สหกรณ์จำนวนมากในประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกผ่านการจัดสวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้" ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของสมาชิกผู้ค้ำประกันในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวมีความซับซ้อนและสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย เนื่องจากอาจถูกตีความว่าเป็นการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และมีบทลงโทษที่รุนแรง
แก่นของประเด็นปัญหานี้อยู่ที่ความขัดแย้งเชิงหลักการระหว่างอำนาจของสหกรณ์ในการ
"ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควร"
ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542
กับข้อห้ามเด็ดขาดในการ "ประกอบธุรกิจประกันภัย"
โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล
จากการวิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด
บทสรุปทางนิติศาสตร์ชี้ชัดว่า สหกรณ์สามารถจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกได้
แต่ต้องดำเนินการให้อยู่ภายใต้กรอบของ "การสงเคราะห์" อย่างแท้จริง
ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญที่แตกต่างจากการประกันภัยอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ
(1)
แหล่งเงินทุน ต้องมาจากการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์เป็นหลัก
ไม่ใช่การเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในลักษณะที่เป็นการตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครอง
(2)
ลักษณะการจ่ายเงิน
ต้องเป็นการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณี
ไม่ใช่การก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามสัญญาที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีเหตุการณ์ตามเงื่อนไข
(3)
วัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน ต้องเป็นการช่วยเหลือเพื่อ
"บรรเทาความเดือดร้อน" ตามสมควร ไม่ใช่การ
"ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน"
เพื่อให้ผู้รับประโยชน์กลับสู่สถานะเดิมเสมือนไม่เกิดความเสียหาย
ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้สหกรณ์ทุกแห่งดำเนินการทบทวนข้อบังคับและระเบียบว่าด้วยการจัดสวัสดิการที่มีอยู่ โดยเฉพาะกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการชำระหนี้แทนสมาชิก ให้สอดคล้องกับหลักการทางกฎหมายที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ การพิจารณาจัดหา "ประกันภัยกลุ่ม" จากบริษัทประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงให้แก่สมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยปราศจากความเสี่ยงทางกฎหมายต่อสหกรณ์และคณะกรรมการ
ส่วนที่ 1
กฎหมายและหลักการสหกรณ์ในการจัดสวัสดิการ
1.1
ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
หัวใจสำคัญของการสหกรณ์ตั้งอยู่บนปรัชญาของการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
หลักการนี้ได้รับการรับรองและบัญญัติไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งนิยาม
"สหกรณ์" ว่าเป็นคณะบุคคลที่ร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อ
"ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์" โดยอาศัยหลักการ
"ช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน"
เจตนารมณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางเศรษฐกิจ เช่น การให้สินเชื่อหรือการรวบรวมผลผลิต
แต่ยังครอบคลุมถึงมิติทางสังคม
ซึ่งรวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของสมาชิกด้วย
หลักการนี้ได้รับการขยายความเพิ่มเติมใน
กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์
และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภท พ.ศ. 2567 ซึ่งในข้อ 4
ได้กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของสหกรณ์ทุกประเภทไว้ว่าต้องมีการ
"ปกป้องรักษาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่สมาชิก" และ
"ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและชุมชน"
การจัดสวัสดิการจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่สหกรณ์สามารถนำมาใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักตามที่กฎหมายกำหนดไว้
