วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

อัตลักษณ์และรากฐานปรัชญาของสหกรณ์

สหกรณ์ (Cooperative) เป็นรูปแบบองค์กรที่มีลักษณะเฉพาะตัว โดยดำรงอยู่ระหว่างองค์กรธุรกิจที่มุ่งแสวงหาผลกำไรสูงสุดและวิสาหกิจที่ไม่แสวงหาผลกำไร สหกรณ์คือวิสาหกิจทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดำเนินงานเพื่อตอบสนองความต้องการของสมาชิกซึ่งเป็นเจ้าของร่วมกัน โดยอัตลักษณ์สหกรณ์ มาจากพื้นฐานแนวคิดที่สำคัญ ได้แก่ ค่านิยม คุณค่า อุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์
อัตลักษณ์และรากฐานปรัชญาของสหกรณ์
องค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ICA) ได้กำหนด "แถลงการณ์อัตลักษณ์สหกรณ์" (Statement on the Cooperative Identity) ขึ้นในปี 1995 เพื่อเป็นมาตรฐานสากล โดยอัตลักษณ์ดังกล่าวประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ คำนิยาม คุณค่า และหลักการ
คำนิยามสากลระบุว่า สหกรณ์คือ องค์การอิสระของบุคคลซึ่งรวมกันด้วยความสมัครใจเพื่อสนองความต้องการและความหวังร่วมกันทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม โดยผ่านวิสาหกิจที่พวกเขาเป็นเจ้าของร่วมกันและควบคุมตามหลักประชาธิปไตย" คำนิยามนี้เป็นจุดเริ่มต้นที่บ่งชี้ถึงสาระสำคัญของสหกรณ์ว่าไม่ใช่เป็นเพียงหน่วยธุรกิจ แต่เป็นขบวนการของ "คน" ที่มีเป้าหมายร่วมกัน
คุณค่าและค่านิยมสหกรณ์: แก่นแท้แห่งความร่วมมือ
คุณค่าและค่านิยมเป็นเสมือน DNA หรือรหัสพันธุกรรมที่กำหนดพฤติกรรมและทิศทางขององค์กรสหกรณ์ (ในเอกสารภาษาไทยมักใช้คำว่า "คุณค่า") ซึ่งได้แก่
1) คุณค่าพื้นฐาน (Foundational Values) คือชุดความเชื่อหลักที่เป็นรากฐานของโครงสร้างและการดำเนินงานของสหกรณ์ ประกอบด้วย การช่วยตนเอง (self-help) ความรับผิดชอบต่อตนเอง (self-responsibility) ประชาธิปไตย (democracy) ความเสมอภาค (equality) ความเที่ยงธรรม (equity) และความเป็นเอกภาพ (solidarity) ซึ่งคุณค่าเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าสหกรณ์เป็นองค์กรที่สมาชิกต้องพึ่งพาตนเองและรับผิดชอบร่วมกัน ภายใต้โครงสร้างที่ยุติธรรมและเป็นประชาธิปไตย
2) ค่านิยมทางจริยธรรม (Ethical Values) คือกรอบจริยธรรมที่สืบทอดมาจากผู้บุกเบิกการสหกรณ์ เป็นแนวทางในการปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกด้วยกันและกับสังคมภายนอก ประกอบด้วย ความซื่อสัตย์สุจริต (honesty) ความเปิดเผย (openness) ความรับผิดชอบต่อสังคม (social responsibility) และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น (caring for others)
การยึดมั่นใน "คุณค่าและค่านิยมตามหลัก ICA" ที่เป็นรูปธรรมเหล่านี้ คือสิ่งที่นำไปสู่การสร้าง "คุณประโยชน์" (worth/benefit) ในวงกว้างให้แก่สมาชิกและชุมชน เช่น การมีรายได้ที่สูงขึ้น การมีสวัสดิการที่ดี หรือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในชุมชน กล่าวคือ คุณค่าและค่านิยมคือ "เหตุ" ส่วนคุณประโยชน์ที่จับต้องได้คือ "ผล" ที่ตามมา
อุดมการณ์สหกรณ์: วิสัยทัศน์สู่สังคมที่ยั่งยืน
อุดมการณ์สหกรณ์ คือเป้าหมายสูงสุดทางสังคมที่ขบวนการสหกรณ์มุ่งมั่นจะสร้างให้เกิดขึ้นจริง โดยมีคำนิยามที่ชัดเจนว่าคือ "ความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ จะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี มีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคม" อุดมการณ์นี้ยกระดับเป้าหมายของสหกรณ์ให้สูงกว่าแค่ความสำเร็จทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม เป็นภาพฝันปลายทางที่ขับเคลื่อนการทำงานทั้งหมด
ความสัมพันธ์เชิงโครงสร้าง: จากคุณค่าและค่านิยมสู่อุดมการณ์
ความสัมพันธ์ระหว่างคุณค่า ค่านิยม และอุดมการณ์ เป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลที่ชัดเจน หากเปรียบเทียบแล้ว การยึดมั่นใน "คุณค่าและค่านิยม" คือ "หนทาง" (the means) ในขณะที่ "อุดมการณ์" คือ "เป้าหมายปลายทาง" (the end) การที่สหกรณ์ดำเนินงานโดยยึดหลักประชาธิปไตย (คุณค่า) มีความซื่อสัตย์โปร่งใส (ค่านิยม) และสมาชิกมีความรับผิดชอบต่อตนเอง (คุณค่า) คือกลไกที่จะนำพาสมาชิกและสังคมไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุข (อุดมการณ์) ได้อย่างเป็นรูปธรรม

ตารางที่ 1 กรอบอัตลักษณ์สหกรณ์

องค์ประกอบ

คำนิยาม

บทบาท/หน้าที่

คุณค่าพื้นฐาน (Foundational Values)

ความเชื่อหลัก 6 ประการ ได้แก่ การช่วยตนเอง การรับผิดชอบต่อตนเอง ประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรม ความเป็นเอกภาพ ที่เป็นรากฐานขององค์กร

เป็น DNA หรือรหัสพันธุกรรมที่กำหนดโครงสร้างและเป้าหมายพื้นฐานของสหกรณ์

ค่านิยมทางจริยธรรม (Ethical Values)

กรอบจริยธรรม 4 ประการ ได้แก่ ความซื่อสัตย์ การเปิดเผย ความรับผิดชอบต่อสังคม ความเอื้ออาทร ที่สืบทอดจากผู้บุกเบิก

เป็นเข็มทิศทางจริยธรรมในการดำเนินงานและการปฏิสัมพันธ์กับภายนอก

อุดมการณ์ (Ideology)

ความเชื่อร่วมกันว่าจะนำไปสู่การกินดีอยู่ดี มีความเป็นธรรมและสันติสุขในสังคม

เป็นเป้าหมายสูงสุดทางสังคม (Ultimate Social Goal) ที่ขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์

 

