วันศุกร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2568

การโอนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์

การโอนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์เป็นประเด็นสำคัญที่สะท้อนถึงลักษณะเฉพาะของสหกรณ์ที่แตกต่างจากนิติบุคคลประเภทอื่น โดยมุ่งเน้นที่การเป็นเจ้าของร่วมกันและการดำเนินงานเพื่อประโยชน์ของสมาชิก มิใช่เพื่อแสวงหากำไรจากการลงทุนในหุ้นอย่างบริษัททั่วไป ข้อบทกฎหมายที่ให้มานี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่เข้มงวดสำหรับการโอนหุ้น เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเงินและเจตนารมณ์ของสหกรณ์

1. เจตนารมณ์ของบทบัญญัติ

เจตนารมณ์หลักของข้อบทกฎหมายเกี่ยวกับการโอนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์มุ่งเน้นไปในประเด็นสำคัญต่อไปนี้

1.1 รักษาเสถียรภาพและทุนของสหกรณ์ การจำกัดการโอนหุ้นและให้สหกรณ์มีสิทธิ์นำค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้ รวมถึงสถานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษ เป็นการป้องกันมิให้ทุนของสหกรณ์ถูกกระทบกระเทือนจากการที่สมาชิกนำหุ้นไปใช้เป็นหลักประกันหรือโอนให้บุคคลภายนอกโดยไม่ผ่านการอนุมัติ ทำให้สหกรณ์สามารถบริหารจัดการเงินทุนได้อย่างมั่นคง

1.2 ส่งเสริมหลักการเป็นเจ้าของร่วมกันและการเป็นสมาชิก หุ้นในสหกรณ์มิใช่เพียงเครื่องมือในการลงทุนเพื่อแสวงหากำไรสูงสุด แต่เป็นเครื่องแสดงการมีส่วนร่วมและความรับผิดชอบในฐานะเจ้าของร่วม การจำกัดการโอนหุ้นโดยเฉพาะในระหว่างที่เป็นสมาชิกอยู่ เป็นการยืนยันว่าสมาชิกภาพและความผูกพันกับสหกรณ์มีความสำคัญมากกว่าการเคลื่อนย้ายเงินทุน

1.3 ป้องกันการเก็งกำไรและอิทธิพลจากภายนอก การห้ามโอนหุ้นในระหว่างที่เป็นสมาชิก และการกำหนดเงื่อนไขผู้รับโอนให้เป็นสมาชิกหรือผู้สมัครที่ได้รับการอนุมัติเท่านั้น เป็นการป้องกันมิให้หุ้นของสหกรณ์ถูกซื้อขายเพื่อการเก็งกำไร หรือถูกรวบรวมโดยบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่มีเจตนาจะเข้ามาควบคุมหรือมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานของสหกรณ์ซึ่งอาจขัดต่อวัตถุประสงค์ของการรวมกลุ่ม

1.4 อำนวยความสะดวกในการจัดการหนี้สิน การให้สิทธิสหกรณ์ในการนำค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้เมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลง และให้สถานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษ เป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการหนี้สินของสมาชิก และเป็นหลักประกันให้สหกรณ์สามารถเรียกเก็บหนี้คืนได้

2. เหตุผลของบทบัญญัติ

เหตุผลที่ต้องมีบทบัญญัติที่เข้มงวดเกี่ยวกับการโอนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์ มีดังนี้

2.1 ลักษณะพิเศษของหุ้นสหกรณ์ หุ้นสหกรณ์ไม่ใช่หุ้นในบริษัทจำกัดที่มุ่งหวังกำไรและสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้อย่างอิสระ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการเข้าเป็นสมาชิกและการมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสหกรณ์ มูลค่าของหุ้นจึงผูกติดอยู่กับสมาชิกภาพ และการโอนหุ้นจึงต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวดเพื่อรักษาสภาพความเป็นสหกรณ์

2.2 การควบคุมจำนวนสมาชิกและเงินทุน การกำหนดให้การโอนหุ้นต้องเป็นไปตามข้อบังคับและเงื่อนไขที่สหกรณ์กำหนด ช่วยให้สหกรณ์สามารถควบคุมจำนวนสมาชิกและขนาดของเงินทุนหมุนเวียนได้ การตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับโอนยังเป็นการธำรงไว้ซึ่งคุณภาพและเจตนารมณ์ของกลุ่มสมาชิก

2.3 การคุ้มครองสหกรณ์ในฐานะเจ้าหนี้ มาตรา 42 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ได้บัญญัติให้ ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น และเมื่อสิ้นสุดสมาชิกภาพ สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ และให้สหกรณ์มีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น เป็นการคุ้มครองสหกรณ์โดยเฉพาะ เพื่อให้สหกรณ์สามารถดำรงอยู่ได้ด้วยทุนของตนเอง

2.4 ส่งเสริมธรรมาภิบาลและความโปร่งใส การกำหนดให้ข้อบังคับต้องระบุรายการเกี่ยวกับการโอนหุ้น (มาตรา 43 (5)) และการกำหนดขั้นตอนการโอนที่ชัดเจนในข้อบังคับสหกรณ์ เป็นการสร้างความโปร่งใสและเป็นธรรมในการดำเนินการเกี่ยวกับหุ้น และป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้น

2.5 รองรับกรณีพิเศษ (ทายาท/ผู้รับโอนประโยชน์) ข้อบังคับสหกรณ์ (กำหนดตามข้อ 7 วรรคท้าย แห่งระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566) ที่อนุญาตให้โอนหุ้นให้แก่ทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ได้ แม้ในกรณีที่มูลค่าหุ้นลดลงหรือติดลบ เป็นกลไกที่ยืดหยุ่นเพื่อช่วยให้สหกรณ์ไม่ต้องคืนเงินทุนในสถานการณ์ที่ทายาทอาจไม่ประสงค์จะรับคืนทันที และเปิดโอกาสให้ทายาทเข้ามาเป็นสมาชิกหรือสมาชิกสมทบเพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ต่อไป

3. ความเชื่อมโยงกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ข้อบทกฎหมายเกี่ยวกับการโอนหุ้นของสหกรณ์มีความเชื่อมโยงกับประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) ในหลายมิติ แต่ก็มีลักษณะพิเศษที่แตกต่างออกไป ดังนี้

3.1 หลักนิติกรรมสัญญา การเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ การถือหุ้น การโอนหุ้น และการดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสมาชิกภาพและหุ้น ถือเป็นนิติกรรมสัญญาที่สมาชิกทำขึ้นกับสหกรณ์ ซึ่งอยู่ภายใต้หลักทั่วไปของ ป.พ.พ. เรื่องนิติกรรมสัญญา เช่น หลักความสมัครใจ การแสดงเจตนา และความสมบูรณ์ของสัญญา อย่างไรก็ตามกฎหมายสหกรณ์และข้อบังคับสหกรณ์ถือเป็นกฎหมายพิเศษที่กำหนดเงื่อนไขเฉพาะเจาะจงเพิ่มเติมจากหลักทั่วไปของ ป.พ.พ.

