วันจันทร์ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569

การฝากหรือการลงทุนของสหกรณ์

 1. ที่มาและความสำคัญ

วิวัฒนาการของระบบสหกรณ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้ก้าวข้ามจากการเป็นเพียงสถาบันการเงินระดับชุมชนหรือระดับองค์กรที่มุ่งเน้นการส่งเสริมการออมและการให้สินเชื่อเพื่อสวัสดิการของสมาชิก ไปสู่การเป็นสถาบันการเงินที่มีขนาดสินทรัพย์รวมมหาศาลและมีความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจมหภาคอย่างลึกซึ้ง โครงสร้างทางการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ในยุคปัจจุบันได้เผชิญกับสภาวะความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ ทำให้สหกรณ์หลายแห่งมีปริมาณเงินรับฝากและทุนเรือนหุ้นที่เติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนเกิดสภาวะสภาพคล่องส่วนเกิน กล่าวคือ มีเงินทุนหมุนเวียนเหลือเป็นจำนวนมากหลังจากที่ได้จัดสรรเป็นสินเชื่อเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกภายในองค์กรแล้ว สภาพคล่องที่ล้นระบบนี้นำมาซึ่งความท้าทายในการบริหารจัดการทางการเงินอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากสหกรณ์ยังคงมีภาระต้นทุนทางการเงิน (Cost of Funds) ที่ต้องจ่ายผลตอบแทนให้แก่สมาชิกในรูปของดอกเบี้ยเงินฝากและเงินปันผลตามความคาดหวังของสมาชิก ด้วยเหตุนี้ การแสวงหาช่องทางในการนำเงินไปจัดหาผลประโยชน์ผ่านการฝากหรือการลงทุนจึงกลายเป็นพันธกิจสำคัญทางธุรกิจที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม ภายใต้หลักการและอุดมการณ์สหกรณ์ สหกรณ์มิใช่องค์กรธุรกิจทุนนิยมที่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุด แต่เป็นสถาบันที่จัดตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การนำเงินของสหกรณ์ซึ่งถือเป็นเงินออมก้อนสุดท้ายหรือสวัสดิการของสมาชิกทั้งระบบไปลงทุนในตลาดทุนหรือตลาดการเงินที่มีความผันผวนและมีความเสี่ยงสูง ย่อมอาจก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรงต่อเสถียรภาพของสหกรณ์และลุกลามเป็นความเสี่ยงเชิงระบบต่อเศรษฐกิจฐานรากได้ หากปราศจากการกำกับดูแลที่รัดกุม ด้วยเหตุนี้ รัฐในฐานะผู้กำกับดูแลจึงต้องเข้ามาแทรกแซงและวางกรอบกติกาผ่าน พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และกฎหมายลำดับรองต่างๆ เพื่อตีกรอบขอบเขต สัดส่วน และประเภทของสถาบันที่สหกรณ์สามารถนำเงินไปลงทุนได้อย่างชัดเจน โดยมุ่งเน้นหลักการความมั่นคง (Security) ความปลอดภัย และการรักษาสภาพคล่อง (Liquidity) เป็นประการสำคัญ มากกว่าการมุ่งเน้นผลตอบแทน (Yield) เพียงประการเดียว

การทำความเข้าใจในโครงสร้างกฎหมายสหกรณ์เกี่ยวกับการลงทุน จึงเป็นความจำเป็นอย่างยิ่งยวดสำหรับคณะกรรมการดำเนินการ ฝ่ายจัดการ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน เพื่อให้การขับเคลื่อนธุรกิจของสหกรณ์เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักธรรมาภิบาล สามารถปกป้องผลประโยชน์ของสมาชิก และป้องกันความเสี่ยงจากการกระทำผิดกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับ ซึ่งอาจนำไปสู่ความรับผิดทางแพ่งและทางอาญาของคณะกรรมการเป็นการส่วนตัว บทความทางวิชาการฉบับนี้จึงมุ่งเจาะลึกและวิเคราะห์ความเชื่อมโยงของกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และคำวินิจฉัยต่างๆ ที่ประกอบร่างขึ้นเป็นสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลการลงทุนของสหกรณ์ในปัจจุบัน

 

 

2. เจตนารมณ์ ของมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ถือเป็นบทบัญญัติแม่บทที่ทำหน้าที่ในการควบคุมการไหลเวียนของเงินทุนสหกรณ์ออกสู่ระบบเศรษฐกิจและสถาบันการเงินภายนอก เจตนารมณ์ของบทบัญญัตินี้มีรากฐานมาจากหลักนิติศาสตร์และเศรษฐศาสตร์ที่ว่าด้วยการปกป้องคุ้มครองทุน โดยมุ่งกำจัดความเสี่ยงจากการเก็งกำไร และการนำเงินไปลงทุนในกิจการที่ขาดความมั่นคง

การบัญญัติกฎหมายในมาตรา 62 ใช้วิธีการกำหนดกรอบอำนาจแบบบัญชีรายชื่อที่อนุญาต ซึ่งเป็นหลักการสำคัญในกฎหมายมหาชน กล่าวคือ กฎหมายจะระบุช่องทางการฝากหรือลงทุนที่สหกรณ์มีอำนาจกระทำได้ไว้อย่างชัดแจ้งเพียง 7 อนุมาตราเท่านั้น การใดที่กฎหมายมิได้บัญญัติอนุญาตไว้ สหกรณ์จะกระทำมิได้โดยเด็ดขาด การใช้วิธีแบบบัญชีรายชื่อที่อนุญาตนี้ เป็นการตีกรอบให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ต้องพิจารณาเลือกลงทุนเฉพาะในตราสาร สถาบันการเงิน หรือองค์กรที่มีความเสี่ยงต่ำและมีมาตรฐานการกำกับดูแลจากหน่วยงานภาครัฐที่น่าเชื่อถือเท่านั้น อันเป็นการป้องกันการใช้อำนาจตามอำเภอใจในการนำเงินของสมาชิกไปเสี่ยงในตลาดที่มีความผันผวนสูง

นอกจากนี้ เจตนารมณ์เชิงโครงสร้างของมาตรา 62 ยังมุ่งเน้นไปที่การส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบเครือข่ายสหกรณ์ กฎหมายอนุญาตให้สหกรณ์ที่มีสภาพคล่องส่วนเกินสามารถนำเงินไปฝากหรือซื้อหุ้นของชุมนุมสหกรณ์หรือสหกรณ์อื่นที่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้ ซึ่งกลไกนี้เป็นการแปลงเจตนารมณ์ตามหลักการสหกรณ์สากลข้อที่ 6 ว่าด้วยการร่วมมือกันระหว่างสหกรณ์ให้เป็นรูปธรรมทางกฎหมาย ทำให้เม็ดเงินหล่อเลี้ยงอยู่ในระบบเศรษฐกิจของขบวนการสหกรณ์ ลดการพึ่งพิงแหล่งทุนจากสถาบันการเงินพาณิชย์ภายนอก

อย่างไรก็ตาม ผู้ร่างกฎหมายได้ตระหนักถึงพลวัตของตลาดการเงินที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว หากกำหนดประเภทการลงทุนไว้ตายตัวในพระราชบัญญัติเพียงอย่างเดียวอาจทำให้สหกรณ์สูญเสียโอกาสในการบริหารสภาพคล่อง จึงได้บัญญัติเจตนารมณ์แห่งความยืดหยุ่นภายใต้การกำกับไว้ในอนุมาตรา (7) โดยเปิดช่องให้คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติที่มีความเชี่ยวชาญ มีอำนาจในการออกประกาศกำหนดการลงทุนประเภทอื่นๆ เพิ่มเติมได้ ทำให้สหกรณ์สามารถแสวงหาผลตอบแทนได้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของนวัตกรรมทางการเงิน โดยที่ยังคงอยู่ภายใต้การกลั่นกรองความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ

3. การลงทุนตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (คำอธิบายรายข้อ)

การจัดสรรเงินทุนเพื่อแสวงหาผลประโยชน์ตามมาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ถูกบัญญัติจำแนกออกเป็น 7 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภทมีนัยสำคัญทางกฎหมาย กลไกความเสี่ยง และวิธีปฏิบัติที่แตกต่างกัน ดังนี้

(1) ฝากในชุมนุมสหกรณ์หรือสหกรณ์อื่น กฎหมายเปิดช่องให้สหกรณ์สามารถนำสภาพคล่องส่วนเกินไปฝากไว้ในเครือข่ายสหกรณ์ด้วยกัน เพื่อเป็นการกระจายเงินทุนจากสหกรณ์ที่มีเงินล้นระบบไปยังสหกรณ์ที่มีความต้องการสินเชื่อสูง การฝากเงินในลักษณะนี้ในทางนิติศาสตร์เศรษฐศาสตร์ถือเป็นนิติกรรมการให้สินเชื่อรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสหกรณ์ผู้ฝากต้องแบกรับความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ของสหกรณ์ผู้รับฝากอย่างเต็มที่ หากสหกรณ์ผู้รับฝากประสบปัญหาด้านสภาพคล่องหรือมีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมเกินกึ่งหนึ่งของทุนเรือนหุ้น สหกรณ์ผู้ฝากมีหน้าที่ทางบัญชีที่จะต้องดำเนินการประมาณการและตั้งค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ เพื่อสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสินทรัพย์ตามความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น

กรณีตัวอย่าง สหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่ง จำกัด มีสภาพคล่องส่วนเกิน จึงทำสัญญานำเงินไปฝากไว้ที่ชุมนุมสหกรณ์........ จำกัด หรือฝากไว้กับสหกรณ์อื่นที่มีความต้องการเงินทุนหมุนเวียน

