ์จะหักเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนเพื่อชำระหนี้ดังกล่าวให้หมดสิ้นไปก่อน ส่วนที่เหลือจึงจะจ่ายเป็นเงินสดให้ การดำเนินการนี้ช่วยให้สหกรณ์สามารถเรียกเก็บหนี้ค้างชำระจากสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดภาระการติดตามหนี้

การจัดสรรเงินโบนัส หาก ณ วันสิ้นปีบัญชี สหกรณ์การเกษตร ก. จำกัด ยังคงมีรายได้ค้างรับ แต่คณะกรรมการได้กำชับให้ฝ่ายจัดการเร่งรัดการเรียกเก็บหนี้ค้างรับจากปีก่อน ๆ อย่างเข้มงวด และสามารถเรียกเก็บได้เกินกว่าร้อยละ 40 ของยอดค้างรับต้นปี

ในการพิจารณาจ่ายเงินโบนัสให้แก่คณะกรรมการและพนักงาน นาย ก. กรรมการดำเนินการคนหนึ่งเสนอให้ใช้กำไรสุทธิทั้งหมด แต่ นาง ข. เหรัญญิก ได้ชี้แจงตามแนวทางปฏิบัติว่าจะต้องใช้ ยอดกำไรสุทธิประจำปีหลังจากหักรายได้ค้างรับระหว่างปีออกไปแล้ว เป็นฐานในการคำนวณเงินโบนัส ทำให้จำนวนเงินโบนัสที่สามารถจัดสรรได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากรายได้ส่วนที่ยังค้างรับไม่ถูกนำมาคำนวณเป็นฐานโบนัสนอกจากนี้ สหกรณ์ยังต้องมั่นใจว่ายอดกำไรสุทธิประจำปีสูงกว่ารายได้ค้างรับระหว่างปีตามเงื่อนไข ก่อนจะพิจารณาจ่ายโบนัสได้

การปฏิบัติตามแนวทางที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด ทำให้สหกรณ์การเกษตร ก. จำกัด มีการบริหารจัดการหนี้ค้างรับที่ดีขึ้น สภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์แข็งแกร่งขึ้น และการจัดสรรโบนัสเป็นไปอย่างรอบคอบและยุติธรรมมากขึ้น โดยอ้างอิงกับรายได้ที่ได้รับชำระจริง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงทางการเงินของสหกรณ์ในระยะยาว

6. ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติ

เพื่อให้การปฏิบัติตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1101.11/13764 ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 เรื่อง การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์การเกษตรกรณีมีรายได้ค้างรับ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สหกรณ์ควรพิจารณาดำเนินการดังต่อไปนี้

1) พัฒนาระบบบัญชีและการติดตามหนี้ โดยจัดให้มีระบบบัญชีที่สามารถแยกประเภทและติดตามรายได้ค้างรับได้อย่างชัดเจนและเป็นปัจจุบัน ทั้งรายได้ค้างรับจากสมาชิก และจากบุคคลภายนอก (หนี้การค้า หนี้อื่น ๆ) เสนอรายงานสถานะหนี้ค้างรับของสมาชิกแต่ละรายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาหักกลบลบหนี้เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน

2) นโยบายและกระบวนการเรียกเก็บหนี้ที่ชัดเจน โดยกำหนดนโยบายและขั้นตอนการเรียกเก็บหนี้ที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม จัดให้มีคณะอนุกรรมการหรือผู้รับผิดชอบเฉพาะในการติดตามหนี้ค้างรับ และกำหนดเป้าหมายการเก็บหนี้ที่เป็นไปได้และท้าทาย (โดยเฉพาะการเก็บหนี้ปีก่อน ๆ ให้ได้ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40)

3) สื่อสารกับสมาชิก โดยประชาสัมพันธ์และทำความเข้าใจกับสมาชิกเกี่ยวกับนโยบายการหักกลบลบหนี้เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนกับหนี้สินของสมาชิก เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและข้อขัดแย้ง แจ้งสถานะหนี้ค้างชำระของสมาชิกเป็นประจำ

4) การพิจารณาจัดสรรโบนัสอย่างรอบคอบ ซึ่งคณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการจะต้องพิจารณางบการเงินอย่างละเอียด โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวกับรายได้ค้างรับ และปฏิบัติตามเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด ควรมีการจัดทำรายงานวิเคราะห์สภาพคล่องและกระแสเงินสด ประกอบการพิจารณาจัดสรรกำไรสุทธิและโบนัส

