1. การใช้สิทธิและบทบาทของสมาชิก ผ่านที่ประชุมใหญ่
ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์
ถือเป็นองค์กรที่มีอำนาจสูงสุดของสหกรณ์
เป็นเวทีแสดงออกซึ่งประชาธิปไตยทางตรงของสมาชิก
และเป็นแหล่งที่มาของอำนาจทั้งปวงในสหกรณ์ โดยมีรายละเอียดเกี่ยวกับอำนาจ สิทธิ
และบทบาท ดังนี้
1.1 สถานะและอำนาจสูงสุด
ที่ประชุมใหญ่มีสถานะเป็นองค์กรอธิปไตยของสหกรณ์
ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกทุกคนมารวมตัวกันเพื่อตัดสินใจในเรื่องสำคัญที่สุด
โดยการตัดสินใจของที่ประชุมใหญ่ถือเป็นเด็ดขาด
คณะกรรมการดำเนินการและฝ่ายจัดการจะต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กรอบนโยบายและมติที่ที่ประชุมใหญ่กำหนดไว้
1.2 อำนาจหน้าที่หลัก
ที่ประชุมใหญ่มีอำนาจหน้าที่เฉพาะที่สำคัญ
ซึ่งโดยทั่วไปกฎหมายหรือข้อบังคับจะสงวนไว้ให้ที่ประชุมใหญ่พิจารณาเท่านั้น
ไม่สามารถมอบอำนาจให้คนอื่นทำแทนได้ ได้แก่
1) ด้านกฎระเบียบและโครงสร้าง
1.1) กำหนดและแก้ไขข้อบังคับ
เป็นอำนาจผูกขาดของที่ประชุมใหญ่ในการรับรองหรือแก้ไขกติกาพิจารณาข้อบังคับซึ่งเปรียบเสมือนรัฐธรรมนูญของสหกรณ์
1.2) การควบรวม แยก
หรือเลิกสหกรณ์ การตัดสินใจเรื่องความเป็นความตายขององค์กร
เช่น การควบสหกรณ์ การแยกสหกรณ์ หรือการเลิกสหกรณ์ ต้องขอมติจากที่ประชุมใหญ่
1.3) การเข้าร่วมกับองค์กรอื่น
พิจารณาเรื่องการเข้าเป็นสมาชิกของชุมนุมสหกรณ์
2) ด้านบุคลากรและการบริหาร
2.1) การเลือกตั้งและถอดถอน
มีอำนาจเลือกตั้งและถอดถอน คณะกรรมการดำเนินการ และ ผู้ตรวจสอบกิจการ
2.2) กำหนดค่าตอบแทน กำหนดบำเหน็จ
ค่าพาหนะ และเบี้ยเลี้ยงของกรรมการดำเนินการ
3) ด้านการเงินและผลประโยชน์
3.1) อนุมัติงบการเงิน พิจารณาอนุมัติงบการเงิน
บัญชีกำไรขาดทุน และรายงานกิจการประจำปี
3.2) จัดสรรกำไรสุทธิ
สมาชิกมีอำนาจตัดสินใจว่าจะจัดสรร “ส่วนเกิน” (Surplus) อย่างไร
เช่น จัดสรรเป็นทุนสำรอง จ่ายเงินปันผลตามหุ้น (Dividends) จ่ายเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจ
(Patronage Refunds) หรือจัดสรรเพื่อสวัสดิการและทุนสาธารณประโยชน์
3.3) กำหนดวงเงินกู้ยืม
กำหนดวงเงินกู้ยืมสูงสุดที่สหกรณ์จะก่อหนี้สินได้ในแต่ละปี
4) ด้านสมาชิกภาพ ในกรณีที่สมาชิกถูกคณะกรรมการสั่งให้ออก
สมาชิกมีสิทธิอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่
ซึ่งที่ประชุมใหญ่มีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดว่าจะให้สมาชิกนั้นอยู่ต่อหรือพ้นสภาพ
1.3) สิทธิของสมาชิกในที่ประชุมใหญ่
ตามหลักการประชาธิปไตย
สมาชิกทุกคนมีสิทธิในที่ประชุมใหญ่ดังนี้
1) สิทธิในการเข้าร่วม
สมาชิกทุกคนมีสิทธิเข้าร่วมประชุม
2) สิทธิในการออกเสียง ยึดหลัก
“หนึ่งคน หนึ่งเสียง” สำหรับสหกรณ์ขั้นปฐม
โดยไม่ขึ้นอยู่กับจำนวนหุ้นที่ถือ เพื่อป้องกันไม่ให้ทุนเข้ามาครอบงำคน
3) สิทธิในการได้รับข้อมูล
สมาชิกต้องได้รับรายงานกิจการ งบการเงิน
และรายงานผู้สอบบัญชี เพื่อประกอบการตัดสินใจในที่ประชุม
4) สิทธิในการซักถามและเสนอแนะ
สมาชิกสามารถแสดงความคิดเห็นและซักถามคณะกรรมการเกี่ยวกับการดำเนินงานได้