3.2 การหักกลบลบหนี้ หลักการหักกลบลบหนี้ที่ระบุในมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ และข้อบังคับสหกรณ์ ที่ให้สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกมีอยู่กับสหกรณ์เมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลง สอดคล้องกับหลักการหักกลบลบหนี้ตาม ป.พ.พ. ซึ่งเป็นวิธีการระงับหนี้อย่างหนึ่ง อย่างไรก็ตาม กฎหมายสหกรณ์ให้สิทธิพิเศษแก่สหกรณ์ในการกระทำดังกล่าวโดยไม่ต้องรอการยินยอมจากคู่กรณี และยังให้สถานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษ

3.3 เจ้าหนี้บุริมสิทธิ การที่มาตรา 42 และข้อบังคับสหกรณ์ กำหนดให้สหกรณ์มีสถานะเป็น "เจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น" เป็นบทบัญญัติที่ให้สิทธิแก่สหกรณ์เหนือเจ้าหนี้สามัญรายอื่น ๆ ที่จะได้รับชำระหนี้จากเงินค่าหุ้นของสมาชิกก่อน โดย ป.พ.พ. มีบทบัญญัติเกี่ยวกับบุริมสิทธิเป็นการทั่วไป และบุริมสิทธิพิเศษต่าง ๆ แต่บุริมสิทธิที่กฎหมายสหกรณ์ให้แก่นี้เป็นบุริมสิทธิที่เกิดจากกฎหมายเฉพาะ ซึ่งมีความแข็งแกร่งและอาจมีลำดับสูงกว่าบุริมสิทธิบางประเภทที่บัญญัติไว้ใน ป.พ.พ.

3.4 ความแตกต่างจากหุ้นในบริษัทจำกัด หุ้นในสหกรณ์แตกต่างจากหุ้นในบริษัทจำกัดอย่างมีนัยสำคัญ หุ้นในบริษัทจำกัดตาม ป.พ.พ. (ส่วนของบริษัทจำกัด) สามารถโอนกันได้ค่อนข้างอิสระ เว้นแต่มีข้อจำกัดในข้อบังคับของบริษัทจำกัดเท่านั้น แต่สำหรับสหกรณ์แล้ว กฎหมายและข้อบังคับจำกัดการโอนหุ้นอย่างเข้มงวดมาก โดยเฉพาะการห้ามโอนในระหว่างที่เป็นสมาชิก และการกำหนดคุณสมบัติผู้รับโอน แสดงให้เห็นว่ากฎหมายสหกรณ์มุ่งเน้นหลักการสหกรณ์ที่แตกต่างจากการประกอบธุรกิจแบบบริษัท

4. กรณีศึกษา

กรณีศึกษาที่ 1 การโอนหุ้นเพื่อการออกจากสหกรณ์และการจัดการทรัพย์สินของสมาชิกที่เสียชีวิต

เหตุการณ์ที่ 1 นาย ก. ประสงค์จะออกจากสหกรณ์

นาย ก. เป็นสมาชิกของ สหกรณ์ ก. จำกัด มาเป็นเวลา 10 ปี มีหุ้นอยู่จำนวน 100,000 บาท ซึ่งได้ชำระเต็มมูลค่าแล้ว และนาย ก. ไม่มีหนี้สินใดๆ กับสหกรณ์ ปัจจุบันนาย ก. ย้ายภูมิลำเนาไปต่างจังหวัดและประสงค์จะออกจาก สหกรณ์ ก. จำกัด โดยต้องการโอนหุ้นของตนให้กับ นาย ข. ซึ่งเป็นน้องชายของตนเอง โดย นาย ข. ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหกรณ์

เมื่อนาย ก. แจ้งความประสงค์ต่อ สหกรณ์ ก. จำกัด สหกรณ์ได้แจ้งว่าตามข้อบังคับ ข้อ 6 กำหนดว่า "สมาชิกจะขายหรือโอนหุ้นซึ่งตนถือให้ผู้อื่นไม่ได้ และจะถอนคืนหุ้นในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้" และตามข้อ 8 (3) กำหนดว่า "ผู้รับโอนต้องเป็นสมาชิกในสหกรณ์นี้ หรือผู้สมัครซึ่งคณะกรรมการดำเนินการตกลงให้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว"

ผลลัพธ์ นาย ก. ไม่สามารถโอนหุ้นให้ นาย ข. ได้ทันที เพราะ นาย ข. ไม่ได้เป็นสมาชิก สหกรณ์ ก. จำกัด สหกรณ์จึงแนะนำให้นาย ก. ยื่นเรื่องขอลาออกจากสมาชิกภาพก่อน เมื่อสมาชิกภาพของนาย ก. สิ้นสุดลง สหกรณ์จะดำเนินการคืนเงินค่าหุ้นให้แก่นาย ก. แต่หาก นาย ข. ประสงค์จะรับโอนหุ้นแทนนาย ก. จะต้องดำเนินการสมัครเป็นสมาชิกของ สหกรณ์ ก. จำกัด ให้เรียบร้อยเสียก่อน และเมื่อได้รับการอนุมัติเป็นสมาชิกแล้ว นาย ก. (ที่ได้พ้นจากสมาชิกภาพแล้ว) จึงจะสามารถดำเนินการโอนหุ้นที่ชำระเต็มมูลค่าแล้วให้แก่ นาย ข. ได้ โดยต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานรับรองตามที่ข้อบังคับกำหนด

เหตุการณ์ที่ 2 นางสาว ค. สมาชิกเสียชีวิต

นางสาว ค. สมาชิกของ สหกรณ์ ก. จำกัด มีหุ้นอยู่จำนวน 50,000 บาท และมีหนี้เงินกู้กับสหกรณ์คงเหลือ 20,000 บาท ต่อมา นางสาว ค. เสียชีวิตลงโดยที่ยังไม่ได้ชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวให้หมดสิ้นลง และมี นาย ง. ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวเป็นทายาท