หลักการสหกรณ์ 7 ประการ: เข็มทิศนำทางการดำเนินงาน
หากคุณค่าและอุดมการณ์เป็น "ปรัชญา" หลักการสหกรณ์ก็คือ "เข็มทิศ" ที่นำปรัชญานั้นมาสู่การปฏิบัติจริง เป็นสะพานเชื่อมที่สำคัญที่สุด โดยนิยามว่าคือ "แนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้คุณค่าของสหกรณ์เกิดผลเป็นรูปธรรม"
หลักการที่ 1: การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง (Voluntary and Open Membership)
หลักการนี้กำหนดว่าสหกรณ์เป็นองค์การแห่งความสมัครใจ เปิดรับบุคคลทั่วไปที่สามารถใช้บริการและเต็มใจรับผิดชอบในฐานะสมาชิก โดยปราศจากการกีดกันทางเพศ ฐานะทางสังคม เชื้อชาติ การเมือง หรือศาสนา ในบริบทของไทย การกำหนดคุณสมบัติสมาชิกตามข้อบังคับ เช่น กำหนดให้เป็นผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมในพื้นที่สำหรับสหกรณ์การเกษตร หรือเป็นบุคลากรในหน่วยงานสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์
การกำหนดคุณสมบัติของสมาชิกดังกล่าว ไม่ถือว่าขัดต่อหลักการนี้ เพราะเป็นการสร้างกลุ่มคนที่มี "ความต้องการร่วมกัน" ซึ่งเป็นหัวใจของคำนิยามสหกรณ์ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าการมี "สมาชิกสมทบ" ซึ่งขาดคุณสมบัติสมาชิกสามัญ อาจส่งผลกระทบต่อการส่งเสริมผลประโยชน์ของสมาชิกสามัญได้หากมีจำนวนมากเกินไป
หลักการที่ 2: การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (Democratic Member Control)
สหกรณ์เป็นองค์การประชาธิปไตยที่ควบคุมโดยมวลสมาชิก สำหรับสหกรณ์ขั้นปฐม (Primary Cooperative) สมาชิกมีสิทธิออกเสียงเท่าเทียมกัน คือ "หนึ่งคน หนึ่งเสียง" (One Member, One Vote) ไม่ว่าจะมีจำนวนหุ้นมากน้อยเพียงใด สมาชิกมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการกำหนดนโยบายและตัดสินใจผ่านการประชุมใหญ่สามัญประจำปี และเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการเพื่อเป็นตัวแทนในการบริหารงาน ซึ่งต้องรับผิดชอบต่อมวลสมาชิก
เช่น การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของสหกรณ์ออมทรัพย์ขนาดใหญ่ เป็นเวทีที่สมาชิกหลายพันคนได้ใช้สิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการ อนุมัติงบการเงิน และแสดงความคิดเห็นต่อนโยบายของสหกรณ์ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงอำนาจควบคุมสูงสุดของสมาชิกอย่างแท้จริง
หลักการที่ 3: การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก (Member Economic Participation)
สมาชิกต้องมีส่วนร่วมในการลงทุนในสหกรณ์ของตนเองอย่างเสมอภาค (ผ่านการซื้อหุ้น) และควบคุมการใช้เงินทุนตามแนวทางประชาธิปไตย จุดเด่นที่แตกต่างจากธุรกิจทั่วไปคือแนวทางการจัดสรรกำไรสุทธิ (Surplus) เมื่อสิ้นปีบัญชี ซึ่งจะถูกจัดสรรเพื่อวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ คือ
1) เพื่อการพัฒนาสหกรณ์ โดยจัดสรรเป็นทุนสำรองซึ่งไม่สามารถนำมาแบ่งปันกันได้
2) เพื่อตอบแทนสมาชิกตามสัดส่วนของปริมาณธุรกิจที่ทำกับสหกรณ์ (เงินเฉลี่ยคืน)
3) เพื่อสนับสนุนกิจกรรมอื่นๆ ที่มวลสมาชิกเห็นชอบ
เช่น สหกรณ์ร้านค้า เมื่อมีกำไรสุทธิ จะจัดสรรเงินส่วนหนึ่งจ่ายเป็น "เงินปันผล" ตามจำนวนหุ้นที่สมาชิกถือครอง และอีกส่วนหนึ่งจ่ายเป็น "เงินเฉลี่ยคืน" ตามยอดการซื้อสินค้าของสมาชิกแต่ละคนตลอดทั้งปี นี่คือการนำหลักการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจมาปฏิบัติอย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรมที่สุด
หลักการที่ 4: การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ (Autonomy and Independence)
สหกรณ์เป็นองค์กรที่พึ่งพาและปกครองตนเองโดยการควบคุมของมวลสมาชิก หากสหกรณ์ต้องทำข้อตกลงกับองค์กรอื่น รวมถึงหน่วยงานของรัฐ หรือระดมทุนจากแหล่งภายนอก จะต้องกระทำภายใต้เงื่อนไขที่ยังคงไว้ซึ่งอำนาจการควบคุมตามแนวทางประชาธิปไตยของสมาชิกและความเป็นอิสระของสหกรณ์
ประเด็นนี้มีความท้าทายในบริบทไทย ซึ่งสหกรณ์จำนวนมากโดยเฉพาะภาคการเกษตรได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐ การสร้างสมดุลระหว่างการรับความช่วยเหลือกับการรักษาความเป็นอิสระจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง
เช่น สหกรณ์การเกษตรที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมการปลูกข้าว แม้จะได้รับการสนับสนุนด้านองค์ความรู้และงบประมาณจากรัฐ แต่การตัดสินใจเข้าร่วมโครงการ การวางแผนการผลิต และการบริหารจัดการภายในยังคงเป็นอำนาจของคณะกรรมการและที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์นั้น ๆ
หลักการที่ 5: การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ (Education, Training, and Information)
หลักการนี้กำหนดให้สหกรณ์ต้องให้การศึกษาและฝึกอบรมแก่สมาชิก คณะกรรมการ ผู้จัดการ และพนักงาน เพื่อให้พวกเขาสามารถมีส่วนร่วมในการพัฒนาสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิผล รวมทั้งให้ข้อมูลข่าวสารแก่สาธารณชนเกี่ยวกับคุณประโยชน์ของการสหกรณ์
หลักการข้อนี้ถือเป็น "จุดอ่อนของสหกรณ์ในประเทศไทยในทุกระดับ" เนื่องจากผลการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่าสาเหตุหลักของจุดอ่อนนี้เกิดจากการขาดแผนแม่บทด้านการศึกษาที่ริเริ่มและขับเคลื่อนโดยขบวนการสหกรณ์เอง และการพึ่งพาหน่วยงานภาครัฐในการจัดอบรมมาเป็นเวลานาน สภาวการณ์เช่นนี้ไม่เพียงแต่ขัดต่อจิตวิญญาณแห่งการช่วยตนเอง (หลักการที่ 4) แต่ยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังหลักการอื่น ๆ อีกด้วย เมื่อสมาชิกขาดความรู้ความเข้าใจในสิทธิและหน้าที่ของตน อาจทำให้การมีส่วนร่วมในกระบวนการประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) ลดน้อยลง ไม่เข้าใจบทบาททางเศรษฐกิจของตนในฐานะเจ้าของ (หลักการที่ 3) และอาจทำให้การกำกับดูแลการบริหารงานขาดประสิทธิภาพ ดังนั้น การยกระดับหลักการที่ 5 จึงอาจเป็นจุดคานงัดที่สำคัญที่สุดในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสหกรณ์ไทยทั้งระบบ
แม้ภาพรวมจะมีความท้าทาย แต่สหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จหลายแห่งได้แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการนำหลักการนี้มาใช้ เช่น การกำหนดพันธกิจที่ชัดเจนในการ "ให้ความรู้และข้อมูลข่าวสารแก่สมาชิก" และ "พัฒนาบุคลากรของสหกรณ์ให้มีทักษะและสมรรถนะสูง"
หลักการที่ 6: การร่วมมือระหว่างสหกรณ์ (Cooperation among Cooperatives)
สหกรณ์จะสามารถให้บริการสมาชิกได้อย่างมีประสิทธิผลสูงสุดและเสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ขบวนการสหกรณ์ได้โดยการร่วมมือกันผ่านโครงสร้างระดับท้องถิ่น
ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับนานาชาติ การร่วมมือนี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในแนวตั้ง (Vertical) คือสหกรณ์ประเภทเดียวกันรวมตัวกันจัดตั้งเป็นชุมนุมสหกรณ์ และในแนวนอน (Horizontal) คือสหกรณ์ต่างประเภททำธุรกิจเกื้อกูลกัน
เช่น การที่เครือข่ายสหกรณ์ประมงและสหกรณ์ปศุสัตว์ร่วมกันจัดตั้งแบรนด์กลาง "Fish Coop" และ "E-coop Beef" เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและบุกเบิกตลาดส่งออก เป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการนำหลักการนี้มาใช้ในเชิงรุก อีกตัวอย่างคือ ชุมนุมร้านสหกรณ์ ที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการจัดซื้อสินค้าจำนวนมากในราคาที่ถูกลง เพื่อกระจายให้แก่ร้านสหกรณ์สมาชิกทั่วประเทศ
หลักการที่ 7: การเอื้ออาทรต่อชุมชน (Concern for Community)
หลักการนี้ขยายขอบเขตความรับผิดชอบของสหกรณ์ออกไปนอกเหนือจากสมาชิก ไปสู่ชุมชนและสังคมในวงกว้าง โดยกำหนดว่าสหกรณ์พึงดำเนินกิจการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชน ตามนโยบายที่มวลสมาชิกให้ความเห็นชอบ เช่น สหกรณ์กองทุนสวนยางที่เข้าร่วม "โครงการถนนยางพารา 1 หมู่บ้าน 1 กิโลเมตร" ไม่เพียงแต่ช่วยสร้างเสถียรภาพราคาให้สมาชิกผู้ปลูกยาง แต่ยังช่วยพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งชุมชน นอกจากนี้ สหกรณ์หลายแห่งยังจัดสรรงบประมาณเพื่อเป็นทุนการศึกษาแก่บุตรหลานในชุมชน หรือสนับสนุนกิจกรรมสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม

ตารางที่ 2: หลักการสหกรณ์ 7 ประการกับการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย

หลักการ

(Principle)

พันธกิจหลัก

(Core Mandate)

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้ในสหกรณ์ไทย

(Thai Application Example)

หลักการที่ 1 การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง

เปิดรับสมาชิกโดยไม่กีดกันบนพื้นฐานของความต้องการร่วมกัน

สหกรณ์การเกษตรเปิดรับเกษตรกรในพื้นที่ สหกรณ์ออมทรัพย์เปิดรับบุคลากรในองค์กร

หลักการที่ 2 การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย

ยึดหลัก "หนึ่งคน หนึ่งเสียง" สมาชิกมีอำนาจสูงสุดในการควบคุมและตัดสินใจ

การประชุมใหญ่สามัญประจำปีเพื่อเลือกตั้งคณะกรรมการและอนุมัติงบการเงิน

หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก

สมาชิกลงทุน (ซื้อหุ้น) และใช้บริการ ผลกำไรถูกจัดสรรคืนสู่สมาชิกและองค์กร

การจ่าย "เงินปันผล" ตามหุ้น และ "เงินเฉลี่ยคืน" ตามยอดธุรกิจของสหกรณ์

หลักการที่ 4 การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ

องค์กรต้องพึ่งพาและปกครองตนเอง รักษาความเป็นอิสระในการตัดสินใจ

สหกรณ์ตัดสินใจเข้าร่วมโครงการรัฐ โดยยังคงอำนาจบริหารจัดการภายในไว้เอง

หลักการที่ 5 การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ

ให้ความรู้แก่สมาชิกและบุคลากรเพื่อการพัฒนาสหกรณ์อย่างมีประสิทธิผล

สหกรณ์จัดอบรมสมาชิกใหม่ สัมมนาคณะกรรมการ และเผยแพร่ข้อมูลข่าวสาร

หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์

สร้างเครือข่ายความร่วมมือเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการสหกรณ์

การจัดตั้งชุมนุมสหกรณ์โคนมเพื่อสร้างโรงงานแปรรูปและแบรนด์ร่วมกัน

หลักการที่ 7 การเอื้ออาทรต่อชุมชน

ดำเนินกิจการเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนและสังคมโดยรวม

สหกรณ์จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียน  โรงพยาบาล หรือกิจกรรมสาธารณประโยชน์

 

