วันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

บทบาทของสมาชิกสหกรณ์ในฐานะเจ้าของสหกรณ์

 1. การใช้สิทธิและบทบาทของสมาชิก ผ่านที่ประชุมใหญ่

ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ ถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของสหกรณ์ เป็นเวทีแสดงออกซึ่งประชาธิปไตยทางตรงของสมาชิก และเป็นแหล่งที่มาของอำนาจทั้งปวงในสหกรณ์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับอำนาจ สิทธิ และบทบาท ดังนี้

1.1 สถานะและอำนาจสูงสุด ที่ประชุมใหญ่มีสถานะเป็นองค์กรอธิปไตยของสหกรณ์ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทุกคนมารวมตัวกันเพื่อตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่สุด โดยการตัดสินใจของที่ประชุมใหญ่ถือเป็นเด็ดขาด คณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบนโยบายและมติที่ที่ประชุมใหญ่กำหนดไว้

1.2 อำนาจหน้าที่หลัก ที่ประชุมใหญ่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะที่สำคัญ ซึ่งโดยทั่วไปกฎหมายหรือข้อบังคับจะสงวนไว้ให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาเท่านั้น ไม่สามารถมอบอำนาจให้คนอื่นทำแทนได้ ได้แก่

1) ด้านกฎระเบียบและโครงสร้าง

1.1) กำหนดและแก้ไขข้อบังคับ เป็นอำนาจผูกขาดของที่ประชุมใหญ่ในการรับรองหรือแก้ไขกติกาพิจารณาข้อบังคับซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของสหกรณ์

1.2) การควบรวม แยก หรือเลิกสหกรณ์ การตัดสินใจเรื่องความเป็นความตายขององค์กร เช่น การควบสหกรณ์ การแยกสหกรณ์ หรือการเลิกสหกรณ์ ต้องขอมติจากที่ประชุมใหญ่

1.3) การเข้าร่วมกับองค์กรอื่น พิจารณาเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์

2) ด้านบุคลากรและการบริหาร

2.1) การเลือกตั้งและถอดถอน มีอำนาจเลือกตั้งและถอดถอน คณะกรรมการดำเนินการ และ ผู้ตรวจสอบกิจการ

2.2) กำหนดค่าตอบแทน กำหนดบำเหน็จ ค่าพาหนะ และเบี้ยเลี้ยงของกรรมการดำเนินการ

3) ด้านการเงินและผลประโยชน์

3.1) อนุมัติงบการเงิน พิจารณาอนุมัติงบการเงิน บัญชีกำไรขาดทุน และรายงานกิจการประจำปี

3.2) จัดสรรกำไรสุทธิ สมาชิกมีอำนาจตัดสินใจว่าจะจัดสรร ส่วนเกิน (Surplus) อย่างไร เช่น จัดสรรเป็นทุนสำรอง จ่ายเงินปันผลตามหุ้น (Dividends) จ่ายเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจ (Patronage Refunds) หรือจัดสรรเพื่อสวัสดิการและทุนสาธารณประโยชน์

3.3) กำหนดวงเงินกู้ยืม กำหนดวงเงินกู้ยืมสูงสุดที่สหกรณ์จะก่อหนี้สินได้ในแต่ละปี

4) ด้านสมาชิกภาพ ในกรณีที่สมาชิกถูกคณะกรรมการสั่งให้ออก สมาชิกมีสิทธิอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ ซึ่งที่ประชุมใหญ่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้สมาชิกนั้นอยู่ต่อหรือพ้นสภาพ

1.3) สิทธิของสมาชิกในที่ประชุมใหญ่ ตามหลักการประชาธิปไตย สมาชิกทุกคนมีสิทธิในที่ประชุมใหญ่ดังนี้

1) สิทธิในการเข้าร่วม สมาชิกทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมประชุม

2) สิทธิในการออกเสียง ยึดหลัก หนึ่งคน หนึ่งเสียง สำหรับสหกรณ์ขั้นปฐม โดยไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่ถือ เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนเข้ามาครอบงำคน

3) สิทธิในการได้รับข้อมูล สมาชิกต้องได้รับรายงานกิจการ งบการเงิน และรายงานผู้สอบบัญชี เพื่อประกอบการตัดสินใจในที่ประชุม

4) สิทธิในการซักถามและเสนอแนะ สมาชิกสามารถแสดงความคิดเห็นและซักถามคณะกรรมการเกี่ยวกับการดำเนินงานได้

1.4) บทบาทในการตรวจสอบและกำกับดูแล ที่ประชุมใหญ่ทำหน้าที่เป็นกลไกการตรวจสอบสูงสุด โดย

1) รับทราบรายงานการตรวจสอบ รับฟังรายงานจากผู้สอบบัญชีและผู้ตรวจสอบกิจการเพื่อประเมินสถานะของสหกรณ์

2) ควบคุมนโยบาย กำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานให้คณะกรรมการรับไปปฏิบัติ

สรุป ที่ประชุมใหญ่คือเจ้าของอำนาจที่แท้จริงที่ควบคุมทิศทางของสหกรณ์ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย คณะกรรมการเป็นเพียงผู้ได้รับมอบหมายให้ไปบริหารงานแทน และต้องกลับมารายงานผลและขออนุมัติเรื่องสำคัญจากที่ประชุมใหญ่เสมอ

2. หลักการ ประชาธิปไตย 1 คน 1 เสียง (One Member, One Vote)

หลักการประชาธิปไตย ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การควบคุมและบริหารงานของสหกรณ์แตกต่างจากบริษัทจำกัดหรือธุรกิจทุนนิยมทั่วไปอย่างสิ้นเชิง โดยสามารถจำแนกความแตกต่างและนัยสำคัญได้ดังนี้

2.1 ฐานคิด รวมคน กับ รวมทุน ความแตกต่างพื้นฐานที่สุดอยู่ที่จุดกำเนิดและเป้าหมายขององค์กร โดยสหกรณ์มุ่งเน้นการรวมตัวของ บุคคล เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือสนองความต้องการร่วมกัน ดังนั้น คน จึงเป็นใหญ่กว่า เงินทุน หรือกล่าวได้ว่า คนเป็นนายของทุนหลักการนี้สะท้อนว่าสหกรณ์เป็นองค์กรของมนุษย์ (Association of persons) ส่วนวิสาหกิจแสวงหากำไรทั่วไป เช่น บริษัทจำกัด มุ่งเน้นการ รวมทุน เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด เงินทุน จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด หรือเรียกว่าเป็นกิจการที่ควบคุมโดยเงินทุน (Capital-controlled) ผู้ถือหุ้นจะอยู่ที่ไหนหรือมีลักษณะอย่างไรไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับเงินที่นำมาลงทุน

