สหกรณ์ (Cooperative) เป็นรูปแบบองค์กรที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยดำรงอยู่ระหว่างองค์กรธุรกิจที่มุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดและวิสาหกิจที่ไม่แสวงหาผลกำไร สหกรณ์คือวิสาหกิจทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยอัตลักษณ์สหกรณ์ มาจากพื้นฐานแนวคิดที่สำคัญ ได้แก่ ค่านิยม คุณค่า อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์
อัตลักษณ์และรากฐานปรัชญาของสหกรณ์
องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ICA) ได้กำหนด "แถลงการณ์อัตลักษณ์สหกรณ์" (Statement on the Cooperative Identity) ขึ้นในปี 1995 เพื่อเป็นมาตรฐานสากล โดยอัตลักษณ์ดังกล่าวประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คำนิยาม คุณค่า และหลักการ
คำนิยามสากลระบุว่า สหกรณ์คือ องค์การอิสระของบุคคลซึ่งรวมกันด้วยความสมัครใจเพื่อสนองความต้องการและความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยผ่านวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันและควบคุมตามหลักประชาธิปไตย" คำนิยามนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่บ่งชี้ถึงสาระสำคัญของสหกรณ์ว่าไม่ใช่เป็นเพียงหน่วยธุรกิจ แต่เป็นขบวนการของ "คน" ที่มีเป้าหมายร่วมกัน
คุณค่าและค่านิยมสหกรณ์: แก่นแท้แห่งความร่วมมือ
คุณค่าและค่านิยมเป็นเสมือน DNA หรือรหัสพันธุกรรมที่กำหนดพฤติกรรมและทิศทางขององค์กรสหกรณ์ (ในเอกสารภาษาไทยมักใช้คำว่า "คุณค่า") ซึ่งได้แก่
1) คุณค่าพื้นฐาน (Foundational Values) คือชุดความเชื่อหลักที่เป็นรากฐานของโครงสร้างและการดำเนินงานของสหกรณ์ ประกอบด้วย การช่วยตนเอง (self-help) ความรับผิดชอบต่อตนเอง (self-responsibility) ประชาธิปไตย (democracy) ความเสมอภาค (equality) ความเที่ยงธรรม (equity) และความเป็นเอกภาพ (solidarity) ซึ่งคุณค่าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสหกรณ์เป็นองค์กรที่สมาชิกต้องพึ่งพาตนเองและรับผิดชอบร่วมกัน ภายใต้โครงสร้างที่ยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตย
2) ค่านิยมทางจริยธรรม (Ethical Values) คือกรอบจริยธรรมที่สืบทอดมาจากผู้บุกเบิกการสหกรณ์ เป็นแนวทางในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยกันและกับสังคมภายนอก ประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต (honesty) ความเปิดเผย (openness) ความรับผิดชอบต่อสังคม (social responsibility) และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น (caring for others)
การยึดมั่นใน "คุณค่าและค่านิยมตามหลัก ICA" ที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้ คือสิ่งที่นำไปสู่การสร้าง "คุณประโยชน์" (worth/benefit) ในวงกว้างให้แก่สมาชิกและชุมชน เช่น การมีรายได้ที่สูงขึ้น การมีสวัสดิการที่ดี หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน กล่าวคือ คุณค่าและค่านิยมคือ "เหตุ" ส่วนคุณประโยชน์ที่จับต้องได้คือ "ผล" ที่ตามมา
อุดมการณ์สหกรณ์: วิสัยทัศน์สู่สังคมที่ยั่งยืน
อุดมการณ์สหกรณ์ คือเป้าหมายสูงสุดทางสังคมที่ขบวนการสหกรณ์มุ่งมั่นจะสร้างให้เกิดขึ้นจริง โดยมีคำนิยามที่ชัดเจนว่าคือ "ความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ จะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี มีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคม" อุดมการณ์นี้ยกระดับเป้าหมายของสหกรณ์ให้สูงกว่าแค่ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม เป็นภาพฝันปลายทางที่ขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมด
ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง: จากคุณค่าและค่านิยมสู่อุดมการณ์