1.4) บทบาทในการตรวจสอบและกำกับดูแล
ที่ประชุมใหญ่ทำหน้าที่เป็นกลไกการตรวจสอบสูงสุด โดย
1) รับทราบรายงานการตรวจสอบ
รับฟังรายงานจากผู้สอบบัญชีและผู้ตรวจสอบกิจการเพื่อประเมินสถานะของสหกรณ์
2) ควบคุมนโยบาย
กำหนดนโยบายและทิศทางการดำเนินงานให้คณะกรรมการรับไปปฏิบัติ
สรุป ที่ประชุมใหญ่คือเจ้าของอำนาจที่แท้จริงที่ควบคุมทิศทางของสหกรณ์ผ่านกระบวนการประชาธิปไตย
คณะกรรมการเป็นเพียงผู้ได้รับมอบหมายให้ไปบริหารงานแทน
และต้องกลับมารายงานผลและขออนุมัติเรื่องสำคัญจากที่ประชุมใหญ่เสมอ
2. หลักการ “ประชาธิปไตย 1 คน 1 เสียง” (One Member, One Vote)
หลักการประชาธิปไตย ถือเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การควบคุมและบริหารงานของสหกรณ์แตกต่างจากบริษัทจำกัดหรือธุรกิจทุนนิยมทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
โดยสามารถจำแนกความแตกต่างและนัยสำคัญได้ดังนี้
2.1 ฐานคิด “รวมคน กับ รวมทุน” ความแตกต่างพื้นฐานที่สุดอยู่ที่จุดกำเนิดและเป้าหมายขององค์กร
โดยสหกรณ์มุ่งเน้นการรวมตัวของ “บุคคล”
เพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือสนองความต้องการร่วมกัน ดังนั้น “คน” จึงเป็นใหญ่กว่า “เงินทุน” หรือกล่าวได้ว่า “คนเป็นนายของทุน” หลักการนี้สะท้อนว่าสหกรณ์เป็นองค์กรของมนุษย์ (Association of
persons) ส่วนวิสาหกิจแสวงหากำไรทั่วไป เช่น บริษัทจำกัด มุ่งเน้นการ
“รวมทุน” เพื่อแสวงหากำไรสูงสุด “เงินทุน” จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด
หรือเรียกว่าเป็นกิจการที่ควบคุมโดยเงินทุน (Capital-controlled) ผู้ถือหุ้นจะอยู่ที่ไหนหรือมีลักษณะอย่างไรไม่ใช่สาระสำคัญเท่ากับเงินที่นำมาลงทุน
2.2 กลไกการควบคุมและออกเสียง
(Voting Rights) ความแตกต่างที่ชัดเจนที่สุดปรากฏในกลไกการใช้อำนาจตัดสินใจในที่ประชุมใหญ่
โดย สหกรณ์ให้สมาชิกทุกคนมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน คือ “หนึ่งคน
หนึ่งเสียง” โดยไม่คำนึงว่าสมาชิกคนนั้นจะถือหุ้นจำนวนมากหรือน้อยเพียงใด
แม้สมาชิกคนหนึ่งจะถือหุ้น 10,000 หุ้น กับอีกคนถือเพียง 10
หุ้น ทั้งคู่ก็มีสิทธิออกเสียงคนละ 1 เสียงเท่ากัน
วิธีการนี้ป้องกันไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งหรือกลุ่มนายทุนที่มีเงินมากเข้ามาครอบงำกิจการของสหกรณ์ได้
ส่วนบริษัทจำกัดยึดหลัก “หนึ่งหุ้น หนึ่งเสียง” ตามสัดส่วนของการลงทุน ใครมีหุ้นมากก็มีอำนาจควบคุมและตัดสินใจมาก
อำนาจในการดำเนินกิจการจะตกอยู่แก่ผู้ถือหุ้นรายใหญ่
หากผู้ถือหุ้นคนเดียวถือหุ้นเกินกว่าร้อยละ 50 ก็สามารถชี้ขาดทิศทางบริษัทได้เพียงลำพัง
2.3 สถานะของสมาชิก กับ
ผู้ถือหุ้น ในสหกรณ์สมาชิกมีสองสถานะ คือเป็นทั้งเจ้าของ
และเป็นผู้ใช้บริการ การควบคุมจึงทำโดยผู้ที่ใช้บริการจริง
เพื่อให้สหกรณ์ตอบสนองความต้องการของสมาชิก ไม่ใช่เพื่อเก็งกำไรจากส่วนต่างราคาหุ้น
ส่วนบริษัทจำกัด ผู้ถือหุ้นมีสถานะเป็นนักลงทุนที่อาจไม่ได้ใช้สินค้าหรือบริการของบริษัทเลย
ความสัมพันธ์จึงจบลงที่การได้รับผลตอบแทนจากเงินลงทุน
2.4 ที่มาของแนวคิดประชาธิปไตยในสหกรณ์
หลักการ 1