2.2 กลไกการควบคุมและออกเสียง (Voting Rights) ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดปรากฏในกลไกการใช้อำนาจตัดสินใจในที่ประชุมใหญ่ โดย สหกรณ์ให้สมาชิกทุกคนมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน คือ หนึ่งคน หนึ่งเสียงโดยไม่คำนึงว่าสมาชิกคนนั้นจะถือหุ้นจำนวนมากหรือน้อยเพียงใด แม้สมาชิกคนหนึ่งจะถือหุ้น 10,000 หุ้น กับอีกคนถือเพียง 10 หุ้น ทั้งคู่ก็มีสิทธิออกเสียงคนละ 1 เสียงเท่ากัน วิธีการนี้ป้องกันไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มนายทุนที่มีเงินมากเข้ามาครอบงำกิจการของสหกรณ์ได้ ส่วนบริษัทจำกัดยึดหลัก หนึ่งหุ้น หนึ่งเสียง ตามสัดส่วนของการลงทุน ใครมีหุ้นมากก็มีอำนาจควบคุมและตัดสินใจมาก อำนาจในการดำเนินกิจการจะตกอยู่แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หากผู้ถือหุ้นคนเดียวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ก็สามารถชี้ขาดทิศทางบริษัทได้เพียงลำพัง

2.3 สถานะของสมาชิก กับ ผู้ถือหุ้น ในสหกรณ์สมาชิกมีสองสถานะ คือเป็นทั้งเจ้าของ และเป็นผู้ใช้บริการ การควบคุมจึงทำโดยผู้ที่ใช้บริการจริง เพื่อให้สหกรณ์ตอบสนองความต้องการของสมาชิก ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น ส่วนบริษัทจำกัด ผู้ถือหุ้นมีสถานะเป็นนักลงทุนที่อาจไม่ได้ใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทเลย ความสัมพันธ์จึงจบลงที่การได้รับผลตอบแทนจากเงินลงทุน

2.4 ที่มาของแนวคิดประชาธิปไตยในสหกรณ์ หลักการ 1 คน 1 เสียง นี้สืบทอดมาจาก ผู้นำแห่งรอชเดล ผู้ริเริ่มสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จแห่งแรกของโลก ซึ่งเป็นกลุ่มคนงานที่ยากจนและมีฐานะใกล้เคียงกัน พวกเขาต้องการความเสมอภาคในฐานะมนุษย์ จึงกำหนดให้คนสำคัญกว่าเงิน และให้สิทธิสมาชิกหญิงออกเสียงเท่าเทียมกับชาย ซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากในยุคนั้น

สรุป สหกรณ์ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน หลักการ 1 คน 1 เสียง จึงเป็นเครื่องมือประกันว่าสหกรณ์จะยังคงเป็นองค์กรประชาธิปไตยที่รับใช้มวลสมาชิกอย่างแท้จริง ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหากำไรของนายทุนรายใหญ่

3. กลไกตัวแทนในสหกรณ์

สหกรณ์เมื่อจดทะเบียนแล้วจะมีสถานะเป็น นิติบุคคลแยกต่างหากจากสมาชิก แต่เนื่องจากนิติบุคคลไม่มีชีวิตจิตใจ จึงต้องมีบุคคลธรรมดาทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือผู้ทำการแทน เพื่อแสดงเจตนาและดำเนินกิจการต่าง ๆ โดยมีโครงสร้างดังนี้

3.1 คณะกรรมการดำเนินการ เป็นผู้ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิก ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยมาตรฐานที่สูงกว่าธุรกิจทั่วไป ประกอบด้วยหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หน้าที่ความซื่อสัตย์สุจริต และหน้าที่ความระมัดระวัง คณะกรรมการดำเนินการเปรียบเสมือนสมองและมือของสหกรณ์ มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนของสหกรณ์ในกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก

คณะกรรมการดำเนินการต้องมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก จำนวนกรรมการประกอบด้วยประธาน 1 คน และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 14 คน (รวมไม่เกิน 15 คน) ผู้ที่จะได้รับเลือกต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์ และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับและกฎหมาย (เช่น ไม่เคยล้มละลาย ไม่เคยถูกไล่ออกเพราะทุจริต ไม่เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งกรรมการมาก่อน) วาระการดำรงตำแหน่ง มีวาระคราวละ 2 ปี และห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2 วาระ เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ

คณะกรรมการดำเนินการพ้นจากตำแหน่ง ด้วยเหตุ หมดวาระ ตาย ลาออก ขาดสมาชิกภาพ หรือขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย อาจถูกการถอดถอนโดยที่ประชุมใหญ่ โดยสมาชิกในที่ประชุมใหญ่มีอำนาจลงมติถอดถอนคณะกรรมการทั้งคณะหรือรายตัวได้ หากเห็นว่าไม่ไว้วางใจหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรืออาจถูกถอดถอนโดยนายทะเบียนสหกรณ์ หากคณะกรรมการกระทำการหรืองดเว้นกระทำการจนเสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์ หรือมีความบกพร่อง นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้แก้ไข หากไม่แก้ไข นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ทั้งคณะหรือรายตัว

3.2 ผู้ตรวจสอบกิจการ การตรวจสอบกิจการสหกรณ์โดยผู้ตรวจสอบกิจการ เป็นกลไกการตรวจสอบภายในที่สำคัญ เพื่อสร้างความโปร่งใสและถ่วงดุลอำนาจคณะกรรมการดำเนินการ ผู้ตรวจสอบกิจการต้องได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เช่นเดียวกับคณะกรรมการ ผู้ตรวจสอบกิจการอาจเป็นสมาชิกหรือบุคคลภายนอกก็ได้ แต่ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิความรู้ความสามารถด้านธุรกิจ การเงิน หรือการบัญชี ต้องมีความเป็นอิสระ โดยต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ และไม่ควรมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือผลประโยชน์ทับซ้อนกับคณะกรรมการ เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ ผู้ตรวจสอบกิจการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้

1) ตรวจสอบการดำเนินงานทั้งปวงของสหกรณ์ ทั้งด้านการเงิน การบัญชี และการบริหารงาน

2) ต้องทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ (ปีละ 1 ครั้ง) และแจ้งผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบเป็นประจำ (เช่น รายเดือน)

3) มีอำนาจเรียกเอกสารหลักฐาน และเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการเพื่อชี้แจงรายงาน แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง

4) หากพบข้อบกพร่องร้ายแรง ต้องรายงานคณะกรรมการให้แก้ไขทันที และรายงานต่อนายทะเบียนสหกรณ์ด้วย

ผู้ตรวจสอบกิจการอาจถูกถอดถอนโดยที่ประชุมใหญ่ หากพบว่าบกพร่องต่อหน้าที่หรือทุจริต หรืออาจถูกถอดถอนโดยนายทะเบียนสหกรณ์ หากผู้ตรวจสอบกิจการกระทำผิดหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ซึ่งนายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้เช่นกัน

สรุป สมาชิก (ที่ประชุมใหญ่) เป็นผู้เลือกตั้งทั้งคณะกรรมการ (เพื่อไปบริหาร) และผู้ตรวจสอบกิจการ (เพื่อไปตรวจสอบคณะกรรมการ) โดยทั้งสองฝ่ายต้องรายงานกลับมายังที่ประชุมใหญ่ และสามารถถูกถอดถอนได้โดยที่ประชุมใหญ่หรือนายทะเบียนหากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

4. สิทธิของสมาชิกในการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูล

สิทธิของสมาชิกในการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูล ถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบสหกรณ์ที่แยกไม่ออกจากการเป็นเจ้าของร่วม และหลักการประชาธิปไตย หากปราศจากข้อมูลและความโปร่งใส สมาชิกจะไม่สามารถใช้อำนาจควบคุมสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งสามารถวิเคราะห์ประเด็นสำคัญได้ ดังนี้