เมื่อสมาชิกภาพของนางสาว ค. สิ้นสุดลงโดยการเสียชีวิต สหกรณ์ ก. จำกัด ได้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ มาตรา 42 และข้อบังคับ ข้อ 6 โดยนำเงินตามมูลค่าหุ้น 50,000 บาท มาหักกลบลบหนี้เงินกู้ที่ นางสาว ค. มีอยู่กับสหกรณ์จำนวน 20,000 บาท ทำให้มีเงินค่าหุ้นคงเหลือจำนวน 30,000 บาท ที่ต้องคืนให้แก่ทายาท

ผลลัพธ์ สหกรณ์ ก. จำกัด มีสิทธิโดยชอบธรรมในการหักกลบลบหนี้เงินกู้ของ นางสาว ค. จากเงินค่าหุ้นที่ นางสาว ค. มีอยู่ และได้ดำเนินการคืนเงินค่าหุ้นส่วนที่เหลือจำนวน 30,000 บาท ให้แก่ นาย ง. ซึ่งเป็นทายาทต่อไป เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงการใช้สิทธิของสหกรณ์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นเมื่อสมาชิกภาพสิ้นสุดลง

5. ข้อเสนอแนะในการปฏิบัติ

5.1 สมาชิกสหกรณ์

1) ศึกษาข้อบังคับสหกรณ์ สมาชิกควรอ่านและทำความเข้าใจข้อบังคับของสหกรณ์ที่ตนเองเป็นสมาชิกอย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวกับการถือหุ้น การชำระค่าหุ้น การถอนหุ้น การโอนหุ้น และการสิ้นสุดสมาชิกภาพ

2) วางแผนการจัดการหุ้น หากสมาชิกประสงค์จะออกจากสหกรณ์หรือมีเหตุให้สมาชิกภาพสิ้นสุดลง ควรติดต่อสหกรณ์ล่วงหน้าเพื่อสอบถามขั้นตอนและเงื่อนไขที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเรื่องการชำระหนี้สินและหลักประกันต่าง ๆ

3) ตรวจสอบหนี้สิน ก่อนการดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับหุ้น สมาชิกควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าตนเองไม่มีหนี้สินที่ต้องรับผิดชอบต่อสหกรณ์โดยตรง ตามที่ข้อบังคับสหกรณ์กำหนด

4) เอกสารหลักฐาน จัดเตรียมเอกสารหลักฐานที่จำเป็นให้ครบถ้วนและเป็นไปตามแบบที่สหกรณ์กำหนด หากมีการโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือและมีพยานรับรอง

5.2 สำหรับสหกรณ์

1) จัดทำข้อบังคับที่ชัดเจนและสอดคล้องกับกฎหมาย สหกรณ์ควรทบทวนและปรับปรุงข้อบังคับเกี่ยวกับการโอนหุ้นให้มีความชัดเจน ครบถ้วน และสอดคล้องกับพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม รวมถึงกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

2) ประชาสัมพันธ์และให้ความรู้แก่สมาชิก สหกรณ์ควรให้ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้สมาชิกเข้าใจถึงสิทธิ หน้าที่ และเงื่อนไขเกี่ยวกับการถือหุ้น การถอนหุ้น และการโอนหุ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่ว่าไม่สามารถโอนหุ้นได้ในระหว่างที่เป็นสมาชิกอยู่ เว้นแต่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง

3) กำหนดขั้นตอนและแบบฟอร์มที่ได้มาตรฐาน ควรกำหนดขั้นตอนการโอนหุ้นที่ชัดเจน มีแบบฟอร์มมาตรฐาน และดำเนินการสอบสวนพิจารณาการโอนหุ้นอย่างรอบคอบและเป็นระบบ

4) บันทึกทะเบียนหุ้นที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบัน การบันทึกการโอนหุ้นและข้อมูลของผู้รับโอนในทะเบียนหุ้นจะต้องทำอย่างถูกต้องและเป็นปัจจุบัน เพื่อให้การบริหารจัดการหุ้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและป้องกันข้อพิพาท

5) บังคับใช้สิทธิเจ้าหนี้บุริมสิทธิ ในกรณีที่สมาชิกภาพสิ้นสุดลง สหกรณ์ควรใช้สิทธิในการหักกลบลบหนี้และใช้สถานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาผลประโยชน์และเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์

6. ข้อควรระวัง

6.1 การเข้าใจผิดเรื่องสภาพของหุ้นสหกรณ์ สมาชิกและบุคคลทั่วไปมักเข้าใจผิดว่าหุ้นสหกรณ์สามารถซื้อขายหรือโอนเปลี่ยนมือได้อย่างอิสระเหมือนหุ้นในบริษัทจำกัด ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายสหกรณ์ การพยายามโอนหุ้นในขณะที่ยังเป็นสมาชิกอยู่จึงเป็นสิ่งที่ทำไม่ได้และอาจก่อให้เกิดปัญหาตามมา

6.2 ความพยายามหลีกเลี่ยงหนี้สิน สมาชิกบางรายอาจพยายามโอนหุ้นเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบในหนี้สินที่มีต่อสหกรณ์ ซึ่งขัดต่อข้อบังคับสหกรณ์ และขัดต่อมาตรา 42 ของพระราชบัญญัติสหกรณ์ฯ หากสหกรณ์อนุมัติการโอนในกรณีดังกล่าว อาจนำมาซึ่งความเสียหายต่อสหกรณ์

6.3 การโอนหุ้นโดยไม่ผ่านสหกรณ์ การทำสัญญาโอนหุ้นกันเองระหว่างสมาชิกโดยไม่แจ้งให้สหกรณ์ทราบและไม่ดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดในข้อบังคับ ถือว่าไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และสหกรณ์จะไม่รับรองการโอนนั้น หุ้นยังคงเป็นของสมาชิกผู้โอนตามทะเบียนหุ้นของสหกรณ์

6.4 ความสุ่มเสี่ยงจากการไม่ตรวจสอบคุณสมบัติผู้รับโอน หากสหกรณ์ไม่ได้ตรวจสอบคุณสมบัติของผู้รับโอนอย่างละเอียดว่าเป็นสมาชิกหรือผู้สมัครที่ได้รับอนุมัติแล้วตามข้อบังคับสหกรณ์ อาจทำให้มีบุคคลภายนอกที่ไม่พึงประสงค์เข้ามามีส่วนร่วมในสหกรณ์ได้