(2) ฝากในธนาคาร หรือสถาบันการเงินที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สหกรณ์การฝากเงินในระบบธนาคารเป็นช่องทางพื้นฐานที่สุดในการรักษาสภาพคล่อง เนื่องจากสถาบันเหล่านี้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย หรือกระทรวงการคลัง กฎหมายอนุญาตให้ฝากเงินในธนาคารพาณิชย์ทั่วไปและธนาคารเฉพาะกิจของรัฐได้ ซึ่งถือเป็นสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงที่สุดและมีความเสี่ยงจากการผิดนัดชำระหนี้ในระดับที่ต่ำมาก จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารเงินสดประจำวันของสหกรณ์

กรณีตัวอย่าง สหกรณ์ออมทรัพย์เปิดบัญชีกระแสรายวัน บัญชีออมทรัพย์ หรือซื้อสลากออมทรัพย์กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) หรือธนาคารพาณิชย์เอกชนต่างๆ

(3) ซื้อหลักทรัพย์ของรัฐบาลหรือรัฐวิสาหกิจ การลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุด กฎหมายอนุญาตให้ซื้อหลักทรัพย์ที่ออกโดยรัฐบาล หรือรัฐวิสาหกิจ อย่างไรก็ตาม การใช้อนุมาตรานี้มีข้อควรระวังอย่างยิ่งในประเด็นสถานะทางกฎหมายของนิติบุคคลผู้ตราหลักทรัพย์ หากรัฐวิสาหกิจนั้นมีการแปรรูป โอนหุ้น หรือเปลี่ยนโครงสร้างการถือครองจนพ้นสภาพจากการเป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมาย สหกรณ์จะไม่สามารถอ้างอิงอนุมาตรานี้ในการซื้อหลักทรัพย์ได้อีกต่อไป และอาจต้องพิจารณาใช้อนุมาตราอื่นแทน นอกจากนี้ หากสหกรณ์มียอดรวมการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้และกลุ่มอื่นตามกฎหมายเกินขีดจำกัดที่กำหนด สหกรณ์จะถูกบังคับให้ต้องจัดตั้งคณะอนุกรรมการการลงทุนเพื่อกำกับดูแลความเสี่ยงโดยเฉพาะ

กรณีตัวอย่าง การที่สหกรณ์เข้าประมูลซื้อพันธบัตรรัฐบาลไทย พันธบัตรที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย หรือการซื้อหุ้นกู้ที่ออกโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ซึ่งมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ

(4) ซื้อหุ้นของธนาคารที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สหกรณ์ กฎหมายอนุญาตให้สหกรณ์สามารถจัดสรรเงินทุนเข้าไปถือหุ้นในสถาบันการเงินได้ แต่มีข้อจำกัดอย่างเคร่งครัดว่าสถาบันการเงินนั้นจะต้องมีวัตถุประสงค์ตามกฎหมายหรือตราสารจัดตั้งที่ระบุไว้อย่างชัดแจ้งว่า เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สหกรณ์ ทั้งนี้เพื่อป้องกันมิให้คณะกรรมการนำเงินของสมาชิกไปเก็งกำไรในหุ้นของธนาคารพาณิชย์ทั่วไปในตลาดหลักทรัพย์

กรณีตัวอย่าง สหกรณ์สามารถใช้เงินทุนเข้าซื้อหุ้นของ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้อย่างถูกต้องตามอนุมาตรานี้ เนื่องจากพระราชบัญญัติ ธ.ก.ส. พ.ศ. 2509 มาตรา 9 (1) ได้ระบุวัตถุประสงค์ในการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สหกรณ์ไว้อย่างชัดเจน แต่ในทางตรงกันข้าม สหกรณ์จะไม่สามารถอาศัยอนุมาตรานี้ในการไปซื้อหุ้นของธนาคารพาณิชย์เอกชน หรือธนาคารเฉพาะกิจอื่นที่ไม่มีวัตถุประสงค์ดังกล่าวระบุไว้ในกฎหมายจัดตั้งได้

(5) ซื้อหุ้นของชุมนุมสหกรณ์หรือสหกรณ์อื่น การลงทุนประเภทนี้เป็นการจัดสรรเงินทุนเพื่อสร้างความเข้มแข็งและบูรณาการห่วงโซ่คุณค่าในขบวนการสหกรณ์ การถือหุ้นในชุมนุมสหกรณ์เป็นการแสดงเจตจำนงในการเป็นสมาชิกระดับองค์กร ซึ่งจะช่วยเพิ่มอำนาจการต่อรองทางธุรกิจและสร้างโครงข่ายสวัสดิการที่มั่นคง อย่างไรก็ตาม การลงทุนถือหุ้นในสหกรณ์อื่นนั้นมักจะอ้างอิงถึงชุมนุมสหกรณ์เป็นหลัก เนื่องจากการที่สหกรณ์หนึ่งจะไปถือหุ้นในสหกรณ์ขั้นปฐมอีกแห่งหนึ่งอาจมีข้อจำกัดทางกฎหมายเกี่ยวกับคุณสมบัติความเป็นสมาชิกภาพที่เป็นบุคคลธรรมดา

กรณีตัวอย่าง สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนระดับตำบล นำเงินส่วนหนึ่งไปซื้อหุ้นของชุมนุมสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ............. จำกัด เพื่อเชื่อมโยงระบบการเงินและรับเงินปันผลจากการดำเนินงานของชุมนุมฯ

(6) ซื้อหุ้นของสถาบันที่ประกอบธุรกิจอันทำให้เกิดความสะดวกหรือส่งเสริมความเจริญแก่กิจการของสหกรณ์ อนุมาตรานี้มีความสำคัญในแง่ของการเปิดประตูให้สหกรณ์ลงทุนข้ามสายธุรกิจไปยังภาคเอกชน หรือสถาบันการเงินอื่นที่ไม่ได้เข้าเกณฑ์อนุมาตรา (4) เพื่อแสวงหาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่ๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อองค์กร แต่เนื่องจากการลงทุนในหุ้นเอกชนมีความเสี่ยงสูง กฎหมายจึงกำหนดเงื่อนไขบังคับเด็ดขาดว่า ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ก่อนการลงทุนเสมอ การพิจารณาจะขึ้นอยู่กับว่าสถาบันนั้นสามารถสร้าง ความสะดวก เช่น การพัฒนาระบบซอฟต์แวร์ หรือ ความเจริญ เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำแก่สหกรณ์ ได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่

กรณีตัวอย่าง สหกรณ์มีมติขออนุมัตินายทะเบียนสหกรณ์เพื่อเข้าซื้อหุ้นสามัญของบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสารสนเทศ (FinTech) และตกลงที่จะให้บริการระบบแอปพลิเคชันธุรกรรมการเงินแก่สมาชิกสหกรณ์โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรือการซื้อหุ้นธนาคารที่มีการเชื่อมโยงระบบหักบัญชีเงินฝากสมาชิกโดยมีค่าธรรมเนียมพิเศษ

(7) ฝากหรือลงทุนอย่างอื่นตามที่คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติกำหนด บทบัญญัตินี้เป็นกลไกแบบมอบอำนาจที่ให้คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.) เป็นผู้ออกประกาศกำหนดช่องทางการลงทุนใหม่ๆ เพื่อให้สหกรณ์สามารถปรับตัวรับมือกับพลวัตของตลาดการเงินได้ คพช. ได้ใช้อำนาจนี้ออกประกาศหลายฉบับ เพื่อระบุประเภทตราสารทางการเงินที่ซับซ้อนขึ้นแต่ยังคงความปลอดภัย เช่น ตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีความน่าเชื่อถือสูง หรือหน่วยลงทุนของกองทุนรวม

กรณีตัวอย่าง การที่สหกรณ์นำเงินไปซื้อหุ้นกู้ของบริษัทโทรคมนาคมขนาดใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งหุ้นกู้ดังกล่าวได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับ A- (Investment Grade) หรือการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนรวมที่รัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นตามประกาศของ คพช.

4. ความเชื่อมโยงของมาตรา 62 กับกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศ และคำวินิจฉัยที่เกี่ยวข้อง

การตีความและการดำเนินการตามมาตรา 62 ไม่สามารถพิจารณาแยกส่วนได้อย่างเด็ดขาดเพียงมาตราเดียว เนื่องจากกฎหมายสหกรณ์มีการออกแบบการกำกับดูแลแบบบูรณาการ ซึ่งเชื่อมโยงมาตรา 62 เข้ากับกฎหมายลำดับรองและแนวบรรทัดฐานต่างๆ ดังต่อไปนี้

4.1 มาตรา 62 กับประกาศคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ เรื่อง ข้อกำหนดการฝากหรือลงทุนอย่างอื่นของสหกรณ์ พ.ศ. 2563

ประกาศฉบับนี้มีสถานะเป็นกฎหมายลำดับรองที่ตราขึ้นโดยอาศัยฐานอำนาจโดยตรงจากมาตรา 62 (7) เพื่อขยายเพดานและระบุประเภทการลงทุนของสหกรณ์ให้มีความยืดหยุ่นและชัดเจนยิ่งขึ้น โดยมีความเชื่อมโยงที่สำคัญคือ การขยายขอบเขตการลงทุนไปยังตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน กฎหมายอนุญาตให้ลงทุนในบัตรเงินฝากธนาคาร ตั๋วแลกเงิน ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารอาวัล ตราสารหนี้ธนาคารที่มิใช่รัฐวิสาหกิจ รวมถึงหุ้นกู้บริษัทเอกชน และตราสารจากการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ โดยประกาศฯ ได้สร้างกลไกควบคุมความเสี่ยงด้านเครดิตที่เข้มงวด กล่าวคือ ตราสารหนี้และหุ้นกู้เอกชนเหล่านั้นจะต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือตั้งแต่ระดับ A- ขึ้นไป จากสถาบันที่ ก.ล.ต. ให้ความเห็นชอบ

