วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

การเหมาจ่ายค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด และค่าจ้างในวันหยุด

ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด และค่าจ้างในวันหยุด เป็นเรื่องที่นายจ้างและลูกจ้างในบางองค์กรไม่ค่อยให้ความสำคัญ หยวน ๆ ประมาณว่าแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย อยู่กันแบบพี่แบบน้อง นายจ้างมองว่าถ้าจ่ายตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานก็จะมีค่าใช้จ่ายสูง ลูกจ้างก็มองว่าก็ทำ ๆ ไป เพื่อองค์กร ไม่หนักหนาอะไร รับแค่เงินเดือนก็พอ ซึ่งผมก็เข้าใจนะ แต่ก็จะแนะนำเสมอว่า จะทำกันอย่างไรต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย

ยกตัวอย่างเช่น ช่วงสิ้นปีทางบัญชีต้องมีการจัดทำงบการเงินประจำปี จะเป็นช่วงเวลาที่ยุ่งกันมาก จึงต้องมีการทำงานล่วงเวลาในวันทำงานปกติ และมีการทำงานในวันหยุด ก็ด้วยความที่เอาแบบหยวน ๆ นายจ้างลูกจ้างตกลงยินยอมพร้อมใจกัน โดยนายจ้างอนุมัติเงินก้อนหนึ่งเป็นตัวเลขกลม ๆ เหมากันไปเลยกี่วันก็ว่ากันไปช่วงปิดบัญชี ถามว่ากรณีแบบนี้เป็นไปตามกฎหมายหรือขัดต่อกฎหมาย มีอะไรที่พึงต้องระมัดระวังบ้าง

ข้อกฎหมาย กฎ หนังสือหารือ และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

1) พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 5 61 62 63 64 68 70

2) ข้อบังคับการทำงานที่กำหนดขึ้นตามมาตรา 108 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

3) หนังสือหารือกฎหมายแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (อ้างอิงข้อหารือกองนิติการที่ รง 0505/2742 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2562)

4) คำพิพากษาฎีกาที่ 5978/2550 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5442 - 5468/2548 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2548 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3923 - 3932/2546 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905 - 4927/2545

แนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย

1) ปฏิบัติให้เป็นไปตามข้อบังคับการทำงานที่กำหนด ซึ่งข้อบังคับการทำงานดังกล่าวเป็นไปตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานฯ

2) สัญญาจ้างแรงงานเป็นสัญญาต่างตอบแทน ซึ่งลูกจ้างตกลงทำงานให้นายจ้าง และนายจ้างตกลงจะให้สินจ้างหรือค่าจ้างตลอดเวลาที่ลูกจ้างทำงานให้ (มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) กรณีนายจ้างจ่าย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด และค่าจ้างในวันหยุด ไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือนอกเหนือจากที่กฎหมายกำหนด ให้พิจารณา ดังนี้

2.1 กรณีนายจ้างจ่าย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด และค่าจ้างในวันหยุดต่ำกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือว่านายจ้างผิดนัดและเป็นหนี้ลูกจ้าง นายจ้างต้องเสียดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ดูคำพิพากษาฎีกาที่ 5978/2550)

2.2) กรณีนายจ้างจ่าย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด และค่าจ้างในวันหยุดสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด ให้พิจารณาแยกเป็น 2 กรณี ดังนี้

2.2.1) ถ้านายจ้างจ่ายเงินผิด (คำนวณผิด) โดยจ่ายให้มากกว่าที่กฎหมายกำหนด ถือว่าเป็นลาภมิควรได้ ลูกจ้างต้องคืนเงินส่วนที่เกินให้แก่นายจ้าง (ปพพ. มาตรา 406 412 และ 1336) การคืนเงินอันเนื่องมาจากลาภมิควรได้ ต้องคำนึงถึงความสุจริตหรือไม่สุจริต หากเป็นผู้สุจริตให้คืนเงินเพียงเท่าที่เหลืออยู่ในเวลาที่ต้องคืน และหากเป็นผู้ทุจริตต้องคืนเงินเต็มจำนวนนับแต่เวลาที่เป็นผู้ทุจริต โดยให้รับผิดในดอกเบี้ยย้อนหลังในอัตราร้อยละ 3 ต่อปีของเงินที่ต้องคืน โดยเริ่มนับตั้งแต่เวลาที่เป็นผู้ทุจริตซึ่งเป็นเวลาที่บุคคลนั้นรู้ถึงเหตุของลาภมิควรได้ และหากทวงถามให้คืนเงินแล้วไม่คืน นายจ้างสามารถคิดดอกเบี้ยผิดนัดในอัตราร้อยละ 5 ต่อปีนับแต่เวลาที่ผิดนัดเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระหนี้ (ดูคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5442 - 5468/2548 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 823/2548 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3923 - 3932/2546 คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4905 - 4927/2545)

2.2.2) กรณีนายจ้างจ่าย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด และค่าจ้างในวันหยุดสูงกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยนายจ้างเต็มใจจ่ายให้เกิน แสดงว่า นายจ้างได้ใช้หลักเกณฑ์อื่นในการคำนวณ ถ้าคำนวณออกมาแล้วได้ผลลัพธ์เป็นจำนวนมากกว่าที่คำนวณได้ตามมาตรา 68 แห่ง พ.ร.บ. คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ก็มีผลใช้บังคับได้ การที่นายจ้างกำหนดเป็นสวัสดิการให้กับพนักงาน เนื่องจากพนักงานได้ทุ่มเทการทำงานให้นายจ้างตลอดระยะเวลาการดำเนินงาน การกำหนดสวัสดิการฯ ดังกล่าวถือได้ว่าเป็นการกำหนดสวัสดิการเพิ่มเติมนอกเหนือจากการจ่าย ค่าจ้าง ค่าล่วงเวลา ค่าล่วงเวลาในวันหยุด ค่าทำงานในวันหยุด และค่าจ้างในวันหยุดตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน นายจ้างจึงสามารถดำเนินการได้ ไม่เป็นการขัดหรือแย้งต่อกฎหมายคุ้มครองแรงงาน (ดูหนังสือหารือกฎหมายแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน (อ้างอิงข้อหารือกองนิติการที่ รง 0505/2742 ลงวันที่ 9 ตุลาคม 2562)

ผู้จัดการสหกรณ์ มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด หรือไม่ ?

กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง

1) พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา 65 วรรคแรก ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่หรือชื่อซึ่งนายจ้างให้ทำงานอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้ ไม่มีสิทธิได้รับค่าล่วงเวลาตามมาตรา 61 และค่าล่วงเวลาในวันหยุดตามมาตรา 63 ...

(1) ลูกจ้างซึ่งมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง

วรรคท้าย ทั้งนี้ เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง

มาตรา 66 ลูกจ้างตามมาตรา 65 (1) ไม่มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุดตามมาตรา 62 เว้นแต่นายจ้างตกลงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ลูกจ้าง

2) พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา 43 ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

(10) การแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง การกำหนดอำนาจหน้าที่ และความรับผิดชอบของผู้จัดการ

3) ข้อบังคับสหกรณ์

ข้อบังคับสหกรณ์กำหนดให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่และความรับผิดชอบพิจารณาจัดจ้างเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ตามอำนาจหน้าที่ที่กำหนดในระเบียบของสหกรณ์ รวมถึงกำหนดหน้าที่และวิธีปฏิบัติงานของบรรดาเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ตลอดจนเป็นผู้บังคับบัญชาและรับผิดชอบดูแลการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่เหล่านั้นให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อย

4) ระเบียบ ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสหกรณ์

- ให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาจ้างและแต่งตั้งผู้ได้รับการคัดเลือก หรือสอบคัดเลือก หรือสอบแข่งขันได้…

- ผู้จัดการมีอำนาจพิจารณาเลื่อนเงินเดือนหรือค่าจ้างของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ ตำแหน่งไม่สูงกว่าหัวหน้าแผนกและตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการในปีหนึ่ง ๆ โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการดำเนินการ

5) ระเบียบ ว่าด้วยข้อบังคับการทำงานของสหกรณ์

- สหกรณ์จะไม่จ่ายค่าล่วงเวลาและค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่เจ้าหน้าที่ ดังนี้

(1) เจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายให้มีอำนาจทำการแทนสหกรณ์ กรณีการจ้าง การให้บำเหน็จหรือการเลิกจ้าง เช่น ตำแหน่งผู้จัดการ เป็นต้น

- การลงโทษไล่ออกและให้ออกนั้น…เมื่อสอบสวนเสร็จแล้วให้คณะกรรมการสอบสวนเสนอรายงานพร้อมทั้งสำนวนการสอบสวนต่อผู้สั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อพิจารณาให้ความเห็นและเสนอตามลำดับจนถึงคณะกรรมการดำเนินการ

- ในกรณีดังกล่าว (ลงโทษโดยไม่ต้องสอบสวน) ให้ผู้บังคับบัญชาเสนอรายงานพร้อมด้วยหลักฐานตามลำดับจนถึงคณะกรรมการดำเนินการ เมื่อคณะกรรมการดำเนินการเห็นว่ามีหลักฐานฟังได้ตามรายงานนั้นก็ให้ไล่ออกได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3104 - 3105/2563

ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 มาตรา 65 (1) นั้น ต้องได้ความว่า “สำหรับกรณีการจ้าง ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจจ้างลูกจ้างที่จะเข้าทำงานกับนายจ้างได้ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ ตั้งแต่การคัดเลือกลูกจ้าง การกำหนดค่าจ้าง และการอนุมัติให้จ้างลูกจ้าง สำหรับกรณีการให้บำเหน็จ ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจประเมินผลงานแล้วมีอำนาจเลื่อนเงินเดือนให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชาด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ และสำหรับกรณีเลิกจ้าง ลูกจ้างคนนั้นต้องมีอำนาจเลิกจ้างลูกจ้างได้ด้วยตนเองโดยตรงอย่างสมบูรณ์ หากลูกจ้างคนนั้นมีอำนาจคัดเลือกลูกจ้างที่จะเข้าทำงาน แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเพื่ออนุมัติการจ้าง หรือมีอำนาจประเมินผลงานและเสนอเลื่อนขั้นเงินเดือนให้แก่ผู้ใต้บังคับบัญชา แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเป็นผู้อนุมัติให้เลื่อนขั้นเงินเดือนแก่ผู้ใต้บังคับบัญชาของลูกจ้างคนนั้น หรือมีอำนาจเสนอให้เลิกจ้างลูกจ้าง แต่ต้องเสนอผู้มีอำนาจของนายจ้างเป็นผู้อนุมัติให้เลิกจ้าง ถือไม่ได้ว่า ลูกจ้างคนนั้นมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนนายจ้างสำหรับกรณีการจ้าง”