6.5 การละเลยการจดแจ้งในทะเบียนหุ้น แม้การโอนหุ้นจะกระทำถูกต้องตามเงื่อนไข แต่หากสหกรณ์ไม่ได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้รับโอนลงในทะเบียนหุ้นให้เสร็จสิ้น ก็ยังถือว่าการโอนนั้นยังไม่สมบูรณ์ตามข้อบังคับสหกรณ์ อาจก่อให้เกิดปัญหาในการใช้สิทธิของเจ้าของหุ้นที่แท้จริง

6.6 ข้อพิพาทเกี่ยวกับทายาท ในกรณีที่สมาชิกเสียชีวิต อาจเกิดข้อพิพาทระหว่างทายาทหลายคนเกี่ยวกับการรับเงินค่าหุ้น หรือการตัดสินใจว่าจะรับหุ้นคืนหรือให้ทายาทคนใดคนหนึ่งเข้ารับโอนหุ้นแทน การสื่อสารที่ชัดเจนจากสหกรณ์และการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่ทายาทจึงเป็นสิ่งสำคัญ รวมถึงการตรวจสอบการเป็นทายาทตามกฎหมาย

7. ข้อกฎหมาย

7.1 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา 42 ในการชำระค่าหุ้น สมาชิกจะนำค่าหุ้นหักกลบลบหนี้กับสหกรณ์ไม่ได้และสมาชิกมีความรับผิดเพียง ไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ

ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น และ เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิก ผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ และให้สหกรณ์มีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น

มาตรา 43 ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

(5) ทุนซึ่งแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าของหุ้น การชำระค่าหุ้นด้วยเงินหรือทรัพย์สินอื่น การขาย และการโอนหุ้น ตลอดจนการจ่ายคืนค่าหุ้น

7.2 ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566

ข้อ 7 วรรคท้าย ...กรณีสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพตามข้อ 7 (1) (2) โดยเมื่อคำนวณมูลค่าต่อหุ้นตามข้อ 6แล้วมีมูลค่าต่อหุ้นลดลง หรือเป็นศูนย์ หรือติดลบ และทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ยังไม่มีความประสงค์จะรับค่าหุ้นคืนในขณะนั้น สหกรณ์อาจโอนจำนวนวนทั้งจำนวนให้แก่ทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ ซึ่งจะต้องเป็นสมาชิกหรือสมาชิกสมทบแล้วแต่กรณีตามข้อบังคับของสหกรณ์ ทั้งนี้ ข้อบังคับของสหกรณ์

จะต้องกำหนดให้สามารถรับโอนหุ้นในกรณีดังกล่าวได้

7.3 ข้อบังคับสหกรณ์

ข้อ ... การถือหุ้น สมาชิกจะขายหรือโอนหุ้นซึ่งตนถือให้ผู้อื่นไม่ได้ และจะถอนคืนหุ้นในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้

เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธินำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้และให้สหกรณ์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น

ข้อ ... การโอนหุ้นของสมาชิก การโอนหุ้นซึ่งสมาชิกถืออยู่ในสหกรณ์จะทำได้โดยเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) สมาชิกผู้โอนได้ออกจากสหกรณ์ และจะโอนหุ้นซึ่งชำระเต็มมูลค่าแล้วเท่านั้น

(2) สมาชิกผู้โอนไม่มีหนี้สินของตนซึ่งต้องรับผิดชอบต่อสหกรณ์โดยตรง

(3) ผู้รับโอนต้องเป็นสมาชิกในสหกรณ์นี้ หรือผู้สมัครซึ่งคณะกรรมการดำเนินการตกลงให้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว

การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือตามแบบที่สหกรณ์กำหนดไว้ โดยลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานอย่างน้อยสองคนรับรองลายมือชื่อนั้น ๆ

เมื่อสหกรณ์ได้สอบสวนพิจารณาแล้วปรากฏว่า การโอนหุ้นได้กระทำโดยถูกต้องและครบถ้วนตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น และได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้รับโอนลงในทะเบียนหุ้นแล้วเสร็จ จึงเป็นอันรับรองการโอนหุ้นนั้น ๆ

ข้อ ... การแจ้งความจำนงเพื่อโอนหุ้น สมาชิกซึ่งประสงค์จะโอนหุ้นโดยถูกต้องตามเงื่อนไขที่กำหนดในข้อ ... (1) และ (2) แต่ไม่อาจหาสมาชิกผู้รับโอนได้จะแจ้งความจำนงเพื่อโอนหุ้นไว้ต่อสหกรณ์เป็นหนังสือก็ได้ เมื่อสหกรณ์ได้รับแจ้งเช่นนั้นแล้วถ้ามีสมาชิกอื่นมาขอถือหุ้น สหกรณ์จะจัดให้ทำความตกลงกันโอนหุ้น ซึ่งรับแจ้งความจำนงไว้นั้นก่อนการออกหุ้นใหม่

ข้อ ... กรณีสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพ โดยเมื่อคำนวณมูลค่าต่อหุ้นแล้วมีมูลค่าต่อหุ้นลดลง หรือเป็นศูนย์ หรือติดลบ และทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ยังไม่มีความประสงค์จะรับค่าหุ้นคืนในขณะนั้น สหกรณ์อาจโอนจำนวนหุ้นทั้งจำนวนให้แก่ทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ซึ่งจะต้องเป็นสมาชิกหรือสมาชิกสมทบแล้วแต่กรณีตามข้อบังคับของสหกรณ์