นอกจากนี้ ประกาศฯ ยังเชื่อมโยงมาตรา 62 เข้ากับตลาดทุนผ่านการลงทุนในกองทุนรวม (Mutual Funds) โดยกำหนดเงื่อนไขว่า สหกรณ์จะลงทุนในกองทุนรวมได้เฉพาะกรณีที่หน่วยลงทุนนั้นเป็นกองทุนที่รัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี หรือเป็นหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่มีวัตถุประสงค์ในการลงทุนสอดคล้องกับตราสารที่ระบุไว้ในมาตรา 62 เท่านั้น การจำกัดเพดานความเสี่ยงยังถูกระบุไว้อย่างชัดเจน ในข้อ 4 ของประกาศฯ ว่าการลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมที่รัฐวิสาหกิจจัดตั้งขึ้นโดยความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีและอยู่ในการกำกับดูแลของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เมื่อรวมกันแล้วจะต้องไม่เกินทุนสำรองของสหกรณ์ และต้องได้รับมติอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ก่อนดำเนินการ ทั้งนี้ ประกาศฯ ได้ป้องกันความเสี่ยง โดยห้ามสหกรณ์ลงทุนในหุ้นกู้ที่มีความซับซ้อน เช่น หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Bonds) และหุ้นกู้ไม่กำหนดอายุไถ่ถอน (Perpetual Bonds) อย่างเด็ดขาด

4.2 มาตรา 62 กับมติคณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ (คพช.)

คพช. ถือเป็นองค์กรกำหนดนโยบาย ที่มีอำนาจวินิจฉัยและชี้ขาดทิศทางการลงทุนของสหกรณ์ทั้งระบบ มติของ คพช. เป็นเสมือนบรรทัดฐานที่ขยายความเจตนารมณ์ของมาตรา 62 ความเชื่อมโยงที่สำคัญสะท้อนผ่านมติที่ระมัดระวังและรัดกุม เช่น กรณีที่ คพช. มีมติไม่อนุมัติให้สหกรณ์ลงทุนในหุ้นกู้ด้อยสิทธิ ของธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินทุกแห่ง เนื่องจากถือว่ามีความเสี่ยงในลำดับการได้รับชำระหนี้คืนที่ด้อยกว่าเจ้าหนี้สามัญ ซึ่งขัดต่อหลักการคุ้มครองเงินต้น ในทำนองเดียวกัน มติ คพช. ครั้งที่ 5/2562 ได้ตอกย้ำจุดยืนนี้โดยปฏิเสธการอนุญาตให้สหกรณ์ลงทุนในหุ้นกู้ไม่มีอายุ (Perpetual Bond) โดยให้เหตุผลว่ามีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนจริงจะต่ำกว่าที่ระบุ และขาดสภาพคล่องในตลาดรอง

ในกรณีของอนุพันธ์ทางการเงิน (Derivatives) คพช. ได้ตีความมาตรา 62 อย่างเคร่งครัด โดยมีมติห้ามสหกรณ์ลงทุนในกองทุนเปิดใดๆ ที่มีนโยบายนำเงินไปจัดสรรในสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (เช่น กองทุน SCBSFF) เนื่องจากถือเป็นธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูงถึงร้อยละ 100 ซึ่งเกินขอบเขตเจตนารมณ์การลงทุนเพื่อความมั่นคงของสหกรณ์ แม้แต่กรณีของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอนาคตประเทศไทย (TFFIF) คพช. ก็มีมติไม่เห็นชอบ เนื่องจากตีความตามตัวอักษรแล้วพบว่าไม่ใช่กองทุนที่จัดตั้งโดยรัฐวิสาหกิจโดยตรงตามที่ประกาศกำหนด การตีความกฎหมายอย่างเคร่งครัดผ่านมติเหล่านี้ ล้วนตอกย้ำหลักการความปลอดภัยของเงินทุนสมาชิกเป็นลำดับแรก

4.3 มาตรา 62 กับกฎกระทรวงการดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2564

กฎกระทรวงฉบับนี้ออกตามความในมาตรา 89/2 ซึ่งเป็นบทบัญญัติใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเพื่อยกระดับการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนให้มีมาตรฐานเทียบเคียงได้กับสถาบันการเงิน ความเชื่อมโยงกับมาตรา 62 อยู่ที่การสร้างโครงสร้างธรรมาภิบาลเพื่อการควบคุมการลงทุน กฎกระทรวงกำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องจัดทำนโยบายและแผนเกี่ยวกับการลงทุน การฝากเงิน และการกู้ยืมเงิน เพื่อเสนอต่อที่ประชุมใหญ่พิจารณาอนุมัติ อันเป็นการดึงอำนาจการตัดสินใจขั้นสูงสุดกลับไปสู่มวลสมาชิก นอกจากนี้ ยังมีข้อบังคับให้สหกรณ์ต้องจัดให้มีนโยบายการบริหารความเสี่ยง (Risk Management) ที่ครอบคลุมไปถึงการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (ALM) เพื่อรองรับความผันผวนด้านสภาพคล่องจากการนำเงินออกไปแสวงหาผลประโยชน์ตามมาตรา 62 ด้วยการวางโครงสร้างการกำกับดูแลนี้ การลงทุนตามมาตรา 62 จึงไม่ได้เป็นเพียงการซื้อขายหลักทรัพย์ แต่เป็นกระบวนการบริหารความเสี่ยงระดับองค์กร

4.4 มาตรา 62 กับกฎกระทรวงการฝากเงินและการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2567

หากประกาศ คพช. พ.ศ. 2563 คือเครื่องมือที่กำหนดประเภทของการลงทุน กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2567 นี้ก็คือเครื่องมือที่กำหนดขนาดและปริมาณของการลงทุนเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการกระจุกตัว (Concentration Risk) กฎกระทรวงได้เชื่อมโยงการใช้อำนาจตามมาตรา 62 ผ่านข้อจำกัด 2 ระดับหลัก ได้แก่ ประการแรก การกำหนดขีดจำกัดรายนิติบุคคล โดยสหกรณ์จะนำเงินไปฝากหรือลงทุนตามมาตรา 62 ในนิติบุคคลใดๆ ได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ เพื่อไม่ให้ความมั่นคงของสหกรณ์ผูกติดกับกิจการใดกิจการหนึ่งมากเกินไป (เว้นแต่การลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาลหรือฝากชุมนุมต้นสังกัด)

ประการที่สอง กฎกระทรวงได้กำหนดขีดจำกัดรวม สำหรับการลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงระดับรองลงมา ได้แก่ การซื้อหลักทรัพย์รัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกัน การซื้อหุ้นธนาคารที่ช่วยเหลือสหกรณ์ การซื้อหุ้นสถาบันที่ส่งเสริมความเจริญ และการลงทุนอื่นๆ ตามที่ คพช. กำหนด เมื่อนำสินทรัพย์เหล่านี้มารวมกันทั้งหมด จะต้องไม่เกินเพดาน 100% ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ ตลอดจนต้องได้รับความเห็นชอบแผนและวงเงินการลงทุนจากที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์นั้น ทั้งนี้ กฎกระทรวงยังได้วางบทเฉพาะกาลให้เวลาปรับตัว สำหรับสหกรณ์ที่ลงทุนเกินสัดส่วนอยู่ก่อนแล้ว โดยอนุญาตให้ทยอยลดสัดส่วนรายนิติบุคคลลงภายใน 5 ปี และลดสัดส่วนรวมลงให้ได้ภายใน 10 ปี โดยต้องจัดทำแผนเสนอที่ประชุมใหญ่ทุกปี

4.5 มาตรา 62 กับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการรับจดทะเบียนข้อบังคับเกี่ยวกับคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงและคณะอนุกรรมการการลงทุน พ.ศ. 2564

ระเบียบฉบับนี้ทำหน้าที่สร้างกลไกการกรองความเสี่ยงในเชิงโครงสร้างองค์กร เพื่อป้องกันความล้มเหลวจากการตัดสินใจของคณะกรรมการเพียงลำพัง โดยอาศัยระดับการใช้เม็ดเงินลงทุนตามมาตรา 62 เป็นตัวกำหนด กฎหมายกำหนดว่า หากสหกรณ์มีการนำเงินไปลงทุนตามมาตรา 62 (3) ถึง (7) แล้วมีสัดส่วนของเงินลงทุนรวมกันมากกว่าร้อยละ 20 ของฐานทุน (ทุนเรือนหุ้นรวมทุนสำรอง) หรือมีปริมาณเงินลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาทขึ้นไป สหกรณ์แห่งนั้นจะมีภาระผูกพันทางกฎหมายที่จะต้องแก้ไขข้อบังคับและจัดตั้งคณะอนุกรรมการการลงทุนทันที

เพื่อสร้างระบบการคานอำนาจที่มีประสิทธิภาพ ระเบียบได้บังคับให้ต้องจัดตั้งคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงขึ้นมาประกบด้วย โดยกำหนดหลักการแบ่งแยกหน้าที่อิสระอย่างเด็ดขาด ว่าอนุกรรมการของทั้งสองคณะจะต้องไม่เป็นบุคคลคนเดียวกัน คณะอนุกรรมการการลงทุนจะมีหน้าที่วิเคราะห์ วางแผน และอนุมัติผลประโยชน์จากการลงทุน ขณะที่คณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยงจะเป็นผู้ทำหน้าที่ประเมิน ทบทวน และตรวจสอบความเพียงพอของนโยบาย เพื่อไม่ให้สหกรณ์ก้าวล่วงเข้าไปในดินแดนของความเสี่ยงที่รับไม่ได้

4.6 มาตรา 62 กับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบในการซื้อหุ้นของสถาบันที่ประกอบธุรกิจอันทำให้เกิดความสะดวกหรือส่งเสริมความเจริญแก่กิจการของสหกรณ์ พ.ศ. 2567