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่า ค่านิยม และอุดมการณ์ เป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่ชัดเจน หากเปรียบเทียบแล้ว การยึดมั่นใน "คุณค่าและค่านิยม" คือ "หนทาง" (the means) ในขณะที่ "อุดมการณ์" คือ "เป้าหมายปลายทาง" (the end) การที่สหกรณ์ดำเนินงานโดยยึดหลักประชาธิปไตย (คุณค่า) มีความซื่อสัตย์โปร่งใส (ค่านิยม) และสมาชิกมีความรับผิดชอบต่อตนเอง (คุณค่า) คือกลไกที่จะนำพาสมาชิกและสังคมไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุข (อุดมการณ์) ได้อย่างเป็นรูปธรรม
ตารางที่ 1
กรอบอัตลักษณ์สหกรณ์
|
องค์ประกอบ
|
คำนิยาม
|
บทบาท/หน้าที่
|
|
คุณค่าพื้นฐาน (Foundational
Values)
|
ความเชื่อหลัก 6 ประการ ได้แก่ การช่วยตนเอง การรับผิดชอบต่อตนเอง ประชาธิปไตย ความเสมอภาค
ความเที่ยงธรรม ความเป็นเอกภาพ ที่เป็นรากฐานขององค์กร
|
เป็น DNA หรือรหัสพันธุกรรมที่กำหนดโครงสร้างและเป้าหมายพื้นฐานของสหกรณ์
|
|
ค่านิยมทางจริยธรรม (Ethical
Values)
|
กรอบจริยธรรม 4 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ การเปิดเผย ความรับผิดชอบต่อสังคม ความเอื้ออาทร
ที่สืบทอดจากผู้บุกเบิก
|
เป็นเข็มทิศทางจริยธรรมในการดำเนินงานและการปฏิสัมพันธ์กับภายนอก
|
|
อุดมการณ์ (Ideology)
|
ความเชื่อร่วมกันว่าจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี
มีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคม
|
เป็นเป้าหมายสูงสุดทางสังคม (Ultimate
Social Goal) ที่ขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์
|
หลักการสหกรณ์ 7 ประการ: เข็มทิศนำทางการดำเนินงาน
หากคุณค่าและอุดมการณ์เป็น "ปรัชญา" หลักการสหกรณ์ก็คือ "เข็มทิศ" ที่นำปรัชญานั้นมาสู่การปฏิบัติจริง เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญที่สุด โดยนิยามว่าคือ "แนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้คุณค่าของสหกรณ์เกิดผลเป็นรูปธรรม"
หลักการที่ 1: การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง (Voluntary and Open Membership)
หลักการนี้กำหนดว่าสหกรณ์เป็นองค์การแห่งความสมัครใจ เปิดรับบุคคลทั่วไปที่สามารถใช้บริการและเต็มใจรับผิดชอบในฐานะสมาชิก โดยปราศจากการกีดกันทางเพศ ฐานะทางสังคม เชื้อชาติ การเมือง หรือศาสนา ในบริบทของไทย การกำหนดคุณสมบัติสมาชิกตามข้อบังคับ เช่น กำหนดให้เป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่สำหรับสหกรณ์การเกษตร หรือเป็นบุคลากรในหน่วยงานสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์
การกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกดังกล่าว ไม่ถือว่าขัดต่อหลักการนี้ เพราะเป็นการสร้างกลุ่มคนที่มี "ความต้องการร่วมกัน" ซึ่งเป็นหัวใจของคำนิยามสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าการมี "สมาชิกสมทบ" ซึ่งขาดคุณสมบัติสมาชิกสามัญ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมผลประโยชน์ของสมาชิกสามัญได้หากมีจำนวนมากเกินไป
หลักการที่ 2: การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (Democratic Member Control)
สหกรณ์เป็นองค์การประชาธิปไตยที่ควบคุมโดยมวลสมาชิก สำหรับสหกรณ์ขั้นปฐม (Primary Cooperative) สมาชิกมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน คือ "หนึ่งคน หนึ่งเสียง" (One Member, One Vote) ไม่ว่าจะมีจำนวนหุ้นมากน้อยเพียงใด สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจผ่านการประชุมใหญ่สามัญประจำปี และเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการเพื่อเป็นตัวแทนในการบริหารงาน ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อมวลสมาชิก
เช่น การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ เป็นเวทีที่สมาชิกหลายพันคนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ อนุมัติงบการเงิน และแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของสหกรณ์ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงอำนาจควบคุมสูงสุดของสมาชิกอย่างแท้จริง