4.1 รากฐานสิทธิของสมาชิกในการรู้และเข้าถึงข้อมูล ในสหกรณ์ สมาชิกมีสถานะคู่ คือเป็นทั้งเจ้าของและผู้ใช้บริการ ดังนั้น สมาชิกจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะต้องได้รับทราบความเป็นไปของกิจการที่ตนเป็นเจ้าของ สิทธินี้สะท้อนผ่านหลักการและกฎหมาย ดังนี้

1) สิทธิการเข้าถึงเอกสาร สมาชิกมีสิทธิขอเรียกดูหรือตรวจสอบเอกสารสำคัญของสหกรณ์ได้ เช่น รายงานการประชุมคณะกรรมการ ข้อบังคับ ระเบียบภายใน ทะเบียนสมาชิก (โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น) รายงานผู้สอบบัญชี และงบการเงิน เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์ได้

2) สิทธิในการได้รับข้อมูลก่อนการประชุม กฎหมายและข้อบังคับมักกำหนดให้สหกรณ์ต้องส่งสำเนางบการเงิน รายงานผู้สอบบัญชี และรายงานกิจการประจำปีให้สมาชิกทราบล่วงหน้าก่อนวันประชุมใหญ่ เพื่อให้สมาชิกมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงมติในวาระต่าง ๆ

3) การเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน สมาชิกมีสิทธิตรวจสอบสถานะการเงินของสหกรณ์ บัญชีกำไรขาดทุน และงบการเงิน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินหุ้นและเงินฝากของตนได้รับการบริหารจัดการอย่างถูกต้องและปลอดภัย

4.2 ความสำคัญของความโปร่งใสในระบบสหกรณ์ ความโปร่งใสไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดเผยข้อมูล แต่เป็นคุณค่าทางจริยธรรมที่สำคัญของสหกรณ์ ซึ่งประกอบด้วย ความซื่อสัตย์ และความเปิดเผย โดยมีความสำคัญในมิติต่าง ๆ ดังนี้

1) สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ ความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่เป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผยและโปร่งใส เมื่อสมาชิกได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้ จะเกิดความเชื่อมั่นในการบริหารงานของคณะกรรมการ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ของสหกรณ์

2) เป็นกลไกป้องกันการทุจริต ความโปร่งใสช่วยลดโอกาสในการเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน เมื่อข้อมูลเปิดเผยและเข้าถึงได้ง่าย การตรวจสอบจากสมาชิกและผู้ตรวจสอบกิจการจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บริหารแสวงหาประโยชน์ส่วนตน

3) สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย ความโปร่งใสเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย หากสมาชิกขาดข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน พวกเขาจะไม่สามารถตัดสินใจเลือกตั้งผู้นำ หรืออนุมัติแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4.3 ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับอำนาจการควบคุม การเข้าถึงข้อมูลเป็นเครื่องมือที่ทำให้สมาชิกสามารถใช้อำนาจการควบคุมสหกรณ์ได้จริง (Active Control) ดังนี้

3.1) การตรวจสอบฝ่ายบริหาร สมาชิกจำเป็นต้องเข้าถึงบันทึกการดำเนินงานและรายงานการตรวจสอบ เพื่อประเมินว่าคณะกรรมการดำเนินการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่

3.2) การตัดสินใจเชิงนโยบาย ข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง ช่วยให้สมาชิกสามารถร่วมกำหนดทิศทาง นโยบาย และแผนกลยุทธ์ของสหกรณ์ในที่ประชุมใหญ่ได้อย่างมีคุณภาพ มิใช่เพียงแค่เป็นผู้รับรองตามที่คณะกรรมการเสนอเท่านั้น

4) กลไกการส่งเสริมสิทธิและความโปร่งใส เพื่อให้สิทธิในการรู้เกิดผลเป็นรูปธรรม สหกรณ์ต้องจัดให้มีกลไกสนับสนุน ดังนี้

1) ผู้ตรวจสอบกิจการ เป็นตัวแทนของสมาชิกในการตรวจสอบการบริหารงานและรายงานผลให้สมาชิกทราบอย่างตรงไปตรงมา โดยต้องมีความเป็นอิสระและรายงานข้อเท็จจริงที่ตรวจพบต่อที่ประชุมใหญ่

2) การสื่อสารและสารสนเทศ สหกรณ์ต้องลงทุนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างช่องทางการสื่อสารและเปิดเผยข้อมูลแก่สมาชิกแบบ Real-time หรือสม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ข้อที่ 5 (การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ)

3) มาตรฐานทางบัญชีและการรายงาน ต้องมีการจัดทำบัญชีและงบการเงินที่ถูกต้องตามมาตรฐาน เพื่อให้สะท้อนสถานะที่แท้จริงของกิจการ และต้องเปิดเผยรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict of Interest) หรือค่าตอบแทนกรรมการให้สมาชิกทราบ


โดยสรุป สิทธิในการรู้ คืออำนาจของสมาชิกในการตรวจสอบความเป็นเจ้าของของตน ส่วนความโปร่งใส คือหน้าที่ของคณะกรรมการและฝ่ายจัดการที่ต้องเปิดเผยข้อมูล หากขาดสองสิ่งนี้ สหกรณ์จะสูญเสียอัตลักษณ์และอาจนำไปสู่ความล้มเหลวในการบริหารงานได้

รากฐานปรัชญาสหกรณ์

 1. ประวัติศาสตร์การสหกรณ์ จากยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมในยุโรป (รอชเดล) สู่บริบทการสหกรณ์ไทย

ประวัติศาสตร์ของสหกรณ์โลกมีวิวัฒนาการที่ยาวนาน โดยมีจุดเปลี่ยนสำคัญในช่วงการปฏิวัติอุตสาหกรรมของโลก ซึ่งสามารถสรุปเป็นลำดับเหตุการณ์และประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1.1 จุดกำเนิดและมูลเหตุปัจจัย (ยุคก่อนปี ค.ศ. 1844) แม้ว่ารูปแบบการร่วมมือช่วยเหลือกันจะมีมานานในประวัติศาสตร์มนุษย์ เช่น การลงแขกเกี่ยวข้าว หรือสมาคมช่างฝีมือ แต่ขบวนการสหกรณ์สมัยใหม่ถือกำเนิดขึ้นในทวีปยุโรปช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 ซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงจากความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม (Industrial Revolution)

1.2 บริบทสังคม การปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เริ่มขึ้นในปี ค.ศ. 1760 นายทุนนำเครื่องจักรมาใช้แทนแรงงานคนต่อรองกับชนชั้นกรรมมาชีพโดยการลดค่าจ้างแรงงาน กดค่าแรงให้ต่ำ ส่งผลต่อภาวะว่างงาน และกรรมกรถูกเอารัดเอาเปรียบจากนายทุนด้านอื่น ๆ เช่น พ่อค้าคนกลางมักปลอมปนสินค้าและขายราคาแพง สถานการณ์นี้บีบคั้นให้ชนชั้นแรงงานต้องแสวงหาทางออกร่วมกัน เช่น ช่างทอผ้าในโรงงานทอผ้าแห่งเมือง Manchester ประเทศอังกฤษ