ระเบียบฉบับนี้เป็นคู่มือปฏิบัติที่ขยายความเงื่อนไขของมาตรา 62 (6) อย่างละเอียด เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการใช้อำนาจของนายทะเบียนสหกรณ์ การลงทุนภายใต้อนุมาตรานี้มีความเสี่ยงเนื่องจากเป็นการซื้อหุ้นสามัญของเอกชน ระเบียบจึงได้วางมาตรการสกัดกั้นเพื่อความปลอดภัยหลายประการ เริ่มจากข้อจำกัดด้านแหล่งเงินลงทุน สหกรณ์ที่จะยื่นขออนุมัติได้จะต้องมีเงินคงเหลือจากการดำเนินธุรกิจปกติ กฎหมายห้ามอย่างเด็ดขาดมิให้สหกรณ์อาศัยการก่อหนี้หรือกู้ยืมเงินระยะยาวจากสถาบันการเงินภายนอก เพื่อนำมาแสวงหากำไรส่วนต่างจากการซื้อหุ้นตามมาตรานี้

นอกจากนี้ การตีความคำว่า ความสะดวก และ ส่งเสริมความเจริญ ได้ถูกวางกรอบไว้อย่างเป็นรูปธรรม โดยแบ่งเป็นกรณีของ บริษัทเอกชน (เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านสถานที่ การบริจาคทุนประเดิม หรือการพัฒนาระบบซอฟต์แวร์โดยไม่คิดมูลค่าแบบสัญญาจ้างทำของ) และกรณีของ สถาบันการเงิน (เช่น การยกเว้นค่าธรรมเนียมธุรกรรม หรือการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำพิเศษให้สหกรณ์) เพื่อรับประกันความมั่นคงขั้นสูงสุด สถาบันหรือบริษัทเป้าหมายที่จะเข้าซื้อหุ้นจะต้องมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง โดยต้องได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือด้านเครดิตที่ระดับ AA ขึ้นไป และการอนุมัติของนายทะเบียนจะมีผลบังคับให้ดำเนินการได้เฉพาะในรอบปีบัญชีที่ยื่นคำขอเท่านั้น หากข้ามปีงบประมาณแล้วประสงค์จะลงทุนเพิ่ม สหกรณ์จะต้องเริ่มต้นกระบวนการขออนุมัติใหม่ทั้งหมด

4.7 มาตรา 62 กับคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกา

คำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกามีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายเกี่ยวกับการลงทุนของสหกรณ์ การตีความอย่างเคร่งครัดช่วยรักษาเจตนารมณ์ของมาตรา 62 ไว้ได้อย่างเหนียวแน่น ดังปรากฏในกรณีตัวอย่างที่สำคัญ

กรณีธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย กฤษฎีกาเคยวินิจฉัยข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่สหกรณ์ประสงค์จะซื้อหุ้นธนาคารอิสลามฯ โดยอ้างอิงมาตรา 62 (4) กฤษฎีกาตีความว่า การที่สหกรณ์จะอาศัยช่องทางอนุมาตรา (4) ได้นั้น กฎหมายจัดตั้งหรือตราสารของธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นจะต้องระบุวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดแจ้งว่า เพื่อให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่สหกรณ์ (ดังเช่นกรณีของ ธ.ก.ส.) เมื่อกฎหมายจัดตั้งธนาคารอิสลามฯ ไม่มีวัตถุประสงค์นี้ระบุไว้โดยตรง สหกรณ์จึงไม่อาจซื้อหุ้นตามอนุมาตรา (4) ได้ หากประสงค์จะลงทุนจะต้องเปลี่ยนไปใช้ช่องทางตามอนุมาตรา (6) ซึ่งกระบวนการจะยุ่งยากขึ้นและต้องขออนุมัติจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อน

กรณีสถานะของธนาคารกรุงไทย คำวินิจฉัยเรื่องเสร็จที่ 1397/2563 ได้เปลี่ยนอำนาจการลงทุนของสหกรณ์ โดยกฤษฎีกาวินิจฉัยว่า ธนาคารกรุงไทยมิได้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจอีกต่อไป เนื่องจากกองทุนฟื้นฟูฯ ซึ่งถือหุ้นใหญ่นั้น ไม่ได้มีสถานะเป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจ นัยยะทางกฎหมายที่กระทบต่อมาตรา 62 โดยตรงคือ สหกรณ์ไม่สามารถนำเงินไปซื้อตราสารหนี้ของธนาคารกรุงไทยโดยอ้างความคุ้มครองตามมาตรา 62 (3) (หมวดหลักทรัพย์รัฐวิสาหกิจ) ได้อีกต่อไป การลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารกรุงไทยนับแต่นั้น จะถูกจัดหมวดหมู่ให้ไปอยู่ในส่วนของตราสารหนี้ธนาคารพาณิชย์เอกชน ตามประกาศ คพช. ซึ่งมีข้อจำกัดที่เข้มงวดกว่ามาก

4.8 มาตรา 62 กับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563

ระเบียบการบัญชีเป็นเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนผลลัพธ์และความเสี่ยงเชิงเศรษฐกิจที่เกิดจากการนำเงินไปลงทุนตามมาตรา 62 ให้ปรากฏในงบการเงินอย่างโปร่งใส ความเชื่อมโยงที่สำคัญมีดังนี้

การวัดมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ สินทรัพย์ที่ได้จากการลงทุน เช่น หุ้นกู้ พันธบัตร หรือหน่วยลงทุน จะต้องถูกบันทึกรับรู้เป็นสินทรัพย์เมื่อมีราคาทุนที่สามารถวัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ หากเป็นตราสารหนี้ที่คณะกรรมการมีนัยตั้งใจถือจนครบกำหนด ให้แสดงมูลค่าในงบดุลด้วยราคาทุนตัดจำหน่าย แต่หากเป็นหลักทรัพย์ที่เผื่อขาย กฎหมายบัญชีบังคับให้ต้องตีราคาวัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรม ณ วันสิ้นปีทางบัญชี เพื่อให้งบการเงินสะท้อนมูลค่าความเป็นจริงของตลาด

การรับรู้การด้อยค่า หากสหกรณ์นำเงินไปลงทุนในตราสารใดแล้วเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ตราสารนั้นเกิดการด้อยค่า เช่น บริษัทผู้ออกตราสารล้มละลาย ประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง หรือถูกปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือจนกลายเป็น Junk Bond ระเบียบบังคับให้สหกรณ์มีหน้าที่ต้องบันทึกรับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าของเงินลงทุนนั้นในงบกำไรขาดทุนทันที ห้ามมิให้สหกรณ์นำสินทรัพย์และหนี้สินที่ขาดทุนมาหักกลบกันโดยพละการเพื่อซ่อนเร้นผลประกอบการ

ผลกระทบกรณีเงินฝากสหกรณ์อื่น สำหรับการใช้ช่องทางตามมาตรา 62 (1) ในการฝากเงินข้ามสหกรณ์ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 ข้อ 16 กำหนดอย่างชัดเจนว่า

(1) กรณีเงินฝากสหกรณ์อื่นที่มีกำหนดชำระคืนแล้วแต่สหกรณ์ผู้รับฝากไม่สามารถจ่ายคืนเงินฝากได้ให้สหกรณ์ผู้ฝากรายงานเงินฝากสหกรณ์อื่นที่ถอนไม่ได้ต่อที่ประชุมคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ และสหกรณ์ผู้ฝากต้องประมาณการค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญเต็มจำนวนเงินฝากที่ถอนคืนไม่ได้

(2) กรณีสหกรณ์ผู้รับฝากมีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมเกินกึ่งหนึ่งของทุนเรือนหุ้นและงบแสดงฐานะการเงินมีข้อมูลที่แสดงให้เห็นว่า สหกรณ์ผู้รับฝากขาดสภาพคล่องไม่มีเงินทุนหมุนเวียนเพียงพอที่จะจ่ายคืนเงินฝากได้ และไม่ได้ดำเนินการจัดทำแผนปรับปรุงการดำเนินงานแต่อย่างใดให้สหกรณ์ผู้ฝากบันทึกค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญเต็มจำนวนของเงินฝากนั้น แต่หากสหกรณ์ผู้รับฝากอยู่ในระหว่างการจัดทำแผนปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์ตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ให้สหกรณ์ผู้ฝากทยอยบันทึกค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ไว้ในแผนปรับปรุงการดำเนินงานนั้น ถ้าสหกรณ์ผู้รับฝากมีฐานะการเงินดีขึ้นโดยงบแสดงฐานะการเงินของสหกรณ์ผู้รับฝากไม่ปรากฏผลขาดทุนสะสมแล้ว หรือสหกรณ์ผู้ฝากได้รับเงินฝากคืน ให้สหกรณ์ผู้ฝากระงับการบันทึกค่าเผื่อเงินฝากสหกรณ์อื่นสงสัยจะสูญ

ซึ่งการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญนี้จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผลกำไรสุทธิ และทำให้อัตราการจ่ายเงินปันผลหรือเงินเฉลี่ยคืนของสหกรณ์ผู้ฝากลดลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ อันเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้คณะกรรมการต้องระมัดระวังในการเลือกลงทุน