วิธีการสหกรณ์: การบูรณาการหลักการสู่โลกธุรกิจ
วิธีการสหกรณ์คือขั้นตอนสุดท้ายที่เชื่อมโยงปรัชญาและหลักการทั้งหมดเข้ากับการดำเนินงานจริงในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการแข่งขัน เพื่อเป็น “ธุรกิจที่แตกต่าง”
"วิธีการสหกรณ์" (Cooperative Practices) มีคำนิยามว่าคือ "การนำหลักการสหกรณ์มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อประโยชน์ของมวลสมาชิกและชุมชน โดยไม่ละเลยหลักการธุรกิจที่ดี"
หัวใจสำคัญของแนวคิดนี้คือการสร้างสมดุลระหว่าง "เป้าหมายทางสังคม" ในการให้บริการสมาชิก และ "ความอยู่รอดทางธุรกิจ" ที่ต้องมีกำไรเพื่อความยั่งยืน สหกรณ์จึงไม่ใช่การกุศล แต่เป็นธุรกิจรูปแบบพิเศษที่เจ้าของ (Owner) และลูกค้า (Customer) เป็นบุคคลกลุ่มเดียวกัน หรือที่เรียกว่า "Co-owners customers"
ตัวอย่างการประยุกต์วิธีการใช้ในสหกรณ์ประเภทต่าง ๆ
จากการวิเคราะห์ข้อมูลสหกรณ์ที่ประสบความสำเร็จในประเทศไทยเผยให้เห็นว่า "วิธีการสหกรณ์" ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว แต่จะถูกปรับใช้แตกต่างกันไปตามบริบทของสมาชิกและประเภทธุรกิจ เมื่อพิจารณาข้อมูลสหกรณ์ที่มีผลกำไรและสินทรัพย์สูงสุดของประเทศ จะพบว่าส่วนใหญ่เป็นสหกรณ์ออมทรัพย์ที่จัดตั้งขึ้นในกลุ่มผู้มีรายได้ประจำและมั่นคง เช่น พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานมหาวิทยาลัย และข้าราชการ
จากการวิเคราะห์จุดแข็งของสหกรณ์ออมทรัพย์ระบุชัดเจนว่าปัจจัยสำคัญคือ "ระบบหักเงินได้รายเดือนของสมาชิก ณ ที่จ่าย" และ "การที่สมาชิกเป็นกลุ่มอาชีพเดียวกัน" สิ่งนี้ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงที่ชัดเจนว่า ความมั่นคงทางอาชีพของสมาชิกนำไปสู่กระแสเงินทุน (ค่าหุ้นและเงินชำระหนี้) ที่สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงด้านสินเชื่อและสร้างเสถียรภาพทางการเงินให้แก่สหกรณ์ได้ง่ายกว่า สภาวะเช่นนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับสหกรณ์การเกษตรที่ต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาสินค้าเกษตรและภัยธรรมชาติ ดังนั้น ความสำเร็จของวิธีการสหกรณ์จึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกเป็นอย่างมาก
สหกรณ์ออมทรัพย์ (Savings & Credit Cooperatives)
มุ่งเน้นการสร้างวินัยทางการเงินผ่านการส่งเสริมการออม (มักใช้วิธีหักเงินเดือน ณ ที่จ่าย) และให้บริการสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยที่เป็นธรรมเพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินและยกระดับคุณภาพชีวิตสมาชิก หัวใจของการบริหารคือการจัดการความเสี่ยงด้านสภาพคล่องและด้านเครดิตอย่างมีประสิทธิภาพ
สหกรณ์การเกษตร (Agricultural Cooperatives)
มุ่งเน้นการแก้ปัญหาให้เกษตรกรรายย่อยผ่านการ "รวมกันซื้อ" ปัจจัยการผลิตเพื่อให้ได้ราคาถูก และ "รวมกันขาย" ผลผลิตเพื่อให้มีอำนาจต่อรองและได้ราคาสูงขึ้น รวมถึงการจัดหาสินเชื่อเพื่อการผลิตและส่งเสริมความรู้ด้านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ความท้าทายหลักคือการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและการตลาดที่ซับซ้อน
สหกรณ์ร้านค้า (Consumer Cooperatives)
จัดหาสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นและมีคุณภาพมาจำหน่ายแก่สมาชิกในราคายุติธรรม กลไกสำคัญคือการนำกำไรสุทธิมาปันส่วนคืนให้สมาชิกในรูปของเงินปันผลตามหุ้นและเงินเฉลี่ยคืนตามยอดซื้อ ซึ่งสร้างแรงจูงใจให้สมาชิกกลับมาใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

ตารางที่ 3: การวิเคราะห์วิธีการสหกรณ์ในสหกรณ์ไทยที่ประสบความสำเร็จ

ประเภทสหกรณ์

วิธีการทางธุรกิจหลัก (Key Business Method)

หลักการสหกรณ์ที่โดดเด่น (Prominent Principles)

ปัจจัยแห่งความสำเร็จ (Success Factor)

ออมทรัพย์

การบริหารความเสี่ยงสินเชื่อ การส่งเสริมการออมผ่านการหักเงินเดือน การจัดสวัสดิการ

หลักการ 3 4 และ 5

ฐานสมาชิกมีรายได้มั่นคง การบริหารจัดการมืออาชีพ

การเกษตร

การจัดการห่วงโซ่คุณภาพเพื่อการส่งออก การสร้างแบรนด์ การเชื่อมโยงตลาดโดยตรง

หลักการ 3 6 และ 7

การเข้าถึงตลาดเฉพาะกลุ่ม  การควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด

ร้านค้า

การจัดหาสินค้าที่ตรงความต้องการ การคืนกำไรตามยอดซื้อ การให้บริการสวัสดิการ

หลักการ 1 3 และ 7

การมีกลุ่มลูกค้าที่ชัดเจน (บุคลากร) การสร้างความภักดีต่อองค์กร

 

