พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายที่มีสถานะพิเศษในระบบกฎหมายไทย โดยมีลักษณะเป็น “กฎหมายผสมผสาน” ที่มิได้ดำรงอยู่ในฐานะกฎหมายเอกชนหรือกฎหมายมหาชนอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หากแต่เป็นการซ้อนทับกันระหว่างอำนาจรัฐและเสรีภาพของปัจเจกชน การทำความเข้าใจกฎหมายสหกรณ์จึงจำเป็นต้องอาศัยองค์ความรู้จากทั้งสองสาขากฎหมายหลัก คือ กฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชน เพื่อจำแนกแยกแยะสถานะของบทบัญญัติ สิทธิหน้าที่ขององค์กร และขอบเขตอำนาจหน้าที่ของรัฐในการเข้ากำกับดูแล
บทความนี้ได้วิเคราะห์และสังเคราะห์บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยพิจารณาผ่านกรอบของกฎหมายที่สำคัญ ประกอบด้วย รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พ.ศ. 2560 ซึ่งรับรองสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
ซึ่งเป็นกฎหมายสารบัญญัติพื้นฐานของนิติสัมพันธ์ทางเอกชน และ
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ซึ่งเป็นกฎหมายกลางในการกำหนดมาตรฐานการใช้อำนาจรัฐ การวิเคราะห์จะแบ่งออกเป็น 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ การจำแนกมาตราที่เป็นกฎหมายเอกชน
การจำแนกมาตราที่เป็นกฎหมายมหาชน
หลักการพิจารณาออกคำสั่งทางปกครองในส่วนที่สัมพันธ์กับกฎหมายเอกชน
และหลักการพิจารณาออกคำสั่งทางปกครองในส่วนที่เป็นกฎหมายมหาชน
โดยมุ่งเน้นการสร้างความชัดเจนในทางทฤษฎีและการปฏิบัติราชการ
ส่วนที่ 1
การวิเคราะห์มาตราที่เป็นกฎหมายเอกชน
สหกรณ์โดยสภาพนิติฐานะ คือการรวมกลุ่มของประชาชน
(เอกชน) เพื่อดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมีความสมัครใจเป็นที่ตั้ง
ภายใต้หลักการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ดังนั้น
รากฐานที่แท้จริงของกฎหมายสหกรณ์จึงหยั่งรากลึกอยู่ในกฎหมายเอกชน ซึ่งว่าด้วยสิทธิ
หน้าที่ และความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนด้วยกันเอง
โดยปราศจากอำนาจมหาชนในการบังคับบัญชาในเบื้องต้น บทบัญญัติในพ.ร.บ. สหกรณ์ฯ จำนวนมากทำหน้าที่เสมือนเป็นกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บรรพพิเศษที่บัญญัติยกเว้นหรือขยายความจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(ป.พ.พ.) เพื่อให้สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของสหกรณ์
1.1 สภาพบุคคลและนิติบุคคล
หัวใจสำคัญของการก่อตั้งองค์กรทางธุรกิจคือการสร้างสภาพบุคคลตามกฎหมาย
โดยมาตรา 37 แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ฯ บัญญัติว่า “เมื่อนายทะเบียนสหกรณ์รับจดทะเบียนแล้ว ให้สหกรณ์เป็นนิติบุคคล” บทบัญญัตินี้สอดรับกับ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 65
ที่ระบุว่านิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
การเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายสหกรณ์ทำให้สหกรณ์มีสถานะเป็นบุคคลสมมติที่แยกต่างหากจากสมาชิก
ผลทางกฎหมายเอกชนที่ตามมาคือ
1) ทรัพย์สินแยกขาดจากกัน
ทรัพย์สินของสหกรณ์ไม่ใช่กรรมสิทธิ์รวมของสมาชิก แต่เป็นกรรมสิทธิ์ของนิติบุคคล
เจ้าหนี้ส่วนตัวของสมาชิกไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินของสหกรณ์
และเจ้าหนี้ของสหกรณ์ก็ไม่มีสิทธิยึดทรัพย์สินส่วนตัวของสมาชิก
(เว้นแต่ค่าหุ้นที่ค้างชำระ)