1.3 สหกรณ์ยุคเริ่มแรก มีการบันทึกถึงกลุ่มความร่วมมือในยุคแรกๆ เช่น สมาคมผู้ทอผ้า Fenwick (Fenwick Weavers' Society) ถือเป็นสหกรณ์ที่เก่าแก่ที่สุดในโลก ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 มีนาคม ค.ศ. 1761 โดยกลุ่มช่างทอผ้าจำนวน 16 คน ในเมือง Fenwick รัฐ Ayrshire ในประเทศสกอตแลนด์ กลุ่มช่างทอผ้าดังกล่าว ได้ลงนามในคำปฏิญาณว่าจะจงรักภักดีต่อกันและกัน สร้างผลผลิตที่ดี เพียงพอ และกำหนดราคาไม่ให้สูงหรือต่ำเกินกว่าที่ตกลงกัน ด้วยแนวคิดที่ว่าชนชั้นแรงงานสามารถจัดระเบียบตัวเองและร่วมมือกันในทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกันและทำให้พวกเขาสามารถดำเนินการด้วยตนเองได้ สมาคมผู้ทอผ้า Fenwick เริ่มต้นด้วยการแบ่งปันอุปกรณ์ เช่น เครื่องทอผ้าและวัตถุดิบที่ใช้ในอุตสาหกรรมทอผ้า เริ่มขายอาหารลดราคาและสิ่งจำเป็นอื่น ๆ ให้กับสมาชิก เริ่มให้กู้ยืมเงินจำนวนเล็กน้อยแก่ครอบครัวของสมาชิกเมื่อต้องการ ต่อมาสมาคมผู้ทอผ้า Fenwick ได้ถูกบันทึกไว้ว่าเป็นสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนแห่งแรก

1.4 ผู้ริเริ่มการสหกรณ์

1) Robert Owen (โรเบิร์ต โอเวน) (ค.ศ. 1771 - 1858) ได้รับการยกย่องเป็นบิดาแห่งการสหกรณ์โลก เขาเป็นเจ้าของโรงงานทอผ้าที่มีแนวคิดสังคมนิยมเชิงอุดมคติ ต้องการล้มล้างระบบกำไรและเสนอให้จัดตั้งชมรมสหกรณ์ (Cooperative Communities) หรือหมู่บ้านสหกรณ์ (ค.ศ. 1800) เพื่อให้คนงานพึ่งพาตนเอง แม้โครงการที่เขาทดลองในสหรัฐอเมริกา (New Harmony) (ค.ศ. 1825 - 1827) จะล้มเหลว แต่แนวคิดของเขาได้วางรากฐานปรัชญาให้แก่ขบวนการสหกรณ์ในเวลาต่อมา

ช่วงปี ค.ศ. 1800 – 1824 Robert Owen ได้ใช้แนวคิดสังคมนิยมโดยการจัดสวัสดิการต่าง ๆ ให้แก่คนงานในโรงงานทอผ้าและชุมชน ในเมือง New Lanark ประเทศสกอตแลนด์ จนแนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับไปทั่วยุโรป เนื่องจาก Robert Owen พิสูจน์ให้เห็นว่าองค์กรอุตสาหกรรมไม่จำเป็นต้องขูดรีดแรงงานส่วนเกินเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งเหมือนองค์กรอุตสาหกรรมทั่วไป แต่สามารถดำเนินธุรกิจอย่างมีกำไรที่เพียงพอได้โดยการแบ่งปันกำไรส่วนเกินกลับไปสู่แรงงานด้วยระบบสวัสดิการสังคม อันนำมาซี่งความเป็นอยู่ที่ดีของชนชั้นแรงงาน และชุมชนในเมือง New Lanark

ในปี ค.ศ. 1832 ได้มีการก่อตั้งห้างสรรพสินค้าในกรุงลอนดอน ชื่อ The National Equitable Labour Exchange โดยวิธีการซื้อขายในห้างนี้ ไม่ใช้เงินตราเป็นสื่อกลาง แต่ใช้บัตรแรงงาน มูลค่าของบัตรคำนวณจากระยะเวลาที่ใช้แรงงานในการผลิตสินค้าหนึ่ง ๆ เช่น ใช้แรงงานผลิตสินค้าจำนวน 1 ชั่วโมง จะได้ 1 บัตร แล้วสามารถนำบัตรนั้นไปแลกสินค้าอื่น ๆ ได้

แนวคิดของ Robert Owen ดังกล่าว สอดคล้องกับทฤษฎีมูลค่าของ Karl Mark ที่ว่า “ผลผลิตจากแรงงานมนุษย์ทุกอย่างจะต้องมี มูลค่า (Value) ในการใช้ อย่างไรก็ตาม คำว่ามูลค่าในการใช้ ก็มีความหมายสองแบบ ซึ่งอาจจะพูดถึงมูลค่าในการใช้ของสินค้าหนึ่ง และอาจจะพูดถึงมูลค่าในการใช้ต่าง ๆ ได้อีกเมื่อหมายถึงสังคมหนึ่ง ๆ ที่มีการผลิต แต่มูลค่าการใช้เท่านั้นนั่นคือในสังคมที่ผลิตผลผลิตขึ้นมาเพื่อบริโภคโดยตรง ไม่ว่าจะบริโภคโดยผู้ผลิตเอง หรือโดยชนชั้นปกครองที่ได้ผลผลิตไปก็ตาม นอกจากผลผลิตจากแรงงานมนุษย์จะมีมูลค่าในการใช้แล้ว ก็ยังมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนได้อีกด้วย…”

2) Dr. William King (นายแพทย์วิลเลี่ยม คิง) (ค.ศ. 1786 - 1865) เป็นผู้เชื่อมโยงแนวคิดของ Owen สู่การปฏิบัติจริง โดยเสนอให้เริ่มจากเล็กไปใหญ่ คือการตั้งร้านค้าสหกรณ์ (Trading Association) เพื่อสะสมทุนก่อน แล้วจึงขยายไปสู่คอมมูน ท่านได้ออกวารสาร The Co-operator (ค.ศ. 1828 – 1830) เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ชนชั้นแรงงานในประเทศอังกฤษ

1.5 สหกรณ์รอชเดล (The Rochdale Pioneers) จุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของขบวนการสหกรณ์สากลสมัยใหม่ คือการก่อตั้ง สมาคมผู้นำอันเที่ยงธรรมแห่งรอชเดล (Rochdale Society of Equitable Pioneers) เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1844 ในเมืองรอชเดล ประเทศอังกฤษ โดยกลุ่มช่างทอผ้า 28 คน ที่ประสบปัญหาเศรษฐกิจในช่วงทศวรรษแห่งความหิวโหย ได้รวมตัวกันเปิดร้านค้าเล็ก ๆ เพื่อขายสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น ในราคาที่เป็นธรรมและไม่ปลอมปน ร้านสหกรณ์ Rochdale ตั้งขึ้น ณ โกดังเลขที่ 31 Toad Lane (ต่อมากลายเป็นพิพิธภัณฑ์ในปี ค.ศ. 1931) สมาชิกแรกเริ่ม 28 คน ทุนดำเนินงาน 28 ปอนด์ (ประมาณ 168 บาท อัตราแลกเปลี่ยนในสมัยนั้น 1 ปอนด์ เท่ากับ 6 บาท) สหกรณ์ Rochdale จดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1844 และเริ่มซื้อขายในวันที่ 21 ธันวาคม ค.ศ. 1844 ช่วงแรกร้านค้าขายสินค้าพื้นฐานเพียง 5 รายการเท่านั้น ได้แก่ เนย แป้ง น้ำตาล ข้าวโอ๊ต และเทียน