เป็นการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมของอุดมการณ์แห่งการไม่ทอดทิ้งกันในหมู่สมาชิก
1.2 ขอบเขตอำนาจในการ
"ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควร"
บทบัญญัติที่เป็นฐานอำนาจโดยตรงในการจัดสวัสดิการของสหกรณ์คือ มาตรา 46(2) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ซึ่งกำหนดให้สหกรณ์สามารถ
"ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกและครอบครัว" ได้
การตีความถ้อยคำในมาตรานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานของสหกรณ์
คำว่า
"ตามสมควร"
เป็นองค์ประกอบสำคัญที่บ่งชี้ว่าอำนาจในการให้สวัสดิการนั้นไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด
แต่เป็นการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์
ซึ่งต้องพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมหลายประการ เช่น
ฐานะทางการเงินและผลกำไรของสหกรณ์ในแต่ละปี ระดับความเดือดร้อนของสมาชิกผู้ร้องขอ และหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อสมาชิกทุกคน
การจ่ายเงินช่วยเหลือจึงไม่ควรเป็นไปโดยอัตโนมัติหรือมีจำนวนที่ตายตัวเสมือนเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา
นอกจากนี้
การที่กฎหมายเลือกใช้คำว่า "สวัสดิการหรือการสงเคราะห์" (Welfare/Assistance) แทนที่จะเป็น
"การชดใช้ค่าเสียหาย" หรือ "การให้ความคุ้มครอง"
สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในทางกฎหมาย "การสงเคราะห์"
มีนัยของการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากหรือความเดือดร้อน
ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในขณะที่
"การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" (Indemnification) ซึ่งเป็นหัวใจของสัญญาประกันภัย
มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยความเสียหายทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง
เพื่อให้ผู้รับประโยชน์กลับคืนสู่สถานะเดิมเสมือนหนึ่งว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้น
การที่ผู้ร่างกฎหมายสหกรณ์จงใจเลือกใช้ถ้อยคำ "สงเคราะห์ตามสมควร"
จึงเป็นการขีดเส้นแบ่งทางกฎหมาย
เพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์เข้าไปรับความเสี่ยงทางการเงินในลักษณะเดียวกับบริษัทประกันภัย
ซึ่งต้องอาศัยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ประกันภัย การบริหารความเสี่ยง
และการดำรงเงินกองทุนตามกฎหมายเฉพาะทางที่เข้มงวด
1.3
แหล่งที่มาของเงินทุนสวัสดิการ การจัดสรรจากกำไรสุทธิ
เพื่อตอกย้ำลักษณะของการสงเคราะห์ที่เป็นผลพวงจากความสำเร็จร่วมกันของสมาชิก
กฎหมายได้กำหนดแหล่งที่มาของเงินทุนสำหรับจัดสวัสดิการไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 60(4)
แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ
โดยบัญญัติให้สหกรณ์ต้องจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีส่วนหนึ่งไว้เป็น
"ทุนสะสมเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกและครอบครัว"
การกำหนดให้แหล่งทุนหลักมาจาก
"กำไรสุทธิ"
สะท้อนให้เห็นว่าการจัดสวัสดิการเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจร่วมกันของมวลสมาชิกในรอบปีบัญชีนั้นๆ
ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโมเดลธุรกิจประกันภัยที่รายได้หลักมาจากการเรียกเก็บ
"เบี้ยประกันภัย" จากผู้เอาประกันภัยแต่ละราย
เพื่อนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างผลกำไร ดังนั้น
การที่สหกรณ์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกโดยตรงในลักษณะของ "เงินสมทบ" หรือ
"ค่าธรรมเนียม" เพื่อนำเข้ากองทุนสวัสดิการใดสวัสดิการหนึ่งโดยเฉพาะ
จึงเป็นการกระทำที่เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายสหกรณ์
และมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับการเรียกเก็บ "เบี้ยประกันภัย"
ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้
ส่วนที่ 2
สวัสดิการสหกรณ์ กับ ธุรกิจประกันภัย
การทำความเข้าใจเส้นแบ่งระหว่างการจัดสวัสดิการที่ชอบด้วยกฎหมายสหกรณ์
กับการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยมิชอบ
จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงสาระสำคัญของสัญญาประกันภัยตามกฎหมายหลัก
และแนวทางการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
2.1
สาระสำคัญของสัญญาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
บรรพ 3 ลักษณะ 20
ได้วางหลักการพื้นฐานของสัญญาประกันภัยไว้ว่า เป็นสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า
"ผู้รับประกันภัย"
ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัย
หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า
"ผู้เอาประกันภัย" ตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า
"เบี้ยประกันภัย" จากบทบัญญัติดังกล่าว
สามารถสรุปองค์ประกอบสำคัญของสัญญาประกันภัยได้ดังนี้
1) การตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน:
มีคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนจากฝ่ายผู้รับประกันภัยว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง
2) เงื่อนไขแห่งอนาคตที่ไม่แน่นอน:
การจ่ายเงินนั้นขึ้นอยู่กับการเกิดเหตุการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้
3) การชำระเบี้ยประกันภัย:
ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครองนั้น
หัวใจสำคัญของสัญญาประกันภัยคือ
"การโอนความเสี่ยง" (Risk Transfer) จากผู้เอาประกันภัยไปยังผู้รับประกันภัย
โดยมีเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนในการรับความเสี่ยงนั้น ในทางตรงกันข้าม
สวัสดิการของสหกรณ์ตามหลักการที่ถูกต้อง ควรมีลักษณะเป็น
"การแบ่งปันความทุกข์ยาก" (Risk Sharing หรือ Solidarity)
โดยใช้เงินกองกลางที่มาจากผลกำไรร่วมกันของสมาชิกทั้งหมด
ไม่ใช่การโอนความเสี่ยงของสมาชิกคนใดคนหนึ่งมาให้สหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง
2.2 การตีความ
"การประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย"
พระราชบัญญัติประกันชีวิต
พ.ศ. 2535 และ พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535
ได้วางกรอบการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยไว้อย่างเข้มงวด
โดยมีบทบัญญัติที่เป็นหัวใจสำคัญคือ
มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. ประกันชีวิตฯ
"ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ
เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต"
มาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. ประกันวินาศภัยฯ
"ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันภัยกับบุคคลใด ๆ
เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย"
กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้จำกัดการบังคับใช้เฉพาะกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเป็น
"บริษัทประกันภัย" เท่านั้น แต่ครอบคลุม "การกระทำ" (Act)
ใดๆ ก็ตามที่มีเนื้อหาและสาระสำคัญเข้าข่ายเป็นการรับประกันภัย
ดังนั้น แม้สหกรณ์จะเรียกกิจกรรมของตนว่า "กองทุนสวัสดิการ" หรือ
"โครงการสงเคราะห์"
แต่หากวิธีการดำเนินงานมีองค์ประกอบครบถ้วนตามสัญญาประกันภัย กล่าวคือ
มีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิกเป็นการตอบแทน
และให้คำมั่นสัญญาว่าจะจ่ายเงินจำนวนที่แน่นอนเมื่อเกิดเหตุการณ์ในอนาคต
การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลจะยึดหลัก
"เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ" (Substance over Form) ในการวินิจฉัย
2.3 แนวทางปฏิบัติในเรื่องการจัดสวัสดิการของสหกรณ์
เพื่อสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติ
กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ได้ออก
หนังสือซักซ้อมแนวทางปฏิบัติในเรื่องการจัดสวัสดิการของสหกรณ์
ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สหกรณ์ทุกแห่งต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด
โดยมีสาระสำคัญที่สรุปได้ว่า
"การจัดสวัสดิการหรือการตั้งกองทุนสวัสดิการต่าง
ๆ เพื่อให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกสหกรณ์และครอบครัว
สามารถกระทำได้ตามความในมาตรา 46(2) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2542
แต่ต้องไม่มีลักษณะที่เป็นการตกลงจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีที่สมาชิกของสหกรณ์เสียชีวิต
หรือสมาชิกผู้กู้ถูกออกจากการเป็นสมาชิกหรือออกจากงานในขณะที่ยังมีหนี้สินอยู่กับสหกรณ์
โดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกต้องมีการส่งเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทน...