5) การกำกับดูแลและการตรวจสอบภายใน โดยคณะกรรมการตรวจสอบควรมีบทบาทในการตรวจสอบการปฏิบัติตามแนวทางนี้ โดยเฉพาะการพิจารณาการจ่ายโบนัสและการติดตามหนี้ค้างรับ สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ควรกำกับดูแลและให้คำแนะนำแก่สหกรณ์ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด

7. ข้อควรระวัง

ในการปฏิบัติตามหนังสือฯ มีประเด็นที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดและความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดังนี้

1) ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ "รายได้ค้างรับ" ต้องแยกความแตกต่างระหว่าง "รายได้ค้างรับระหว่างปี" (ที่เกิดขึ้นในปีปัจจุบัน) กับ "รายได้ค้างรับปีก่อน ๆ (ที่ยกมาจากปีก่อน)" ให้ชัดเจน ซึ่งมีผลต่อการคำนวณโบนัส การนำรายได้ค้างรับที่ไม่ใช่ของปีปัจจุบันมารวมคำนวณผิด อาจส่งผลให้การจัดสรรโบนัสไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของคำแนะนำฯ

2) การตีความเงื่อนไขการจ่ายโบนัส เงื่อนไขที่ระบุว่า "สหกรณ์ต้องใช้ยอดกำไรสุทธิประจำปีหลังหักรายได้ค้างรับระหว่างปีแล้ว ในการพิจารณาจัดสรรเป็นเงินโบนัส..." เป็นจุดสำคัญที่ต้องระวังอย่างยิ่ง หมายความว่า ส่วนของกำไรสุทธิที่มาจากรายได้ที่ยังค้างรับในปัจจุบัน (ที่ยังไม่ได้รับชำระเป็นเงินสด) จะไม่สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการคำนวณเงินโบนัสได้ หากตีความผิดพลาดและนำกำไรสุทธิทั้งหมดมาคำนวณโบนัส อาจเกิดปัญหาเรื่องสภาพคล่องและความเสี่ยงทางการเงิน

เงื่อนไขเรื่องการเร่งรัดเรียกเก็บเงินค้างรับปีก่อน ๆ ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 40 เป็นเกณฑ์ขั้นต่ำที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากไม่ถึงเกณฑ์นี้ การจ่ายโบนัสอาจไม่สามารถทำได้ตามหลักเกณฑ์

3) การขาดความโปร่งใสและการสื่อสารที่ไม่ชัดเจน หากสหกรณ์ดำเนินการหักกลบลบหนี้เงินปันผล/เฉลี่ยคืนโดยไม่แจ้งให้สมาชิกทราบล่วงหน้า หรือไม่มีการอธิบายที่ชัดเจน อาจนำไปสู่ความไม่พอใจของสมาชิกและเกิดข้อพิพาทได้ ตลอดจนการพิจารณาจ่ายโบนัสที่ปราศจากความโปร่งใสอาจสร้างความคลางแคลงใจแก่สมาชิก

8. ความเสี่ยงจากการไม่ปฏิบัติตามหนังสือฯ

1) หากสหกรณ์ไม่ปฏิบัติตามแนวทางที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนด อาจถูกพิจารณาว่ามีการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้อง และอาจส่งผลให้ถูกตักเตือน สั่งการ หรือถูกดำเนินการตามกฎหมายสหกรณ์ได้

2) คณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการที่ละเลยหรือไม่ปฏิบัติตาม อาจต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นกับสหกรณ์

3) วัตถุประสงค์หลักของคำแนะนำฯ เพื่อรักษาสภาพคล่องทางการเงินของสหกรณ์ หากสหกรณ์ยังคงจัดสรรกำไรสุทธิจากรายได้ค้างรับ (โดยเฉพาะโบนัส) โดยไม่คำนึงถึงเงื่อนไขที่กำหนด ก็จะยังคงเผชิญกับความเสี่ยงด้านสภาพคล่องต่อไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการดำเนินธุรกิจและบริการสมาชิก

วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568

การโอนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์

การโอนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของสหกรณ์ที่แตกต่างจากนิติบุคคลประเภทอื่น โดยมุ่งเน้นที่การเป็นเจ้าของร่วมกันและการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของสมาชิก มิใช่เพื่อแสวงหากำไรจากการลงทุนในหุ้นอย่างบริษัททั่วไป ข้อบทกฎหมายที่ให้มานี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เข้มงวดสำหรับการโอนหุ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเจตนารมณ์ของสหกรณ์