หลักการที่ 3: การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก (Member Economic Participation)
สมาชิกต้องมีส่วนร่วมในการลงทุนในสหกรณ์ของตนเองอย่างเสมอภาค (ผ่านการซื้อหุ้น) และควบคุมการใช้เงินทุนตามแนวทางประชาธิปไตย จุดเด่นที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไปคือแนวทางการจัดสรรกำไรสุทธิ (Surplus) เมื่อสิ้นปีบัญชี ซึ่งจะถูกจัดสรรเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ
1) เพื่อการพัฒนาสหกรณ์ โดยจัดสรรเป็นทุนสำรองซึ่งไม่สามารถนำมาแบ่งปันกันได้
2) เพื่อตอบแทนสมาชิกตามสัดส่วนของปริมาณธุรกิจที่ทำกับสหกรณ์ (เงินเฉลี่ยคืน)
3) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ ที่มวลสมาชิกเห็นชอบ
เช่น สหกรณ์ร้านค้า เมื่อมีกำไรสุทธิ จะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งจ่ายเป็น "เงินปันผล" ตามจำนวนหุ้นที่สมาชิกถือครอง และอีกส่วนหนึ่งจ่ายเป็น "เงินเฉลี่ยคืน" ตามยอดการซื้อสินค้าของสมาชิกแต่ละคนตลอดทั้งปี นี่คือการนำหลักการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจมาปฏิบัติอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด
หลักการที่ 4: การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ (Autonomy and Independence)
สหกรณ์เป็นองค์กรที่พึ่งพาและปกครองตนเองโดยการควบคุมของมวลสมาชิก หากสหกรณ์ต้องทำข้อตกลงกับองค์กรอื่น รวมถึงหน่วยงานของรัฐ หรือระดมทุนจากแหล่งภายนอก จะต้องกระทำภายใต้เงื่อนไขที่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจการควบคุมตามแนวทางประชาธิปไตยของสมาชิกและความเป็นอิสระของสหกรณ์
ประเด็นนี้มีความท้าทายในบริบทไทย ซึ่งสหกรณ์จำนวนมากโดยเฉพาะภาคการเกษตรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ การสร้างสมดุลระหว่างการรับความช่วยเหลือกับการรักษาความเป็นอิสระจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
เช่น สหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว แม้จะได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และงบประมาณจากรัฐ แต่การตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ การวางแผนการผลิต และการบริหารจัดการภายในยังคงเป็นอำนาจของคณะกรรมการและที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์นั้น ๆ
หลักการที่ 5: การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ (Education, Training, and Information)
หลักการนี้กำหนดให้สหกรณ์ต้องให้การศึกษาและฝึกอบรมแก่สมาชิก คณะกรรมการ ผู้จัดการ และพนักงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของการสหกรณ์
หลักการข้อนี้ถือเป็น "จุดอ่อนของสหกรณ์ในประเทศไทยในทุกระดับ" เนื่องจากผลการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าสาเหตุหลักของจุดอ่อนนี้เกิดจากการขาดแผนแม่บทด้านการศึกษาที่ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยขบวนการสหกรณ์เอง และการพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐในการจัดอบรมมาเป็นเวลานาน สภาวการณ์เช่นนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อจิตวิญญาณแห่งการช่วยตนเอง (หลักการที่ 4) แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังหลักการอื่น ๆ อีกด้วย เมื่อสมาชิกขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตน อาจทำให้การมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) ลดน้อยลง ไม่เข้าใจบทบาททางเศรษฐกิจของตนในฐานะเจ้าของ (หลักการที่ 3) และอาจทำให้การกำกับดูแลการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น การยกระดับหลักการที่ 5 จึงอาจเป็นจุดคานงัดที่สำคัญที่สุดในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสหกรณ์ไทยทั้งระบบ