4.9 มาตรา 62 กับข้อควรระมัดระวังอื่น ๆ

เพื่ออุดช่องโหว่และสร้างความกระจ่างในการตีความมาตรา 62 ประเด็นที่สะท้อนความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนคือ การบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) จากการฝากเงิน มีแนวทางที่สำคัญว่า การนำเงินไปฝากไว้กับสหกรณ์อื่นตามมาตรา 62 (1) นั้น ให้ถือว่ามีนัยยะทางความเสี่ยงเสมือนการปล่อยสินเชื่อหรือการให้กู้ยืมเงินทุกประการ ดังนั้น สำหรับสหกรณ์ขนาดใหญ่ เมื่อนำวงเงินฝากไปรวมกับวงเงินกู้ยืมที่ให้แก่สหกรณ์เป้าหมายใดสหกรณ์หนึ่งแล้ว ยอดรวมทั้งหมดจะต้องไม่เกินเพดานที่กฎหมายกำหนดเพื่อป้องกันการกระจุกตัวของความเสี่ยง

นอกจากนี้ ภายหลังการประกาศใช้กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2567 ได้มีหนังสือซักซ้อมชี้แจงแนวทางการปรับตัวสำหรับสหกรณ์ที่มีสัดส่วนเงินลงทุนล้นระบบ โดยเน้นย้ำถึงกลไกการบรรเทาผลกระทบ สหกรณ์จะได้รับโอกาสในการจัดทำแผนลดสัดส่วนแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใน 5 ถึง 10 ปี และในระหว่างช่วงรอยต่อของการบังคับใช้กฎหมาย สหกรณ์สามารถบริหารฐานทุนใหม่โดยพิจารณานำเงินรับฝากจากสมาชิกเข้ามาเป็นองค์ประกอบในการคำนวณปรับปรุงฐานเพื่อให้มีพื้นที่สำหรับการลงทุนที่ยืดหยุ่นขึ้นได้

การห้ามอนุมัติการลงทุนย้อนหลัง การตัดสินใจลงทุนใดๆ ที่ข้ามขั้นตอนหรือละเมิดเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด เช่น การด่วนซื้อหุ้นโดยยังไม่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ หรือการซื้อหน่วยลงทุนที่ผิดประเภทตามประกาศ คพช. แล้วนำมาขออนุมัติเยียวยาในภายหลัง หน่วยงานกำกับดูแลไม่สามารถให้ความเห็นชอบย้อนหลังเพื่อล้างความผิดได้ หากเกิดความเสียหายทางทรัพย์สิน คณะกรรมการดำเนินการที่อนุมัติการลงทุนนั้นจะต้องรับผิดชอบชดใช้ความเสียหายเป็นการส่วนตัว

การตีความขอบเขตทุนสำรอง เงินที่สหกรณ์จะนำมาใช้ลงทุนหรือฝากเงินนั้น มีข้อจำกัดที่พัวพันกับทุนสำรอง คณะกรรมการกฤษฎีกา (เรื่องเสร็จที่ 830/2563) วินิจฉัยว่า ทุนสำรองที่กันไว้ตามมาตรา 60 ร้อยละ 10 ของกำไรสุทธินั้น กฎหมายอนุญาตให้ถอนได้เฉพาะเพื่อชดเชยการขาดทุน หรือเพื่อจัดสรรให้สหกรณ์ที่แยกตัวออกไปเท่านั้น สหกรณ์ไม่สามารถอ้างอิงหรือนำส่วนของทุนสำรองตามบัญชีไปใช้ดำเนินงานเพื่อการลงทุนอื่นที่ขัดแย้งต่อเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการตั้งสำรองได้

5. สถาบันที่สหกรณ์สามารถนำเงินไปฝากหรือลงทุนได้ และสถาบันที่สหกรณ์ไม่สามารถนำเงินไปฝากหรือลงทุนได้

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการตัดสินใจในการจำแนกประเภทของสถาบันและนิติบุคคลที่สหกรณ์สามารถทำธุรกรรมด้วยได้ และกลุ่มที่ถูกสั่งห้ามหรือมีข้อจำกัดอย่างเด็ดขาด จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยสามารถสรุปและนำเสนอผ่านโครงสร้างข้อมูลดังต่อไปนี้

ตารางที่ 1 สถาบันที่สหกรณ์สามารถนำเงินไปฝากหรือลงทุนได้ และสถาบันที่สหกรณ์ไม่สามารถนำเงินไปฝากหรือลงทุนได้

หมวดหมู่การลงทุน

สถาบัน/ตราสาร ที่สหกรณ์สามารถนำเงินไปลงทุนได้ (ภายใต้เงื่อนไข)

สถาบัน/ตราสาร ที่สหกรณ์ ไม่สามารถนำเงินไปลงทุนได้ (หรือมีมติห้าม)

เหตุผลรองรับทางกฎหมายและมติ คพช. ที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารและสถาบันการเงินของรัฐ

- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

- ธนาคารออมสิน

- ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.)

- การซื้อหุ้นธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย (โดยอ้างอิงมาตรา 62(4))

พ.ร.บ. ธนาคารอิสลามฯ ไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยสหกรณ์ระบุไว้ชัดเจนเหมือน ธ.ก.ส. หากจะซื้อต้องขออนุมัติ ม.62(6) ก่อน

ตราสารหนี้บริษัทเอกชน / หุ้นกู้

- หุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ บมจ. ควอลิตี้เฮ้าส์



- หุ้นกู้ บมจ. ช.การช่าง

- หุ้นกู้มีหลักประกัน กลุ่มบริษัทผลิตไฟฟ้า

- หุ้นกู้ด้อยสิทธิ (Subordinated Bond) ของทุกธนาคารพาณิชย์ (เช่น SCB, KTB, TISCO)

- หุ้นสามัญทั่วไป (เช่น บมจ. ฮานาไมโครอิเล็คโทรนิคส)

คพช. ห้ามลงทุนในหุ้นกู้ด้อยสิทธิโดยเด็ดขาด เนื่องจากความเสี่ยงสูงกว่าเกณฑ์ หุ้นสามัญก็ลงทุนไม่ได้หากไม่เข้าเกณฑ์ส่งเสริมกิจการ

ตราสารอนุพันธ์ และตราสารลักษณะพิเศษ

ไม่มีตราสารในกลุ่มนี้ที่อนุญาต

- หุ้นกู้ที่มีอนุพันธ์แฝง (Structured Bonds)



- หุ้นกู้ไม่มีกำหนดอายุไถ่ถอน (Perpetual Bonds)

มีความผันผวนสูง มีความเสี่ยงที่ผลตอบแทนจริงจะต่ำกว่าที่ระบุ ขาดสภาพคล่อง และอาจสูญเงินต้นหากบริษัทเลิกกิจการ

กองทุนรวม (Mutual Funds)

- กองทุนรวมวายุภักษ์ หนึ่ง (ป 2546) (หนังสือ คพช. ที่ กษ 1104/12795 ลงวันที่ 7 พ.ย. 2546)



- หน่วยลงทุนที่รัฐวิสาหกิจตั้งโดยมติ ครม. (กลต. กำกับดูแล)

- กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอนาคตประเทศไทย (TFFIF)



- กองทุนเปิด SCBSFF (SCB)

 

- กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง (ปี พ.ศ. 2567)

TFFIF ไม่เข้าเกณฑ์กองทุนที่รัฐวิสาหกิจเป็นผู้จัดตั้งโดยตรง SCBSFF มีการทำธุรกรรมสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Derivatives) มีความเสี่ยง 100% ต่อเงินต้น

 

 

 

 

สหกรณ์ไม่สามารถลงทุนได้ เนื่องจากกระทรวงการคลังไม่ได้ค้ำประกันเงินลงทุนและผลตอบแทน โดยการจ่ายคืนขึ้นอยู่กับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ตามราคาตลาด ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงที่ไม่อนุญาตตามมาตรา 62 (7) (https://cpd.go.th/content-page/item/8004-newscpd_27dec2567-1.html)

การลงทุนข้ามสถาบันอื่น

- การฝากเงินในสหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ทั่วไปที่มีฐานะการเงินมั่นคง

- ตั๋วสัญญาใช้เงิน บมจ. บางกอกสหประกันภัย

เป็นการลงทุนนอกขอบเขต และกรณีนี้พยายามขออนุมัติย้อนหลังซึ่ง คพช. และกฤษฎีกาไม่อนุญาตโดยเด็ดขาด

 

ตารางที่ 2 สถาบันและสินทรัพย์ที่สหกรณ์สามารถนำเงินไปฝากหรือลงทุนได้

กลุ่มสถาบันทางการเงิน / นิติบุคคล

ประเภทธุรกรรมหรือหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

เงื่อนไขบังคับหรือข้อสังเกตเพิ่มเติม

สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์

ฝากเงิน, ซื้อบัตรเงินฝาก, ซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน, ซื้อหุ้นของชุมนุมสหกรณ์

ต้องเป็นชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์ผู้ลงทุนเป็นสมาชิกอยู่ และต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหากสหกรณ์รับฝากมีปัญหา

ธนาคารพาณิชย์ทั่วไป

เปิดบัญชีเงินฝาก, ซื้อบัตรเงินฝาก, ตั๋วแลกเงิน, ตั๋วสัญญาใช้เงินที่ธนาคารออก หรือรับรอง/สลักหลัง/รับอาวัล

ตราสารเหล่านั้นต้องไม่มีข้อจำกัดความรับผิดของธนาคาร ถือเป็นการฝากเพื่อบริหารสภาพคล่องหมุนเวียน

ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs)

ฝากเงิน, หรือ "ซื้อหุ้น" ของธนาคารที่มีวัตถุประสงค์เกื้อหนุนสหกรณ์โดยตรง

ปัจจุบันกฤษฎีกาตีความว่าเข้าเงื่อนไขเฉพาะ ธ.ก.ส. เท่านั้น ที่สามารถซื้อหุ้นได้โดยตรงตามมาตรา 62 (4)

กระทรวงการคลัง / รัฐบาล

ซื้อตั๋วเงินคลัง, พันธบัตรรัฐบาล, พันธบัตรออมทรัพย์

ถือเป็นสินทรัพย์ปราศจากความเสี่ยง และได้รับสิทธิยกเว้นเพดานกระจุกตัว 10% ตามกฎกระทรวง พ.ศ. 2567

