หน้าที่และความรับผิดชอบของสมาชิกสหกรณ์ ถือเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้สหกรณ์ดำรงอยู่ได้ เนื่องจากสมาชิกมีสถานะเป็นทั้งเจ้าของ และผู้ใช้บริการ ดังนั้น การปฏิบัติตามกฎกติกาและการชำระหนี้จึงไม่ใช่เพียงหน้าที่ทางกฎหมาย แต่เป็นพันธะสัญญาต่อส่วนรวม โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. หน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย
ข้อบังคับ และมติที่ประชุมใหญ่
การเป็นสมาชิกสหกรณ์นั้น
สมาชิกจะต้องยอมรับกติกาสัญญาประชาคมที่ตกลงร่วมกันเพื่อให้การอยู่ร่วมกันและการดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างราบรื่น
โดยสมาชิกมีหน้าที่ในการปฏิบัติตามกฎหมาย ข้อบังคับ และมติที่ประชุมใหญ่ ดังนี้
1.1 ความผูกพันทางกฎหมาย
เมื่อสหกรณ์จดทะเบียนแล้ว
ข้อบังคับของสหกรณ์ถือเป็นกฎหมายสูงสุดภายในองค์กร
ซึ่งผูกพันสมาชิกทุกคนเสมือนหนึ่งว่าสมาชิกได้ลงลายมือชื่อทำสัญญาไว้ด้วยตนเอง
สมาชิกจึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามข้อบังคับ ระเบียบ และกฎหมายสหกรณ์อย่างเคร่งครัด
1.2 การปฏิบัติตามมติที่ประชุมใหญ่
สมาชิกมีหน้าที่ต้องเคารพและปฏิบัติตามมติของที่ประชุมใหญ่
ไม่ว่าตนเองจะเห็นด้วยกับมตินั้นหรือไม่ก็ตาม
ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความเป็นเอกภาพในการบริหารงานตามหลักประชาธิปไตย หากสมาชิกฝ่าฝืนข้อบังคับ
ระเบียบ หรือมติของที่ประชุมใหญ่ หรือกระทำการใด ๆ ที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสหกรณ์
หรือทำให้สหกรณ์เสื่อมเสีย สหกรณ์มีอำนาจที่จะลงโทษสมาชิกนั้นได้
ตั้งแต่การว่ากล่าวตักเตือน ระงับสิทธิ ไปจนถึงการให้ออกจากการเป็นสมาชิก
2. หน้าที่และความรับผิดชอบทางการเงิน
ความมั่นคงของสหกรณ์ขึ้นอยู่กับวินัยทางการเงินของสมาชิก
โดยมีหน้าที่หลัก 2 ประการ คือ
การถือหุ้นและการชำระหนี้ ดังนี้
2.1 การถือหุ้นและการร่วมทุน
สมาชิกมีหน้าที่ต้องชำระค่าหุ้นตามจำนวนที่กำหนดในข้อบังคับ
เพื่อเป็นทุนดำเนินงานของสหกรณ์
2.2 ความรับผิดในหนี้สินของสหกรณ์
สหกรณ์ (จำกัด) ในปัจจุบันสหกรณ์ส่วนใหญ่เป็นแบบจำกัด
สมาชิกจะรับผิดชอบหนี้สินของสหกรณ์ไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ
2.3 ความรับผิดต่อเนื่อง แม้สมาชิกจะลาออกหรือพ้นสภาพสมาชิกไปแล้ว
แต่ความรับผิดต่อหนี้สินของสหกรณ์ที่เกิดขึ้นในขณะที่ตนเป็นสมาชิกจะยังคงอยู่ต่อไปอีกระยะหนึ่ง
(ตามที่กฎหมายหรือข้อบังคับกำหนด) จนกว่าจะพ้นระยะเวลาดังกล่าว
2.4 ความรับผิดชอบในการชำระหนี้
1) หน้าที่ตามสัญญา สมาชิกผู้กู้เงินจะต้องใช้เงินกู้ให้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่ขอกู้
และมีหน้าที่ชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยให้เสร็จสิ้นภายในเวลาที่กำหนดตามสัญญา
2) ผลกระทบของการผิดนัด
การไม่ชำระหนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงในระบบสหกรณ์
หากสมาชิกผิดนัดชำระหนี้โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร สหกรณ์อาจงดให้เงินกู้ในครั้งต่อไป
หรืออาจถูกให้ออกจากสมาชิกภาพได้
3) สิทธิของสหกรณ์ในการหักกลบลบหนี้
หากสมาชิกพ้นสภาพและยังมีหนี้สินค้างชำระ
สหกรณ์มีสิทธินำเงินค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้นมาหักกลบลบหนี้ได้