ข้อวินิจฉัย

ผู้จัดการสหกรณ์ มีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เนื่องจากตาม ข้อบังคับของสหกรณ์ ตามระเบียบ ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสหกรณ์ และตามระเบียบข้อบังคับการทำงานของสหกรณ์ ไม่ได้มอบหมายให้ตำแหน่งผู้จัดการมีอำนาจโดยสมบูรณ์ในการทำการแทนสหกรณ์ กรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง

ทั้งนี้ หากระเบียบ ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสหกรณ์ หรือระเบียบ ว่าด้วยข้อบังคับการทำงานของสหกรณ์ หรือมติคณะกรรมการดำเนินการ มอบหมายให้ผู้จัดการมีอำนาจหน้าที่ทำการแทนสหกรณ์โดยสมบูรณ์ สำหรับกรณีการจ้าง การให้บำเหน็จ หรือการเลิกจ้าง ก็มิให้ผู้จัดการมีสิทธิได้รับค่าทำงานในวันหยุด ค่าล่วงเวลา และค่าล่วงเวลาในวันหยุด เว้นแต่ เว้นแต่สหกรณ์ตกลงจ่ายค่าล่วงเวลาหรือค่าล่วงเวลาในวันหยุดให้แก่ผู้จัดการ หรือ ตกลงจ่ายค่าทำงานในวันหยุดให้แก่ผู้จัดการ

วันศุกร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568

การจัดสวัสดิการสมาชิกสหกรณ์ แนวปฏิบัติทางกฎหมายเพื่อการส่งเสริมคุณภาพชีวิตโดยไม่ขัดต่อกฎหมายประกันภัย

          สหกรณ์จำนวนมากในประเทศไทยมีความมุ่งมั่นในการยกระดับคุณภาพชีวิตของสมาชิกผ่านการจัดสวัสดิการในรูปแบบต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง "กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้" ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อบรรเทาภาระทางการเงินของสมาชิกผู้ค้ำประกันในกรณีที่ผู้กู้ไม่สามารถชำระหนี้ได้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวมีความซับซ้อนและสุ่มเสี่ยงทางกฎหมาย เนื่องจากอาจถูกตีความว่าเป็นการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยไม่ได้รับใบอนุญาต ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อพระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และมีบทลงโทษที่รุนแรง

แก่นของประเด็นปัญหานี้อยู่ที่ความขัดแย้งเชิงหลักการระหว่างอำนาจของสหกรณ์ในการ "ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควร" ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 กับข้อห้ามเด็ดขาดในการ "ประกอบธุรกิจประกันภัย" โดยไม่ได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล

จากการวิเคราะห์ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด บทสรุปทางนิติศาสตร์ชี้ชัดว่า สหกรณ์สามารถจัดสวัสดิการเพื่อช่วยเหลือสมาชิกได้ แต่ต้องดำเนินการให้อยู่ภายใต้กรอบของ "การสงเคราะห์" อย่างแท้จริง ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญที่แตกต่างจากการประกันภัยอย่างสิ้นเชิง กล่าวคือ

(1) แหล่งเงินทุน ต้องมาจากการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์เป็นหลัก ไม่ใช่การเรียกเก็บเงินจากสมาชิกในลักษณะที่เป็นการตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครอง

(2) ลักษณะการจ่ายเงิน ต้องเป็นการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ในการพิจารณาให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณี ไม่ใช่การก่อให้เกิดสิทธิเรียกร้องตามสัญญาที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อมีเหตุการณ์ตามเงื่อนไข

(3) วัตถุประสงค์ของการจ่ายเงิน ต้องเป็นการช่วยเหลือเพื่อ "บรรเทาความเดือดร้อน" ตามสมควร ไม่ใช่การ "ชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" เพื่อให้ผู้รับประโยชน์กลับสู่สถานะเดิมเสมือนไม่เกิดความเสียหาย

ดังนั้น จึงขอเสนอแนะให้สหกรณ์ทุกแห่งดำเนินการทบทวนข้อบังคับและระเบียบว่าด้วยการจัดสวัสดิการที่มีอยู่ โดยเฉพาะกองทุนที่เกี่ยวข้องกับการชำระหนี้แทนสมาชิก ให้สอดคล้องกับหลักการทางกฎหมายที่กล่าวมาอย่างเคร่งครัด นอกจากนี้ การพิจารณาจัดหา "ประกันภัยกลุ่ม" จากบริษัทประกันภัยที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ถือเป็นทางเลือกเชิงกลยุทธ์ที่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงให้แก่สมาชิกได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส โดยปราศจากความเสี่ยงทางกฎหมายต่อสหกรณ์และคณะกรรมการ 

ส่วนที่ 1 กฎหมายและหลักการสหกรณ์ในการจัดสวัสดิการ

1.1 ปรัชญาและวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

หัวใจสำคัญของการสหกรณ์ตั้งอยู่บนปรัชญาของการพึ่งพาตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน หลักการนี้ได้รับการรับรองและบัญญัติไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ซึ่งนิยาม "สหกรณ์" ว่าเป็นคณะบุคคลที่ร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อ "ประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์" โดยอาศัยหลักการ "ช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน" เจตนารมณ์ดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่เพียงมิติทางเศรษฐกิจ เช่น การให้สินเชื่อหรือการรวบรวมผลผลิต แต่ยังครอบคลุมถึงมิติทางสังคม ซึ่งรวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของสมาชิกด้วย