Rochdale Pioneers เป็นพื้นฐานสำหรับสหกรณ์สมัยใหม่ และพัฒนาไปสู่ The Co-operative Group ซึ่งเป็นสหกรณ์ผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดในสหราชอาณาจักร ปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญคือการดำเนินการตามรากฐานของผู้บุกเบิก Rochdale ที่วางรากฐานเป็นหลักการที่สำคัญไว้ซึ่งก็คือหลักการสหกรณ์ ความสำเร็จของรอชเดลไม่ใช่สหกรณ์แห่งแรกที่เกิดขึ้น แต่เป็นสหกรณ์แห่งแรกที่ประสบความสำเร็จและสร้างรูปแบบที่ทําซ้ำได้โดยมีการกำหนดหลักปฏิบัติ (Rochdale Principles) ที่ชัดเจน นวัตกรรมสำคัญคือ การเฉลี่ยคืนกำไรตามส่วนที่สมาชิกซื้อ (Patronage Dividend) ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกมาอุดหนุนร้านค้าต่อเนื่อง

1.6 การขยายตัวของสหกรณ์สู่ภาคส่วนต่าง ๆ ในยุโรป หลังจากความสำเร็จของรอชเดล แนวคิดสหกรณ์ได้แพร่ขยายไปสู่รูปแบบอื่น ๆ ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่

1) เยอรมนี (ต้นกำเนิดสหกรณ์เครดิต) เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาหนี้สินและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน โดยHermann Schulze-Delitzsch ริเริ่มสหกรณ์เครดิตในเขตเมือง (People’s Bank) ในปี ค.ศ. 1852 สำหรับช่างฝีมือและพ่อค้า ขณะที่ Friedrich Wilhelm Raiffeisen ได้ริเริ่มสหกรณ์เครดิตในเขตชนบท (ค.ศ. 1848) และก่อตั้งสหกรณ์เครดิตในชนบทสมาคมแรกในปี ค.ศ. 1862 เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยเน้นการช่วยเหลือซึ่งกันและกันและความรับผิดร่วมกันแบบไม่จำกัด ถือเป็น บิดาแห่งเครดิตยูเนี่ยน โมเดลนี้เป็นต้นแบบสำคัญของสหกรณ์หาทุนในไทยในเวลาต่อมา

2) ฝรั่งเศส เน้นการพัฒนาสหกรณ์คนงานหรือสหกรณ์การผลิต (Worker Cooperatives) โดยได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของ Charles Fourier (ค.ศ. 1772 - 1837) ผู้เสนอแนวคิด (Phalanstere) จุดเริ่มต้นของสหกรณ์คนงาน

3) เดนมาร์ก ประสบความสำเร็จในรูปแบบสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์แปรรูปผลิตภัณฑ์ (เช่น โรงงานเนยแข็ง) โดยไม่มีความช่วยเหลือจากรัฐบาล แต่มีพื้นฐานจากระบบการศึกษา Folk High School และ ได้รับอิทธิพลความคิดจาก Bishop Grundtwig (ค.ศ. 1783 – 1882)

1.7 การขยายตัวของสหกรณ์ไปทั่วโลก

1) อเมริกาเหนือ แนวคิดสหกรณ์เครดิตแพร่ขยายไปสู่แคนาดาโดย Alphonse Desjardins (ผู้ก่อตั้ง Caisse Populaire) และเข้าสู่สหรัฐอเมริกา ซึ่งต่อมามีการออกกฎหมาย Federal Credit Union Act ในปี ค.ศ. 1934

2) เอเชียและประเทศกำลังพัฒนา การขยายตัวในภูมิภาคนี้มักแตกต่างจากยุโรปตรงที่เป็นการริเริ่มโดยภาครัฐมากกว่าเกิดจากประชาชนโดยตรง เจ้าอาณานิคม (เช่น อังกฤษในอินเดีย) มักนำระบบสหกรณ์มาใช้เป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรและควบคุมเศรษฐกิจ ซึ่งไทยก็นำโมเดล Raiffeisen ผ่านทางอินเดียมาใช้ในการจัดตั้งสหกรณ์แห่งแรก (สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้) ในปี พ.ศ. 2459

1.8 องค์กรของขบวนการสหกรณ์โลก องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (International Co-operative Alliance, ICA) ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1895 ที่กรุงลอนดอน (ปัจจุบันมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์) เพื่อเป็นองค์กรกลางในการประสานงาน ส่งเสริม และกำหนดหลักการสหกรณ์สากลให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก ICA ได้ปรับปรุงหลักการสหกรณ์ให้ทันสมัยขึ้นหลายครั้ง (ปี ค.ศ. 1937 และ ปี ค.ศ. 1966) จนกระทั่งปี 1995 ได้ประกาศ แถลงการณ์ว่าด้วยเอกลักษณ์ของสหกรณ์ (Statement on the Co-operative Identity) ซึ่งระบุคำนิยาม ค่านิยม และหลักการสหกรณ์ 7 ประการ ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน และกำหนดให้สหกรณ์ทั่วโลกร่วมเฉลิมฉลองวันสหกรณ์สากลตั้งแต่ พ.ศ. 2465 ต่อมาสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติมีมติเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2535 ให้วันเสาร์แรกของเดือนกรกฎาคมทุกปี เป็น วันสหกรณ์สากล

ปัจจุบัน สหกรณ์ได้กลายเป็นองค์กรที่มีความสำคัญเชิงระบบเศรษฐกิจและสังคม โดยมีสมาชิกกว่า 1 พันล้านคนทั่วโลก และมีบทบาทในหลากหลายภาคส่วนตั้งแต่วิสาหกิจชุมชนไปจนถึงสถาบันการเงินขนาดใหญ่ โดยกว่าร้อยละ 12 ของประชากรโลกเป็นสมาชิกสหกรณ์ มีจำนวนสหกรณ์กว่า 3 ล้านแห่งทั่วโลก มูลค่าธุรกิจกว่า 2,409.41 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลอดจนสหกรณ์มีส่วนช่วยในการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน และการจ้างงานที่มีคุณภาพและมั่นคง โดยให้งานหรือโอกาสในการทำงานแก่ผู้คน 280 ล้านคนทั่วโลก หรือคิดเป็นร้อยละ 10 ของประชากรโลกที่มีงานทำตามรายงานของ World Cooperative Monitor (2023)

1.9 การสหกรณ์ในประเทศไทย ประวัติศาสตร์สหกรณ์ของไทยมีวิวัฒนาการที่ยาวนานกว่า 1 ศตวรรษ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการแก้ปัญหาหนี้สินของชาวนาและพัฒนามาเป็นองค์กรที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ซึ่งสามารถสรุปลำดับเหตุการณ์และประเด็นสำคัญได้ดังนี้