บริบทเฉพาะของสหกรณ์ไทย: การผสานปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ลักษณะเด่นประการหนึ่งของขบวนการสหกรณ์ไทยคือการน้อมนำ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" มาเป็นแนวทางในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับหลักการสหกรณ์สากลในบริบทวัฒนธรรมไทย
ความสอดคล้องระหว่างหลักการสหกรณ์และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงประกอบด้วยหลัก 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว และ 2 เงื่อนไข คือ เงื่อนไขความรู้และเงื่อนไขคุณธรรม ซึ่งแนวคิดเหล่านี้มีความสอดคล้องและสามารถนำมา "จับคู่" กับคุณค่าและหลักการสหกรณ์ได้อย่างชัดเจน
การช่วยตนเองและความรับผิดชอบต่อตนเอง (คุณค่า) สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง ความพอประมาณ และ การสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับตนเองและครอบครัว
การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก (หลักการที่ 3) ผ่านการถือหุ้นและการออม คือการสร้าง ภูมิคุ้มกันที่ดีด้านการเงินจากภายใน ไม่ใช่การพึ่งพาแหล่งทุนภายนอกเพียงอย่างเดียว
การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) และ การศึกษา ฝึกอบรม (หลักการที่ 5) ส่งเสริมให้สมาชิกตัดสินใจอย่าง มีเหตุผล บนพื้นฐานของ เงื่อนไขความรู้
ค่านิยมทางจริยธรรม เช่น ความซื่อสัตย์สุจริตและความรับผิดชอบต่อสังคม สอดคล้องโดยตรงกับ เงื่อนไขคุณธรรม
การบูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับเรื่องการสหกรณ์ไทยนั้น มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าการปฏิบัติตามหลักการ แต่เป็นการสร้างกรอบวัฒนธรรมที่ช่วยเสริมพลังให้หลักการสากลของสหกรณ์
"การสร้างภูมิคุ้มกันที่ดี" ผ่านการออมและการซื้อหุ้น เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและมีพลังในการหนุนเสริม "การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก"
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงจึงไม่ได้เพียงแค่สอดคล้องกับหลักการสหกรณ์ แต่ยังทำหน้าที่เป็น "สะพานทางวัฒนธรรม" ที่ช่วยขยายผลและฝังรากหลักการเหล่านั้นให้เข้ากับบริบทของสังคมไทยได้อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น
บทสรุปและข้อเสนอแนะ
องค์ประกอบทั้ง 5 ประการของสหกรณ์มีความสัมพันธ์กันในเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน โดยมี คุณค่าและค่านิยม เป็นรากฐานทางปรัชญาที่นำไปสู่เป้าหมายสูงสุดคือ อุดมการณ์ โดยมี หลักการ ทั้ง 7 ประการเป็นเสมือนเข็มทิศนำทาง และมี วิธีการ เป็นการนำหลักการไปปฏิบัติให้เกิดผลจริงในโลกธุรกิจ การทำความเข้าใจความสัมพันธ์เชิงระบบนี้เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อการขับเคลื่อนสหกรณ์ให้บรรลุเป้าหมายทั้งทางเศรษฐกิจและสังคม
ปัจจัยแห่งความสำเร็จและความท้าทายของขบวนการสหกรณ์ไทย
ปัจจัยแห่งความสำเร็จ
1) ฐานสมาชิกที่เข้มแข็ง โดยเฉพาะในสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีสมาชิกประกอบอาชีพและมีรายได้ที่มั่นคง
2) ธรรมาภิบาล: การบริหารงานที่โปร่งใส ซื่อสัตย์ และตรวจสอบได้ เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น
3) การเชื่อมโยงตลาด ความสามารถในการหาตลาดใหม่ ๆ และการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า โดยเฉพาะในภาคการเกษตร
4) การสนับสนุนจากภาครัฐ โครงการต่าง ๆ ของรัฐเป็นกลไกสำคัญในการช่วยเสริมศักยภาพและลดความเสี่ยงให้สหกรณ์
ความท้าทาย
1) จุดอ่อนด้านการศึกษา (หลักการที่ 5) การขาดการให้ความรู้และฝึกอบรมแก่สมาชิกและบุคลากรอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง ถือเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด
2) ความเสี่ยงในภาคการเกษตร สหกรณ์การเกษตรยังคงเผชิญกับความผันผวนของราคาผลผลิตและภัยธรรมชาติ ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน
3) การมีส่วนร่วมของสมาชิก สมาชิกจำนวนไม่น้อยยังขาดความตระหนักในบทบาท "เจ้าของร่วม" ทำให้การควบคุมตามหลักประชาธิปไตยไม่เกิดขึ้นอย่างเต็มศักยภาพ
4) การปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล ความจำเป็นในการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการและการบริการ เพื่อให้สามารถแข่งขันในโลกธุรกิจสมัยใหม่ได้
ข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
1) ยกระดับหลักการที่ 5 (การศึกษา) อาจมีการจัดตั้ง "กองทุนพัฒนาการศึกษาและบุคลากรสหกรณ์" ที่บริหารจัดการโดยเครือข่ายสหกรณ์เอง (เช่น ชุมนุมสหกรณ์ระดับชาติ) เพื่อออกแบบหลักสูตรและจัดอบรมที่ตรงตามความต้องการของสหกรณ์แต่ละประเภทอย่างแท้จริง ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพารัฐและสร้างความเข้มแข็งจากภายใน
2) เสริมสร้างหลักการที่ 6 (การร่วมมือ) ควรส่งเสริมการจัดตั้ง "เครือข่ายธุรกิจระหว่างสหกรณ์" (Inter-cooperative Business Networks) อย่างเป็นทางการและยั่งยืน เพื่อสร้างแบรนด์ร่วม ทำการตลาดเชิงรุก และลงทุนในโลจิสติกส์และเทคโนโลยีร่วมกัน
3) หน่วยงานภาครัฐ ปรับบทบาทเชิงนโยบาย ควรปรับบทบาทจากการเป็น "ผู้จัดการฝึกอบรม" (Trainer) มาเป็น "ผู้อำนวยความสะดวกและผู้สนับสนุน" (Facilitator & Supporter) โดยจัดสรรงบประมาณเพื่อสนับสนุนแผนการศึกษาที่ริเริ่มโดยขบวนการสหกรณ์เอง
4) ส่งเสริมนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขัน มุ่งเน้นการสนับสนุนด้านเทคโนโลยี การวิจัยและพัฒนา และการเข้าถึงแหล่งทุน เพื่อให้สหกรณ์โดยเฉพาะภาคการเกษตรสามารถแปรรูปสินค้า บริหารจัดการความเสี่ยง และแข่งขันในตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
5) สมาชิกสหกรณ์ ตระหนักในบทบาทเจ้าของ โดยต้องตระหนักว่าตนเองคือ "เจ้าของร่วม" ไม่ใช่เป็นเพียง "ลูกค้า" โดยต้องกระตือรือร้นในการเข้าร่วมประชุม ศึกษาข้อมูล ใช้สิทธิเลือกตั้ง และตรวจสอบการทำงานของคณะกรรมการอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้หลักการประชาธิปไตย (หลักการที่ 2) และการควบคุมโดยสมาชิกเกิดขึ้นได้จริง ซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของความสำเร็จของสหกรณ์ทุกแห่ง

วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2568

การรับฝากเงินของสหกรณ์

1. กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า สหกรณ์จะตั้งขึ้นได้โดยการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดา สมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ และต้อง

(1) มีกิจการร่วมกันตามประเภทของสหกรณ์ที่ขอจดทะเบียน

มาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการ ดังต่อไปนี้ได้

มาตรา 46 (5) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า รับฝากเงินประเภทออมทรัพย์หรือประเภทประจำจากสมาชิกหรือสหกรณ์อื่น หรือสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมีสมาชิกของสมาคมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน ทั้งนี้ตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ (นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยเงินฝากเงิน ตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/17 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562)

เจตนารมณ์ตามมาตรา 33 (1) ประกอบ มาตรา 46 (5) แสดงให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจรับฝากเงินของสหกรณ์ต้องเป็นไปเพื่อ ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดา สมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ซึ่งการดำเนินธุรกิจรับฝากเงินของสหกรณ์นั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการออมของสมาขิกและ จัดหาทุนเพื่อดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ในการให้บริการทางการเงินแก่สมาชิกโดยมีขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภทตาม กฎกระทรวง กำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภทที่จะรับจดทะเบียน พ.ศ. 2567 เช่น จัดให้มีเงินกู้หรือสินเชื่อแก่สมาชิกเพื่อการประกอบอาชีพ การดำรงชีพ และเพื่อการเคหะ หรือให้สหกรณ์อื่นกู้ยืมเงิน

2. สหกรณ์รับฝากเงินจากใครได้บ้าง

สหกรณ์รับฝากเงินได้จาก

1) สมาชิก (สมาชิกและสมาชิกสมทบ)

2) สหกรณ์อื่น

3) สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมีสมาชิกของสมาคมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

4) นิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้น เป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

กรณี นิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้น “นิติบุคคล” หมายความว่า  หน่วยงานหรือองค์กรที่มีฐานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นซึ่งเป็นต้นสังกัดของสมาชิกสหกรณ์ (ร่างระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากนิติบุคคล พ.ศ. ... นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยเงินฝากจากนิติบุคคล ตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/17 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562)

3. ประเภทเงินรับฝากที่สหกรณ์รับฝากได้มีกี่ประเภท

ประเภทเงินรับฝากที่สหกรณ์รับฝากได้มี 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทออมทรัพย์ หรือประเภทประจำ ทั้งนี้ เงินฝากประเภทออมทรัพย์สามารถแยกได้เป็น 2 ชนิด คือ เงินฝากออมทรัพย์และออมทรัพย์พิเศษ ส่วนเงินฝากประเภทประจำสามารถแยกได้เป็น 2 ชนิด เช่นกัน คือ เงินฝากประจำและเงินฝากประจำที่ได้รับการยกเว้นภาษี (เงินฝากประจำที่ต้องฝากเท่า ๆ กันทุกเดือน ไม่น้อยกว่า 24 เดือน) (กรมส่งเสริมสหกรณ์) ซึ่งเงินฝากประจำที่ได้รับการยกเว้นภาษี คือเงินฝากในสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์เท่านั้น (มาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561)

อนึ่ง เงินฝากออมทรัพย์พิเศษเป็นเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ซึ่งผู้ฝากจะต้องจ่ายเงินฝากคืนเมื่อผู้ฝากทวงถาม แต่กำหนดเงื่อนไขการฝาก – การถอนเงิน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างจากเงินฝาก ออมทรัพย์ทั่วไป แต่ควรระวังว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะต้องไม่ให้ผูกกับเงื่อนเวลา เพราะจะเข้าลักษณะเงินฝากประจำ (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

4. อัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากกำหนดได้ไม่เกินร้อยละเท่าไร

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป ให้สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากสำหรับระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินทุกประเภทได้ไม่เกินร้อยละ 3.75 ต่อปี (ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์ ประกาศ ณ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566)

5. ผู้ฝากเงินต้องภาษีเงินได้กรณีได้รับดอกเบี้ยเงินรับฝากจากสหกรณ์ หรือไม่ อย่างไร

5.1) ผู้ฝากเงิน (สมาชิก) ฝากเงินประเภทประจำกับสหกรณ์ ถ้าบุคคล (สมาชิกสหกรณ์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา) ดังกล่าวได้รับดอกเบี้ย จะต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร โดยทุกครั้งที่สหกรณ์จ่ายดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่สมาชิก สหกรณ์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

อนึ่ง ดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับจากการฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ต้องเป็นดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากที่เกิดจากการฝากเงินเป็นรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่เดือนนับแต่วันที่เริ่มฝาก โดยมียอดเงินฝากแต่ละคราวเท่ากันแต่ไม่เกินสองหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน และรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินหกแสนบาท ให้ยกเว้นภาษีเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร (มาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561)

5.2) ผู้ฝากเงิน (สมาชิก) ฝากเงินประเภทเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับสหกรณ์ ถ้ามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าว ผู้ฝากเงินไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์ เพราะได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (8) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

5.3) สหกรณ์ (ผู้ฝากเงินสหกรณ์ตามมาตรา 46 (5)) ไม่ใช่นิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

5.4) สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ผู้ฝากเงินสหกรณ์ตามมาตรา 46 (5)) เป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้ามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก

5.5) นิติบุคคล (ผู้ฝากเงินสหกรณ์ตามมาตรา 46 (5)) หมายความว่า หน่วยงานหรือองค์กรที่มีฐานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นซึ่งเป็นต้นสังกัดของสมาชิกสหกรณ์            ซึ่งนิติบุคคลดังกล่าวจะได้รับหรือไม่ได้รับการยกเว้นภาษี กรณีมีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก ให้พิจารณาจากกฎหมายกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง มาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้       

(ก) ดอกเบี้ยสลากออมสินหรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก

(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์

(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด 

(พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 7 พ.ย. 2534 เป็นต้นไป)

(ดูพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 301) พ.ศ. 2539)

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 55))

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 64))

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 346))

6. ผู้ฝากเงินกับสหกรณ์เปิดบัญชีเงินฝากได้จำนวนกี่บัญชี

6.1) เงินรับฝากออมทรัพย์ สหกรณ์ต้องกำหนดจำนวนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ว่าผู้ฝากรายหนึ่ง ๆ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ได้รายละไม่เกินกี่บัญชี สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ควรให้ผู้ฝากเปิดได้เพียงบัญชีเดียว (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

6.2) เงินรับฝากออมทรัพย์พิเศษ สหกรณ์ต้องกำหนดเงื่อนไขการเปิดบัญชีและเอกสารประกอบการขอเปิดบัญชี โดยกำหนดจำนวนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษว่าผู้ฝากรายหนึ่ง ๆ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ได้รายละกี่บัญชี สำหรับเงินฝากออมทรัพย์พิเศษควรให้ผู้ฝากเปิดได้เพียงบัญชีเดียว หากสหกรณ์ต้องการระดมทุนอาจให้เปิดบัญชีมากกว่าหนึ่งบัญชีได้ (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

อนึ่ง ตามร่างระเบียบว่าด้วยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ พ.ศ....... ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ แล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 กำหนดให้ “ผู้ฝากคนหนึ่งเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษได้เพียงบัญชีเดียว”

6.3) เงินรับฝากประจำ สหกรณ์ต้องกำหนดเงื่อนไขการเปิดบัญชีและเอกสารประกอบการขอเปิดบัญชี โดยกำหนดจำนวนบัญชีเงินฝากประจำว่า ผู้ฝากรายหนึ่ง ๆ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากประจำได้รายละไม่เกินกี่บัญชี โดยอาจกำหนดตามระยะเวลาการฝากก็ได้ (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

อนึ่ง เงินฝากประจำ 24 เดือน (เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และตามมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561 ผู้ฝากเงิน (สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ต้องเปิดบัญชีเงินฝากขึ้นใหม่โดยเฉพาะแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และผู้ฝากเงิน (สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ผู้มีเงินได้ต้องมีบัญชีเงินฝากที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นี้บัญชีเดียว ตาม ข้อ 2 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 351)

7. ระเบียบของสหกรณ์ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

ระเบียบของสหกรณ์ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ตามมาตรา 46 (5) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากสหกรณ์ได้ถือใช้ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงิน...ที่เป็นไปตามร่างที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบไว้แล้ว ก็ให้ถือว่าได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์แล้ว และให้สหกรณ์ส่งสำเนาระเบียบให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบเท่านั้น

กรณีสหกรณ์กำหนดระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงิน...ที่ไม่เป็นไปตามร่างที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบไว้แล้ว สหกรณ์ต้องส่งระเบียบฯ ดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์พิจารณา และต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะใช้บังคับใช้ได้

8. การให้ผลตอบแทนอื่นใดนอกจากดอกเบี้ย

ห้ามมิให้สหกรณ์ (สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์) ให้ผลตอบแทนอื่นใดนอกจากดอกเบี้ย เว้นแต่เป็นของกำนัลแก่สมาชิกในโอกาสประเพณีนิยมที่ถือปฏิบัติโดยทั่วไปและมีการให้แก่สมาชิกทุกรายที่เข้าเงื่อนไขซึ่งสหกรณ์กำหนดอย่างเท่าเทียมกัน (ข้อ 22 แห่งกฎกระทรวงการดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2564)

ตารางที่ 1 สรุปเงื่อนไขสำคัญในการรับฝากเงินของสหกรณ์

แหล่งที่มาของเงินรับฝาก

เงื่อนไขตามกฎหมายสหกรณ์และกฎที่เกี่ยวข้อง

เงื่อนไขตามกฎหมายอื่นและกฎที่เกี่ยวข้อง

สมาชิก

ต้องเป็นไปตามตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

- ผู้ฝากเงินไม่ต้องเสียภาษีเงินได้กรณีได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ เพราะได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (8) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

- ผู้ฝากเงินต้องเสียภาษีเงินได้กรณีได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร โดยทุกครั้งที่สหกรณ์จ่ายดอกเบี้ยให้แก่สมาชิก โดยสหกรณ์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

อนึ่ง เงินฝากประจำ 24 เดือน (เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และตามมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561 ผู้ฝากเงิน (สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ต้องเปิดบัญชีเงินฝากขึ้นใหม่โดยเฉพาะแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และผู้ฝากเงิน (สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ผู้มีเงินได้ต้องมีบัญชีเงินฝากที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นี้บัญชีเดียว ตาม ข้อ 2 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 351)