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

อัตลักษณ์และรากฐานปรัชญาของสหกรณ์

สหกรณ์ (Cooperative) เป็นรูปแบบองค์กรที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยดำรงอยู่ระหว่างองค์กรธุรกิจที่มุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดและวิสาหกิจที่ไม่แสวงหาผลกำไร สหกรณ์คือวิสาหกิจทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยอัตลักษณ์สหกรณ์ มาจากพื้นฐานแนวคิดที่สำคัญ ได้แก่ ค่านิยม คุณค่า อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์
อัตลักษณ์และรากฐานปรัชญาของสหกรณ์
องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ICA) ได้กำหนด "แถลงการณ์อัตลักษณ์สหกรณ์" (Statement on the Cooperative Identity) ขึ้นในปี 1995 เพื่อเป็นมาตรฐานสากล โดยอัตลักษณ์ดังกล่าวประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คำนิยาม คุณค่า และหลักการ
คำนิยามสากลระบุว่า สหกรณ์คือ องค์การอิสระของบุคคลซึ่งรวมกันด้วยความสมัครใจเพื่อสนองความต้องการและความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยผ่านวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันและควบคุมตามหลักประชาธิปไตย" คำนิยามนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่บ่งชี้ถึงสาระสำคัญของสหกรณ์ว่าไม่ใช่เป็นเพียงหน่วยธุรกิจ แต่เป็นขบวนการของ "คน" ที่มีเป้าหมายร่วมกัน
คุณค่าและค่านิยมสหกรณ์: แก่นแท้แห่งความร่วมมือ
คุณค่าและค่านิยมเป็นเสมือน DNA หรือรหัสพันธุกรรมที่กำหนดพฤติกรรมและทิศทางขององค์กรสหกรณ์ (ในเอกสารภาษาไทยมักใช้คำว่า "คุณค่า") ซึ่งได้แก่
1) คุณค่าพื้นฐาน (Foundational Values) คือชุดความเชื่อหลักที่เป็นรากฐานของโครงสร้างและการดำเนินงานของสหกรณ์ ประกอบด้วย การช่วยตนเอง (self-help) ความรับผิดชอบต่อตนเอง (self-responsibility) ประชาธิปไตย (democracy) ความเสมอภาค (equality) ความเที่ยงธรรม (equity) และความเป็นเอกภาพ (solidarity) ซึ่งคุณค่าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสหกรณ์เป็นองค์กรที่สมาชิกต้องพึ่งพาตนเองและรับผิดชอบร่วมกัน ภายใต้โครงสร้างที่ยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตย
2) ค่านิยมทางจริยธรรม (Ethical Values) คือกรอบจริยธรรมที่สืบทอดมาจากผู้บุกเบิกการสหกรณ์ เป็นแนวทางในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยกันและกับสังคมภายนอก ประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต (honesty) ความเปิดเผย (openness) ความรับผิดชอบต่อสังคม (social responsibility) และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น (caring for others)
การยึดมั่นใน "คุณค่าและค่านิยมตามหลัก ICA" ที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้ คือสิ่งที่นำไปสู่การสร้าง "คุณประโยชน์" (worth/benefit) ในวงกว้างให้แก่สมาชิกและชุมชน เช่น การมีรายได้ที่สูงขึ้น การมีสวัสดิการที่ดี หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน กล่าวคือ คุณค่าและค่านิยมคือ "เหตุ" ส่วนคุณประโยชน์ที่จับต้องได้คือ "ผล" ที่ตามมา
อุดมการณ์สหกรณ์: วิสัยทัศน์สู่สังคมที่ยั่งยืน
อุดมการณ์สหกรณ์ คือเป้าหมายสูงสุดทางสังคมที่ขบวนการสหกรณ์มุ่งมั่นจะสร้างให้เกิดขึ้นจริง โดยมีคำนิยามที่ชัดเจนว่าคือ "ความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ จะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี มีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคม" อุดมการณ์นี้ยกระดับเป้าหมายของสหกรณ์ให้สูงกว่าแค่ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม เป็นภาพฝันปลายทางที่ขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมด
ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง: จากคุณค่าและค่านิยมสู่อุดมการณ์
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่า ค่านิยม และอุดมการณ์ เป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่ชัดเจน หากเปรียบเทียบแล้ว การยึดมั่นใน "คุณค่าและค่านิยม" คือ "หนทาง" (the means) ในขณะที่ "อุดมการณ์" คือ "เป้าหมายปลายทาง" (the end) การที่สหกรณ์ดำเนินงานโดยยึดหลักประชาธิปไตย (คุณค่า) มีความซื่อสัตย์โปร่งใส (ค่านิยม) และสมาชิกมีความรับผิดชอบต่อตนเอง (คุณค่า) คือกลไกที่จะนำพาสมาชิกและสังคมไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุข (อุดมการณ์) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตารางที่ 1 กรอบอัตลักษณ์สหกรณ์

องค์ประกอบ

คำนิยาม

บทบาท/หน้าที่

คุณค่าพื้นฐาน (Foundational Values)

ความเชื่อหลัก 6 ประการ ได้แก่ การช่วยตนเอง การรับผิดชอบต่อตนเอง ประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรม ความเป็นเอกภาพ ที่เป็นรากฐานขององค์กร

เป็น DNA หรือรหัสพันธุกรรมที่กำหนดโครงสร้างและเป้าหมายพื้นฐานของสหกรณ์

ค่านิยมทางจริยธรรม (Ethical Values)

กรอบจริยธรรม 4 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ การเปิดเผย ความรับผิดชอบต่อสังคม ความเอื้ออาทร ที่สืบทอดจากผู้บุกเบิก

เป็นเข็มทิศทางจริยธรรมในการดำเนินงานและการปฏิสัมพันธ์กับภายนอก

อุดมการณ์ (Ideology)

ความเชื่อร่วมกันว่าจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี มีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคม

เป็นเป้าหมายสูงสุดทางสังคม (Ultimate Social Goal) ที่ขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์

 