แม้ภาพรวมจะมีความท้าทาย แต่สหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จหลายแห่งได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการนำหลักการนี้มาใช้ เช่น การกำหนดพันธกิจที่ชัดเจนในการ "ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารแก่สมาชิก" และ "พัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ให้มีทักษะและสมรรถนะสูง"
หลักการที่ 6: การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ (Cooperation among Cooperatives)
สหกรณ์จะสามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการสหกรณ์ได้โดยการร่วมมือกันผ่านโครงสร้างระดับท้องถิ่น
ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับนานาชาติ การร่วมมือนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในแนวตั้ง (Vertical) คือสหกรณ์ประเภทเดียวกันรวมตัวกันจัดตั้งเป็นชุมนุมสหกรณ์ และในแนวนอน (Horizontal) คือสหกรณ์ต่างประเภททำธุรกิจเกื้อกูลกัน
เช่น การที่เครือข่ายสหกรณ์ประมงและสหกรณ์ปศุสัตว์ร่วมกันจัดตั้งแบรนด์กลาง "Fish Coop" และ "E-coop Beef" เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและบุกเบิกตลาดส่งออก เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการนำหลักการนี้มาใช้ในเชิงรุก อีกตัวอย่างคือ ชุมนุมร้านสหกรณ์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจัดซื้อสินค้าจำนวนมากในราคาที่ถูกลง เพื่อกระจายให้แก่ร้านสหกรณ์สมาชิกทั่วประเทศ
หลักการที่ 7: การเอื้ออาทรต่อชุมชน (Concern for Community)
หลักการนี้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบของสหกรณ์ออกไปนอกเหนือจากสมาชิก ไปสู่ชุมชนและสังคมในวงกว้าง โดยกำหนดว่าสหกรณ์พึงดำเนินกิจการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชน ตามนโยบายที่มวลสมาชิกให้ความเห็นชอบ เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางที่เข้าร่วม "โครงการถนนยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร" ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาให้สมาชิกผู้ปลูกยาง แต่ยังช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งชุมชน นอกจากนี้ สหกรณ์หลายแห่งยังจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรหลานในชุมชน หรือสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ตารางที่ 2:
หลักการสหกรณ์ 7 ประการกับการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย
|
หลักการ
(Principle)
|
พันธกิจหลัก
(Core Mandate)
|
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในสหกรณ์ไทย
(Thai Application Example)
|
|
หลักการที่ 1 การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง
|
เปิดรับสมาชิกโดยไม่กีดกันบนพื้นฐานของความต้องการร่วมกัน
|
สหกรณ์การเกษตรเปิดรับเกษตรกรในพื้นที่
สหกรณ์ออมทรัพย์เปิดรับบุคลากรในองค์กร
|
|
หลักการที่ 2 การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย
|
ยึดหลัก "หนึ่งคน
หนึ่งเสียง" สมาชิกมีอำนาจสูงสุดในการควบคุมและตัดสินใจ
|
การประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการและอนุมัติงบการเงิน
|
|
หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก
|
สมาชิกลงทุน (ซื้อหุ้น) และใช้บริการ
ผลกำไรถูกจัดสรรคืนสู่สมาชิกและองค์กร
|
การจ่าย "เงินปันผล" ตามหุ้น
และ "เงินเฉลี่ยคืน" ตามยอดธุรกิจของสหกรณ์
|
|
หลักการที่ 4 การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ
|
องค์กรต้องพึ่งพาและปกครองตนเอง
รักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจ
|
สหกรณ์ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการรัฐ
โดยยังคงอำนาจบริหารจัดการภายในไว้เอง
|
|
หลักการที่ 5 การศึกษา
ฝึกอบรม และสารสนเทศ
|
ให้ความรู้แก่สมาชิกและบุคลากรเพื่อการพัฒนาสหกรณ์อย่างมีประสิทธิผล
|
สหกรณ์จัดอบรมสมาชิกใหม่ สัมมนาคณะกรรมการ
และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร
|
|
หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์
|
สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการสหกรณ์
|
การจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์โคนมเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปและแบรนด์ร่วมกัน
|
|
หลักการที่ 7 การเอื้ออาทรต่อชุมชน
|
ดำเนินกิจการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนและสังคมโดยรวม
|
สหกรณ์จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียน โรงพยาบาล หรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์
|
วิธีการสหกรณ์: การบูรณาการหลักการสู่โลกธุรกิจ
วิธีการสหกรณ์คือขั้นตอนสุดท้ายที่เชื่อมโยงปรัชญาและหลักการทั้งหมดเข้ากับการดำเนินงานจริงในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เพื่อเป็น “ธุรกิจที่แตกต่าง”
"วิธีการสหกรณ์" (Cooperative Practices) มีคำนิยามว่าคือ "การนำหลักการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกและชุมชน โดยไม่ละเลยหลักการธุรกิจที่ดี"
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการสร้างสมดุลระหว่าง "เป้าหมายทางสังคม" ในการให้บริการสมาชิก และ "ความอยู่รอดทางธุรกิจ" ที่ต้องมีกำไรเพื่อความยั่งยืน สหกรณ์จึงไม่ใช่การกุศล แต่เป็นธุรกิจรูปแบบพิเศษที่เจ้าของ (Owner) และลูกค้า (Customer) เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน หรือที่เรียกว่า "Co-owners customers"
ตัวอย่างการประยุกต์วิธีการใช้ในสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเผยให้เห็นว่า "วิธีการสหกรณ์" ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่จะถูกปรับใช้แตกต่างกันไปตามบริบทของสมาชิกและประเภทธุรกิจ เมื่อพิจารณาข้อมูลสหกรณ์ที่มีผลกำไรและสินทรัพย์สูงสุดของประเทศ จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นในกลุ่มผู้มีรายได้ประจำและมั่นคง เช่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย และข้าราชการ
จากการวิเคราะห์จุดแข็งของสหกรณ์ออมทรัพย์ระบุชัดเจนว่าปัจจัยสำคัญคือ "ระบบหักเงินได้รายเดือนของสมาชิก ณ ที่จ่าย" และ "การที่สมาชิกเป็นกลุ่มอาชีพเดียวกัน" สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่า ความมั่นคงทางอาชีพของสมาชิกนำไปสู่กระแสเงินทุน (ค่าหุ้นและเงินชำระหนี้) ที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสินเชื่อและสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้แก่สหกรณ์ได้ง่ายกว่า สภาวะเช่นนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสหกรณ์การเกษตรที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรและภัยธรรมชาติ ดังนั้น ความสำเร็จของวิธีการสหกรณ์จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกเป็นอย่างมาก
สหกรณ์ออมทรัพย์ (Savings & Credit Cooperatives)
มุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการเงินผ่านการส่งเสริมการออม (มักใช้วิธีหักเงินเดือน ณ ที่จ่าย) และให้บริการสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก หัวใจของการบริหารคือการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและด้านเครดิตอย่างมีประสิทธิภาพ
สหกรณ์การเกษตร (Agricultural Cooperatives)
มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรรายย่อยผ่านการ "รวมกันซื้อ" ปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ราคาถูก และ "รวมกันขาย" ผลผลิตเพื่อให้มีอำนาจต่อรองและได้ราคาสูงขึ้น รวมถึงการจัดหาสินเชื่อเพื่อการผลิตและส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ความท้าทายหลักคือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการตลาดที่ซับซ้อน