หลักการนี้ได้รับการขยายความเพิ่มเติมใน กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภท พ.ศ. 2567 ซึ่งในข้อ 4 ได้กำหนดวัตถุประสงค์ทั่วไปของสหกรณ์ทุกประเภทไว้ว่าต้องมีการ "ปกป้องรักษาและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่สมาชิก" และ "ส่งเสริมการเรียนรู้และการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสมาชิกและชุมชน" การจัดสวัสดิการจึงไม่ใช่เพียงทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งที่สหกรณ์สามารถนำมาใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์หลักตามที่กฎหมายกำหนดไว้ เป็นการแสดงออกที่เป็นรูปธรรมของอุดมการณ์แห่งการไม่ทอดทิ้งกันในหมู่สมาชิก

1.2 ขอบเขตอำนาจในการ "ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควร"

บทบัญญัติที่เป็นฐานอำนาจโดยตรงในการจัดสวัสดิการของสหกรณ์คือ มาตรา 46(2) แห่ง         พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ซึ่งกำหนดให้สหกรณ์สามารถ "ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกและครอบครัว" ได้ การตีความถ้อยคำในมาตรานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดขอบเขตการดำเนินงานของสหกรณ์

คำว่า "ตามสมควร" เป็นองค์ประกอบสำคัญที่บ่งชี้ว่าอำนาจในการให้สวัสดิการนั้นไม่ใช่สิทธิเด็ดขาด แต่เป็นการใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ซึ่งต้องพิจารณาจากปัจจัยแวดล้อมหลายประการ เช่น ฐานะทางการเงินและผลกำไรของสหกรณ์ในแต่ละปี ระดับความเดือดร้อนของสมาชิกผู้ร้องขอ และหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อสมาชิกทุกคน การจ่ายเงินช่วยเหลือจึงไม่ควรเป็นไปโดยอัตโนมัติหรือมีจำนวนที่ตายตัวเสมือนเป็นสิทธิเรียกร้องตามสัญญา

นอกจากนี้ การที่กฎหมายเลือกใช้คำว่า "สวัสดิการหรือการสงเคราะห์" (Welfare/Assistance) แทนที่จะเป็น "การชดใช้ค่าเสียหาย" หรือ "การให้ความคุ้มครอง" สะท้อนถึงเจตนารมณ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ในทางกฎหมาย "การสงเคราะห์" มีนัยของการช่วยเหลือเพื่อบรรเทาความทุกข์ยากหรือความเดือดร้อน ซึ่งอาจไม่จำเป็นต้องครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้นทั้งหมด ในขณะที่ "การชดใช้ค่าสินไหมทดแทน" (Indemnification) ซึ่งเป็นหัวใจของสัญญาประกันภัย มีวัตถุประสงค์เพื่อชดเชยความเสียหายทางการเงินที่เกิดขึ้นจริง เพื่อให้ผู้รับประโยชน์กลับคืนสู่สถานะเดิมเสมือนหนึ่งว่าเหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้น การที่ผู้ร่างกฎหมายสหกรณ์จงใจเลือกใช้ถ้อยคำ "สงเคราะห์ตามสมควร" จึงเป็นการขีดเส้นแบ่งทางกฎหมาย เพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์เข้าไปรับความเสี่ยงทางการเงินในลักษณะเดียวกับบริษัทประกันภัย ซึ่งต้องอาศัยการคำนวณทางคณิตศาสตร์ประกันภัย การบริหารความเสี่ยง และการดำรงเงินกองทุนตามกฎหมายเฉพาะทางที่เข้มงวด

1.3 แหล่งที่มาของเงินทุนสวัสดิการ การจัดสรรจากกำไรสุทธิ

เพื่อตอกย้ำลักษณะของการสงเคราะห์ที่เป็นผลพวงจากความสำเร็จร่วมกันของสมาชิก กฎหมายได้กำหนดแหล่งที่มาของเงินทุนสำหรับจัดสวัสดิการไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา 60(4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ โดยบัญญัติให้สหกรณ์ต้องจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีส่วนหนึ่งไว้เป็น "ทุนสะสมเพื่อจัดสวัสดิการแก่สมาชิกและครอบครัว"

การกำหนดให้แหล่งทุนหลักมาจาก "กำไรสุทธิ" สะท้อนให้เห็นว่าการจัดสวัสดิการเป็นรูปแบบหนึ่งของการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจร่วมกันของมวลสมาชิกในรอบปีบัญชีนั้นๆ ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับโมเดลธุรกิจประกันภัยที่รายได้หลักมาจากการเรียกเก็บ "เบี้ยประกันภัย" จากผู้เอาประกันภัยแต่ละราย เพื่อนำไปบริหารจัดการความเสี่ยงและสร้างผลกำไร ดังนั้น การที่สหกรณ์จะเรียกเก็บเงินจากสมาชิกโดยตรงในลักษณะของ "เงินสมทบ" หรือ "ค่าธรรมเนียม" เพื่อนำเข้ากองทุนสวัสดิการใดสวัสดิการหนึ่งโดยเฉพาะ จึงเป็นการกระทำที่เบี่ยงเบนไปจากเจตนารมณ์ของกฎหมายสหกรณ์ และมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับการเรียกเก็บ "เบี้ยประกันภัย" ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาทางกฎหมายได้

ส่วนที่ 2 สวัสดิการสหกรณ์ กับ ธุรกิจประกันภัย

การทำความเข้าใจเส้นแบ่งระหว่างการจัดสวัสดิการที่ชอบด้วยกฎหมายสหกรณ์ กับการกระทำที่อาจเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจประกันภัยโดยมิชอบ จำเป็นต้องวิเคราะห์ถึงสาระสำคัญของสัญญาประกันภัยตามกฎหมายหลัก และแนวทางการกำกับดูแลของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