1) มูลเหตุและจุดกำเนิดการสหกรณ์ไทย การสหกรณ์ในไทยเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจในสมัยรัตนโกสินทร์ จากการผลิตเพื่อเลี้ยงชีพไปสู่เศรษฐกิจเพื่อการค้า โดยมีการเปิดประเทศค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ส่งผลให้ชาวนาต้องการเงินทุนเพื่อขยายการผลิต แต่ขาดแคลนเงินทุนจนต้องกู้ยืมจากนายทุนในอัตราดอกเบี้ยสูงและถูกเอารัดเอาเปรียบจนสูญเสียที่ดินทำกิน สนธิสัญญาทางพระราชไมตรีและการค้าระหว่างสยามกับสหราชอาณาจักร หรือที่รู้จักกันในนาม สนธิสัญญาเบาว์ริง (Bowring Treaty) ในปี พ.ศ. 2398 ได้รื้อถอนระบบเศรษฐกิจแบบผูกขาดดั้งเดิมและนำสยามเข้าสู่กระแสทุนนิยมโลกอย่างเต็มตัว การเปลี่ยนแปลงนี้นำมาซึ่งความมั่งคั่งจากการส่งออกข้าว แต่ในขณะเดียวกันก็ได้สร้างผลกระทบต่อโครงสร้างสังคมชาวนา ก่อให้เกิดภาวะหนี้สินเรื้อรังและการสูญเสียที่ดินทำกิน ทำลายสมดุลทางสังคมแบบดั้งเดิม การพึ่งพาตลาดโลกทำให้เศรษฐกิจสยามเปราะบางต่อปัจจัยภายนอก และโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมในการถือครองที่ดินและระบบสินเชื่อได้สร้างกับดักหนี้สินให้แก่ชาวนาในสมัยนั้น

เมื่อข้าวกลายเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ระดับโลก ห่วงโซ่อุปทานมีความซับซ้อนมากขึ้น เกษตรกรรายย่อยไม่สามารถเข้าถึงตลาดต่างประเทศได้โดยตรง จึงเกิดกลุ่มพ่อค้าคนกลาง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีนอพยพ เข้ามาทำหน้าที่รวบรวมผลผลิต ขนส่ง แปรรูป (โรงสี) และส่งออก การเปลี่ยนผ่านจากการผลิตเพื่อยังชีพมาเป็นการผลิตเพื่อการค้า ทำให้ชาวนามีความจำเป็นต้องใช้เงินสดมากขึ้น ทั้งเพื่อซื้อปัจจัยการผลิต (เมล็ดพันธุ์ เครื่องมือ ควาย) จ่ายค่าเช่าที่ดิน และที่สำคัญคือการจ่ายภาษีเป็นตัวเงินแทนการเกณฑ์แรงงาน แต่โครงสร้างทางการเงินในขณะนั้นยังไม่เอื้ออำนวย เมื่อเข้าไม่ถึงสถาบันการเงินในระบบ ชาวนาจึงต้องหันไปพึ่งพา นายทุนเงินกู้นอกระบบ ซึ่งมักจะเป็นพ่อค้าในท้องถิ่นหรือเจ้าของที่ดิน อัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บนั้นสูงลิ่ว โดยเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 2 - 3 ต่อเดือน รูปแบบการกู้ยืมมักทำผ่านสัญญาขายฝาก ซึ่งหากลูกหนี้ไม่สามารถไถ่ถอนคืนได้ตามกำหนด ที่ดินจะตกเป็นของนายทุนทันที ปัญหาภัยธรรมชาติ เช่น น้ำท่วมหรือฝนแล้ง เพียงครั้งเดียว ก็เพียงพอที่จะทำให้ชาวนาล้มละลายและสูญเสียที่ดินทำกิน จนนำไปสู่การที่รัฐต้องเข้ามาแทรกแซงด้วยการจัดตั้งสหกรณ์ ขึ้นเป็นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2459 เพื่อแก้ไขปัญหาให้กับชาวนาที่ต้องแบกรับหนี้สินและสูญเสียที่ดินทำกิน

ในสมัยรัชกาลที่ 6 รัฐบาลตระหนักถึงปัญหานี้และพยายามหาทางแก้ไข มีการเสนอแนวคิดในการจัดตั้ง ธนาคารเกษตร หรือ ธนาคารที่ดินขึ้น เพื่อปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่เกษตรกร แต่แนวคิดนี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริงในขณะนั้น ด้วยเหตุผลหลักสองประการ คือ การขาดหลักประกัน ธนาคารพาณิชย์ต้องการโฉนดที่ดินที่ชัดเจนเป็นหลักประกัน แต่ชาวนาส่วนใหญ่ยังไม่มีโฉนดแผนที่ และความเสี่ยงโดยเกรงว่าธนาคารจะกลายเป็นเจ้าของที่ดินรายใหญ่เสียเองหากชาวนาผิดนัดชำระหนี้ และรัฐบาลไม่มีกลไกในการบริหารจัดการที่ดินเหล่านั้น

พระราชวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ (พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัส) อธิบดีกรมพาณิชย์และสถิติพยากรณ์ในขณะนั้น ได้ทรงศึกษาหาทางออกและพิจารณาเห็นว่า ระบบ สหกรณ์ ตามแบบอย่างของ Raiffeisen ในเยอรมนี เป็นโมเดลที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสยาม เพราะเป็นระบบที่กำหนดความรับผิดไม่จำกัด สมาชิกทุกคนในกลุ่มต้องรับผิดชอบหนี้สินของสหกรณ์ร่วมกันอย่างไม่จำกัดจำนวน หลักการนี้ใช้ความไว้เนื้อเชื่อใจ และการควบคุมกันเองในสังคมมาแทนที่หลักทรัพย์ค้ำประกันซึ่งชาวนาขาดแคลน โดยสหกรณ์หาทุนที่จะจัดตั้งขึ้นต้องอยู่ในพื้นที่จำกัด และสหกรณ์ต้องมีขนาดเล็ก สมาชิกต้องอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน รู้จักนิสัยใจคอกันดี เพื่อป้องกันการเบี้ยวหนี้ และที่สำคัญ ต้องไม่แสวงหากำไร มุ่งเน้นการช่วยเหลือสมาชิกให้พ้นจากหนี้นอกระบบมากกว่าการหากำไรสูงสุด กรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ทรงเชื่อว่า วิธีการนี้จะเปลี่ยนหนี้สินที่พอกพูน ให้กลายเป็นทุนที่งอกเงยได้ โดยอาศัยพลังของการรวมกลุ่ม จนกระทั่งรัฐบาลสยามได้จดทะเบียนสหกรณ์แห่งแรกขึ้นอย่างเป็นทางการ ชื่อว่า สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ โดยมีกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์เป็นนายทะเบียนสหกรณ์พระองค์แรก

2) สหกรณ์แห่งแรกของไทย สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ จัดตั้งขึ้น ณ ตำบลวัดจันทร์ อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก โดยจดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459 ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นอย่างเป็นทางการของการสหกรณ์ไทย โดยเมื่อแรกตั้งมีสมาชิก 16 คน มีทุนดำเนินงาน 3,080 บาท เป็น ค่าธรรมเนียมแรก เข้า 80 บาท และเงินทุนซึ่งกู้จากแบงก์สยามกัมมาจล (ปัจจุบันคือธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)) จำนวน 3,000 บาท ธนาคารฯ คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 สหกรณ์ให้สมาชิกกู้ในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 สมาชิกเอาเงินกู้ที่ได้ไปชำระหนี้ซึ่งมีดอกเบี้ยสูงกว่าร้อยละ 12 ที่เหลือจึงเอามาลงทุนทำนา