ในฐานะที่สหกรณ์เป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้น
4) การค้ำประกัน ในกรณีที่สมาชิกเป็นผู้ค้ำประกันให้เพื่อนสมาชิก
หากผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ ผู้ค้ำประกันต้องร่วมรับผิดชำระหนี้นั้นจนเสร็จสิ้น
3. หน้าที่ทางสังคมและจริยธรรม
นอกจากหน้าที่ทางกฎหมายแล้ว
สมาชิกยังมีหน้าที่ทางจริยธรรมในฐานะเจ้าของร่วม ได้แก่
3.1 การเข้าร่วมประชุม สมาชิกมีหน้าที่เข้าร่วมประชุมใหญ่เพื่อใช้สิทธิออกเสียง
เลือกตั้งคณะกรรมการ และตรวจสอบการบริหารงาน
3.2 ความซื่อสัตย์และภักดี
สมาชิกต้องมีความซื่อสัตย์ต่อสหกรณ์ ไม่กระทำการใด ๆ
ที่เป็นการฉ้อโกงหรือทำลายความมั่นคงของสหกรณ์
และควรสนับสนุนทำธุรกรรมกับสหกรณ์ของตนเอง
โดยสรุป สมาชิกสหกรณ์ที่ดีต้องยึดมั่นในหลักช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
การปฏิบัติตามกฎกติกาและการชำระหนี้คืนตรงเวลา
ไม่ใช่เพียงเพื่อประโยชน์ของสหกรณ์ในฐานะนิติบุคคล แต่เพื่อรักษาทุนส่วนรวม
ของเพื่อนสมาชิกทุกคนไม่ให้เสียหาย
4. กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในฐานะ
ลูกหนี้ - เจ้าหนี้
กรอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ในฐานะ
ลูกหนี้ - เจ้าหนี้ ระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกในทางแพ่ง และผลกระทบของกฎหมายอาญาที่มีต่อการบริหารจัดการสหกรณ์
มีดังนี้
4.1 ความสัมพันธ์ทางแพ่ง
สถานะ ลูกหนี้ - เจ้าหนี้ และนิติสัมพันธ์
ความสัมพันธ์ระหว่างสหกรณ์กับสมาชิกตั้งอยู่บนพื้นฐานของสัญญาและกฎหมายแพ่ง
โดยมีลักษณะพิเศษคือสมาชิกมีสถานะคู่ คือเป็นทั้งเจ้าของและผู้ใช้บริการ ซึ่งส่งผลต่อสถานะความเป็นลูกหนี้และเจ้าหนี้
ดังนี้
1) สหกรณ์ในฐานะนิติบุคคลและคู่สัญญา
1.1) สถานะนิติบุคคล เมื่อจดทะเบียนแล้ว
สหกรณ์มีสถานะเป็นนิติบุคคล แยกต่างหากจากสมาชิก สามารถทำนิติกรรม
ถือกรรมสิทธิ์ทรัพย์สิน เป็นโจทก์และจำเลยในศาลได้
1.2) หลักตัวการ - ตัวแทน
คณะกรรมการดำเนินการ (ตัวแทน) ทำหน้าที่เป็นผู้แทนของสหกรณ์
(ตัวการ) ในการทำนิติกรรมกับสมาชิก หากกรรมการกระทำการในขอบอำนาจย่อมผูกพันสหกรณ์
แต่หากทำละเมิดหรือนอกกรอบอำนาจจนเสียหาย
สหกรณ์สามารถไล่เบี้ยจากกรรมการได้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
2) สมาชิกในฐานะลูกหนี้ของสหกรณ์
(กรณีการกู้ยืม)
1) สัญญาเงินกู้ เมื่อสมาชิกกู้เงิน
ความสัมพันธ์คือสัญญาทางแพ่ง สมาชิกมีหน้าที่ชำระคืนต้นเงินและดอกเบี้ยตามสัญญา
2) การค้ำประกันและหลักประกัน
ระบบสหกรณ์มักใช้บุคคลค้ำประกัน (สมาชิกด้วยกันเอง)
ซึ่งเป็นสัญญาอุปกรณ์ทางแพ่ง หากผู้กู้ผิดนัด ผู้ค้ำประกันต้องรับผิด
3) สิทธิในการหักกลบลบหนี้
กฎหมายให้สิทธิพิเศษแก่สหกรณ์ในฐานะเจ้าหนี้บุริมสิทธิเหนือเงินค่าหุ้นของสมาชิก
หากสมาชิกที่เป็นลูกหนี้พ้นสภาพหรือล้มละลาย
สหกรณ์มีสิทธินำเงินค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้ได้ก่อนเจ้าหนี้รายอื่น
3) สมาชิกในฐานะเจ้าหนี้ของสหกรณ์
(กรณีเงินฝาก) สมาชิกที่นำเงินมาฝากกับสหกรณ์มีสถานะเป็นเจ้าหนี้
และสหกรณ์เป็นลูกหนี้ที่มีหน้าที่ต้องคืนเงินฝากพร้อมดอกเบี้ยตามเงื่อนไข อย่างไรก็ตาม