 

กลุ่มสถาบันทางการเงิน / นิติบุคคล

ประเภทธุรกรรมหรือหลักทรัพย์ที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย

เงื่อนไขบังคับหรือข้อสังเกตเพิ่มเติม

รัฐวิสาหกิจ

ซื้อพันธบัตร, หุ้น, หุ้นกู้, หน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานที่รัฐวิสาหกิจจัดตั้ง

กองทุนรวมต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม. และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต. อย่างถูกต้อง

บริษัทเงินทุน / เครดิตฟองซิเอร์

ซื้อบัตรเงินฝาก หรือใบรับฝากเงิน ที่ออกโดยสถาบันดังกล่าว

เงื่อนไขเด็ดขาด ต้องเป็นบัญชี/บัตรเงินฝากที่ สถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA) ให้การประกัน ครอบคลุมทั้งต้นและดอกเบี้ย

นิติบุคคลเฉพาะกิจ (SPV)

ซื้อตราสารแสดงสิทธิในหนี้ที่เกิดจากกระบวนการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization)

ตราสารต้องได้รับการจัดอันดับเครดิตไม่ต่ำกว่า A- จากบริษัทจัดอันดับที่สำนักงาน ก.ล.ต. รับรอง

บริษัทเอกชนทั่วไป (ออกตราสาร)

ซื้อหุ้นกู้เอกชน (Corporate Bond)

ต้องเป็นหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ หรือมีหลักประกัน และที่สำคัญต้องมีเรตติ้ง A- ขึ้นไป

นิติบุคคลอื่นที่ส่งเสริมสหกรณ์

ซื้อหุ้นของสถาบัน นิติบุคคล หรือบริษัทเอกชนที่ประกอบธุรกิจที่นำมาซึ่งความสะดวก/เจริญแก่สหกรณ์

ต้องทำโครงการเสนอและ ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อน การลงทุนเสมอ จึงจะมีผลสมบูรณ์

         

ตารางที่ 3 สถาบันและสินทรัพย์ที่สหกรณ์สามารถนำเงินไปฝากหรือลงทุนได้

กลุ่มสถาบันเป้าหมาย

สถาบันที่สามารถนำเงินไปฝากหรือลงทุนได้

สถาบันที่ไม่สามารถนำเงินไปลงทุนได้

หลักเกณฑ์และหมายเหตุประกอบ

1. ภาคสถาบันการเงิน

- ธนาคารพาณิชย์ที่จดทะเบียนจัดตั้งในประเทศไทย



- สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ (SFIs) เช่น ธนาคารออมสิน ธอส. ธ.ก.ส.



- บริษัทเงินทุน / บริษัทเครดิตฟองซิเอร์ (เฉพาะกรณีที่กองทุนฟื้นฟูฯ ค้ำประกัน)

- สถาบันการเงินและธนาคารต่างประเทศที่ไม่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายไทย



- สถาบันที่ให้บริการแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล (Crypto Exchange) หรือธุรกิจกระจายศูนย์ (DeFi)

การฝากเงินในธนาคารพาณิชย์ทำได้เพื่อการบริหารสภาพคล่อง แต่ห้ามซื้อหุ้นธนาคารพาณิชย์ทั่วไปเพื่อเก็งกำไรในตลาดหลักทรัพย์

2. ภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

- รัฐบาลไทย (ผ่านตราสารหนี้ พันธบัตรรัฐบาล)



- รัฐวิสาหกิจที่มีกฎหมายเฉพาะ (เช่น กฟผ. รฟท.) ผ่านการซื้อพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกัน หรือการลงทุนในหุ้นตามเกณฑ์ คพช.

- องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) หรือหน่วยงานรัฐที่ออกตราสารหนี้โดยปราศจากการค้ำประกันจากกระทรวงการคลัง (เว้นแต่จะได้รับยกเว้นจาก คพช. โดยเฉพาะ)

การลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลได้รับการยกเว้นไม่ต้องคำนวณในเพดานกระจุกตัวร้อยละ 10

3. เครือข่ายระบบสหกรณ์

- ชุมนุมสหกรณ์ระดับประเทศ ระดับภูมิภาค หรือระดับสาขาอาชีพ



- สหกรณ์ออมทรัพย์ หรือสหกรณ์การเกษตร หรือสหกรณ์ประเภทอื่น ที่จดทะเบียนถูกต้องตาม พ.ร.บ. สหกรณ์

- นิติบุคคลหรือองค์กรที่ตั้งชื่อคล้ายสหกรณ์ แต่ไม่ได้มีสถานะนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ (เช่น กลุ่มสัจจะสะสมทรัพย์ชุมชน กองทุนหมู่บ้านทั่วไป)

การฝากเงินในชุมนุมสหกรณ์ที่ตนเองเป็นสมาชิก ได้รับการยกเว้นเพดานร้อยละ 10 เช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล

4. ภาคธุรกิจเอกชนทั่วไป

- นิติบุคคลที่ประกอบธุรกิจส่งเสริมความเจริญแก่สหกรณ์ (ต้องได้รับการอนุมัติจากนายทะเบียน)



- บริษัทมหาชนหรือบริษัทเอกชนที่ออกตราสารหนี้ (หุ้นกู้) ซึ่งได้รับผลการประเมินความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ระดับ Investment Grade ตามประกาศ คพช. ระบุ

- บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ (SET) ที่สหกรณ์จะนำเงินไปซื้อหุ้นทุนสามัญเพื่อการเก็งกำไรส่วนต่างราคา



- ธุรกิจสตาร์ทอัพ กองทุนร่วมลงทุน (Venture Capital) ที่มีความเสี่ยงสูง



- บริษัทที่ออกหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีเรตติ้งต่ำกว่าเกณฑ์ คพช. (Junk Bonds)

การลงทุนกลุ่มนี้เผชิญข้อจำกัดความเสี่ยงรุนแรงที่สุด โดยอยู่ภายใต้การควบคุมทั้งเพดานร้อยละ 10 ของกฎกระทรวง และการจำกัดวงเงินไม่เกินทุนสำรอง ตามประกาศ คพช.

 

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการป้องกันผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรม กฎหมายและแนวคำวินิจฉัยได้ตีกรอบสถาบันและตราสารที่ห้ามสหกรณ์เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง หรือมีข้อจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบด้วย

1) บริษัทเอกชนผู้ออกตราสารหนี้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าเกณฑ์ (Junk Bonds / Speculative Grade) หากหุ้นกู้เอกชน ตั๋วแลกเงิน หรือตราสารแสดงสิทธิในหนี้ใดๆ ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าระดับ A- (เช่น BBB, BB, หรือต่ำกว่า) สหกรณ์ถูกสั่งห้ามลงทุนโดยเด็ดขาด เนื่องจากตราสารเหล่านี้มีส่วนชดเชยความเสี่ยง (Risk Premium) ที่สูงเพื่อแลกกับความน่าจะเป็นในการผิดนัดชำระหนี้ (Probability of Default) ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขัดต่อหลักความปลอดภัยของเงินทุนสมาชิก

ธนาคารพาณิชย์ หรือธนาคารของรัฐที่ไม่มีวัตถุประสงค์ระบุชัดเจน (ในกรณีการซื้อหุ้น) สหกรณ์ไม่สามารถใช้ดุลพินิจเองในการซื้อตราสารทุน (หุ้น) ของธนาคารพาณิชย์ หรือแม้แต่ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย โดยอ้างมาตรา 62 (4) หากกฎหมายจัดตั้งของธนาคารนั้นไม่ได้บัญญัติคำว่า เพื่อความช่วยเหลือสหกรณ์ ไว้ สหกรณ์ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีทำเรื่องขออนุมัติจากนายทะเบียนสหกรณ์ตามช่องทางมาตรา 62 (6) หากไม่ทำเช่นนั้น จะถือเป็นการนำเงินไปซื้อหุ้นที่ผิดกฎหมาย

3) บริษัทเงินทุนและเครดิตฟองซิเอร์ ที่อยู่นอกข่ายการคุ้มครองของ DPA หากตราสารเงินฝากหรือใบรับฝากเงินของสถาบันการเงินกลุ่มนี้ ไม่ได้รับการค้ำประกันความเสี่ยงจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก สหกรณ์จะนำเงินไปฝากไม่ได้โดยเด็ดขาด แม้จะเสนออัตราดอกเบี้ยที่สูงล่อใจเพียงใดก็ตาม

4) สหกรณ์ปฐมภูมิอื่น (ในกรณีการซื้อหุ้น) สหกรณ์ไม่สามารถมีมติให้นำเงินไปสมัครเป็นสมาชิกเพื่อถือหุ้นของสหกรณ์ระดับปฐมภูมิแห่งอื่นได้ ด้วยข้อติดขัดทางสถานะนิติบุคคลตามมาตรา 33 ที่กำหนดให้สมาชิกต้องเป็นบุคคลธรรมดา การลงทุนแบบไขว้สถาบันในระดับปฐมภูมิจึงกระทำมิได้

5) ตราสารทุนหรือกองทุนที่มีโครงสร้างซับซ้อน หรือความเสี่ยงที่ไม่อาจประเมินมูลค่าแท้จริงได้ ตัวอย่างที่ประจักษ์ชัดจากมติ คพช. คือ การห้ามซื้อ หุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุน (Perpetual Bond) ซึ่งแม้ในเอกสารชี้ชวนจะระบุผลตอบแทนสูง แต่สหกรณ์ไม่สามารถไถ่ถอนคืนก่อนกำหนดและมีความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ในทำนองเดียวกัน กรมส่งเสริมสหกรณ์ได้พิจารณาห้ามการลงทุนใน กองทุนรวมวายุภักษ์หนึ่ง (ปี พ.ศ. 2567) เนื่องจากกระทรวงการคลังไม่ได้มีการค้ำประกันเงินลงทุนและผลตอบแทนอย่างเป็นทางการ การจ่ายคืนผูกติดอยู่กับมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ซึ่งมีความผันผวนตามตลาดทุน จึงไม่ผ่านเงื่อนไขด้านความปลอดภัยตามมาตรา 62 (7) (https://cpd.go.th/content-page/item/8004-newscpd_27dec2567-1.html)