ซึ่งเงินดังกล่าวแม้จะไม่เรียกว่าเบี้ยประกันภัยก็ตาม ให้ถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย"
แนวทางปฏิบัตินี้สอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
ซึ่งได้เคยวินิจฉัยในลักษณะเดียวกันว่า
สหกรณ์ไม่สามารถดำเนินการรับประกันภัยโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ได้ การที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องออกหนังสือซักซ้อมดังกล่าว
สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่สหกรณ์จำนวนมากได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการในรูปแบบที่สุ่มเสี่ยงและอาจขัดต่อกฎหมาย
ซึ่งอาจเกิดจากการตีความอำนาจของตนเองอย่างกว้างขวางเกินไป
หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิก แต่ขาดความเข้าใจในข้อกฎหมายด้านประกันภัยอย่างถ่องแท้
หนังสือฉบับนี้จึงเปรียบเสมือน "เส้นแดง"
ที่หน่วยงานกำกับดูแลได้ขีดไว้เพื่อป้องกันมิให้สหกรณ์ต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ส่วนที่ 3
กรณีศึกษา "กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้"
กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้เป็นรูปแบบสวัสดิการที่ได้รับความนิยมในสหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่ง
เนื่องจากเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อยและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาชิก
อย่างไรก็ตาม
กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงที่สุดที่จะถูกตีความว่าเป็นการประกันวินาศภัย
3.1
โครงสร้างและกลไกการทำงานของกองทุน
จากการสังเคราะห์ข้อมูลระเบียบตัวอย่างของสหกรณ์ต่าง
ๆ สามารถสรุปลักษณะร่วมของกองทุนประเภทนี้ได้ดังนี้
1) วัตถุประสงค์
เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกผู้ค้ำประกันที่ต้องรับภาระหนี้สินแทนสมาชิกผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้
2) ที่มาของเงินทุน
โดยทั่วไปมาจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือ การจัดสรรจากกำไรสุทธิประจำปี งบประมาณรายจ่ายของสหกรณ์
และเงินบริจาค
3) เงื่อนไขการจ่ายเงิน
มักจะจ่ายเมื่อผู้ค้ำประกันได้เข้ารับภาระหนี้แทนผู้กู้แล้ว
โดยมีเหตุมาจากผู้กู้เสียชีวิต ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือถูกให้ออกจากราชการหรืองานประจำ
4) ลักษณะการช่วยเหลือ
มีความหลากหลาย ตั้งแต่การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องดำเนินคดีไล่เบี้ย
ไปจนถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเงินที่คำนวณตามสัดส่วนของหนี้
แต่มีเพดานสูงสุดกำหนดไว้
3.2
การประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย และตารางเปรียบเทียบ
เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายของกองทุนดังกล่าว สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบองค์ประกอบต่าง ๆ กับหลักการของสัญญาประกันภัยได้ดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1
การเปรียบเทียบเชิงกฎหมายระหว่างกองทุนสวัสดิการสหกรณ์และสัญญาประกันภัย
|
องค์ประกอบ |
กองทุนสวัสดิการที่ถูกต้อง
ตามกฎหมาย |
การดำเนินการที่สุ่มเสี่ยง (เข้าข่ายประกันภัย) |
สัญญาประกันภัย (ตามกฎหมาย) |
|
แหล่งเงินทุน |
จัดสรรจากกำไรสุทธิประจำปี
เงินบริจาค |
เรียกเก็บเงินสมทบ/ค่าธรรมเนียมจากสมาชิกโดยตรงเพื่อเข้ากองทุนนี้โดยเฉพาะ |
เบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยชำระ |
|
ลักษณะการจ่ายเงินของสมาชิก |
ไม่มีการจ่ายเงินโดยตรงเพื่อแลกกับสวัสดิการนี้ |
เป็นการจ่ายที่บังคับหรือมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครอง |
เป็นหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องชำระ |
|
เงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์ |
เมื่อเกิดเหตุการณ์ความเดือดร้อนตามที่ระบุในระเบียบ |
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา |
เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนตามที่ระบุในกรมธรรม์ |
|