2) ความรับผิดจำกัด ตาม
มาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ที่ระบุว่า “สมาชิกมีความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ” หลักการนี้เป็นการนำหลักการของบริษัทจำกัดในกฎหมายแพ่งมาใช้
เพื่อจำกัดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจของเอกชน
ส่งเสริมให้เกิดการรวมทุนโดยไม่ต้องกังวลภาระหนี้สินเกินตัว
1.2 สัญญาระหว่างสมาชิกและองค์กร
ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกกับสหกรณ์ไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางปกครอง
แต่เป็นนิติสัมพันธ์ทางสัญญาในรูปแบบของจัดตั้งห้างหุ้นส่วนบริษัทที่มีลักษณะพิเศษ
ดังนี้
1) การก่อตั้งสัญญา มาตรา
33 และ มาตรา 34 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ ที่กำหนดกระบวนการรวมกลุ่มของผู้จัดตั้งและการสมัครเข้าเป็นสมาชิก
ถือเป็นการแสดงเจตนาเพื่อเข้าทำนิติกรรมสัญญา
การที่บุคคลยื่นใบสมัครและสหกรณ์ตอบรับ คือการเกิดสัญญาต่างตอบแทนที่ก่อให้เกิดสิทธิและหน้าที่ตามข้อบังคับ
2) เสรีภาพในการรวมกลุ่ม
นัยนี้สอดคล้องกับ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 42 ที่รับรองเสรีภาพในการรวมกันเป็นสมาคม
สหกรณ์ สหภาพ หรือหมู่คณะอื่น การเข้าเป็นสมาชิกจึงเป็นเรื่องของ ความสมัครใจ รัฐไม่อาจบังคับให้ใครเป็นสมาชิกสหกรณ์ได้
และสหกรณ์ก็มีเสรีภาพในการรับหรือไม่รับสมาชิกตามข้อบังคับของตน
(ภายใต้ขอบเขตของการไม่เลือกปฏิบัติ)
1.3 การบริหารจัดการและหลักตัวแทน
โครงสร้างการบริหารงานของสหกรณ์จำลองแบบมาจากหลักการบริหารงานของนิติบุคคลเอกชน
โดยใช้ระบบตัวการ-ตัวแทน และหลักประชาธิปไตยในองค์กร ดังนี้
1) คณะกรรมการในฐานะตัวแทน
มาตรา 50 และ มาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ
กำหนดให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการและเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
บทบัญญัตินี้เทียบเคียงได้โดยตรงกับ ป.พ.พ. มาตรา 70
เรื่องผู้แทนนิติบุคคล ดังนั้น กรรมการสหกรณ์จึงไม่ใช่ เจ้าหน้าที่รัฐ แต่เป็นตัวแทนของเอกชนที่มาจากการเลือกตั้งของที่ประชุมใหญ่ซึ่งเป็นเจ้าของ
2) หน้าที่แห่งความไว้วางใจ
การแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ. สหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ได้เพิ่ม มาตรา 51/1 และ มาตรา 51/2 ซึ่งบัญญัติให้กรรมการต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์
หากฝ่าฝืนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทน
บทบัญญัตินี้เป็นการนำหลักการความรับผิดของกรรมการบริษัทตาม ป.พ.พ. มาตรา 1168 มาบัญญัติให้ชัดเจนในกฎหมายสหกรณ์ ความรับผิดนี้เป็นความรับผิดทางแพ่ง ฐานละเมิดหรือผิดสัญญาตัวแทน
การฟ้องร้องต้องกระทำในศาลยุติธรรม มิใช่ศาลปกครอง
1.4 นิติกรรมสัญญาและอำนาจกระทำการ
มาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ บัญญัติอำนาจกระทำการของสหกรณ์ เช่น การรับฝากเงิน
การให้กู้ยืม การซื้อขายสินค้า การจำนอง และการจำนำ อำนาจเหล่านี้คือนิติความสามารถของนิติบุคคลในการเข้าทำนิติกรรมสัญญาตาม
ป.พ.พ. บรรพ 3 ว่าด้วยเอกเทศสัญญา
การกู้ยืมเงิน (มาตรา 46(6))
สัญญากู้ยืมเงินระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกต้องอยู่ภายใต้บังคับของ
ป.พ.พ. มาตรา 653
ที่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้