สหกรณ์ร้านค้า (Consumer Cooperatives)
จัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและมีคุณภาพมาจำหน่ายแก่สมาชิกในราคายุติธรรม กลไกสำคัญคือการนำกำไรสุทธิมาปันส่วนคืนให้สมาชิกในรูปของเงินปันผลตามหุ้นและเงินเฉลี่ยคืนตามยอดซื้อ ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
ตารางที่ 3:
การวิเคราะห์วิธีการสหกรณ์ในสหกรณ์ไทยที่ประสบความสำเร็จ
|
ประเภทสหกรณ์
|
วิธีการทางธุรกิจหลัก (Key Business
Method)
|
หลักการสหกรณ์ที่โดดเด่น (Prominent
Principles)
|
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Success
Factor)
|
|
ออมทรัพย์
|
การบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ การส่งเสริมการออมผ่านการหักเงินเดือน
การจัดสวัสดิการ
|
หลักการ 3 4 และ 5
|
ฐานสมาชิกมีรายได้มั่นคง การบริหารจัดการมืออาชีพ
|
|
การเกษตร
|
การจัดการห่วงโซ่คุณภาพเพื่อการส่งออก การสร้างแบรนด์
การเชื่อมโยงตลาดโดยตรง
|
หลักการ 3 6 และ 7
|
การเข้าถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด
|
|
ร้านค้า
|
การจัดหาสินค้าที่ตรงความต้องการ การคืนกำไรตามยอดซื้อ
การให้บริการสวัสดิการ
|
หลักการ 1 3 และ 7
|
การมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน (บุคลากร) การสร้างความภักดีต่อองค์กร
|
บริบทเฉพาะของสหกรณ์ไทย: การผสานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ลักษณะเด่นประการหนึ่งของขบวนการสหกรณ์ไทยคือการน้อมนำ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหลักการสหกรณ์สากลในบริบทวัฒนธรรมไทย
ความสอดคล้องระหว่างหลักการสหกรณ์และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยหลัก 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และ 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งแนวคิดเหล่านี้มีความสอดคล้องและสามารถนำมา "จับคู่" กับคุณค่าและหลักการสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน
การช่วยตนเองและความรับผิดชอบต่อตนเอง (คุณค่า) สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ความพอประมาณ และ การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับตนเองและครอบครัว
การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก (หลักการที่ 3) ผ่านการถือหุ้นและการออม คือการสร้าง ภูมิคุ้มกันที่ดีด้านการเงินจากภายใน ไม่ใช่การพึ่งพาแหล่งทุนภายนอกเพียงอย่างเดียว
การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) และ การศึกษา ฝึกอบรม (หลักการที่ 5) ส่งเสริมให้สมาชิกตัดสินใจอย่าง มีเหตุผล บนพื้นฐานของ เงื่อนไขความรู้
ค่านิยมทางจริยธรรม เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อสังคม สอดคล้องโดยตรงกับ เงื่อนไขคุณธรรม
การบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเรื่องการสหกรณ์ไทยนั้น มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าการปฏิบัติตามหลักการ แต่เป็นการสร้างกรอบวัฒนธรรมที่ช่วยเสริมพลังให้หลักการสากลของสหกรณ์
"การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี" ผ่านการออมและการซื้อหุ้น เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและมีพลังในการหนุนเสริม "การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก"
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ได้เพียงแค่สอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น "สะพานทางวัฒนธรรม" ที่ช่วยขยายผลและฝังรากหลักการเหล่านั้นให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