2.1 สาระสำคัญของสัญญาประกันภัยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ 3 ลักษณะ 20 ได้วางหลักการพื้นฐานของสัญญาประกันภัยไว้ว่า เป็นสัญญาซึ่งบุคคลหนึ่งเรียกว่า "ผู้รับประกันภัย" ตกลงจะใช้ค่าสินไหมทดแทนหรือใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีวินาศภัย หรือในเหตุอย่างอื่นในอนาคตดังได้ระบุไว้ในสัญญา และบุคคลอีกคนหนึ่งเรียกว่า "ผู้เอาประกันภัย" ตกลงจะส่งเงินซึ่งเรียกว่า "เบี้ยประกันภัย" จากบทบัญญัติดังกล่าว สามารถสรุปองค์ประกอบสำคัญของสัญญาประกันภัยได้ดังนี้

1) การตกลงจะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน: มีคำมั่นสัญญาที่ชัดเจนจากฝ่ายผู้รับประกันภัยว่าจะจ่ายเงินจำนวนหนึ่ง

2) เงื่อนไขแห่งอนาคตที่ไม่แน่นอน: การจ่ายเงินนั้นขึ้นอยู่กับการเกิดเหตุการณ์ในอนาคตที่อาจเกิดขึ้นหรือไม่ก็ได้

3) การชำระเบี้ยประกันภัย: ผู้เอาประกันภัยมีหน้าที่ต้องชำระเงินค่าตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครองนั้น

หัวใจสำคัญของสัญญาประกันภัยคือ "การโอนความเสี่ยง" (Risk Transfer) จากผู้เอาประกันภัยไปยังผู้รับประกันภัย โดยมีเบี้ยประกันภัยเป็นค่าตอบแทนในการรับความเสี่ยงนั้น ในทางตรงกันข้าม สวัสดิการของสหกรณ์ตามหลักการที่ถูกต้อง ควรมีลักษณะเป็น "การแบ่งปันความทุกข์ยาก" (Risk Sharing หรือ Solidarity) โดยใช้เงินกองกลางที่มาจากผลกำไรร่วมกันของสมาชิกทั้งหมด ไม่ใช่การโอนความเสี่ยงของสมาชิกคนใดคนหนึ่งมาให้สหกรณ์เป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง

2.2 การตีความ "การประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย"

พระราชบัญญัติประกันชีวิต พ.ศ. 2535 และ พระราชบัญญัติประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 ได้วางกรอบการกำกับดูแลธุรกิจประกันภัยไว้อย่างเข้มงวด โดยมีบทบัญญัติที่เป็นหัวใจสำคัญคือ

มาตรา 18 แห่ง พ.ร.บ. ประกันชีวิตฯ "ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันชีวิตกับบุคคลใด ๆ เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันชีวิต"

มาตรา 17 แห่ง พ.ร.บ. ประกันวินาศภัยฯ "ห้ามมิให้ผู้ใดทำการเป็นผู้รับประกันภัยโดยทำสัญญาประกันภัยกับบุคคลใด ๆ เว้นแต่จะเป็นผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบธุรกิจประกันวินาศภัย"

กฎหมายทั้งสองฉบับนี้ไม่ได้จำกัดการบังคับใช้เฉพาะกับนิติบุคคลที่จดทะเบียนเป็น "บริษัทประกันภัย" เท่านั้น แต่ครอบคลุม "การกระทำ" (Act) ใดๆ ก็ตามที่มีเนื้อหาและสาระสำคัญเข้าข่ายเป็นการรับประกันภัย ดังนั้น แม้สหกรณ์จะเรียกกิจกรรมของตนว่า "กองทุนสวัสดิการ" หรือ "โครงการสงเคราะห์" แต่หากวิธีการดำเนินงานมีองค์ประกอบครบถ้วนตามสัญญาประกันภัย กล่าวคือ มีการเรียกเก็บเงินจากสมาชิกเป็นการตอบแทน และให้คำมั่นสัญญาว่าจะจ่ายเงินจำนวนที่แน่นอนเมื่อเกิดเหตุการณ์ในอนาคต การกระทำดังกล่าวก็อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายได้ โดยหน่วยงานกำกับดูแลจะยึดหลัก "เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ" (Substance over Form) ในการวินิจฉัย

2.3 แนวทางปฏิบัติในเรื่องการจัดสวัสดิการของสหกรณ์

เพื่อสร้างความชัดเจนในทางปฏิบัติ กรมส่งเสริมสหกรณ์ ในฐานะนายทะเบียนสหกรณ์ ได้ออก หนังสือซักซ้อมแนวทางปฏิบัติในเรื่องการจัดสวัสดิการของสหกรณ์ ซึ่งถือเป็นแนวทางที่สหกรณ์ทุกแห่งต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยมีสาระสำคัญที่สรุปได้ว่า

"การจัดสวัสดิการหรือการตั้งกองทุนสวัสดิการต่าง ๆ เพื่อให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกสหกรณ์และครอบครัว สามารถกระทำได้ตามความในมาตรา 46(2) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 แต่ต้องไม่มีลักษณะที่เป็นการตกลงจะใช้เงินจำนวนหนึ่งให้ในกรณีที่สมาชิกของสหกรณ์เสียชีวิต หรือสมาชิกผู้กู้ถูกออกจากการเป็นสมาชิกหรือออกจากงานในขณะที่ยังมีหนี้สินอยู่กับสหกรณ์ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขให้สมาชิกต้องมีการส่งเงินจำนวนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทน... ซึ่งเงินดังกล่าวแม้จะไม่เรียกว่าเบี้ยประกันภัยก็ตาม ให้ถือว่าการดำเนินการดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการประกอบธุรกิจประกันชีวิตและประกันวินาศภัย"