สมาชิกสมทบ

ต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ และต้องเป็นไปตาม ข้อ 6 (3) แห่งระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการรับจดทะเบียนข้อบังคับเกี่ยวกับสมาชิกสมทบของสหกรณ์ พ.ศ. 2563 กำหนดว่า สิทธิของสมาชิกสมทบ สหกรณ์จะต้องกำหนดสิทธิที่สมาชิกสมทบพึงได้รับจากสหกรณ์ไว้ในข้อบังคับอย่างชัดเจนและต้องไม่มีสิทธิดีกว่าสมาชิก หากสหกรณ์ไม่กำหนดสิทธิที่สมาชิกสมทบพึงได้รับในเรื่องใดไว้ให้ชัดเจน ก็ให้ถือว่าสมาชิกสมทบไม่สามารถได้รับสิทธิในเรื่องนั้นจากสหกรณ์ ทั้งนี้ สหกรณ์จะต้องกำหนดให้สิทธิแก่สมาชิกสมทบอย่างน้อยตาม (3.1) และ (3.2) สำหรับการกำหนดให้สิทธิในเรื่องอื่นตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(3.1) การถือหุ้น สมาชิกสมทบแต่ละรายจะต้องถือหุ้นในสหกรณ์อย่างน้อยหนึ่งหุ้นแต่ไม่เกินหนึ่งในห้าของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด และให้ได้รับเงินปันผลในอัตราเดียวกันกับสมาชิก

(3.2) เงินเฉลี่ยคืน สมาชิกสมทบมีสิทธิได้รับเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจได้ในอัตรา

เดียวกันกับสมาชิก

(3.3) การรับฝากเงิน สามารถกำหนดให้สมาชิกสมทบมีสิทธิฝากเงินกับสหกรณ์ได้ทั้งเงินฝากประเภทออมทรัพย์และประเภทประจำ

สหกรณ์อื่น

- ต้องเป็นไปตามตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

- ข้อ 3 แห่ง กฎกระทรวง การฝากเงินและการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2567 กำหนดว่า ให้สหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ (สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน) ฝากเงินหรือลงทุนในนิติบุคคลแต่ละแห่งได้ไม่เกินร้อยละสิบของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์นั้น เว้นแต่เป็นการฝากเงินในชุมชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐบาลให้สามารถฝากเงินหรือลงทุนเกินร้อยละสิบของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ได้

สหกรณ์ (ผู้ฝากเงินสหกรณ์ตามมาตรา 46 (5)) ไม่ใช่นิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

- สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ที่นำเงินมาฝากสหกรณ์ต้องมีสมาชิกของสมาคมฯ นั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

- ต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

- สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้ามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากต้องเสียภาษี

- ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง วิธีการจ่ายเงินค่าจัดการศพ หรือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว การใช้จ่าย และการเก็บรักษาเงินของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ฉบับที่ 2) “ข้อ 6 การเก็บรักษาเงิน ให้สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นำเงินฝากไว้กับธนาคารของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ หรือสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ในนามของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

นิติบุคคล

“นิติบุคคล” หมายความว่า  หน่วยงานหรือองค์กรที่มีฐานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นซึ่งเป็นต้นสังกัดของสมาชิกสหกรณ์ (ร่างระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากนิติบุคคล พ.ศ. ... นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยเงินฝากจากนิติบุคคล ตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/17 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562)

- นิติบุคคล ที่นำเงินมาฝากสหกรณ์ต้องมีบุคลากรหรือลูกจ้างของนิติบุคคลนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

- ต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

- หากเป็นเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้ามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากต้องเสียภาษี

- ต้องพิจารณาด้วยว่ากฎหมายที่ใช้กำกับดูแลนิติบุคคลนั้น ๆ กำหนดให้นำเงินไปฝากที่ไหนได้บ้าง

 


ตารางที่ 2 กรณีศึกษาการรับฝากเงินของสหกรณ์

ประเด็น

กรณีปัญหา

แนววินิจฉัย

ข้อกฎหมาย

คำพิพากษา/แนววินิจฉัย

1. สมาชิกสหกรณ์ฝากเงินแต่แสดงเจตนาเพื่อผู้อื่น เช่น

1) สมาชิกสหกรณ์นำเงินของตนเองฝากในนามตนเองแต่แสดงเจตนาว่าเพื่อให้เงินฝากนั้นเป็นของผู้อื่น

2) สมาชิกสหกรณ์นำเงินของผู้อื่นมาฝากในนามตนเองโดยแสดงเจตนาว่าเพื่อให้เงินฝากนั้นเป็นของผู้อื่น

 

2. พระภิกษุ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. วัด

 

 

 

 

 

 

 

 

4. โรงเรียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5. กองทุนหมู่บ้าน

 

 

 

 

 

 

6. กลุ่มอาชีพสังกัดสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. กลุ่มธรรมชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

8. นิติบุคคล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

9. สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

 

กรณีที่ 1 ผู้ปกครองซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์นำเงินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาฝากสหกรณ์ ในนามตนเองเพื่อบุตรผู้เยาว์

กรณีที่ 2 สมาชิกสหกรณ์นำเงินของบุคคลอื่น (บุคคลธรรมดา) ที่มิใช่สมาชิกสหกรณ์มาฝากสหกรณ์ในนามของสมาชิก

กรณีที่ 3 ครูสมาชิกสหกรณ์นำเงินของเด็กนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อเด็กนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

กรณีที่ 4 สมาชิกสหกรณ์นำเงินของวัดมาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อวัด หรือในนามวัด

กรณีที่ 5 สมาชิกสหกรณ์นำเงินของโรงเรียนมาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อโรงเรียน หรือในนามโรงเรียน

กรณีที่ 6 สมาชิกสหกรณ์นำเงินของกองทุนหมู่บ้านมาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อกองทุนหมู่บ้าน หรือในนามกองทุนหมู่บ้าน

พระสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์และนำเงินมาฝากสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินจากวัด

 

 

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินของโรงเรียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินจากกองทุนหมู่บ้าน

 

 

 

 

 

 

 

สมาชิกสหกรณ์นำเงินของกลุ่มอาชีพที่สังกัดสหกรณ์มาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อกลุ่มอาชีพสมาชิกสหกรณ์ หรือในนามกลุ่มอาชีพสมาชิกสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สมาชิกสหกรณ์นำเงินของกลุ่มธรรมชาติที่ไม่ใช่สมาชิกสหกรณ์มาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อกลุ่มธรรมชาติ หรือในนามกลุ่มธรรมชาติ

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินจากนิติบุคคล

- “นิติบุคคล” หมายความว่า หน่วยงานหรือองค์กรที่มีฐานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นซึ่งเป็นต้นสังกัดของสมาชิกสหกรณ์

- สหกรณ์จะรับฝากเงินจากนิติบุคคลได้เฉพาะนิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่า                กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินจากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

- สมาชิกสหกรณ์ไม่สามารถนำเงินตามกรณีที่ 1 – 6 มาฝากสหกรณ์ ในนามตนเองเพื่อบุคคลตามกรณีที่ 1 – 6 ได้ เนื่องจากเงินนั้นเป็นของบุคคลตามกรณีที่ 1 – 6 มิใช่เงินของสมาชิกผู้ฝาก

- กรณีผู้ปกครองซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์นำเงินของตนเองมาฝากสหกรณ์ ในนามตนเองเพื่อบุตรผู้เยาว์ เงินดังกล่าวถือว่าเป็นของบุตรผู้เยาว์ไปแล้ว

 

 

 

 