การรับฝากเงิน (มาตรา 46(5))
สัญญาฝากเงินมีลักษณะเป็นสัญญาฝากทรัพย์ตาม ป.พ.พ. มาตรา 657
ดอกเบี้ย
แม้สหกรณ์ (สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน) จะได้รับยกเว้นเพดานดอกเบี้ยร้อยละ
15
ต่อปี ตาม พ.ร.บ. ห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราฯ ซึ่งได้รับการยกเว้นโดยประกาศกระทรวงการคลัง
เรื่อง การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม
(ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2526 และประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง
การกำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม
(ฉบับที่ 12) พ.ศ. 2550 แต่หลักการพื้นฐานเรื่องดอกเบี้ยผิดนัดและข้อห้ามเรื่อง ดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัด
ยังคงต้องบังคับตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 และ 224/1 อย่างเคร่งครัด แสดงให้เห็นว่าเนื้อหาสาระของนิติกรรมยังคงเป็นกฎหมายเอกชนอย่างสมบูรณ์
1.5 สิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก
มาตรา 42/2 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ เป็นบทบัญญัติที่มีความพิเศษในทางกฎหมายเอกชน โดยมาตรานี้อนุญาตให้สมาชิกทำหนังสือตั้งบุคคลผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่าหุ้นและเงินฝากเมื่อตนถึงแก่ความตายได้
ซึ่งถือเป็นข้อยกเว้นของหลักกฎหมายมรดกตาม ป.พ.พ. มาตรา 1646
ที่กำหนดว่าการแสดงเจตนาเผื่อตายต้องทำเป็นพินัยกรรมเท่านั้น
บทบัญญัตินี้สร้างความสะดวกให้แก่เอกชนในการจัดการทรัพย์สินโดยไม่ต้องผ่านกระบวนการจัดการมรดกที่ซับซ้อน
แต่ผลทางกฎหมายยังคงเป็นเรื่องการโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินทางแพ่ง
1.6 หลักการประชุมใหญ่และการออกเสียง
มาตรา 54
- 59 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ กำหนดหลักเกณฑ์การประชุมใหญ่
ซึ่งเป็นองค์กรสูงสุด ของนิติบุคคล โดยสหกรณ์ยึดหลักหนึ่งคนหนึ่งเสียง ตามมาตรา 59
ซึ่งแตกต่างจากบริษัทจำกัดที่ยึดหลักหนึ่งหุ้นหนึ่งเสียง ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1182
แม้หลักการจะต่างกัน แต่สถานะทางกฎหมายยังคงเป็นเรื่องของกติกาภายในของนิติบุคคลเอกชน
รัฐกำหนดกรอบขั้นต่ำไว้เพื่อคุ้มครองสมาชิกรายย่อย แต่การใช้สิทธิออกเสียง
การลงมติ และการเลือกตั้งกรรมการ
เป็นการใช้อำนาจของเอกชนในการจัดการองค์กรของตนเอง
ส่วนที่ 2
การวิเคราะห์มาตราที่เป็นกฎหมายมหาชน
แม้สหกรณ์จะมีสถานะเป็นนิติบุคคลเอกชน
แต่เนื่องจากสหกรณ์มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจฐานราก
มีการระดมเงินออมจากประชาชนจำนวนมาก และมีสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร
รัฐจึงจำเป็นต้องใช้อำนาจมหาชนเข้ามากำกับดูแล เพื่อรักษาความมั่นคงทางการเงินและประโยชน์สาธารณะ
บทบัญญัติในส่วนนี้สะท้อนอำนาจรัฐที่อยู่เหนือเอกชน และสถานะของเจ้าหน้าที่รัฐในการใช้อำนาจทางปกครอง
2.1
โครงสร้างองค์กรทางปกครองและเจ้าหน้าที่
กฎหมายสหกรณ์ได้จัดตั้งองค์กรทางปกครองและให้อำนาจเจ้าหน้าที่รัฐไว้อย่างชัดเจน
ดังนี้
1) คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์แห่งชาติ
(คพช.) ตาม มาตรา 9 คพช. เป็นองค์กรกลุ่มระดับชาติที่มีรัฐมนตรีเป็นประธาน
มีปลัดกระทรวงต่างๆ และองค์ประกอบอื่นๆ (ดูรายละเอียดตามมาตรา 9 แห่ง พ.ร.บ.