องค์ประกอบทั้ง 5 ประการของสหกรณ์มีความสัมพันธ์กันในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยมี คุณค่าและค่านิยม เป็นรากฐานทางปรัชญาที่นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ อุดมการณ์ โดยมี หลักการ ทั้ง 7 ประการเป็นเสมือนเข็มทิศนำทาง และมี วิธีการ เป็นการนำหลักการไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในโลกธุรกิจ การทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงระบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการขับเคลื่อนสหกรณ์ให้บรรลุเป้าหมายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
ปัจจัยแห่งความสำเร็จและความท้าทายของขบวนการสหกรณ์ไทย
1) ฐานสมาชิกที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีสมาชิกประกอบอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคง
2) ธรรมาภิบาล: การบริหารงานที่โปร่งใส ซื่อสัตย์ และตรวจสอบได้ เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น
3) การเชื่อมโยงตลาด ความสามารถในการหาตลาดใหม่ ๆ และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยเฉพาะในภาคการเกษตร
4) การสนับสนุนจากภาครัฐ โครงการต่าง ๆ ของรัฐเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเสริมศักยภาพและลดความเสี่ยงให้สหกรณ์
1) จุดอ่อนด้านการศึกษา (หลักการที่ 5) การขาดการให้ความรู้และฝึกอบรมแก่สมาชิกและบุคลากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ถือเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด
2) ความเสี่ยงในภาคการเกษตร สหกรณ์การเกษตรยังคงเผชิญกับความผันผวนของราคาผลผลิตและภัยธรรมชาติ ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน
3) การมีส่วนร่วมของสมาชิก สมาชิกจำนวนไม่น้อยยังขาดความตระหนักในบทบาท "เจ้าของร่วม" ทำให้การควบคุมตามหลักประชาธิปไตยไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ
4) การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการบริการ เพื่อให้สามารถแข่งขันในโลกธุรกิจสมัยใหม่ได้
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
1) ยกระดับหลักการที่ 5 (การศึกษา) อาจมีการจัดตั้ง "กองทุนพัฒนาการศึกษาและบุคลากรสหกรณ์" ที่บริหารจัดการโดยเครือข่ายสหกรณ์เอง (เช่น ชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติ) เพื่อออกแบบหลักสูตรและจัดอบรมที่ตรงตามความต้องการของสหกรณ์แต่ละประเภทอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารัฐและสร้างความเข้มแข็งจากภายใน
2) เสริมสร้างหลักการที่ 6 (การร่วมมือ) ควรส่งเสริมการจัดตั้ง "เครือข่ายธุรกิจระหว่างสหกรณ์" (Inter-cooperative Business Networks) อย่างเป็นทางการและยั่งยืน เพื่อสร้างแบรนด์ร่วม ทำการตลาดเชิงรุก และลงทุนในโลจิสติกส์และเทคโนโลยีร่วมกัน
3) หน่วยงานภาครัฐ ปรับบทบาทเชิงนโยบาย ควรปรับบทบาทจากการเป็น "ผู้จัดการฝึกอบรม" (Trainer) มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวกและผู้สนับสนุน" (Facilitator & Supporter) โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนแผนการศึกษาที่ริเริ่มโดยขบวนการสหกรณ์เอง
4) ส่งเสริมนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้สหกรณ์โดยเฉพาะภาคการเกษตรสามารถแปรรูปสินค้า บริหารจัดการความเสี่ยง และแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5) สมาชิกสหกรณ์ ตระหนักในบทบาทเจ้าของ โดยต้องตระหนักว่าตนเองคือ "เจ้าของร่วม" ไม่ใช่เป็นเพียง "ลูกค้า" โดยต้องกระตือรือร้นในการเข้าร่วมประชุม ศึกษาข้อมูล ใช้สิทธิเลือกตั้ง และตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้หลักการประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) และการควบคุมโดยสมาชิกเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จของสหกรณ์ทุกแห่ง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น