แนวทางปฏิบัตินี้สอดคล้องกับความเห็นของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งได้เคยวินิจฉัยในลักษณะเดียวกันว่า สหกรณ์ไม่สามารถดำเนินการรับประกันภัยโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ได้  การที่กรมส่งเสริมสหกรณ์ต้องออกหนังสือซักซ้อมดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงแนวโน้มที่สหกรณ์จำนวนมากได้จัดตั้งกองทุนสวัสดิการในรูปแบบที่สุ่มเสี่ยงและอาจขัดต่อกฎหมาย ซึ่งอาจเกิดจากการตีความอำนาจของตนเองอย่างกว้างขวางเกินไป หรือเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิก แต่ขาดความเข้าใจในข้อกฎหมายด้านประกันภัยอย่างถ่องแท้ หนังสือฉบับนี้จึงเปรียบเสมือน "เส้นแดง" ที่หน่วยงานกำกับดูแลได้ขีดไว้เพื่อป้องกันมิให้สหกรณ์ต้องเผชิญกับปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ส่วนที่ 3 กรณีศึกษา "กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้"

กองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้เป็นรูปแบบสวัสดิการที่ได้รับความนิยมในสหกรณ์ออมทรัพย์หลายแห่ง เนื่องจากเป็นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้บ่อยและส่งผลกระทบโดยตรงต่อสมาชิก อย่างไรก็ตาม กองทุนประเภทนี้มีความเสี่ยงทางกฎหมายสูงที่สุดที่จะถูกตีความว่าเป็นการประกันวินาศภัย

3.1 โครงสร้างและกลไกการทำงานของกองทุน

จากการสังเคราะห์ข้อมูลระเบียบตัวอย่างของสหกรณ์ต่าง ๆ สามารถสรุปลักษณะร่วมของกองทุนประเภทนี้ได้ดังนี้

1) วัตถุประสงค์ เพื่อช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของสมาชิกผู้ค้ำประกันที่ต้องรับภาระหนี้สินแทนสมาชิกผู้กู้ที่ผิดนัดชำระหนี้

2) ที่มาของเงินทุน โดยทั่วไปมาจากแหล่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย คือ การจัดสรรจากกำไรสุทธิประจำปี งบประมาณรายจ่ายของสหกรณ์ และเงินบริจาค

3) เงื่อนไขการจ่ายเงิน มักจะจ่ายเมื่อผู้ค้ำประกันได้เข้ารับภาระหนี้แทนผู้กู้แล้ว โดยมีเหตุมาจากผู้กู้เสียชีวิต ถูกศาลสั่งให้เป็นบุคคลล้มละลาย หรือถูกให้ออกจากราชการหรืองานประจำ

4) ลักษณะการช่วยเหลือ มีความหลากหลาย ตั้งแต่การช่วยเหลือค่าใช้จ่ายในการติดตามทวงถามหนี้ ค่าใช้จ่ายในการฟ้องร้องดำเนินคดีไล่เบี้ย ไปจนถึงการจ่ายเงินช่วยเหลือเป็นจำนวนเงินที่คำนวณตามสัดส่วนของหนี้ แต่มีเพดานสูงสุดกำหนดไว้

3.2 การประเมินความเสี่ยงทางกฎหมาย และตารางเปรียบเทียบ

เพื่อประเมินความเสี่ยงทางกฎหมายของกองทุนดังกล่าว สามารถวิเคราะห์เปรียบเทียบองค์ประกอบต่าง ๆ กับหลักการของสัญญาประกันภัยได้ดังตารางที่ 1 

ตารางที่ 1 การเปรียบเทียบเชิงกฎหมายระหว่างกองทุนสวัสดิการสหกรณ์และสัญญาประกันภัย

องค์ประกอบ

กองทุนสวัสดิการที่ถูกต้อง   ตามกฎหมาย

การดำเนินการที่สุ่มเสี่ยง      (เข้าข่ายประกันภัย)

สัญญาประกันภัย (ตามกฎหมาย)

แหล่งเงินทุน

จัดสรรจากกำไรสุทธิประจำปี เงินบริจาค

เรียกเก็บเงินสมทบ/ค่าธรรมเนียมจากสมาชิกโดยตรงเพื่อเข้ากองทุนนี้โดยเฉพาะ

เบี้ยประกันภัยที่ผู้เอาประกันภัยชำระ

ลักษณะการจ่ายเงินของสมาชิก

ไม่มีการจ่ายเงินโดยตรงเพื่อแลกกับสวัสดิการนี้

เป็นการจ่ายที่บังคับหรือมีลักษณะเป็นค่าตอบแทนเพื่อแลกกับความคุ้มครอง

เป็นหน้าที่ตามสัญญาที่ต้องชำระ

เงื่อนไขการจ่ายผลประโยชน์

เมื่อเกิดเหตุการณ์ความเดือดร้อนตามที่ระบุในระเบียบ

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนตามที่กำหนดไว้ในสัญญา

เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่ไม่แน่นอนตามที่ระบุในกรมธรรม์

ลักษณะของผลประโยชน์

"เงินช่วยเหลือ" หรือ "เงินสงเคราะห์" เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน

"เงินชดเชย" หรือ "เงินปลดหนี้" ตามจำนวนความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง

"ค่าสินไหมทดแทน" หรือ "เงินจำนวนหนึ่ง" ตามที่ตกลงในสัญญา

อำนาจในการอนุมัติจ่าย

เป็นไปตาม "ดุลยพินิจของคณะกรรมการ" ภายใต้กรอบระเบียบ

เป็น "สิทธิเรียกร้อง" ที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อเข้าเงื่อนไข