สหกรณ์ฯ) เป็นกรรมการ สถานะทางกฎหมายคือ คณะกรรมการที่มีอำนาจดำเนินการทางปกครองตามนิยามในกฎหมายวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง
มีอำนาจในการกำหนดนโยบาย และอำนาจหน้าที่ตามที่บัญญัติไว้ใน พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ
2) นายทะเบียนสหกรณ์ ตาม
มาตรา 15 กฎหมายแต่งตั้งอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นนายทะเบียนสหกรณ์ ตำแหน่งนี้มีสถานะเป็นเจ้าหน้าที่
ตามมาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
ผู้ทรงอำนาจใช้ดุลพินิจทางปกครองในการอนุญาต สั่งการ ควบคุม
และลงโทษสหกรณ์
2.2 อำนาจในการจัดตั้งและรับรองสถานะ
การเกิดขึ้นของนิติบุคคลสหกรณ์ไม่ได้เกิดจากสัญญาเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องอาศัยการกระทำทางปกครองของรัฐเข้ามารับรอง มาตรา 33
37 และ 38 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ บัญญัติเรื่องการจดทะเบียนสหกรณ์ซึ่งในส่วนที่เป็นกระบวนการทางปกครอง
นายทะเบียนมีอำนาจวินิจฉัยว่าวัตถุประสงค์ถูกต้องหรือไม่ และที่สำคัญคือการจัดตั้งนั้นจะไม่เสียหายแก่ระบบสหกรณ์
ถ้อยคำนี้สะท้อนความเป็นกฎหมายมหาชนอย่างยิ่ง เพราะเป็นการให้อำนาจใช้ดุลพินิจในการประเมินความเหมาะสมนอกเหนือไปจากความชอบด้วยกฎหมาย
การรับจดทะเบียนจึงเป็นคำสั่งทางปกครองที่ก่อให้เกิดสิทธิ
2.3 อำนาจในการกำกับดูแล ตรวจสอบ
และสั่งการ
ส่วนที่เป็นกฎหมายมหาชนซึ่งให้อำนาจรัฐแทรกแซงเสรีภาพของเอกชนเพื่อคุ้มครองประโยชน์สาธารณะ
ได้แก่
1) อำนาจออกกฎเกณฑ์ มาตรา 16 ให้อำนาจนายทะเบียนออกระเบียบ คำสั่ง กำหนดระบบบัญชี
และแต่งตั้งผู้สอบบัญชี เป็นอำนาจในการวางกฎเกณฑ์ที่สหกรณ์ต้องปฏิบัติตาม
2) อำนาจเพิกถอนมติ มาตรา
20 ให้อำนาจนายทะเบียน ยับยั้ง หรือ เพิกถอนมติของที่ประชุมใหญ่หรือมติของคณะกรรมการ
หากมตินั้นฝ่าฝืนกฎหมายหรือระเบียบ ถือเป็นอำนาจมหาชนที่สามารถลบล้างเจตจำนงของเอกชนได้
เพื่อรักษาความชอบด้วยกฎหมายของการดำเนินกิจการ
3) อำนาจแก้ไขข้อบกพร่องและลงโทษ
มาตรา 22 ให้อำนาจนายทะเบียนสั่งให้แก้ไขข้อบกพร่อง
สั่งระงับการกระทำ หรือสั่งให้กรรมการพ้นจากตำแหน่ง (ทั้งคณะหรือรายบุคคล) บทบัญญัตินี้เป็นคำสั่งทางปกครองที่เป็นโทษที่กระทบสิทธิเสรีภาพในการประกอบอาชีพและการจัดการงานของบุคคลอย่างรุนแรง
4) การกำกับดูแลทางการเงิน
มาตรา 89/2
ให้อำนาจออกกฎกระทรวงกำหนดเกณฑ์ความมั่นคงทางการเงิน เช่น
การดำรงเงินกองทุน การจัดชั้นสินทรัพย์ เป็นกฎหมายมหาชนทางเศรษฐกิจที่แทรกแซงเสรีภาพในการทำสัญญาเพื่อป้องกันความเสี่ยงเชิงระบบ
2.4 อำนาจในการสั่งเลิกนิติบุคคล
มาตรา 71
(ประกอบมาตรา 16(5)) ให้อำนาจนายทะเบียนสั่งเลิกสหกรณ์