3) การขยายตัวของการสหกรณ์ไทย หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 รัฐบาลคณะราษฎรและสมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ใช้สหกรณ์เป็นเครื่องมือในนโยบายเศรษฐกิจชาตินิยม เพื่อลดบทบาทพ่อค้าคนกลางชาวจีนและสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกรไทย มีการขยายประเภทสหกรณ์หลากหลายขึ้น เช่น สหกรณ์นิคม (แห่งแรกที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี พ.ศ. 2478) สหกรณ์ร้านค้า (แห่งแรกที่ อ.เสนา จ.อยุธยา พ.ศ. 2480) สหกรณ์บริการ (แห่งแรกคือสหกรณ์ทำร่มบ่อสร้าง จ.เชียงใหม่ พ.ศ. 2484) มีการจัดตั้ง ธนาคารเพื่อการสหกรณ์ ในปี พ.ศ. 2490 (ต่อมาแปรสภาพเป็น ธ.ก.ส. ในปี 2509) เพื่อเป็นแหล่งเงินทุนให้สหกรณ์

4) สหกรณ์ออมทรัพย์ไทย สหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย เริ่มจัดตั้งขึ้นครั้งแรกเพื่อช่วยเหลือข้าราชการในกรมสหกรณ์ ต่อมาสหกรณ์ออมทรัพย์ได้เติบโตจนกลายเป็นสถาบันการเงินทางเลือกที่สำคัญของคนไทย ดำเนินงานโดยยึดหลักการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน (Each for All and All for Each) เพื่อสร้างความมั่นคงทางการเงินและยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิก

สหกรณ์ประเภทออมทรัพย์สำหรับผู้มีรายได้ประจำเกิดขึ้นในปี พ.ศ. 2492 โดยจัดตั้งขึ้นในหมู่ข้าราชการกรมสหกรณ์และพนักงานธนาคารเพื่อการสหกรณ์ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2492 ในชื่อ “สหกรณ์ข้าราชการสหกรณ์ จำกัดสินใช้” แรกตั้งมีสมาชิก 132 คน มีทุนดำเนินงาน 2,720 บาท ผู้ริเริ่มคือนายจำเนียร สาระนาค ขณะดำรงตำแหน่งพนักงานสหกรณ์เอกในกรมสหกรณ์ เป็นผู้ศึกษาหลักการมาจากสิงคโปร์และมาเลเซียซึ่งใช้ต้นแบบมาจากอังกฤษ วัตถุประสงค์เริ่มแรกเพื่อใช้เป็นห้องเรียนหรือห้องปฏิบัติการในการส่งเสริมการจัดตั้งสหกรณ์ออมทรัพย์ในส่วนราชการอื่น ๆ และเพื่อลดภาระหนี้สินของข้าราชการ หลังจากความสำเร็จของสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งแรก กิจการนี้ได้แพร่หลายไปยังกลุ่มอาชีพต่าง ๆ อย่างรวดเร็ว โดยขยายตัวไปยังกลุ่มวิชาชีพต่าง ๆ ได้แก่ กลุ่มข้าราชการครู ตำรวจ ทหาร พนักงานรัฐวิสาหกิจ และบริษัทเอกชน

สรุป สหกรณ์ไทยเริ่มจากการริเริ่มโดยภาครัฐ เพื่อแก้ปัญหาหนี้สินชาวนา ได้วิวัฒนาการผ่านยุคชาตินิยมทางเศรษฐกิจ ยุคควบรวมกิจการเพื่อความเข้มแข็ง จนถึงปัจจุบันที่สหกรณ์เป็นสถาบันการเงินและองค์กรทางสังคมขนาดใหญ่ที่มีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจฐานรากของประเทศ โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์ได้กลายเป็นสถาบันการเงินทางเลือกที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจไทยอย่างยิ่ง โดยมีบทบาทรองลงมาจากธนาคารพาณิชย์ จากจุดเริ่มต้นเพื่อช่วยเหลือข้าราชการกลุ่มเล็ก ๆ ได้เติบโตจนครอบคลุมสมาชิกหลายล้านคนทั่วประเทศ โดยยังคงยึดถือหลักการ “การช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน” เพื่อความกินดีอยู่ดีของมวลสมาชิก

2. อัตลักษณ์ของสหกรณ์

อุดมการณ์ คุณค่า หลักการ และวิธีการสหกรณ์ เป็นโครงสร้างทางความคิดที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ จากนามธรรมสู่รูปธรรม โดยมีรายละเอียดดังนี้

2.1 อุดมการณ์สหกรณ์ (Cooperative Ideology) อุดมการณ์คือ เป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goals) หรือภาพฝันปลายทางที่ขบวนการสหกรณ์มุ่งมั่นจะสร้างให้เกิดขึ้นจริง เป็นความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุขในสังคม มีรากฐานจากความต้องการแก้ไขปัญหาความทุกข์ยากทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมที่คนงานถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยนายแพทย์วิลเลี่ยม คิง (Dr. William King) ได้เสนอแนวทางว่า ทางรอดของชนชั้นแรงงานคือการ ทำงานร่วมกันเพื่อตนเอง (Working for OURSELVES) แทนที่จะทำงานเพื่อผู้อื่น โดยการรวมตัวกันสร้าง ทุนส่วนรวม ขึ้นมา มีเป้าหมายเพื่อยกระดับเป้าหมายของสหกรณ์ให้สูงกว่าแค่ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม ลดการกดขี่และการเอารัดเอาเปรียบ

2.2 คุณค่าสหกรณ์ (Cooperative Values) คุณค่าคือรากฐานทางปรัชญาและจริยธรรมที่เป็นเสมือนเสาหลักของอุดมการณ์ ซึ่งสมาชิกยึดถือร่วมกัน โดยองค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ICA) แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ดังนี้

1) คุณค่าพื้นฐาน (Foundational Values) ได้แก่ การพึ่งพาตนเอง (Self-help) ความรับผิดชอบต่อตนเอง (Self-responsibility) ประชาธิปไตย (Democracy) ความเสมอภาค (Equality) ความเที่ยงธรรม (Equity) และความเป็นเอกภาพ (Solidarity)

2) คุณค่าทางจริยธรรม (Ethical Values) ได้แก่ ความสุจริต (Honesty) ความเปิดเผย (Openness) ความรับผิดชอบต่อสังคม (Social Responsibility) และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น (Caring for Others)

2.3 หลักการสหกรณ์ (Cooperative Principles) หลักการคือ เข็มทิศ หรือแนวทางปฏิบัติที่นำเอาคุณค่า (นามธรรม) มาแปรเปลี่ยนให้เกิดผลเป็นรูปธรรมในการบริหารจัดการ ปัจจุบันยึดถือ หลักการสากล 7 ประการ ของ ICA (ค.ศ. 1995) ดังนี้

1) การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง (Voluntary and Open Membership) เปิดรับทุกคนที่สามารถใช้บริการและเต็มใจรับผิดชอบโดยไม่กีดกันทางเพศ สังคม เชื้อชาติ การเมือง หรือศาสนา

2) การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (Democratic Member Control) สมาชิกมีส่วนร่วมกำหนดนโยบาย ตัดสินใจด้วยสิทธิ หนึ่งคน หนึ่งเสียง โดยไม่ขึ้นกับจำนวนหุ้นที่ถือ

3) การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก (Member Economic Participation) สมาชิกต้องลงทุน (ถือหุ้น) และควบคุมเงินทุนอย่างเป็นธรรม ผลตอบแทนจากทุน (เงินปันผล) ต้องมีอัตราจำกัด ส่วนกำไร (ส่วนเกิน) จะถูกจัดสรรเพื่อพัฒนาสหกรณ์ หรือเฉลี่ยคืนตามสัดส่วนการทำธุรกิจ (Patronage Dividend)

4) การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ (Autonomy and Independence) สหกรณ์เป็นองค์กรช่วยตนเอง หากต้องทำข้อตกลงกับรัฐหรือแหล่งทุนภายนอก ต้องมั่นใจว่าสมาชิกยังคงอำนาจควบคุมและรักษาความเป็นอิสระไว้ได้

5) การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ (Education, Training, and Information) ต้องให้การศึกษาแก่สมาชิก กรรมการ และพนักงาน เพื่อให้พัฒนาสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และต้องสื่อสารให้สาธารณชนเข้าใจถึงประโยชน์ของสหกรณ์

6) การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ (Cooperation among Cooperatives) ร่วมมือกันในระดับท้องถิ่น ระดับชาติ และนานาชาติ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการและบริการสมาชิกได้ดีที่สุด

7) การเอื้ออาทรต่อชุมชน (Concern for Community) ดำเนินงานเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนตามนโยบายที่สมาชิกเห็นชอบ

ตารางที่ 1 หลักการสหกรณ์ 7 ประการและการประยุกต์ใช้

หลักการสหกรณ์

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้

1. การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง

- กำหนดนโยบายและคุณสมบัติการรับสมาชิกที่ชัดเจน โปร่งใส ไม่เลือกปฏิบัติ และสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของสหกรณ์

- สร้างกระบวนการเข้าและออกจากสมาชิกภาพที่สะดวกและเป็นธรรม

2. การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย

- จัดการประชุมใหญ่สามัญประจำปีให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับอย่างเคร่งครัด

- อำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้สมาชิกเข้าร่วมประชุมและใช้สิทธิออกเสียง

- จัดการเลือกตั้งคณะกรรมการที่โปร่งใสและเป็นธรรม

- รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกและนำมาประกอบการตัดสินใจเชิงนโยบาย

3. การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก

- กำหนดนโยบายการถือหุ้นที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง

- บริหารจัดการสหกรณ์ให้เกิดประสิทธิภาพเพื่อสร้างผลประโยชน์ตอบแทนแก่สมาชิก

- เสนอการจัดสรรกำไรสุทธิที่เที่ยงธรรมต่อที่ประชุมใหญ่ โดยคำนึงถึงเงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน และการสะสมทุนเพื่อความมั่นคง

4. การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ

- ตัดสินใจเชิงนโยบายโดยยึดผลประโยชน์ของสมาชิกเป็นที่ตั้ง ปราศจากการครอบงำจากบุคคลหรือองค์กรภายนอก

- การทำข้อตกลงหรือสัญญาใด ๆ กับหน่วยงานภายนอก ต้องไม่กระทบต่ออำนาจการควบคุมสหกรณ์โดยสมาชิก

5. การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ

- จัดสรรงบประมาณเพื่อการศึกษาอบรมแก่สมาชิก คณะกรรมการ และเจ้าหน้าที่อย่างสม่ำเสมอ

- จัดทำรายงานและสื่อสารข้อมูลผลการดำเนินงานและสถานะทางการเงินของสหกรณ์ให้สมาชิกทราบอย่างโปร่งใสและเข้าใจง่าย

6. การร่วมมือระหว่างสหกรณ์

- แสวงหาแนวทางในการทำธุรกิจหรือลงทุนร่วมกับสหกรณ์อื่นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการ

- สนับสนุนและเข้าร่วมกิจกรรมของชุมนุมสหกรณ์และสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย

7. การเอื้ออาทรต่อชุมชน

- จัดสรรกำไรสุทธิส่วนหนึ่งเป็นทุนสาธารณประโยชน์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมในชุมชน

- พิจารณาผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในการตัดสินใจดำเนินธุรกิจและการลงทุน

- จัดสวัสดิการที่ครอบคลุมและตอบสนองความต้องการของสมาชิกและครอบครัว

 

2.4 วิธีการสหกรณ์ (Cooperative Practices) คือการนำหลักการมาประยุกต์ใช้ในกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมในชีวิตประจำวัน เป็นการกระทำที่มองเห็นและวัดผลได้ ตัวอย่างเช่น

1) การดำเนินธุรกิจ การรวมกันซื้อ รวมกันขาย การกำหนดราคายุติธรรม การใช้ระบบเงินสด (ในอดีตเพื่อลดความเสี่ยง) และการจ่ายเงินเฉลี่ยคืนให้สมาชิกตามส่วนที่มาใช้บริการ

2) การบริหารจัดการ การจัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี การเลือกตั้งคณะกรรมการ การจัดสรรกำไรสุทธิเป็นทุนสำรองและทุนสวัสดิการต่าง ๆ

3) กระบวนการ การเริ่มต้นจากเล็กไปใหญ่ เช่น แนวคิดของ Dr. William King ที่เสนอให้เริ่มจากการออมเงินรายสัปดาห์เพื่อตั้งร้านค้าสหกรณ์ แล้วนำกำไรมาสะสมเป็นทุนส่วนรวมเพื่อขยายกิจการ

2.5 ความสัมพันธ์ของคุณค่า อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ความสำเร็จของสหกรณ์เกิดจากการเชื่อมโยงคุณค่า อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์เข้าด้วยกัน หาก วิธีการ ดำเนินธุรกิจแยกขาดจาก หลักการ และ คุณค่า สหกรณ์จะสูญเสียอัตลักษณ์และอาจนำไปสู่ความล้มเหลวหรือการทุจริต เช่น การมุ่งกำไรสูงสุดจนละเลยการช่วยเหลือสมาชิก หรือการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงโดยขาดความรับผิดชอบ


สรุป จากอัตลักษณ์ดังกล่าวทำให้สหกรณ์มีสถานะเป็น วิสาหกิจสองสถานะ คือเป็นทั้ง องค์กรทางสังคม (Social Organization) ที่เน้นความสัมพันธ์ของสมาชิก และ วิสาหกิจทางเศรษฐกิจ (Economic Enterprise) ที่ต้องแข่งขันในตลาด การรักษาสมดุลนี้ต้องอาศัยการยึดมั่นในค่านิยมและหลักการอย่างเคร่งครัด

หลักการใช้อำนาจทางปกครองตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 : หลักเสรีภาพทางแพ่งและอำนาจรัฐ

            พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายที่มีสถานะพิเศษในระบบกฎหมายไทย โดยมีลักษณะเป็น “ กฎหมายผสมผสาน ” ท...