เป็น "สิทธิเรียกร้องตามสัญญา" ที่ผู้รับประกันภัยมีหน้าที่ต้องจ่าย

สถานะทางกฎหมาย

การสงเคราะห์ตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ

อาจเข้าข่ายการประกอบธุรกิจประกันวินาศภัยโดยไม่ได้รับอนุญาต

สัญญาประกันภัยตาม ป.พ.พ. และ พ.ร.บ. ประกันภัยฯ

 

จากตารางที่ 1 จะเห็นได้ว่ากองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันมีความเสี่ยงสูงที่จะถูกตีความว่าเป็นการประกอบธุรกิจ "ประกันวินาศภัย" ประเภท "การประกันภัยค้ำประกัน" (Fidelity Guarantee Insurance) หรือ "การประกันภัยความเสี่ยงทางการเงิน" (Financial Risk Insurance) โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากสหกรณ์ให้คำมั่นสัญญาว่าจะ "จ่ายหนี้แทน" หรือ "ปลดหนี้" ให้แก่ผู้ค้ำประกันเมื่อผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่ร้ายแรงที่สุดที่สหกรณ์ต้องหลีกเลี่ยง

3.3 การวิเคราะห์ความเชื่อมโยงกับสัญญาค้ำประกัน

ตามหลักกฎหมายค้ำประกันในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ผู้ค้ำประกันมีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้เมื่อลูกหนี้ผิดนัด แต่ในขณะเดียวกัน ผู้ค้ำประกันที่ได้ชำระหนี้ไปแล้วย่อมมีสิทธิที่จะไล่เบี้ยเอาเงินจำนวนนั้นคืนจากลูกหนี้ได้ กองทุนช่วยเหลือผู้ค้ำประกันของสหกรณ์จึงไม่ได้มีขึ้นเพื่อลบล้างหน้าที่ตามกฎหมายของผู้ค้ำประกัน แต่ควรมีวัตถุประสงค์เพื่อ "ช่วยเหลือ" ให้ผู้ค้ำประกันสามารถปฏิบัติตามหน้าที่นั้นได้ หรือสนับสนุนให้สามารถใช้สิทธิไล่เบี้ยของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น รูปแบบการให้ความช่วยเหลือที่มีความเสี่ยงทางกฎหมายต่ำที่สุดและสอดคล้องกับหลักกฎหมายมากที่สุด คือ การให้ความช่วยเหลือในรูปแบบของค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีฟ้องไล่เบี้ยเอาจากผู้กู้ การกระทำเช่นนี้ไม่ถือเป็นการรับโอนความเสี่ยงหรือรับภาระหนี้มาเป็นของสหกรณ์ แต่เป็นการสนับสนุนให้สมาชิกสามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและรักษาสิทธิของตนตามกฎหมายได้ อันเป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกในอีกมิติหนึ่ง

ส่วนที่ 4: ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติในการจัดสวัสดิการสหกรณ์อย่างยั่งยืนและถูกต้องตามกฎหมาย

เพื่อให้การจัดสวัสดิการของสหกรณ์เป็นไปอย่างยั่งยืน สร้างประโยชน์สูงสุดแก่สมาชิก และดำเนินงานอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมายอย่างเคร่งครัด คณะกรรมการและฝ่ายจัดการของสหกรณ์ควรพิจารณาแนวทางปฏิบัติดังต่อไปนี้

4.1 หลักการสำคัญในการร่างข้อบังคับและระเบียบ

1) การใช้ถ้อยคำ (Wording) ในการร่างข้อบังคับหรือระเบียบว่าด้วยกองทุนสวัสดิการ ต้องใช้ถ้อยคำที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ของการ "สงเคราะห์" อย่างชัดเจน เช่น "สวัสดิการ" "การสงเคราะห์" "เงินช่วยเหลือ" "บรรเทาความเดือดร้อน" และต้องหลีกเลี่ยงการใช้ถ้อยคำที่อาจสื่อถึงการประกันภัย เช่น "ประกัน" "คุ้มครอง" "ชดใช้" "ค่าสินไหมทดแทน" หรือ "จ่ายคืนเต็มจำนวน"

2) แหล่งเงินทุน (Funding Source) ต้องระบุในระเบียบให้ชัดเจนว่าเงินทุนของกองทุนมาจาก "การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีตามมาตรา 60(4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ" และ/หรือ "เงินบริจาค" ห้ามกำหนดให้สมาชิกต้องจ่ายเงินสมทบ เงินค่าธรรมเนียม หรือเงินอื่นใดโดยตรงเพื่อแลกกับการได้รับสวัสดิการนั้น ๆ

3) ลักษณะการจ่ายเงิน (Discretionary Power) ต้องกำหนดให้การอนุมัติจ่ายเงินช่วยเหลือเป็น "อำนาจและดุลยพินิจของคณะกรรมการดำเนินการ" ที่จะพิจารณาเป็นรายกรณีตามความเหมาะสมและความเดือดร้อนของสมาชิก โดยอิงตามกรอบของระเบียบที่กำหนดไว้ ต้องไม่มีข้อความใดที่ก่อให้เกิด "สิทธิเรียกร้อง" (Claim Right) ที่สมาชิกจะฟ้องร้องบังคับให้สหกรณ์จ่ายได้โดยอัตโนมัติ