หากเห็นว่าสหกรณ์ไม่อาจดำเนินกิจการต่อไปได้ หรือดำเนินกิจการเสียหายอย่างร้ายแรง ทำให้สหกรณ์สิ้นสุดสถานะทางกฎหมาย
หมดสิทธิและหน้าที่ลง ซึ่งเป็นอำนาจที่สั่งโดยฝ่ายปกครอง
โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการศาลยุติธรรม
(ต่างจากบริษัทที่มักต้องให้ศาลสั่งล้มละลายหรือสั่งเลิกในบางกรณี)
สะท้อนให้เห็นว่าการดำรงอยู่ของสหกรณ์ขึ้นอยู่กับการอนุญาตของรัฐภายใต้เงื่อนไขของกฎหมายมหาชน
ส่วนที่ 3
หลักการพิจารณาออกคำสั่งทางปกครองมาตราที่เป็นกฎหมายเอกชน
เมื่อนายทะเบียนสหกรณ์ต้องใช้อำนาจตามกฎหมายสหกรณ์เข้าไปดำเนินการที่เกี่ยวข้องกับมาตราที่เป็นกฎหมายเอกชน
(เช่น การจดทะเบียนข้อบังคับ การตรวจสอบคุณสมบัติสมาชิก หรือการจัดการทรัพย์สิน)
การกระทำนั้นย่อมกลายเป็นคำสั่งทางปกครองทันทีตามนิยามใน มาตรา 5 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 การใช้อำนาจในส่วนนี้มีความละเอียดอ่อน
เพราะรัฐกำลังก้าวล่วงเข้าไปในขอบเขตแห่งเสรีภาพทางแพ่ง จึงต้องยึดหลักการดังนี้
3.1
หลักการจำแนกแดนอำนาจและความเคารพในเจตจำนงอิสระ
นายทะเบียนฯ ต้องตระหนักว่า
ตนมีอำนาจเพียงกำกับดูแล มิใช่บริหารจัดการ ดังนั้น
ในเรื่องที่เป็นนิติสัมพันธ์ทางเอกชน
นายทะเบียนควรจำกัดบทบาทเพียงการตรวจสอบความชอบด้วยกฎหมาย เท่านั้น
การรับจดทะเบียนข้อบังคับ
ตามมาตรา 34 (4) มาตรา 35 (4) และมาตรา 44 ข้อบังคับสหกรณ์เปรียบเสมือนสัญญาประชาคมระหว่างสมาชิก
หากเนื้อหาข้อบังคับไม่ขัดต่อกฎหมายสหกรณ์ กฎหมายแพ่ง
และความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดี นายทะเบียนฯ ต้องรับจดทะเบียน จะใช้ดุลพินิจปฏิเสธเพียงเพราะเห็นว่าไม่เหมาะสม
โดยไม่มีฐานกฎหมายรองรับมิได้
3.2
การไม่ก้าวล่วงวินิจฉัยข้อพิพาททางแพ่ง
ในกรณีที่มีข้อพิพาทระหว่างสมาชิกกับสหกรณ์
(เช่น เรื่องหนี้สิน การไล่ออกจากการเป็นสมาชิก หรือสิทธิในเงินปันผล)
ซึ่งเป็นข้อพิพาททางแพ่ง โดยหลักการนายทะเบียนฯ ไม่มีอำนาจทางตุลาการ ที่จะชี้ขาดว่าใครถูกผิดในทางแพ่ง
หรือสั่งให้สหกรณ์ชำระหนี้แก่สมาชิก อำนาจของนายทะเบียนตามมาตรา 22 หรือ 20 จำกัดอยู่เพียงการตรวจสอบว่ากระบวนการเป็นไปตามข้อบังคับและกฎหมายหรือไม่
หากเป็นข้อโต้เถียงเรื่องเนื้อหาของสัญญาหรือมูลหนี้
ต้องแนะนำให้คู่กรณีไปฟ้องร้องต่อศาลยุติธรรม ยกเว้นหากข้อพิพาทนั้นเกิดจากการที่มติที่ประชุมขัดต่อกฎหมายอย่างชัดแจ้ง
(เช่น มีมติไม่จ่ายเงินปันผลทั้งที่มีกำไรและไม่มีกฎหมายห้าม)
นายทะเบียนอาจใช้อำนาจเพิกถอนมติตามมาตรา 20 ได้
แต่ต้องทำด้วยความระมัดระวัง
3.3
หลักการให้เหตุผลในการแทรกแซงนิติกรรม
เมื่อนายทะเบียนฯ ใช้อำนาจตาม
มาตรา 20 เพิกถอนมติที่ประชุม (ซึ่งคือนิติกรรมของนิติบุคคลเอกชน)
นายทะเบียนต้องปฏิบัติตาม มาตรา 37 แห่ง พ.ร.บ.