1. เจตนารมณ์ของบทบัญญัติ

เจตนารมณ์หลักของข้อบทกฎหมายเกี่ยวกับการโอนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์มุ่งเน้นไปในประเด็นสำคัญต่อไปนี้

1.1 รักษาเสถียรภาพและทุนของสหกรณ์ การจำกัดการโอนหุ้นและให้สหกรณ์มีสิทธิ์นำค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้ รวมถึงสถานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษ เป็นการป้องกันมิให้ทุนของสหกรณ์ถูกกระทบกระเทือนจากการที่สมาชิกนำหุ้นไปใช้เป็นหลักประกันหรือโอนให้บุคคลภายนอกโดยไม่ผ่านการอนุมัติ ทำให้สหกรณ์สามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมั่นคง

1.2 ส่งเสริมหลักการเป็นเจ้าของร่วมกันและการเป็นสมาชิก หุ้นในสหกรณ์มิใช่เพียงเครื่องมือในการลงทุนเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด แต่เป็นเครื่องแสดงการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบในฐานะเจ้าของร่วม การจำกัดการโอนหุ้นโดยเฉพาะในระหว่างที่เป็นสมาชิกอยู่ เป็นการยืนยันว่าสมาชิกภาพและความผูกพันกับสหกรณ์มีความสำคัญมากกว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุน

1.3 ป้องกันการเก็งกำไรและอิทธิพลจากภายนอก การห้ามโอนหุ้นในระหว่างที่เป็นสมาชิก และการกำหนดเงื่อนไขผู้รับโอนให้เป็นสมาชิกหรือผู้สมัครที่ได้รับการอนุมัติเท่านั้น เป็นการป้องกันมิให้หุ้นของสหกรณ์ถูกซื้อขายเพื่อการเก็งกำไร หรือถูกรวบรวมโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาจะเข้ามาควบคุมหรือมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ซึ่งอาจขัดต่อวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่ม

1.4 อำนวยความสะดวกในการจัดการหนี้สิน การให้สิทธิสหกรณ์ในการนำค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้เมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลง และให้สถานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษ เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการหนี้สินของสมาชิก และเป็นหลักประกันให้สหกรณ์สามารถเรียกเก็บหนี้คืนได้

2. เหตุผลของบทบัญญัติ

เหตุผลที่ต้องมีบทบัญญัติที่เข้มงวดเกี่ยวกับการโอนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์ มีดังนี้

2.1 ลักษณะพิเศษของหุ้นสหกรณ์ หุ้นสหกรณ์ไม่ใช่หุ้นในบริษัทจำกัดที่มุ่งหวังกำไรและสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้อย่างอิสระ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าเป็นสมาชิกและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสหกรณ์ มูลค่าของหุ้นจึงผูกติดอยู่กับสมาชิกภาพ และการโอนหุ้นจึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดเพื่อรักษาสภาพความเป็นสหกรณ์

2.2 การควบคุมจำนวนสมาชิกและเงินทุน การกำหนดให้การโอนหุ้นต้องเป็นไปตามข้อบังคับและเงื่อนไขที่สหกรณ์กำหนด ช่วยให้สหกรณ์สามารถควบคุมจำนวนสมาชิกและขนาดของเงินทุนหมุนเวียนได้ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับโอนยังเป็นการธำรงไว้ซึ่งคุณภาพและเจตนารมณ์ของกลุ่มสมาชิก

2.3 การคุ้มครองสหกรณ์ในฐานะเจ้าหนี้ มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติให้ ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น และเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ และให้สหกรณ์มีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น เป็นการคุ้มครองสหกรณ์โดยเฉพาะ เพื่อให้สหกรณ์สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยทุนของตนเอง

2.4 ส่งเสริมธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การกำหนดให้ข้อบังคับต้องระบุรายการเกี่ยวกับการโอนหุ้น (มาตรา 43 (5)) และการกำหนดขั้นตอนการโอนที่ชัดเจนในข้อบังคับสหกรณ์ เป็นการสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในการดำเนินการเกี่ยวกับหุ้น และป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น