คน 1 เสียง นี้สืบทอดมาจาก “ผู้นำแห่งรอชเดล” ผู้ริเริ่มสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จแห่งแรกของโลก
ซึ่งเป็นกลุ่มคนงานที่ยากจนและมีฐานะใกล้เคียงกัน
พวกเขาต้องการความเสมอภาคในฐานะมนุษย์ จึงกำหนดให้คนสำคัญกว่าเงิน
และให้สิทธิสมาชิกหญิงออกเสียงเท่าเทียมกับชาย ซึ่งถือว่าก้าวหน้ามากในยุคนั้น
สรุป สหกรณ์ให้ความสำคัญกับความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน
หลักการ 1
คน 1 เสียง จึงเป็นเครื่องมือประกันว่าสหกรณ์จะยังคงเป็นองค์กรประชาธิปไตยที่รับใช้มวลสมาชิกอย่างแท้จริง
ไม่ใช่เครื่องมือแสวงหากำไรของนายทุนรายใหญ่
3. กลไกตัวแทนในสหกรณ์
สหกรณ์เมื่อจดทะเบียนแล้วจะมีสถานะเป็น
“นิติบุคคล” แยกต่างหากจากสมาชิก
แต่เนื่องจากนิติบุคคลไม่มีชีวิตจิตใจ
จึงต้องมีบุคคลธรรมดาทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือผู้ทำการแทน
เพื่อแสดงเจตนาและดำเนินกิจการต่าง ๆ โดยมีโครงสร้างดังนี้
3.1 คณะกรรมการดำเนินการ
เป็นผู้ได้รับความไว้วางใจจากสมาชิก ซึ่งต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยมาตรฐานที่สูงกว่าธุรกิจทั่วไป
ประกอบด้วยหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมาย หน้าที่ความซื่อสัตย์สุจริต
และหน้าที่ความระมัดระวัง คณะกรรมการดำเนินการเปรียบเสมือนสมองและมือของสหกรณ์
มีอำนาจหน้าที่ในการดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนของสหกรณ์ในกิจการทั้งปวงที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอก
คณะกรรมการดำเนินการต้องมาจากการเลือกตั้งโดยที่ประชุมใหญ่ของสมาชิก
จำนวนกรรมการประกอบด้วยประธาน 1 คน
และกรรมการอื่นอีกไม่เกิน 14 คน (รวมไม่เกิน 15 คน) ผู้ที่จะได้รับเลือกต้องเป็นสมาชิกสหกรณ์
และมีคุณสมบัติครบถ้วนตามข้อบังคับและกฎหมาย (เช่น ไม่เคยล้มละลาย
ไม่เคยถูกไล่ออกเพราะทุจริต ไม่เคยถูกถอดถอนจากตำแหน่งกรรมการมาก่อน) วาระการดำรงตำแหน่ง
มีวาระคราวละ 2 ปี และห้ามดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกิน 2
วาระ เพื่อป้องกันการผูกขาดอำนาจ
คณะกรรมการดำเนินการพ้นจากตำแหน่ง
ด้วยเหตุ หมดวาระ ตาย ลาออก ขาดสมาชิกภาพ หรือขาดคุณสมบัติตามกฎหมาย อาจถูกการถอดถอนโดยที่ประชุมใหญ่
โดยสมาชิกในที่ประชุมใหญ่มีอำนาจลงมติถอดถอนคณะกรรมการทั้งคณะหรือรายตัวได้
หากเห็นว่าไม่ไว้วางใจหรือทุจริตต่อหน้าที่ หรืออาจถูกถอดถอนโดยนายทะเบียนสหกรณ์ หากคณะกรรมการกระทำการหรืองดเว้นกระทำการจนเสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์
หรือมีความบกพร่อง นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้แก้ไข หากไม่แก้ไข
นายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้ทั้งคณะหรือรายตัว
3.2 ผู้ตรวจสอบกิจการ
การตรวจสอบกิจการสหกรณ์โดยผู้ตรวจสอบกิจการ เป็นกลไกการตรวจสอบภายในที่สำคัญ
เพื่อสร้างความโปร่งใสและถ่วงดุลอำนาจคณะกรรมการดำเนินการ ผู้ตรวจสอบกิจการต้องได้รับการเลือกตั้งจากที่ประชุมใหญ่เช่นเดียวกับคณะกรรมการ
ผู้ตรวจสอบกิจการอาจเป็นสมาชิกหรือบุคคลภายนอกก็ได้
แต่ต้องเป็นผู้มีคุณวุฒิความรู้ความสามารถด้านธุรกิจ การเงิน หรือการบัญชี