ลักษณะของผลประโยชน์ |
"เงินช่วยเหลือ" หรือ "เงินสงเคราะห์"
เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน |
"เงินชดเชย" หรือ "เงินปลดหนี้"
ตามจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง |
"ค่าสินไหมทดแทน" หรือ "เงินจำนวนหนึ่ง"
ตามที่ตกลงในสัญญา |
|
อำนาจในการอนุมัติจ่าย |
เป็นไปตาม
"ดุลยพินิจของคณะกรรมการ" ภายใต้กรอบระเบียบ |
เป็น
"สิทธิเรียกร้อง" ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าเงื่อนไข |
เป็น
"สิทธิเรียกร้องตามสัญญา" ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องจ่าย |
|
สถานะทางกฎหมาย |
การสงเคราะห์ตาม
พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ |
อาจเข้าข่ายการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยโดยไม่ได้รับอนุญาต |
สัญญาประกันภัยตาม
ป.พ.พ. และ พ.ร.บ. ประกันภัยฯ |
จากตารางที่ 1
จะเห็นได้ว่ากองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตีความว่าเป็นการประกอบธุรกิจ
"ประกันวินาศภัย" ประเภท "การประกันภัยค้ำประกัน" (Fidelity
Guarantee Insurance) หรือ
"การประกันภัยความเสี่ยงทางการเงิน" (Financial Risk Insurance) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสหกรณ์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะ "จ่ายหนี้แทน"
หรือ "ปลดหนี้" ให้แก่ผู้ค้ำประกันเมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้
ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่ร้ายแรงที่สุดที่สหกรณ์ต้องหลีกเลี่ยง
3.3
การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับสัญญาค้ำประกัน
ตามหลักกฎหมายค้ำประกันในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัด
แต่ในขณะเดียวกัน
ผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้ไปแล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนนั้นคืนจากลูกหนี้ได้
กองทุนช่วยเหลือผู้ค้ำประกันของสหกรณ์จึงไม่ได้มีขึ้นเพื่อลบล้างหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ค้ำประกัน
แต่ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อ "ช่วยเหลือ"
ให้ผู้ค้ำประกันสามารถปฏิบัติตามหน้าที่นั้นได้
หรือสนับสนุนให้สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดังนั้น
รูปแบบการให้ความช่วยเหลือที่มีความเสี่ยงทางกฎหมายต่ำที่สุดและสอดคล้องกับหลักกฎหมายมากที่สุด
คือ
การให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีฟ้องไล่เบี้ยเอาจากผู้กู้
การกระทำเช่นนี้ไม่ถือเป็นการรับโอนความเสี่ยงหรือรับภาระหนี้มาเป็นของสหกรณ์
แต่เป็นการสนับสนุนให้สมาชิกสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและรักษาสิทธิของตนตามกฎหมายได้
อันเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกในอีกมิติหนึ่ง
ส่วนที่ 4:
ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติในการจัดสวัสดิการสหกรณ์อย่างยั่งยืนและถูกต้องตามกฎหมาย
เพื่อให้การจัดสวัสดิการของสหกรณ์เป็นไปอย่างยั่งยืน
สร้างประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก และดำเนินงานอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
คณะกรรมการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์ควรพิจารณาแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้
4.1
หลักการสำคัญในการร่างข้อบังคับและระเบียบ
1) การใช้ถ้อยคำ (Wording)
ในการร่างข้อบังคับหรือระเบียบว่าด้วยกองทุนสวัสดิการ
ต้องใช้ถ้อยคำที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของการ "สงเคราะห์" อย่างชัดเจน เช่น
"สวัสดิการ" "การสงเคราะห์" "เงินช่วยเหลือ" "บรรเทาความเดือดร้อน"
และต้องหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่อาจสื่อถึงการประกันภัย เช่น "ประกัน"
"คุ้มครอง" "ชดใช้"
"ค่าสินไหมทดแทน" หรือ "จ่ายคืนเต็มจำนวน"
2) แหล่งเงินทุน (Funding
Source) ต้องระบุในระเบียบให้ชัดเจนว่าเงินทุนของกองทุนมาจาก
"การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีตามมาตรา 60(4) แห่ง พ.ร.บ.