2.5 รองรับกรณีพิเศษ (ทายาท/ผู้รับโอนประโยชน์) ข้อบังคับสหกรณ์ (กำหนดตามข้อ 7 วรรคท้าย แห่งระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566) ที่อนุญาตให้โอนหุ้นให้แก่ทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ได้ แม้ในกรณีที่มูลค่าหุ้นลดลงหรือติดลบ เป็นกลไกที่ยืดหยุ่นเพื่อช่วยให้สหกรณ์ไม่ต้องคืนเงินทุนในสถานการณ์ที่ทายาทอาจไม่ประสงค์จะรับคืนทันที และเปิดโอกาสให้ทายาทเข้ามาเป็นสมาชิกหรือสมาชิกสมทบเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป

3. ความเชื่อมโยงกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อบทกฎหมายเกี่ยวกับการโอนหุ้นของสหกรณ์มีความเชื่อมโยงกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ในหลายมิติ แต่ก็มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไป ดังนี้

3.1 หลักนิติกรรมสัญญา การเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ การถือหุ้น การโอนหุ้น และการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกภาพและหุ้น ถือเป็นนิติกรรมสัญญาที่สมาชิกทำขึ้นกับสหกรณ์ ซึ่งอยู่ภายใต้หลักทั่วไปของ ป.พ.พ. เรื่องนิติกรรมสัญญา เช่น หลักความสมัครใจ การแสดงเจตนา และความสมบูรณ์ของสัญญา อย่างไรก็ตามกฎหมายสหกรณ์และข้อบังคับสหกรณ์ถือเป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมจากหลักทั่วไปของ ป.พ.พ.

3.2 การหักกลบลบหนี้ หลักการหักกลบลบหนี้ที่ระบุในมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ และข้อบังคับสหกรณ์ ที่ให้สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์เมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลง สอดคล้องกับหลักการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. ซึ่งเป็นวิธีการระงับหนี้อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กฎหมายสหกรณ์ให้สิทธิพิเศษแก่สหกรณ์ในการกระทำดังกล่าวโดยไม่ต้องรอการยินยอมจากคู่กรณี และยังให้สถานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษ

3.3 เจ้าหนี้บุริมสิทธิ การที่มาตรา 42 และข้อบังคับสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์มีสถานะเป็น "เจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น" เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่สหกรณ์เหนือเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ ที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นของสมาชิกก่อน โดย ป.พ.พ. มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบุริมสิทธิเป็นการทั่วไป และบุริมสิทธิพิเศษต่าง ๆ แต่บุริมสิทธิที่กฎหมายสหกรณ์ให้แก่นี้เป็นบุริมสิทธิที่เกิดจากกฎหมายเฉพาะ ซึ่งมีความแข็งแกร่งและอาจมีลำดับสูงกว่าบุริมสิทธิบางประเภทที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ.

3.4 ความแตกต่างจากหุ้นในบริษัทจำกัด หุ้นในสหกรณ์แตกต่างจากหุ้นในบริษัทจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ หุ้นในบริษัทจำกัดตาม ป.พ.พ. (ส่วนของบริษัทจำกัด) สามารถโอนกันได้ค่อนข้างอิสระ เว้นแต่มีข้อจำกัดในข้อบังคับของบริษัทจำกัดเท่านั้น แต่สำหรับสหกรณ์แล้ว กฎหมายและข้อบังคับจำกัดการโอนหุ้นอย่างเข้มงวดมาก โดยเฉพาะการห้ามโอนในระหว่างที่เป็นสมาชิก และการกำหนดคุณสมบัติผู้รับโอน แสดงให้เห็นว่ากฎหมายสหกรณ์มุ่งเน้นหลักการสหกรณ์ที่แตกต่างจากการประกอบธุรกิจแบบบริษัท

4. กรณีศึกษา

กรณีศึกษาที่ 1 การโอนหุ้นเพื่อการออกจากสหกรณ์และการจัดการทรัพย์สินของสมาชิกที่เสียชีวิต

เหตุการณ์ที่ 1 นาย ก. ประสงค์จะออกจากสหกรณ์

นาย ก. เป็นสมาชิกของ สหกรณ์ ก. จำกัด มาเป็นเวลา 10 ปี มีหุ้นอยู่จำนวน 100,000 บาท ซึ่งได้ชำระเต็มมูลค่าแล้ว และนาย ก. ไม่มีหนี้สินใดๆ กับสหกรณ์ ปัจจุบันนาย ก. ย้ายภูมิลำเนาไปต่างจังหวัดและประสงค์จะออกจาก สหกรณ์ ก. จำกัด โดยต้องการโอนหุ้นของตนให้กับ นาย ข. ซึ่งเป็นน้องชายของตนเอง โดย นาย ข. ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหกรณ์