6) สถาบันธุรกิจเอกชนทั่วไปที่อ้างว่าทำธุรกิจเกื้อหนุนสหกรณ์ แต่ยังไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐ สหกรณ์ไม่สามารถอ้างการใช้สิทธิตามมาตรา 62 (6) เพื่อนำเงินไปลงทุนในกิจการต่าง ๆ เพียงเพราะเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ หากยังไม่ผ่านกระบวนการกลั่นกรองและได้รับความเห็นชอบ เป็นลายลักษณ์อักษรจากนายทะเบียนสหกรณ์ การอนุมัติงบประมาณและโอนเงินจะถือเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมายทันที

6. สัดส่วนการฝากหรือการลงทุนของสหกรณ์ที่กฎหมายกำหนด

ความเสี่ยงที่รุนแรงที่สุดประการหนึ่งในการบริหารจัดการเงินทุนของสหกรณ์ คือความเสี่ยงด้านการกระจุกตัว (Concentration Risk) การที่สหกรณ์นำเงินสภาพคล่องส่วนใหญ่ไปทุ่มลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทเอกชนเพียงแห่งเดียว หรือฝากไว้ในสถาบันการเงินแห่งเดียว หากสถาบันนั้นประสบปัญหาขาดสภาพคล่อง สหกรณ์ก็จะสูญเสียสินทรัพย์ทั้งหมดตามไปด้วย เพื่ออุดช่องโหว่นี้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้ประกาศใช้ กฎกระทรวง การฝากเงินและการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2567 กฎกระทรวงฉบับนี้ถือเป็นเครื่องมือทางกฎหมายที่มีพลานุภาพสูงสุดในการเข้ามาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการลงทุนของขบวนการสหกรณ์ทั้งประเทศ โดยได้กำหนดเพดานและสัดส่วนไว้อย่างเข้มงวด ดังนี้

1) มาตรการจำกัดการลงทุนต่อรายนิติบุคคล ข้อ 3 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2567 บังคับใช้เกณฑ์การกระจายความเสี่ยงระดับจุลภาค โดยบัญญัติว่า ให้สหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์สามารถนำเงินไปฝากหรือลงทุนในนิติบุคคลแต่ละแห่งได้สูงสุด ไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์นั้น กลไกนี้มีความหมายในทางปฏิบัติว่า สมมติสหกรณ์ออมทรัพย์แห่งหนึ่งมีทุนเรือนหุ้น 800 ล้านบาท และมีทุนสำรองสะสม 200 ล้านบาท (รวมเป็นฐานทุนคำนวณ 1,000 ล้านบาท) สหกรณ์แห่งนี้จะสามารถนำเงินไปฝากหรือซื้อหุ้นกู้ของบริษัทเอกชน บริษัท ก. ได้ไม่เกิน 100 ล้านบาทเท่านั้น หากต้องการลงทุนเพิ่ม จะต้องนำเงินไปกระจายลงทุนในบริษัท ข., ค., หรือง. ต่อไป เพื่อรับประกันว่าหากบริษัท ก. ล้มละลาย สหกรณ์จะสูญเสียสินทรัพย์ไม่เกินร้อยละ 10 ของส่วนของทุนตนเอง

ข้อยกเว้นของกฎร้อยละ 10 กฎหมายได้เปิดช่องยกเว้นไว้ 2 กรณีที่ไม่นำมาคำนวณในเพดาน 10% นี้ ได้แก่ การนำเงินไปฝากในชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นสังกัดเป็นสมาชิกอยู่ (เพื่อรักษาสภาพคล่องส่วนกลางของระบบสหกรณ์) และการลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐบาล (เนื่องจากถือเป็น Risk-Free Asset ที่รัฐเป็นผู้ค้ำประกันการชำระหนี้ สหกรณ์สามารถลงทุนได้โดยไม่จำกัดสัดส่วน)

2) มาตรการควบคุมเพดานการฝากและการลงทุนรวม ในระดับมหภาคของสหกรณ์แต่ละแห่ง ข้อ 4 ของกฎกระทรวง พ.ศ. 2567 ได้บัญญัติเพดานสูงสุดเพื่อป้องกันการเปลี่ยนผ่านสภาพจากสถาบันสินเชื่อเพื่อสมาชิก ไปสู่การเป็นกองทุนเก็งกำไร โดยระบุว่า การนำเงินไปฝากหรือการลงทุนในทุกช่องทางรวมกันทั้งหมด ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ยอดคงค้างจะต้องไม่เกินทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์นั้น กฎข้อนี้มีนัยสำคัญอย่างยิ่ง เพราะเป็นการบีบให้สหกรณ์ที่มีสภาพคล่องส่วนเกิน ต้องหันกลับมาทบทวนโครงสร้างทางการเงิน หากสหกรณ์ระดมเงินฝากจากสมาชิกเข้ามามากเกินไป แต่เงินฝากเหล่านั้นไม่สามารถนำไปลงทุนภายนอกได้เนื่องจากติดเพดาน ทุนเรือนหุ้น+ทุนสำรอง สหกรณ์ก็จะถูกกดดันให้ต้องลดดอกเบี้ยเงินฝากเพื่อสกัดการไหลเข้าของสภาพคล่อง หรือต้องจัดโปรโมชั่นลดดอกเบี้ยเงินกู้เพื่อระบายสภาพคล่องกลับไปสู่สมาชิกแทน ซึ่งสะท้อนเจตนารมณ์ในการนำเงินกลับไปรับใช้สมาชิกอย่างแท้จริง

3) สัดส่วนจำกัดเฉพาะการลงทุนตามประกาศ คพช. พ.ศ. 2563 นอกเหนือจากกฎกระทรวง 2567 แล้ว ข้อกำหนดของประกาศ คพช. พ.ศ. 2563 ก็ยังคงซ้อนทับเป็นด่านควบคุมอีกชั้นหนึ่ง สำหรับการนำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้เอกชน หน่วยลงทุน SPV หรือกองทุนรวมรัฐวิสาหกิจ ตามข้อ 3 (7) ของประกาศฯ กฎหมายกำหนดว่าเม็ดเงินลงทุนในตราสารเหล่านี้รวมกันทั้งหมดจะต้องไม่เกินทุนสำรองของสหกรณ์เท่านั้น ทุนสำรองเป็นส่วนของทุนที่เข้มแข็งที่สุดของสหกรณ์เนื่องจากไม่สามารถถอนคืนได้ การกำหนดเพดานโดยผูกติดกับทุนสำรอง จึงเป็นการตีกรอบการยอมรับความเสี่ยง ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัยที่สุด และย้ำเตือนว่าการลงทุนเหล่านี้จะต้องถูกอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ทุกครั้ง

4) สัดส่วนความสัมพันธ์ระหว่างการกู้ยืมและเงินฝากของสหกรณ์ขนาดใหญ่ ระเบียบการกำกับดูแลสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์ตั้งแต่ 5,000 ล้านบาทขึ้นไป ยังได้กำหนดสัดส่วนที่เกี่ยวข้องกับความเสี่ยงด้านการให้เครดิตแก่สหกรณ์เครือข่าย โดยกำหนดว่า หากสหกรณ์ขนาดใหญ่แห่งหนึ่งต้องการให้สหกรณ์อีกแห่งหนึ่งกู้ยืมเงิน หรือนำเงินไปฝาก เมื่อนำยอดเงินกู้ยืมและยอดเงินฝากที่มีอยู่กับสหกรณ์ผู้รับแห่งนั้นมารวมกันแล้ว มูลค่ารวมทั้งหมดจะต้องไม่เกินร้อยละ 10 ของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรอง ของสหกรณ์ผู้ให้กู้หรือผู้ฝากเงิน กฎเกณฑ์นี้ถูกออกแบบมาเพื่อสกัดกั้นการเชื่อมโยงเครือข่ายทางการเงินที่กระจุกตัวหนาแน่นจนเกินไป อันเป็นบ่อเกิดของความเสี่ยงลูกโซ่

5) บทเฉพาะกาลเพื่อการปรับตัว การบังคับใช้กฎกระทรวง พ.ศ. 2567 อย่างฉับพลันทันที จะสร้างผลกระทบทางลบต่อสหกรณ์ขนาดใหญ่ที่มีพอร์ตการลงทุนเดิมเกินเกณฑ์อยู่แล้ว สหกรณ์อาจถูกบีบให้ต้องเทขายสินทรัพย์และหุ้นกู้ในราคาขาดทุน ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนต่อสภาพคล่องของตลาดทุนในภาพรวม ด้วยเหตุนี้ จึงได้มีการออกแบบมาตรการผ่อนปรนและให้เวลาในการปรับโครงสร้าง ดังนี้

กรณีที่ 1 สหกรณ์มีการลงทุนในนิติบุคคลรายแห่งกระจุกตัวเกิน 10% สหกรณ์ในกลุ่มนี้จะได้รับอนุญาตให้จัดทำแผนการปรับลดสัดส่วนให้เข้าสู่กรอบกฎหมาย ภายในระยะเวลาสูงสุด 5 ปี ในช่วงรอยต่อระหว่างการปรับตัวนี้ สหกรณ์ยังคงสามารถบริหารพอร์ตโดยการซื้อเข้าและขายออกหลักทรัพย์ในนิติบุคคลเดิมได้ตามปกติ เพื่อความคล่องตัวทางบัญชี แต่มีเงื่อนไขบังคับขาดว่า ยอดคงค้างสุทธิจะต้องไม่เพิ่มขึ้นเกินกว่ายอดเดิมที่เคยถือครองอยู่ ณ วันที่กฎกระทรวงมีผลบังคับใช้