หลักการสหกรณ์ 7 ประการ: เข็มทิศนำทางการดำเนินงาน
หากคุณค่าและอุดมการณ์เป็น "ปรัชญา" หลักการสหกรณ์ก็คือ "เข็มทิศ" ที่นำปรัชญานั้นมาสู่การปฏิบัติจริง เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญที่สุด โดยนิยามว่าคือ "แนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้คุณค่าของสหกรณ์เกิดผลเป็นรูปธรรม"
หลักการที่ 1: การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง (Voluntary and Open Membership)
หลักการนี้กำหนดว่าสหกรณ์เป็นองค์การแห่งความสมัครใจ เปิดรับบุคคลทั่วไปที่สามารถใช้บริการและเต็มใจรับผิดชอบในฐานะสมาชิก โดยปราศจากการกีดกันทางเพศ ฐานะทางสังคม เชื้อชาติ การเมือง หรือศาสนา ในบริบทของไทย การกำหนดคุณสมบัติสมาชิกตามข้อบังคับ เช่น กำหนดให้เป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่สำหรับสหกรณ์การเกษตร หรือเป็นบุคลากรในหน่วยงานสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์
การกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกดังกล่าว ไม่ถือว่าขัดต่อหลักการนี้ เพราะเป็นการสร้างกลุ่มคนที่มี "ความต้องการร่วมกัน" ซึ่งเป็นหัวใจของคำนิยามสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าการมี "สมาชิกสมทบ" ซึ่งขาดคุณสมบัติสมาชิกสามัญ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมผลประโยชน์ของสมาชิกสามัญได้หากมีจำนวนมากเกินไป
หลักการที่ 2: การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (Democratic Member Control)
สหกรณ์เป็นองค์การประชาธิปไตยที่ควบคุมโดยมวลสมาชิก สำหรับสหกรณ์ขั้นปฐม (Primary Cooperative) สมาชิกมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน คือ "หนึ่งคน หนึ่งเสียง" (One Member, One Vote) ไม่ว่าจะมีจำนวนหุ้นมากน้อยเพียงใด สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจผ่านการประชุมใหญ่สามัญประจำปี และเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการเพื่อเป็นตัวแทนในการบริหารงาน ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อมวลสมาชิก
เช่น การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ เป็นเวทีที่สมาชิกหลายพันคนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ อนุมัติงบการเงิน และแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของสหกรณ์ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงอำนาจควบคุมสูงสุดของสมาชิกอย่างแท้จริง
หลักการที่ 3: การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก (Member Economic Participation)
สมาชิกต้องมีส่วนร่วมในการลงทุนในสหกรณ์ของตนเองอย่างเสมอภาค (ผ่านการซื้อหุ้น) และควบคุมการใช้เงินทุนตามแนวทางประชาธิปไตย จุดเด่นที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไปคือแนวทางการจัดสรรกำไรสุทธิ (Surplus) เมื่อสิ้นปีบัญชี ซึ่งจะถูกจัดสรรเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ
1) เพื่อการพัฒนาสหกรณ์ โดยจัดสรรเป็นทุนสำรองซึ่งไม่สามารถนำมาแบ่งปันกันได้
2) เพื่อตอบแทนสมาชิกตามสัดส่วนของปริมาณธุรกิจที่ทำกับสหกรณ์ (เงินเฉลี่ยคืน)
3) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ ที่มวลสมาชิกเห็นชอบ
เช่น สหกรณ์ร้านค้า เมื่อมีกำไรสุทธิ จะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งจ่ายเป็น "เงินปันผล" ตามจำนวนหุ้นที่สมาชิกถือครอง และอีกส่วนหนึ่งจ่ายเป็น "เงินเฉลี่ยคืน" ตามยอดการซื้อสินค้าของสมาชิกแต่ละคนตลอดทั้งปี นี่คือการนำหลักการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจมาปฏิบัติอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด
หลักการที่ 4: การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ (Autonomy and Independence)
สหกรณ์เป็นองค์กรที่พึ่งพาและปกครองตนเองโดยการควบคุมของมวลสมาชิก หากสหกรณ์ต้องทำข้อตกลงกับองค์กรอื่น รวมถึงหน่วยงานของรัฐ หรือระดมทุนจากแหล่งภายนอก จะต้องกระทำภายใต้เงื่อนไขที่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจการควบคุมตามแนวทางประชาธิปไตยของสมาชิกและความเป็นอิสระของสหกรณ์
ประเด็นนี้มีความท้าทายในบริบทไทย ซึ่งสหกรณ์จำนวนมากโดยเฉพาะภาคการเกษตรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ การสร้างสมดุลระหว่างการรับความช่วยเหลือกับการรักษาความเป็นอิสระจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
เช่น สหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว แม้จะได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และงบประมาณจากรัฐ แต่การตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ การวางแผนการผลิต และการบริหารจัดการภายในยังคงเป็นอำนาจของคณะกรรมการและที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์นั้น ๆ
หลักการที่ 5: การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ (Education, Training, and Information)
หลักการนี้กำหนดให้สหกรณ์ต้องให้การศึกษาและฝึกอบรมแก่สมาชิก คณะกรรมการ ผู้จัดการ และพนักงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของการสหกรณ์
หลักการข้อนี้ถือเป็น "จุดอ่อนของสหกรณ์ในประเทศไทยในทุกระดับ" เนื่องจากผลการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าสาเหตุหลักของจุดอ่อนนี้เกิดจากการขาดแผนแม่บทด้านการศึกษาที่ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยขบวนการสหกรณ์เอง และการพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐในการจัดอบรมมาเป็นเวลานาน สภาวการณ์เช่นนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อจิตวิญญาณแห่งการช่วยตนเอง (หลักการที่ 4) แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังหลักการอื่น ๆ อีกด้วย เมื่อสมาชิกขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตน อาจทำให้การมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) ลดน้อยลง ไม่เข้าใจบทบาททางเศรษฐกิจของตนในฐานะเจ้าของ (หลักการที่ 3) และอาจทำให้การกำกับดูแลการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น การยกระดับหลักการที่ 5 จึงอาจเป็นจุดคานงัดที่สำคัญที่สุดในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสหกรณ์ไทยทั้งระบบ
แม้ภาพรวมจะมีความท้าทาย แต่สหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จหลายแห่งได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการนำหลักการนี้มาใช้ เช่น การกำหนดพันธกิจที่ชัดเจนในการ "ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารแก่สมาชิก" และ "พัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ให้มีทักษะและสมรรถนะสูง"
หลักการที่ 6: การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ (Cooperation among Cooperatives)
สหกรณ์จะสามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการสหกรณ์ได้โดยการร่วมมือกันผ่านโครงสร้างระดับท้องถิ่น
ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับนานาชาติ การร่วมมือนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในแนวตั้ง (Vertical) คือสหกรณ์ประเภทเดียวกันรวมตัวกันจัดตั้งเป็นชุมนุมสหกรณ์ และในแนวนอน (Horizontal) คือสหกรณ์ต่างประเภททำธุรกิจเกื้อกูลกัน
เช่น การที่เครือข่ายสหกรณ์ประมงและสหกรณ์ปศุสัตว์ร่วมกันจัดตั้งแบรนด์กลาง "Fish Coop" และ "E-coop Beef" เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและบุกเบิกตลาดส่งออก เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการนำหลักการนี้มาใช้ในเชิงรุก อีกตัวอย่างคือ ชุมนุมร้านสหกรณ์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจัดซื้อสินค้าจำนวนมากในราคาที่ถูกลง เพื่อกระจายให้แก่ร้านสหกรณ์สมาชิกทั่วประเทศ
หลักการที่ 7: การเอื้ออาทรต่อชุมชน (Concern for Community)
หลักการนี้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบของสหกรณ์ออกไปนอกเหนือจากสมาชิก ไปสู่ชุมชนและสังคมในวงกว้าง โดยกำหนดว่าสหกรณ์พึงดำเนินกิจการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชน ตามนโยบายที่มวลสมาชิกให้ความเห็นชอบ เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางที่เข้าร่วม "โครงการถนนยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร" ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาให้สมาชิกผู้ปลูกยาง แต่ยังช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งชุมชน นอกจากนี้ สหกรณ์หลายแห่งยังจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรหลานในชุมชน หรือสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ตารางที่ 2: หลักการสหกรณ์ 7 ประการกับการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย

หลักการ

(Principle)

พันธกิจหลัก

(Core Mandate)

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในสหกรณ์ไทย

(Thai Application Example)

หลักการที่ 1 การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง

เปิดรับสมาชิกโดยไม่กีดกันบนพื้นฐานของความต้องการร่วมกัน

สหกรณ์การเกษตรเปิดรับเกษตรกรในพื้นที่ สหกรณ์ออมทรัพย์เปิดรับบุคลากรในองค์กร

หลักการที่ 2 การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย

ยึดหลัก "หนึ่งคน หนึ่งเสียง" สมาชิกมีอำนาจสูงสุดในการควบคุมและตัดสินใจ

การประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการและอนุมัติงบการเงิน

หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก

สมาชิกลงทุน (ซื้อหุ้น) และใช้บริการ ผลกำไรถูกจัดสรรคืนสู่สมาชิกและองค์กร

การจ่าย "เงินปันผล" ตามหุ้น และ "เงินเฉลี่ยคืน" ตามยอดธุรกิจของสหกรณ์

หลักการที่ 4 การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ

องค์กรต้องพึ่งพาและปกครองตนเอง รักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

สหกรณ์ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการรัฐ โดยยังคงอำนาจบริหารจัดการภายในไว้เอง

หลักการที่ 5 การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ

ให้ความรู้แก่สมาชิกและบุคลากรเพื่อการพัฒนาสหกรณ์อย่างมีประสิทธิผล

สหกรณ์จัดอบรมสมาชิกใหม่ สัมมนาคณะกรรมการ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์

สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการสหกรณ์

การจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์โคนมเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปและแบรนด์ร่วมกัน

หลักการที่ 7 การเอื้ออาทรต่อชุมชน

ดำเนินกิจการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนและสังคมโดยรวม

สหกรณ์จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียน  โรงพยาบาล หรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์

 

วิธีการสหกรณ์: การบูรณาการหลักการสู่โลกธุรกิจ
วิธีการสหกรณ์คือขั้นตอนสุดท้ายที่เชื่อมโยงปรัชญาและหลักการทั้งหมดเข้ากับการดำเนินงานจริงในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เพื่อเป็น “ธุรกิจที่แตกต่าง”
"วิธีการสหกรณ์" (Cooperative Practices) มีคำนิยามว่าคือ "การนำหลักการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกและชุมชน โดยไม่ละเลยหลักการธุรกิจที่ดี"
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการสร้างสมดุลระหว่าง "เป้าหมายทางสังคม" ในการให้บริการสมาชิก และ "ความอยู่รอดทางธุรกิจ" ที่ต้องมีกำไรเพื่อความยั่งยืน สหกรณ์จึงไม่ใช่การกุศล แต่เป็นธุรกิจรูปแบบพิเศษที่เจ้าของ (Owner) และลูกค้า (Customer) เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน หรือที่เรียกว่า "Co-owners customers"
ตัวอย่างการประยุกต์วิธีการใช้ในสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเผยให้เห็นว่า "วิธีการสหกรณ์" ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่จะถูกปรับใช้แตกต่างกันไปตามบริบทของสมาชิกและประเภทธุรกิจ เมื่อพิจารณาข้อมูลสหกรณ์ที่มีผลกำไรและสินทรัพย์สูงสุดของประเทศ จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นในกลุ่มผู้มีรายได้ประจำและมั่นคง เช่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย และข้าราชการ
จากการวิเคราะห์จุดแข็งของสหกรณ์ออมทรัพย์ระบุชัดเจนว่าปัจจัยสำคัญคือ "ระบบหักเงินได้รายเดือนของสมาชิก ณ ที่จ่าย" และ "การที่สมาชิกเป็นกลุ่มอาชีพเดียวกัน" สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่า ความมั่นคงทางอาชีพของสมาชิกนำไปสู่กระแสเงินทุน (ค่าหุ้นและเงินชำระหนี้) ที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสินเชื่อและสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้แก่สหกรณ์ได้ง่ายกว่า สภาวะเช่นนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสหกรณ์การเกษตรที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรและภัยธรรมชาติ ดังนั้น ความสำเร็จของวิธีการสหกรณ์จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกเป็นอย่างมาก
สหกรณ์ออมทรัพย์ (Savings & Credit Cooperatives)
มุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการเงินผ่านการส่งเสริมการออม (มักใช้วิธีหักเงินเดือน ณ ที่จ่าย) และให้บริการสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก หัวใจของการบริหารคือการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและด้านเครดิตอย่างมีประสิทธิภาพ
สหกรณ์การเกษตร (Agricultural Cooperatives)
มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรรายย่อยผ่านการ "รวมกันซื้อ" ปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ราคาถูก และ "รวมกันขาย" ผลผลิตเพื่อให้มีอำนาจต่อรองและได้ราคาสูงขึ้น รวมถึงการจัดหาสินเชื่อเพื่อการผลิตและส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ความท้าทายหลักคือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการตลาดที่ซับซ้อน
สหกรณ์ร้านค้า (Consumer Cooperatives)
จัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและมีคุณภาพมาจำหน่ายแก่สมาชิกในราคายุติธรรม กลไกสำคัญคือการนำกำไรสุทธิมาปันส่วนคืนให้สมาชิกในรูปของเงินปันผลตามหุ้นและเงินเฉลี่ยคืนตามยอดซื้อ ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

ตารางที่ 3: การวิเคราะห์วิธีการสหกรณ์ในสหกรณ์ไทยที่ประสบความสำเร็จ

ประเภทสหกรณ์

วิธีการทางธุรกิจหลัก (Key Business Method)

หลักการสหกรณ์ที่โดดเด่น (Prominent Principles)

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Success Factor)

ออมทรัพย์

การบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ การส่งเสริมการออมผ่านการหักเงินเดือน การจัดสวัสดิการ