เมื่อนาย ก. แจ้งความประสงค์ต่อ สหกรณ์ ก. จำกัด สหกรณ์ได้แจ้งว่าตามข้อบังคับ ข้อ 6 กำหนดว่า "สมาชิกจะขายหรือโอนหุ้นซึ่งตนถือให้ผู้อื่นไม่ได้ และจะถอนคืนหุ้นในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้" และตามข้อ 8 (3) กำหนดว่า "ผู้รับโอนต้องเป็นสมาชิกในสหกรณ์นี้ หรือผู้สมัครซึ่งคณะกรรมการดำเนินการตกลงให้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว"

ผลลัพธ์ นาย ก. ไม่สามารถโอนหุ้นให้ นาย ข. ได้ทันที เพราะ นาย ข. ไม่ได้เป็นสมาชิก สหกรณ์ ก. จำกัด สหกรณ์จึงแนะนำให้นาย ก. ยื่นเรื่องขอลาออกจากสมาชิกภาพก่อน เมื่อสมาชิกภาพของนาย ก. สิ้นสุดลง สหกรณ์จะดำเนินการคืนเงินค่าหุ้นให้แก่นาย ก. แต่หาก นาย ข. ประสงค์จะรับโอนหุ้นแทนนาย ก. จะต้องดำเนินการสมัครเป็นสมาชิกของ สหกรณ์ ก. จำกัด ให้เรียบร้อยเสียก่อน และเมื่อได้รับการอนุมัติเป็นสมาชิกแล้ว นาย ก. (ที่ได้พ้นจากสมาชิกภาพแล้ว) จึงจะสามารถดำเนินการโอนหุ้นที่ชำระเต็มมูลค่าแล้วให้แก่ นาย ข. ได้ โดยต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานรับรองตามที่ข้อบังคับกำหนด

เหตุการณ์ที่ 2 นางสาว ค. สมาชิกเสียชีวิต

นางสาว ค. สมาชิกของ สหกรณ์ ก. จำกัด มีหุ้นอยู่จำนวน 50,000 บาท และมีหนี้เงินกู้กับสหกรณ์คงเหลือ 20,000 บาท ต่อมา นางสาว ค. เสียชีวิตลงโดยที่ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้หมดสิ้นลง และมี นาย ง. ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวเป็นทายาท

เมื่อสมาชิกภาพของนางสาว ค. สิ้นสุดลงโดยการเสียชีวิต สหกรณ์ ก. จำกัด ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ มาตรา 42 และข้อบังคับ ข้อ 6 โดยนำเงินตามมูลค่าหุ้น 50,000 บาท มาหักกลบลบหนี้เงินกู้ที่ นางสาว ค. มีอยู่กับสหกรณ์จำนวน 20,000 บาท ทำให้มีเงินค่าหุ้นคงเหลือจำนวน 30,000 บาท ที่ต้องคืนให้แก่ทายาท

ผลลัพธ์ สหกรณ์ ก. จำกัด มีสิทธิโดยชอบธรรมในการหักกลบลบหนี้เงินกู้ของ นางสาว ค. จากเงินค่าหุ้นที่ นางสาว ค. มีอยู่ และได้ดำเนินการคืนเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจำนวน 30,000 บาท ให้แก่ นาย ง. ซึ่งเป็นทายาทต่อไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการใช้สิทธิของสหกรณ์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลง

5. ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติ

5.1 สมาชิกสหกรณ์

1) ศึกษาข้อบังคับสหกรณ์ สมาชิกควรอ่านและทำความเข้าใจข้อบังคับของสหกรณ์ที่ตนเองเป็นสมาชิกอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการถือหุ้น การชำระค่าหุ้น การถอนหุ้น การโอนหุ้น และการสิ้นสุดสมาชิกภาพ

2) วางแผนการจัดการหุ้น หากสมาชิกประสงค์จะออกจากสหกรณ์หรือมีเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง ควรติดต่อสหกรณ์ล่วงหน้าเพื่อสอบถามขั้นตอนและเงื่อนไขที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการชำระหนี้สินและหลักประกันต่าง ๆ