ต้องมีความเป็นอิสระ โดยต้องไม่เป็นกรรมการ ผู้จัดการ หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์
และไม่ควรมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือผลประโยชน์ทับซ้อนกับคณะกรรมการ
เพื่อให้สามารถตรวจสอบได้อย่างอิสระ ผู้ตรวจสอบกิจการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
1) ตรวจสอบการดำเนินงานทั้งปวงของสหกรณ์
ทั้งด้านการเงิน การบัญชี และการบริหารงาน
2) ต้องทำรายงานผลการตรวจสอบเสนอต่อที่ประชุมใหญ่
(ปีละ 1
ครั้ง) และแจ้งผลการตรวจสอบให้คณะกรรมการทราบเป็นประจำ (เช่น
รายเดือน)
3) มีอำนาจเรียกเอกสารหลักฐาน
และเข้าร่วมประชุมคณะกรรมการดำเนินการเพื่อชี้แจงรายงาน แต่ไม่มีสิทธิออกเสียง
4) หากพบข้อบกพร่องร้ายแรง
ต้องรายงานคณะกรรมการให้แก้ไขทันที และรายงานต่อนายทะเบียนสหกรณ์ด้วย
ผู้ตรวจสอบกิจการอาจถูกถอดถอนโดยที่ประชุมใหญ่
หากพบว่าบกพร่องต่อหน้าที่หรือทุจริต หรืออาจถูกถอดถอนโดยนายทะเบียนสหกรณ์ หากผู้ตรวจสอบกิจการกระทำผิดหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย
ซึ่งนายทะเบียนมีอำนาจสั่งให้พ้นจากตำแหน่งได้เช่นกัน
สรุป สมาชิก
(ที่ประชุมใหญ่) เป็นผู้เลือกตั้งทั้งคณะกรรมการ (เพื่อไปบริหาร) และผู้ตรวจสอบกิจการ (เพื่อไปตรวจสอบคณะกรรมการ)
โดยทั้งสองฝ่ายต้องรายงานกลับมายังที่ประชุมใหญ่
และสามารถถูกถอดถอนได้โดยที่ประชุมใหญ่หรือนายทะเบียนหากปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ
4. สิทธิของสมาชิกในการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูล
สิทธิของสมาชิกในการรับรู้และการเข้าถึงข้อมูล
ถือเป็นรากฐานสำคัญของระบบสหกรณ์ที่แยกไม่ออกจากการเป็นเจ้าของร่วม และหลักการประชาธิปไตย
หากปราศจากข้อมูลและความโปร่งใส
สมาชิกจะไม่สามารถใช้อำนาจควบคุมสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ซึ่งสามารถวิเคราะห์ประเด็นสำคัญได้ ดังนี้
4.1 รากฐานสิทธิของสมาชิกในการรู้และเข้าถึงข้อมูล
ในสหกรณ์ สมาชิกมีสถานะคู่ คือเป็นทั้งเจ้าของและผู้ใช้บริการ ดังนั้น
สมาชิกจึงมีสิทธิโดยชอบธรรมที่จะต้องได้รับทราบความเป็นไปของกิจการที่ตนเป็นเจ้าของ
สิทธินี้สะท้อนผ่านหลักการและกฎหมาย ดังนี้
1) สิทธิการเข้าถึงเอกสาร
สมาชิกมีสิทธิขอเรียกดูหรือตรวจสอบเอกสารสำคัญของสหกรณ์ได้ เช่น
รายงานการประชุมคณะกรรมการ ข้อบังคับ ระเบียบภายใน ทะเบียนสมาชิก
(โดยไม่ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลของผู้อื่น) รายงานผู้สอบบัญชี และงบการเงิน
เพื่อให้สามารถติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของสหกรณ์ได้
2) สิทธิในการได้รับข้อมูลก่อนการประชุม
กฎหมายและข้อบังคับมักกำหนดให้สหกรณ์ต้องส่งสำเนางบการเงิน รายงานผู้สอบบัญชี
และรายงานกิจการประจำปีให้สมาชิกทราบล่วงหน้าก่อนวันประชุมใหญ่
เพื่อให้สมาชิกมีข้อมูลเพียงพอสำหรับการตัดสินใจลงมติในวาระต่าง ๆ
3) การเข้าถึงข้อมูลทางการเงิน
สมาชิกมีสิทธิตรวจสอบสถานะการเงินของสหกรณ์ บัญชีกำไรขาดทุน และงบการเงิน
เพื่อให้มั่นใจว่าเงินหุ้นและเงินฝากของตนได้รับการบริหารจัดการอย่างถูกต้องและปลอดภัย