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ โดยเคร่งครัด ซึ่งการให้เหตุผลในคำสั่งเพิกถอนมติจะต้องระบุให้ชัดเจนว่า
(1) ข้อเท็จจริงคืออะไร (มตินั้นมีเนื้อหาอย่างไร) (2)
ข้อกฎหมายที่อ้างอิง (ขัดต่อ พ.ร.บ. สหกรณ์มาตราใด
หรือข้อบังคับข้อใด) และ (3) เหตุผลที่ต้องเพิกถอน
การระบุเพียงว่าไม่เหมาะสม หรืออาจก่อให้เกิดความเสียหาย
โดยไม่มีพยานหลักฐานสนับสนุนที่ชัดเจน ถือเป็นการใช้ดุลพินิจโดยมิชอบ
ส่วนที่ 4
หลักการพิจารณาออกคำสั่งทางปกครองมาตราที่เป็นกฎหมายมหาชน
พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ มาตราที่เป็นกฎหมายมหาชนโดยตรง
(เช่น มาตรา 16, 22, 71) นายทะเบียนฯ ใช้อำนาจรัฐในฐานะเจ้าหน้าที่
เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ
การออกคำสั่งทางปกครองในส่วนนี้มีผลกระทบสิทธิอย่างรุนแรง เช่น
การสั่งให้พ้นจากตำแหน่งกรรมการ จึงต้องอยู่ภายใต้หลักการของกฎหมายปกครอง และ
พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539
อย่างเข้มงวด
4.1 หลักความชอบด้วยกฎหมาย
การใช้อำนาจสั่งการลงโทษหรือบังคับการตามมาตรา
22 ต้องยึดหลัก “ไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ” โดยองค์ประกอบของอำนาจ นายทะเบียนฯ จะสั่งให้คณะกรรมการแก้ไขข้อบกพร่องได้
ต้องปรากฏข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำที่เข้าองค์ประกอบตามมาตรา 22 จริง คือ (1) การกระทำหรืองดเว้นการกระทำ (2)
อาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือ (3) มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน/บัญชี 1
หากขาดองค์ประกอบเหล่านี้ คำสั่งย่อมไม่ชอบด้วยกฎหมาย
4.2 หลักการรับฟังคู่กรณี
ก่อนออกคำสั่งทางปกครองที่มีผลกระทบต่อสิทธิของคู่กรณี
โดยเฉพาะคำสั่งที่เป็นโทษ นายทะเบียนฯ ต้องปฏิบัติตาม มาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
การปรับใช้กับมาตรา 22
ก่อนที่นายทะเบียนฯ จะสั่งให้กรรมการพ้นจากตำแหน่งตาม มาตรา 22
(4) นายทะเบียนต้องแจ้งข้อเท็จจริงที่จะใช้เป็นเหตุในการออกคำสั่งให้กรรมการผู้นั้นทราบ
และให้โอกาสเขาได้โต้แย้งแสดงพยานหลักฐานภายในเวลาที่เหมาะสม แม้ พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ
มาตรา 17 จะให้อำนาจเรียกบุคคลมาชี้แจง
แต่นั่นเป็นอำนาจในเชิงไต่สวน ส่วนมาตรา 30 แห่ง พ.ร.บ.