3) ตรวจสอบหนี้สิน ก่อนการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับหุ้น สมาชิกควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าตนเองไม่มีหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบต่อสหกรณ์โดยตรง ตามที่ข้อบังคับสหกรณ์กำหนด

4) เอกสารหลักฐาน จัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จำเป็นให้ครบถ้วนและเป็นไปตามแบบที่สหกรณ์กำหนด หากมีการโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานรับรอง

5.2 สำหรับสหกรณ์

1) จัดทำข้อบังคับที่ชัดเจนและสอดคล้องกับกฎหมาย สหกรณ์ควรทบทวนและปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการโอนหุ้นให้มีความชัดเจน ครบถ้วน และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

2) ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่สมาชิก สหกรณ์ควรให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกเข้าใจถึงสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการถือหุ้น การถอนหุ้น และการโอนหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่าไม่สามารถโอนหุ้นได้ในระหว่างที่เป็นสมาชิกอยู่ เว้นแต่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง

3) กำหนดขั้นตอนและแบบฟอร์มที่ได้มาตรฐาน ควรกำหนดขั้นตอนการโอนหุ้นที่ชัดเจน มีแบบฟอร์มมาตรฐาน และดำเนินการสอบสวนพิจารณาการโอนหุ้นอย่างรอบคอบและเป็นระบบ

4) บันทึกทะเบียนหุ้นที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน การบันทึกการโอนหุ้นและข้อมูลของผู้รับโอนในทะเบียนหุ้นจะต้องทำอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้การบริหารจัดการหุ้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันข้อพิพาท

5) บังคับใช้สิทธิเจ้าหนี้บุริมสิทธิ ในกรณีที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง สหกรณ์ควรใช้สิทธิในการหักกลบลบหนี้และใช้สถานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์

6. ข้อควรระวัง

6.1 การเข้าใจผิดเรื่องสภาพของหุ้นสหกรณ์ สมาชิกและบุคคลทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าหุ้นสหกรณ์สามารถซื้อขายหรือโอนเปลี่ยนมือได้อย่างอิสระเหมือนหุ้นในบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายสหกรณ์ การพยายามโอนหุ้นในขณะที่ยังเป็นสมาชิกอยู่จึงเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้และอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา

6.2 ความพยายามหลีกเลี่ยงหนี้สิน สมาชิกบางรายอาจพยายามโอนหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในหนี้สินที่มีต่อสหกรณ์ ซึ่งขัดต่อข้อบังคับสหกรณ์ และขัดต่อมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ หากสหกรณ์อนุมัติการโอนในกรณีดังกล่าว อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อสหกรณ์

6.3 การโอนหุ้นโดยไม่ผ่านสหกรณ์ การทำสัญญาโอนหุ้นกันเองระหว่างสมาชิกโดยไม่แจ้งให้สหกรณ์ทราบและไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดในข้อบังคับ ถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และสหกรณ์จะไม่รับรองการโอนนั้น หุ้นยังคงเป็นของสมาชิกผู้โอนตามทะเบียนหุ้นของสหกรณ์

6.4 ความสุ่มเสี่ยงจากการไม่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้รับโอน หากสหกรณ์ไม่ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับโอนอย่างละเอียดว่าเป็นสมาชิกหรือผู้สมัครที่ได้รับอนุมัติแล้วตามข้อบังคับสหกรณ์ อาจทำให้มีบุคคลภายนอกที่ไม่พึงประสงค์เข้ามามีส่วนร่วมในสหกรณ์ได้

6.5 การละเลยการจดแจ้งในทะเบียนหุ้น แม้การโอนหุ้นจะกระทำถูกต้องตามเงื่อนไข แต่หากสหกรณ์ไม่ได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้รับโอนลงในทะเบียนหุ้นให้เสร็จสิ้น ก็ยังถือว่าการโอนนั้นยังไม่สมบูรณ์ตามข้อบังคับสหกรณ์ อาจก่อให้เกิดปัญหาในการใช้สิทธิของเจ้าของหุ้นที่แท้จริง

6.6 ข้อพิพาทเกี่ยวกับทายาท ในกรณีที่สมาชิกเสียชีวิต อาจเกิดข้อพิพาทระหว่างทายาทหลายคนเกี่ยวกับการรับเงินค่าหุ้น หรือการตัดสินใจว่าจะรับหุ้นคืนหรือให้ทายาทคนใดคนหนึ่งเข้ารับโอนหุ้นแทน การสื่อสารที่ชัดเจนจากสหกรณ์และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ทายาทจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการตรวจสอบการเป็นทายาทตามกฎหมาย