4.2 ความสำคัญของความโปร่งใสในระบบสหกรณ์
ความโปร่งใสไม่ได้เป็นเพียงแค่การเปิดเผยข้อมูล
แต่เป็นคุณค่าทางจริยธรรมที่สำคัญของสหกรณ์ ซึ่งประกอบด้วย ความซื่อสัตย์
และความเปิดเผย โดยมีความสำคัญในมิติต่าง ๆ ดังนี้
1) สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ
ความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเอง
แต่เป็นผลมาจากการปฏิบัติหน้าที่อย่างเปิดเผยและโปร่งใส
เมื่อสมาชิกได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและตรวจสอบได้
จะเกิดความเชื่อมั่นในการบริหารงานของคณะกรรมการ
ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ประเมินค่าไม่ได้ของสหกรณ์
2) เป็นกลไกป้องกันการทุจริต
ความโปร่งใสช่วยลดโอกาสในการเกิดการทุจริตคอร์รัปชัน
เมื่อข้อมูลเปิดเผยและเข้าถึงได้ง่าย
การตรวจสอบจากสมาชิกและผู้ตรวจสอบกิจการจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ช่วยป้องกันไม่ให้ผู้บริหารแสวงหาประโยชน์ส่วนตน
3) สนับสนุนกระบวนการประชาธิปไตย
ความโปร่งใสเป็นเงื่อนไขจำเป็นของการควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย
หากสมาชิกขาดข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน พวกเขาจะไม่สามารถตัดสินใจเลือกตั้งผู้นำ
หรืออนุมัติแผนงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.3 ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับอำนาจการควบคุม
การเข้าถึงข้อมูลเป็นเครื่องมือที่ทำให้สมาชิกสามารถใช้อำนาจการควบคุมสหกรณ์ได้จริง
(Active
Control) ดังนี้
3.1) การตรวจสอบฝ่ายบริหาร
สมาชิกจำเป็นต้องเข้าถึงบันทึกการดำเนินงานและรายงานการตรวจสอบ
เพื่อประเมินว่าคณะกรรมการดำเนินการได้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง
และซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่
3.2) การตัดสินใจเชิงนโยบาย
ข้อมูลสารสนเทศที่ถูกต้อง
ช่วยให้สมาชิกสามารถร่วมกำหนดทิศทาง นโยบาย
และแผนกลยุทธ์ของสหกรณ์ในที่ประชุมใหญ่ได้อย่างมีคุณภาพ
มิใช่เพียงแค่เป็นผู้รับรองตามที่คณะกรรมการเสนอเท่านั้น
4) กลไกการส่งเสริมสิทธิและความโปร่งใส
เพื่อให้สิทธิในการรู้เกิดผลเป็นรูปธรรม สหกรณ์ต้องจัดให้มีกลไกสนับสนุน ดังนี้
1) ผู้ตรวจสอบกิจการ เป็นตัวแทนของสมาชิกในการตรวจสอบการบริหารงานและรายงานผลให้สมาชิกทราบอย่างตรงไปตรงมา
โดยต้องมีความเป็นอิสระและรายงานข้อเท็จจริงที่ตรวจพบต่อที่ประชุมใหญ่
2) การสื่อสารและสารสนเทศ
สหกรณ์ต้องลงทุนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อสร้างช่องทางการสื่อสารและเปิดเผยข้อมูลแก่สมาชิกแบบ
Real-time
หรือสม่ำเสมอ ซึ่งสอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ข้อที่ 5 (การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ)
3) มาตรฐานทางบัญชีและการรายงาน
ต้องมีการจัดทำบัญชีและงบการเงินที่ถูกต้องตามมาตรฐาน
เพื่อให้สะท้อนสถานะที่แท้จริงของกิจการ
และต้องเปิดเผยรายการที่อาจมีความขัดแย้งทางผลประโยชน์ (Conflict
of Interest) หรือค่าตอบแทนกรรมการให้สมาชิกทราบ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น