กรณีที่ 2 สหกรณ์มีสัดส่วนการลงทุนรวมทั้งหมดเกินเพดาน (ทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรอง) สำหรับกรณีที่โครงสร้างทุนรวมผิดสัดส่วน สหกรณ์จะได้รับระยะเวลาบรรเทาผลกระทบที่ยาวนานขึ้น คือสามารถปรับตัวได้ภายในระยะเวลาสูงสุด 10 ปี กลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหา นอกจากการค่อยๆ ทยอยขายสินทรัพย์ที่ครบกำหนดอายุแล้ว สหกรณ์ยังสามารถใช้วิธีการเพิ่มส่วนของทุนได้ โดยการรณรงค์ให้สมาชิกระดมเพิ่มทุนเรือนหุ้นในแต่ละเดือน ซึ่งเมื่อส่วนของทุนเรือนหุ้นขยายตัวขึ้น เพดานสัดส่วนการลงทุนที่คำนวณได้ก็จะขยายตามไปด้วย จนกระทั่งเข้าสู่สัดส่วนที่ชอบด้วยกฎหมาย

เพื่อรักษาความเป็นธรรมและประเมินประสิทธิภาพของนโยบาย กำหนดให้มีการติดตามผลลัพธ์อย่างใกล้ชิด เมื่อสหกรณ์เริ่มปฏิบัติตามแผนไปแล้วในช่วงระหว่างปีที่ 1 ถึง 5 โดยหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะทำการวิเคราะห์ข้อมูลผลกระทบว่า การปรับพอร์ตการลงทุนดังกล่าวสร้างความเสียหายต่อสถานะทางการเงินของสหกรณ์อย่างรุนแรงหรือไม่ หากพบว่าหลักเกณฑ์ตึงเครียดเกินไป ก็อาจมีการพิจารณาทบทวนหรือปรับปรุงมาตรการผ่อนปรนให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในอนาคต

การกำหนดสัดส่วนทางปริมาณ เป็นกลไกเชิงป้องกันการกระจุกตัวของเงินลงทุน เพื่อไม่ให้สถาบันใดสถาบันหนึ่งเกิดปัญหาแล้วดึงให้สหกรณ์ล้มครรภ์ตามไปด้วย กฎกระทรวงและประกาศที่เกี่ยวข้องได้วางสัดส่วนเพดานสูงสุดไว้ดังนี้

ตารางที่ 4 สัดส่วนการฝากหรือการลงทุนของสหกรณ์ที่กฎหมายกำหนด

รายการการฝากหรือการลงทุน

ฐานการคำนวณ

สัดส่วนสูงสุดที่กฎหมายอนุญาต

ข้อยกเว้นและเงื่อนไขบังคับทางกฎหมาย

ขีดจำกัดรายนิติบุคคล สำหรับการลงทุนในนิติบุคคลใดๆ ต่อหนึ่งแห่ง

ทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์

ไม่เกินร้อยละ 10

ข้อยกเว้น การฝากเงินในชุมนุมสหกรณ์ต้นสังกัด และการลงทุนในหลักทรัพย์รัฐบาลหรือ ธปท. สามารถเกิน 10% ได้

ขีดจำกัดรวมกลุ่มสินทรัพย์เสี่ยงรอง (ได้แก่ หุ้นธนาคารช่วยสหกรณ์, หลักทรัพย์รัฐวิสาหกิจไม่ค้ำประกัน, หุ้นบริษัทส่งเสริมความเจริญ, ตราสารอื่นตามประกาศ คพช.)

ทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์

ไม่เกินร้อยละ 100 (ผลรวมของทุกรายการในกลุ่มนี้)

เงื่อนไข สหกรณ์ต้องจัดทำแผนเสนอและได้รับความเห็นชอบด้านวงเงินจากที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์เสมอ

การลงทุนในตราสารหนี้ของธนาคารพาณิชย์เอกชน (ตามข้อ 3(3) ของประกาศ คพช. 2563)

ทุนสำรองของสหกรณ์ (เพียงส่วนเดียว)

ไม่เกินร้อยละ 100 (ไม่เกินยอดทุนสำรองทั้งหมด)

เงื่อนไข เป็นการจำกัดเพดานขั้นสูงเฉพาะตราสารหนี้เอกชน และต้องผ่านมติที่ประชุมใหญ่ก่อนเริ่มดำเนินการ

การให้กู้ยืมและเงินฝากระหว่างสหกรณ์ (เกณฑ์กำกับ Credit Risk สำหรับสหกรณ์ขนาดใหญ่)

ทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ผู้ฝาก/ผู้ให้กู้

ไม่เกินร้อยละ 10 (นับรวมยอดวงเงินฝากและเงินกู้เข้าด้วยกัน)

เงื่อนไข เป็นมาตรการตรวจสอบความเสี่ยงสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนขนาดใหญ่ที่มีสินทรัพย์เกิน 5,000 ล้านบาท

หมายเหตุเชิงปฏิบัติ สำหรับสหกรณ์ใดก็ตามที่มีพอร์ตการลงทุนเกินสัดส่วนอยู่ก่อนหน้าที่กฎกระทรวง พ.ศ. 2567 จะประกาศใช้ กฎหมายได้กำหนดบทเฉพาะกาลเพื่อผ่อนปรนการบังคับใช้ โดยอนุญาตให้สหกรณ์ทยอยปรับลดสัดส่วนการลงทุนรายนิติบุคคล (ข้อ 3) ลงให้ได้ภายใน 5 ปี และลดสัดส่วนการลงทุนรวม (ข้อ 4) ให้ได้ภายใน 10 ปี โดยคณะกรรมการต้องจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) เสนอให้ที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์อนุมัติและรายงานความคืบหน้าทุกปี

7. สรุปการฝากหรือการลงทุนของสหกรณ์

พลวัตของการฝากและการลงทุนของสหกรณ์ภายใต้มาตรา 62 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม สะท้อนให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ทางนิติศาสตร์และการเงินที่ต้องอาศัยการรักษาสมดุลระหว่างเป้าหมายสองประการที่มักขัดแย้งกัน ประการแรกคือ การแสวงหาผลตอบแทนเพื่อบริหารสภาพคล่องส่วนเกินที่สหกรณ์ต้องหารายได้มาหล่อเลี้ยงองค์กร และประการที่สองคือ การปกป้องคุ้มครองเงินทุนของสมาชิกจากความเสี่ยงอันตรายในตลาดการเงิน การที่รัฐและผู้กำกับดูแลต้องตรากฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่เกี่ยวข้องตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา ล้วนเป็นไปเพื่อสร้างเกราะป้องกันไม่ให้สหกรณ์ตกอยู่ในความเสี่ยง

กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของสหกรณ์ ที่ขยายขอบเขตให้นำเงินไปลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนได้ แต่ก็คำนึงถึงความปลอดภัยโดยกำหนดเพดานให้เครดิตเรตติ้งต้องไม่ต่ำกว่าระดับ A- หรือการตรากฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2567 ที่ตีกรอบความเสี่ยงจากการกระจุกตัวอย่างเด็ดขาดไม่ให้ลงทุนเกินร้อยละ 10 ของฐานทุน ล้วนเป็นกลไกเชิงป้องกันเพื่อจำกัดวงความเสียหายหากสถาบันการเงินที่ไปลงทุนเกิดล้มละลาย ควบคู่ไปกับการสร้างกลไกการคานอำนาจภายในองค์กร ผ่านการบังคับตั้งคณะอนุกรรมการการลงทุนแยกต่างหากจากคณะอนุกรรมการบริหารความเสี่ยง

ยิ่งไปกว่านั้น การบังคับใช้กฎหมายและการตีความอย่างเคร่งครัดของคณะกรรมการกฤษฎีกา และมติ คพช. ที่ห้ามการรับรองการลงทุนย้อนหลังทุกกรณี และห้ามการลงทุนกับตราสารที่มีความซับซ้อนและเข้าใจยาก เช่น หุ้นกู้ด้อยสิทธิ หุ้นกู้ไม่มีอายุ (Perpetual Bond) หรือกองทุนที่มีอนุพันธ์แฝง เป็นเครื่องยืนยันเชิงประจักษ์ว่า ในระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์นั้น หลักการความปลอดภัยของเงินต้นต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ

          ในอนาคตอันใกล้ ท่ามกลางความผันผวนของทิศทางอัตราดอกเบี้ยและนวัตกรรมทางการเงินดิจิทัล คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์และฝ่ายจัดการ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องยกระดับความรู้ทางด้านการเงินและการบริหารสินทรัพย์และหนี้สิน (Asset and Liability Management - ALM) ควบคู่ไปกับความแม่นยำทางข้อกฎหมายอย่างถ่องแท้ เพื่อสามารถนำพาและขับเคลื่อนธุรกิจสหกรณ์ให้เติบโต แข่งขันได้ภายใต้สภาวะตลาดทุนที่ซับซ้อน โดยยังคงดำรงไว้ซึ่งความยั่งยืน ปลอดภัย และบรรลุเจตนารมณ์ดั้งเดิมของการเป็นสถาบันการเงินของสมาชิก เพื่อสมาชิก อย่างแท้จริง 

ไม่มีความคิดเห็น:

การฝากหรือการลงทุนของสหกรณ์

  1. ที่มาและความสำคัญ วิวัฒนาการของระบบสหกรณ์ในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ได้ก้าวข้ามจากการ...