 

พระภิกษุไม่สามารถรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ หรือเป็นสมาชิกสหกรณ์ได้ ฉะนั้น สหกรณ์จึงไม่สามารถรับฝากเงินจากพระภิกษุได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดต่อกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564

 

 

 

 

 

ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดต่อ

- ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าด้วยการบริหารจัดการเกี่ยวกับเงินรายได้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. 2549

- หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง การเก็บรักษาเงินรายได้สถานศึกษา ที่ ศธ 04002/383 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2549

- ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดต่อระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑

 

สามารถดำเนินการได้ แต่สหกรณ์ต้องกำหนดข้อบังคับให้มีอำนาจกระทำการส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มของสมาชิก กลุ่มสตรีสหกรณ์ กลุ่มเยาวชนสหกรณ์ กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มรวมกันผลิต กลุ่มรวมกันซื้อ กลุ่มรวมกันขาย และกลุ่มออมทรัพย์ ฯลฯ กำหนดระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มของสมาชิก กลุ่มสตรีสหกรณ์ กลุ่มเยาวชนสหกรณ์ กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มรวมกันผลิต กลุ่มรวมกันซื้อ กลุ่มรวมกันขาย และกลุ่มออมทรัพย์ และในการฝากเงินต้องไปไปตามที่ระเบียบกำหนด

 

ไม่สามารถดำเนินการได้หาก แม้จะมีสมาชิกบางคนในกลุ่มเป็นสมาชิกสหกรณ์ก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดต่อ พ.ร.บ. สหกรณ์ ม. 46 (5) และกลุ่มธรรมชาติมีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร

 

 

- ต้องพิจารณาว่ากฎหมายหรือกฎที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น กำหนดเรื่องการฝากเงินไว้อย่างไร ฝากเงินในสหกรณ์ได้หรือไม่

 

- นิติบุคคลที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นๆ เช่น วัด จังหวัด กระทรวง ทบวง กรม องค์การมหาชน ฯลฯ กฎหมายหรือกฎที่เกี่ยวข้องกำหนดเรื่องการฝากเงินไว้อย่างไร ฝากเงินในสหกรณ์ได้หรือไม่อย่างไร

 

- กรณีนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่

 

- บริษัทจำกัด: ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของบริษัทจำกัดนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

 

- ห้างหุ้นส่วน: ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของห้างหุ้นส่วน จำกัด จำกัดนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

 

- ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน: ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

 

- สมาคม ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาคมนั้น

เป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของสมาคมด้วยว่ากำหนดเรื่องการเงินและทรัพย์สินไว้อย่างไร

 

- มูลนิธิ: ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของมูลนิธินั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของมูลนิธิด้วยว่ากำหนดเรื่องการเงินและทรัพย์สินไว้อย่างไร

อย่างไร

 

สหกรณ์จะรับฝากเงินจากสมาคมเฉพาะสมาคมที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์

ป.พ.พ. มาตรา 665 ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้นฝากในนามของผู้ใดคืนให้แก่ผู้นั้น หรือผู้รับฝากได้รับคำสั่งโดยชอบให้คืนทรัพย์สินนั้นไปแก่ผู้ใด คืนให้แก่ผู้นั้นแต่หากผู้ฝากทรัพย์ตาย ท่านให้คืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาท

ป.พ.พ. มาตรา 1336 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 

 

- มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า พระภิกษุจะต้องรับนิคหกรรมก็ต่อเมื่อกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และนิดหกรรมที่จะลงแก่พระภิกษุก็ต้องเป็นนิคหกรรมตามพระธรรรมวินัย ซึ่งพระธรรมวินัย กำหนดข้อห้ามว่า พระสงฆ์จะต้องละเว้นจากการสะสมทรัพย์สินใด ๆ รวมถึงเงินทอง โดยสามารถรับสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เมื่อพระภิกษุได้ทำการครองครอบสิ่งของจตุปัจจัย เช่น เงินทอง จีวร บาตร เป็นต้นอย่างมากเกินความจำเป็นจึงถือว่ามีโทษอาบัติ การจะปลงอาบัติได้นั้นจะต้องทำการสละสิ่งของที่มีอยู่ แล้วทำการปลงอาบัติได้

- ประกาศคณะสงฆ์ เรื่อง ห้ามไม่ให้ภิกษุประกอบการหากินนอกธรรมเนียมของสมนะ ประกาศไว้ ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2456 และ เรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรไม่ให้เป็นสมาชิกในสมาคม หรือสโมสรคฤหัสถ์ ประกาศไว้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2476

- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622 1623 และ 1624

 

กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564

ข้อ 7 การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินหนึ่งแสนบาทขึ้นไป ให้เก็บรักษาโดยฝากธนาคารในนามของวัด หรือวิธีการอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคมกำหนด การดูแลรักษาและจัดการเงินการกุศลที่มีผู้บริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค

 

- ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าด้วยการบริหารจัดการเกี่ยวกับเงินรายได้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. 2549

ข้อ 6 ให้สถานศึกษาเก็บรักษาเงินสดไว้เพื่อสำรองใช้จ่ายได้ภายในวงเงินที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง นอกนั้นให้นำฝากกระทรวงการคลังหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแล้วแต่กรณี หรือนำฝากธนาคารพาณิชย์ตามวงเงินที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ

- หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง การเก็บรักษาเงินรายได้สถานศึกษา ที่ ศธ 04002/383 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2549

ข้อ 4 ให้นำเงินรายได้สถานศึกษาฝากธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเดียวกัน

กับท้องที่ตั้งของโรงเรียน /สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หากท้องที่นั่นไม่มีธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจให้บริการ ก็ให้นำฝากธนาคารพาณิชย์อื่นภายในท้องที่อำเภอเตียวกัน ได้ สำหรับประเภทเงินฝาก ให้อยู่ในดุลพินิจ

ของโรงเรียน/สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แล้วแต่กรณี โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

- ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566

ข้อ 22 ประกอบข้อ 29 และ ข้อ 33 ให้นำเงินฝากธนาคาร

 

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑

ข้อ 29 ให้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

"คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล " หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกัน อันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

 

 

 

 

 

มาตรา 46 (5) การรับฝากเงินจากนิติบุคคล สาระสำคัญสำคัญกำหนดให้สหกรณ์สามารถ

รับฝากเงินจากนิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน โดยมีเจตนารมณ์ เพื่อให้สหกรณ์สามารถรับฝากเงินจากนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับสมาชิกของสหกรณ์ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ ในการเปิดโอกาสให้นิติบุคคลต้นสังกัดของสมาชิกสามารถสนับสนุนเงินทุนเพื่อเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ โดยไม่ต้องรับนิติบุคคลนั้นเข้าเป็นสมาชิก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง วิธีการจ่ายเงินค่าจัดการศพ หรือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว การใช้จ่าย และการเก็บรักษาเงินของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ฉบับที่ 2) ประกาศ ณ วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"ข้อ 6 การเก็บรักษาเงิน ให้สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นำเงินฝากไว้กับธนาคารของรัฐ

ธนาคารพาณิชย์ หรือสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ในนามของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์"

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2483

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2604/2516

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2522

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ภาพที่ 1 การรับฝากเงินของสหกรณ์



การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...