สหกรณ์ฯ" และ/หรือ "เงินบริจาค"
ห้ามกำหนดให้สมาชิกต้องจ่ายเงินสมทบ เงินค่าธรรมเนียม
หรือเงินอื่นใดโดยตรงเพื่อแลกกับการได้รับสวัสดิการนั้น ๆ
3) ลักษณะการจ่ายเงิน
(Discretionary Power) ต้องกำหนดให้การอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเป็น
"อำนาจและดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการ"
ที่จะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมและความเดือดร้อนของสมาชิก
โดยอิงตามกรอบของระเบียบที่กำหนดไว้ ต้องไม่มีข้อความใดที่ก่อให้เกิด
"สิทธิเรียกร้อง" (Claim Right) ที่สมาชิกจะฟ้องร้องบังคับให้สหกรณ์จ่ายได้โดยอัตโนมัติ
4) จำนวนเงินที่จ่าย
(Benefit Cap) ควรกำหนดเพดานการช่วยเหลือสูงสุดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน
การกำหนดเพดานที่ชัดเจนจะช่วยแสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์ของกองทุนคือการสงเคราะห์ตามสมควร
ไม่ใช่การชดใช้ความเสียหายทั้งหมด
4.2
รูปแบบสวัสดิการทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำ
1) การช่วยเหลือที่ไม่ใช่ตัวเงิน
สหกรณ์สามารถจัดสวัสดิการในรูปแบบอื่นที่มีคุณค่าแต่มีความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยกว่า
เช่น
การจัดหาที่ปรึกษากฎหมายหรือทนายความให้แก่สมาชิกผู้ค้ำประกันเพื่อดำเนินการฟ้องไล่เบี้ยผู้กู้
การจัดอบรมให้ความรู้ทางการเงินและการบริหารหนี้สินแก่สมาชิกเพื่อป้องกันปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ต้นทาง
2) การทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดหาประกันกลุ่ม
(Group Insurance Facilitator) นี่คือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนที่สุด
สหกรณ์สามารถใช้ประโยชน์จากขนาดขององค์กรและจำนวนสมาชิกในการเจรจาต่อรองกับบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
เพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์ "ประกันสินเชื่อ" หรือ "ประกันชีวิตกลุ่ม"
ที่มีอัตราเบี้ยประกันภัยต่ำและเงื่อนไขความคุ้มครองที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก
ในรูปแบบนี้
บทบาทของสหกรณ์จะเป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการรวบรวมและนำส่งเบี้ยประกันภัย
(อาจหักจากเงินปันผลหรือเงินเดือนตามความยินยอมของสมาชิก)
โดยผู้รับความเสี่ยงและผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทนคือบริษัทประกันภัย ไม่ใช่สหกรณ์
แนวทางนี้เป็นการแยกบทบาทอย่างชัดเจน สหกรณ์ยังคงทำหน้าที่
"จัดหาสวัสดิการ" ให้แก่สมาชิกตามเจตนารมณ์ แต่ "ผู้รับความเสี่ยง"
คือองค์กรมืออาชีพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
ทำให้สมาชิกได้รับการคุ้มครองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ
ในขณะที่สหกรณ์ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านการเงินและกฎหมายเลย
4.3
ข้อควรปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ
1) การสื่อสารที่โปร่งใส
ต้องสื่อสารกับมวลสมาชิกให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่ากองทุนต่าง ๆ
ที่สหกรณ์จัดตั้งขึ้นมีสถานะเป็น "การสงเคราะห์" ไม่ใช่
"การประกันภัย"
เพื่อเป็นการจัดการความคาดหวังของสมาชิกและป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
2) กระบวนการอนุมัติที่ตรวจสอบได้
ควรจัดทำกระบวนการและหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอรับสวัสดิการให้มีความชัดเจน โปร่งใส
มีเอกสารหลักฐานประกอบ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้
สิ่งนี้จะช่วยให้การใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับของสมาชิกโดยรวม
บทสรุป
การจัดสวัสดิการ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้
เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับอุดมการณ์และหลักการพื้นฐานของสหกรณ์ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
อย่างไรก็ตาม
การดำเนินการดังกล่าวต้องกระทำด้วยความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง
และด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดเพื่อไม่ให้ก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตของธุรกิจประกันภัย
ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องมีการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ
หัวใจสำคัญในการจัดสวัสดิการของสหกรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย
คือการรักษาสถานะของกิจกรรมนั้นให้เป็น "การสงเคราะห์ตามสมควร"
ที่ใช้เงินกองกลางซึ่งมาจากผลกำไรร่วมกัน
และอาศัยดุลยพินิจของคณะกรรมการในการให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณี
แทนที่จะสร้างระบบที่มีลักษณะเป็น "สัญญา" ที่มีการเรียกเก็บ
"เบี้ยประกัน" และก่อให้เกิด "สิทธิเรียกร้อง" ในการรับ
"ค่าสินไหมทดแทน"