หลักการ 3 4 และ 5

ฐานสมาชิกมีรายได้มั่นคง การบริหารจัดการมืออาชีพ

การเกษตร

การจัดการห่วงโซ่คุณภาพเพื่อการส่งออก การสร้างแบรนด์ การเชื่อมโยงตลาดโดยตรง

หลักการ 3 6 และ 7

การเข้าถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม  การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด

ร้านค้า

การจัดหาสินค้าที่ตรงความต้องการ การคืนกำไรตามยอดซื้อ การให้บริการสวัสดิการ

หลักการ 1 3 และ 7

การมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน (บุคลากร) การสร้างความภักดีต่อองค์กร

 

บริบทเฉพาะของสหกรณ์ไทย: การผสานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ลักษณะเด่นประการหนึ่งของขบวนการสหกรณ์ไทยคือการน้อมนำ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหลักการสหกรณ์สากลในบริบทวัฒนธรรมไทย
ความสอดคล้องระหว่างหลักการสหกรณ์และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยหลัก 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และ 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งแนวคิดเหล่านี้มีความสอดคล้องและสามารถนำมา "จับคู่" กับคุณค่าและหลักการสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน
การช่วยตนเองและความรับผิดชอบต่อตนเอง (คุณค่า) สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ความพอประมาณ และ การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับตนเองและครอบครัว
การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก (หลักการที่ 3) ผ่านการถือหุ้นและการออม คือการสร้าง ภูมิคุ้มกันที่ดีด้านการเงินจากภายใน ไม่ใช่การพึ่งพาแหล่งทุนภายนอกเพียงอย่างเดียว
การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) และ การศึกษา ฝึกอบรม (หลักการที่ 5) ส่งเสริมให้สมาชิกตัดสินใจอย่าง มีเหตุผล บนพื้นฐานของ เงื่อนไขความรู้
ค่านิยมทางจริยธรรม เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อสังคม สอดคล้องโดยตรงกับ เงื่อนไขคุณธรรม
การบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเรื่องการสหกรณ์ไทยนั้น มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าการปฏิบัติตามหลักการ แต่เป็นการสร้างกรอบวัฒนธรรมที่ช่วยเสริมพลังให้หลักการสากลของสหกรณ์
"การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี" ผ่านการออมและการซื้อหุ้น เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและมีพลังในการหนุนเสริม "การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก"
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ได้เพียงแค่สอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น "สะพานทางวัฒนธรรม" ที่ช่วยขยายผลและฝังรากหลักการเหล่านั้นให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
องค์ประกอบทั้ง 5 ประการของสหกรณ์มีความสัมพันธ์กันในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยมี คุณค่าและค่านิยม เป็นรากฐานทางปรัชญาที่นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ อุดมการณ์ โดยมี หลักการ ทั้ง 7 ประการเป็นเสมือนเข็มทิศนำทาง และมี วิธีการ เป็นการนำหลักการไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในโลกธุรกิจ การทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงระบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการขับเคลื่อนสหกรณ์ให้บรรลุเป้าหมายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
ปัจจัยแห่งความสำเร็จและความท้าทายของขบวนการสหกรณ์ไทย
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
1) ฐานสมาชิกที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีสมาชิกประกอบอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคง
2) ธรรมาภิบาล: การบริหารงานที่โปร่งใส ซื่อสัตย์ และตรวจสอบได้ เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น
3) การเชื่อมโยงตลาด ความสามารถในการหาตลาดใหม่ ๆ และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยเฉพาะในภาคการเกษตร
4) การสนับสนุนจากภาครัฐ โครงการต่าง ๆ ของรัฐเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเสริมศักยภาพและลดความเสี่ยงให้สหกรณ์
ความท้าทาย
1) จุดอ่อนด้านการศึกษา (หลักการที่ 5) การขาดการให้ความรู้และฝึกอบรมแก่สมาชิกและบุคลากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ถือเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด
2) ความเสี่ยงในภาคการเกษตร สหกรณ์การเกษตรยังคงเผชิญกับความผันผวนของราคาผลผลิตและภัยธรรมชาติ ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน
3) การมีส่วนร่วมของสมาชิก สมาชิกจำนวนไม่น้อยยังขาดความตระหนักในบทบาท "เจ้าของร่วม" ทำให้การควบคุมตามหลักประชาธิปไตยไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ
4) การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการบริการ เพื่อให้สามารถแข่งขันในโลกธุรกิจสมัยใหม่ได้
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
1) ยกระดับหลักการที่ 5 (การศึกษา) อาจมีการจัดตั้ง "กองทุนพัฒนาการศึกษาและบุคลากรสหกรณ์" ที่บริหารจัดการโดยเครือข่ายสหกรณ์เอง (เช่น ชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติ) เพื่อออกแบบหลักสูตรและจัดอบรมที่ตรงตามความต้องการของสหกรณ์แต่ละประเภทอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารัฐและสร้างความเข้มแข็งจากภายใน
2) เสริมสร้างหลักการที่ 6 (การร่วมมือ) ควรส่งเสริมการจัดตั้ง "เครือข่ายธุรกิจระหว่างสหกรณ์" (Inter-cooperative Business Networks) อย่างเป็นทางการและยั่งยืน เพื่อสร้างแบรนด์ร่วม ทำการตลาดเชิงรุก และลงทุนในโลจิสติกส์และเทคโนโลยีร่วมกัน
3) หน่วยงานภาครัฐ ปรับบทบาทเชิงนโยบาย ควรปรับบทบาทจากการเป็น "ผู้จัดการฝึกอบรม" (Trainer) มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวกและผู้สนับสนุน" (Facilitator & Supporter) โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนแผนการศึกษาที่ริเริ่มโดยขบวนการสหกรณ์เอง
4) ส่งเสริมนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้สหกรณ์โดยเฉพาะภาคการเกษตรสามารถแปรรูปสินค้า บริหารจัดการความเสี่ยง และแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5) สมาชิกสหกรณ์ ตระหนักในบทบาทเจ้าของ โดยต้องตระหนักว่าตนเองคือ "เจ้าของร่วม" ไม่ใช่เป็นเพียง "ลูกค้า" โดยต้องกระตือรือร้นในการเข้าร่วมประชุม ศึกษาข้อมูล ใช้สิทธิเลือกตั้ง และตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้หลักการประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) และการควบคุมโดยสมาชิกเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จของสหกรณ์ทุกแห่ง

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...