4) จำนวนเงินที่จ่าย (Benefit Cap) ควรกำหนดเพดานการช่วยเหลือสูงสุดเป็นจำนวนเงินที่แน่นอน  การกำหนดเพดานที่ชัดเจนจะช่วยแสดงให้เห็นว่าวัตถุประสงค์ของกองทุนคือการสงเคราะห์ตามสมควร ไม่ใช่การชดใช้ความเสียหายทั้งหมด

4.2 รูปแบบสวัสดิการทางเลือกที่มีความเสี่ยงต่ำ

1) การช่วยเหลือที่ไม่ใช่ตัวเงิน สหกรณ์สามารถจัดสวัสดิการในรูปแบบอื่นที่มีคุณค่าแต่มีความเสี่ยงทางกฎหมายน้อยกว่า เช่น การจัดหาที่ปรึกษากฎหมายหรือทนายความให้แก่สมาชิกผู้ค้ำประกันเพื่อดำเนินการฟ้องไล่เบี้ยผู้กู้ การจัดอบรมให้ความรู้ทางการเงินและการบริหารหนี้สินแก่สมาชิกเพื่อป้องกันปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ต้นทาง

2) การทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการจัดหาประกันกลุ่ม (Group Insurance Facilitator) นี่คือแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดและยั่งยืนที่สุด สหกรณ์สามารถใช้ประโยชน์จากขนาดขององค์กรและจำนวนสมาชิกในการเจรจาต่อรองกับบริษัทประกันชีวิตหรือบริษัทประกันวินาศภัยที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย เพื่อจัดหาผลิตภัณฑ์ "ประกันสินเชื่อ" หรือ "ประกันชีวิตกลุ่ม" ที่มีอัตราเบี้ยประกันภัยต่ำและเงื่อนไขความคุ้มครองที่เป็นประโยชน์แก่สมาชิก ในรูปแบบนี้ บทบาทของสหกรณ์จะเป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการรวบรวมและนำส่งเบี้ยประกันภัย (อาจหักจากเงินปันผลหรือเงินเดือนตามความยินยอมของสมาชิก) โดยผู้รับความเสี่ยงและผู้จ่ายค่าสินไหมทดแทนคือบริษัทประกันภัย ไม่ใช่สหกรณ์ แนวทางนี้เป็นการแยกบทบาทอย่างชัดเจน สหกรณ์ยังคงทำหน้าที่ "จัดหาสวัสดิการ" ให้แก่สมาชิกตามเจตนารมณ์ แต่ "ผู้รับความเสี่ยง" คือองค์กรมืออาชีพที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย ทำให้สมาชิกได้รับการคุ้มครองทางการเงินอย่างเต็มรูปแบบ ในขณะที่สหกรณ์ไม่ต้องแบกรับความเสี่ยงด้านการเงินและกฎหมายเลย

4.3 ข้อควรปฏิบัติสำหรับคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ

1) การสื่อสารที่โปร่งใส ต้องสื่อสารกับมวลสมาชิกให้เข้าใจอย่างชัดเจนว่ากองทุนต่าง ๆ ที่สหกรณ์จัดตั้งขึ้นมีสถานะเป็น "การสงเคราะห์" ไม่ใช่ "การประกันภัย" เพื่อเป็นการจัดการความคาดหวังของสมาชิกและป้องกันข้อพิพาทที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

2) กระบวนการอนุมัติที่ตรวจสอบได้ ควรจัดทำกระบวนการและหลักเกณฑ์การพิจารณาคำขอรับสวัสดิการให้มีความชัดเจน โปร่งใส มีเอกสารหลักฐานประกอบ และสามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ สิ่งนี้จะช่วยให้การใช้ดุลยพินิจของคณะกรรมการเป็นไปอย่างยุติธรรมและเป็นที่ยอมรับของสมาชิกโดยรวม

บทสรุป

การจัดสวัสดิการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองทุนเพื่อช่วยเหลือผู้ค้ำประกันเงินกู้ เป็นการดำเนินงานที่สอดคล้องกับอุดมการณ์และหลักการพื้นฐานของสหกรณ์ในการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวต้องกระทำด้วยความรู้ความเข้าใจในข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้ง และด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่งยวดเพื่อไม่ให้ก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตของธุรกิจประกันภัย ซึ่งเป็นธุรกิจที่ต้องมีการกำกับดูแลเป็นการเฉพาะ

หัวใจสำคัญในการจัดสวัสดิการของสหกรณ์ให้ถูกต้องตามกฎหมาย คือการรักษาสถานะของกิจกรรมนั้นให้เป็น "การสงเคราะห์ตามสมควร" ที่ใช้เงินกองกลางซึ่งมาจากผลกำไรร่วมกัน และอาศัยดุลยพินิจของคณะกรรมการในการให้ความช่วยเหลือเป็นรายกรณี แทนที่จะสร้างระบบที่มีลักษณะเป็น "สัญญา" ที่มีการเรียกเก็บ "เบี้ยประกัน" และก่อให้เกิด "สิทธิเรียกร้อง" ในการรับ "ค่าสินไหมทดแทน"


           การพิจารณาใช้รูปแบบการจัดหาประกันภัยกลุ่มผ่านบริษัทประกันภัยมืออาชีพ อาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและเป็นประโยชน์สูงสุดต่อสมาชิกในระยะยาว ซึ่งจะช่วยให้สหกรณ์สามารถมุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจหลักและส่งเสริมคุณภาพชีวิตของสมาชิกได้อย่างเต็มศักยภาพและยั่งยืน โดยปราศจากความเสี่ยงทางกฎหมายที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของสหกรณ์ในอนาคต

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...