7. ข้อกฎหมาย

7.1 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา 42 ในการชำระค่าหุ้น สมาชิกจะนำค่าหุ้นหักกลบลบหนี้กับสหกรณ์ไม่ได้และสมาชิกมีความรับผิดเพียง ไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ

ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น และ เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิก ผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ และให้สหกรณ์มีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น

มาตรา 43 ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

(5) ทุนซึ่งแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าของหุ้น การชำระค่าหุ้นด้วยเงินหรือทรัพย์สินอื่น การขาย และการโอนหุ้น ตลอดจนการจ่ายคืนค่าหุ้น

7.2 ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566

ข้อ 7 วรรคท้าย ...กรณีสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพตามข้อ 7 (1) (2) โดยเมื่อคำนวณมูลค่าต่อหุ้นตามข้อ 6แล้วมีมูลค่าต่อหุ้นลดลง หรือเป็นศูนย์ หรือติดลบ และทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ยังไม่มีความประสงค์จะรับค่าหุ้นคืนในขณะนั้น สหกรณ์อาจโอนจำนวนวนทั้งจำนวนให้แก่ทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ ซึ่งจะต้องเป็นสมาชิกหรือสมาชิกสมทบแล้วแต่กรณีตามข้อบังคับของสหกรณ์ ทั้งนี้ ข้อบังคับของสหกรณ์

จะต้องกำหนดให้สามารถรับโอนหุ้นในกรณีดังกล่าวได้

7.3 ข้อบังคับสหกรณ์

ข้อ ... การถือหุ้น สมาชิกจะขายหรือโอนหุ้นซึ่งตนถือให้ผู้อื่นไม่ได้ และจะถอนคืนหุ้นในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้

เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธินำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้และให้สหกรณ์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น

ข้อ ... การโอนหุ้นของสมาชิก การโอนหุ้นซึ่งสมาชิกถืออยู่ในสหกรณ์จะทำได้โดยเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) สมาชิกผู้โอนได้ออกจากสหกรณ์ และจะโอนหุ้นซึ่งชำระเต็มมูลค่าแล้วเท่านั้น

(2) สมาชิกผู้โอนไม่มีหนี้สินของตนซึ่งต้องรับผิดชอบต่อสหกรณ์โดยตรง

(3) ผู้รับโอนต้องเป็นสมาชิกในสหกรณ์นี้ หรือผู้สมัครซึ่งคณะกรรมการดำเนินการตกลงให้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว

การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือตามแบบที่สหกรณ์กำหนดไว้ โดยลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานอย่างน้อยสองคนรับรองลายมือชื่อนั้น ๆ

เมื่อสหกรณ์ได้สอบสวนพิจารณาแล้วปรากฏว่า การโอนหุ้นได้กระทำโดยถูกต้องและครบถ้วนตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น และได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้รับโอนลงในทะเบียนหุ้นแล้วเสร็จ จึงเป็นอันรับรองการโอนหุ้นนั้น ๆ

ข้อ ... การแจ้งความจำนงเพื่อโอนหุ้น สมาชิกซึ่งประสงค์จะโอนหุ้นโดยถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อ ... (1) และ (2) แต่ไม่อาจหาสมาชิกผู้รับโอนได้จะแจ้งความจำนงเพื่อโอนหุ้นไว้ต่อสหกรณ์เป็นหนังสือก็ได้ เมื่อสหกรณ์ได้รับแจ้งเช่นนั้นแล้วถ้ามีสมาชิกอื่นมาขอถือหุ้น สหกรณ์จะจัดให้ทำความตกลงกันโอนหุ้น ซึ่งรับแจ้งความจำนงไว้นั้นก่อนการออกหุ้นใหม่

ข้อ ... กรณีสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพ โดยเมื่อคำนวณมูลค่าต่อหุ้นแล้วมีมูลค่าต่อหุ้นลดลง หรือเป็นศูนย์ หรือติดลบ และทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ยังไม่มีความประสงค์จะรับค่าหุ้นคืนในขณะนั้น สหกรณ์อาจโอนจำนวนหุ้นทั้งจำนวนให้แก่ทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ซึ่งจะต้องเป็นสมาชิกหรือสมาชิกสมทบแล้วแต่กรณีตามข้อบังคับของสหกรณ์

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...