วิธีปฏิบัติฯ เป็นสิทธิในการป้องกันตัว การละเลยขั้นตอนนี้อาจทำให้คำสั่งถูกเพิกถอนโดยศาลปกครองได้
แม้เนื้อหาคำสั่งจะถูกต้องก็ตาม
4.3 หลักความได้สัดส่วน
การใช้ดุลพินิจสั่งการตามกฎหมายมหาชนต้องไม่ทำเกินกว่าเหตุ
หลักการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการใช้อำนาจตาม มาตรา 22 และ มาตรา 71 การทดสอบความได้สัดส่วน ได้แก่
1) ความเหมาะสม มาตรการที่เลือกใช้
(เช่น สั่งพักการปฏิบัติหน้าที่) จะช่วยแก้ปัญหาข้อบกพร่องได้จริงหรือไม่
2) ความจำเป็น เป็นมาตรการที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิทธิน้อยที่สุดหรือไม่
หากการตักเตือน หรือสั่งแก้ไขเพียงพอแล้ว การข้ามไปสั่งให้พ้นจากตำแหน่งย่อมเป็นการใช้อำนาจเกินความจำเป็น
3) ความสมดุล ประโยชน์สาธารณะที่ได้
คุ้มค่ากับความเสียหายที่เกิดกับสิทธิของกรรมการที่ถูกปลดหรือไม่
4.4 กระบวนการอุทธรณ์คำสั่ง
พระราชบัญญัติสหกรณ์
(ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562
ได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมหมวดว่าด้วยการอุทธรณ์ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม กฎหมายได้จัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขึ้นเป็นการเฉพาะ
(มาตรา 128/1 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ฯ) เพื่อพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งของนายทะเบียนฯ ตามมาตรา
128/4 ซึ่งการอุทธรณ์ตามกฎหมายสหกรณ์เป็นการอุทธรณ์เฉพาะ ที่ยกเว้นหลักทั่วไปตามมาตรา
44 แห่ง พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติฯ ดังนั้น ในคำสั่งทางปกครอง
นายทะเบียนฯ ต้องระบุสิทธิในการอุทธรณ์ ว่าให้ยื่นต่อคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์
ภายใน 30 วัน หรือ 60 วัน ตามมาตรา 128/4 แห่ง พ.ร.บ.
สหกรณ์ฯ หากระบุผิดหรือไม่ได้ระบุ จะมีผลให้ระยะเวลาอุทธรณ์ขยายออกไปเป็น 1 ปี ตาม มาตรา 40 แห่ง พ.ร.บ.
วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองฯ
4.5 ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่
หากนายทะเบียนฯ ใช้อำนาจทางมหาชนโดยประมาทเลินเล่อ
หรือใช้อำนาจเกินขอบเขตจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ (เช่น
สั่งระงับการดำเนินธุรกิจโดยไม่มีเหตุอันควรจนสหกรณ์ขาดทุน)
นายทะเบียนอาจต้องรับผิดทางละเมิดตาม
พระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539
ซึ่งเป็นการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ
บทสรุป
พระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นกฎหมายที่สะท้อนดุลยภาพระหว่างเสรีภาพของเอกชนและการกำกับดูแลของรัฐ
การตีความและบังคับใช้กฎหมายฉบับนี้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีความเข้าใจในสถานะ “กฎหมายผสมผสาน” ดังกล่าว
ในส่วนที่เป็น
กฎหมายเอกชน (การบริหารจัดการ การทำธุรกิจ สิทธิสมาชิก) นายทะเบียนฯ ต้องจำกัดบทบาทตนเองเพียงผู้รักษาตีกรอบกติกา
ไม่ก้าวล่วงเข้าไปตัดสินใจแทนเอกชน
หรือใช้ดุลพินิจเชิงบริหารธุรกิจแทรกแซงเจตจำนงของสมาชิก
ในส่วนที่เป็น
กฎหมายมหาชน (การกำกับตรวจสอบ การแก้ไขข้อบกพร่อง) นายทะเบียนฯ ต้องใช้อำนาจอย่างกล้าหาญเพื่อรักษาผลประโยชน์ของมวลสมาชิกและระบบเศรษฐกิจ
แต่ความกล้าหาญนั้นต้องอยู่ภายใต้กรอบของหลักนิติธรรม (Rule
of Law) ซึ่งแสดงออกผ่านกระบวนการทางปกครองที่เป็นธรรม
การรับฟังคู่กรณี การให้เหตุผลที่ชัดเจน และการใช้ดุลพินิจที่พอสมควรแก่เหตุ