เงินฝากในสหกรณ์ไม่ได้รับความคุ้มครองจากสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (DPA)
เหมือนธนาคารพาณิชย์ หากสหกรณ์ล้มละลาย
สมาชิกจะมีสถานะเป็นเพียงเจ้าหนี้สามัญที่ต้องไปเฉลี่ยทรัพย์สินในกระบวนการชำระบัญชีหรือล้มละลาย
4.2 ความรับผิดจำกัด
ในสหกรณ์ประเภท “จำกัด” (Limited) สมาชิกรับผิดชอบหนี้สินของสหกรณ์ไม่เกินจำนวนค่าหุ้นที่ตนยังชำระไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ถืออยู่
(โดยปกติชำระครบแล้วก็ไม่ต้องรับผิดเพิ่ม) ต่างจากในอดีต (ระบบไรฟ์ไฟเซน)
ที่สมาชิกรับผิดไม่จำกัด ความรับผิดต่อหนี้สินของสหกรณ์จะยังคงติดตามตัวสมาชิกไปอีกระยะหนึ่ง
(เช่น 2 ปี) หลังจากที่สมาชิกพ้นสภาพไปแล้ว
4.3 ผลกระทบของกฎหมายและการกำกับดูแล
กฎหมายอาญาเข้ามามีบทบาทเมื่อความสัมพันธ์ทางแพ่งถูกละเมิดด้วยเจตนาทุจริต
หรือการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของคณะกรรมการและฝ่ายจัดการ
ซึ่งส่งผลกระทบต่อสถานะเจ้าหนี้-ลูกหนี้ของสมาชิก ดังนี้
1) หน้าที่และความรับผิดของผู้บริหาร
กฎหมายกำหนดมาตรฐานสูงกว่าบุคคลทั่วไปสำหรับกรรมการสหกรณ์ในฐานะผู้ได้รับความไว้วางใจ
2) ความรับผิดทางอาญา
การกระทำที่สร้างความเสียหายแก่สหกรณ์มักเข้าข่ายความผิดอาญาฐาน
ยักยอกทรัพย์ (เบียดบังทรัพย์สินสหกรณ์ไปเป็นของตน)
และ ฉ้อโกง (หลอกลวงสมาชิกหรือสหกรณ์)
4.4 กฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโทษอาญา
1) กฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
(AML)
สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีทุนดำเนินงานเกิน 2
ล้านบาท มีสถานะเป็นสถาบันการเงินตามกฎหมาย ปปง.
หากผู้บริหารละเลยการรายงานธุรกรรมที่มีเหตุอันควรสงสัย หรือพัวพันกับการฟอกเงิน
จะมีโทษทางอาญา
2) เจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา
กรรมการสหกรณ์ในหน่วยงานรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ
อาจถูกตีความว่าเป็นเจ้าพนักงาน ซึ่งหากกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ (เช่น
ทุจริต) จะได้รับโทษหนักกว่าบุคคลธรรมดา
4.5 ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ลูกหนี้
– เจ้าหนี้ เมื่อเกิดการทุจริตทางอาญา (เช่น
ผู้บริหารยักยอกเงินฝาก) สถานะเจ้าหนี้ ของสมาชิก (ผู้ฝากเงิน)
จะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ได้รับชำระหนี้คืนเต็มจำนวน เพราะทรัพย์สินของสหกรณ์
(ลูกหนี้) ถูกถ่ายเทออกไป กฎหมายล้มละลายและการฟื้นฟูกิจการจึงเข้ามามีบทบาท
โดยเปลี่ยนสถานะจากการบังคับชำระหนี้รายบุคคล เป็นการเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูฯ
ซึ่งระงับการชำระหนี้ชั่วคราว
เพื่อรักษาสภาพคล่องและเฉลี่ยคืนหนี้ให้สมาชิกอย่างเป็นธรรมที่สุดเท่าที่จะทำได้
สรุป ในทางแพ่ง ความสัมพันธ์ระหว่างสหกรณ์และสมาชิกมีลักษณะพิเศษคือเป็นทั้งเจ้าของและคู่สัญญา
(กู้ยืม/ฝากเงิน) โดยสหกรณ์มีสิทธิหักกลบค่าหุ้นเพื่อชำระหนี้ได้ แต่ในทางอาญา กฎหมายมุ่งเน้นการลงโทษผู้บริหารที่ทุจริต
(ยักยอก/ฉ้อโกง) เพื่อคุ้มครองกองทุนส่วนรวมของสมาชิก อย่างไรก็ตาม
หากเกิดความเสียหายจากการทุจริต
สมาชิกในฐานะเจ้าหนี้เงินฝากมักได้รับผลกระทบรุนแรงเนื่องจากขาดระบบค้ำประกันเงินฝากที่เข้มแข็ง
5. การคุ้มครองระบบสหกรณ์
แนวคิดการคุ้มครองระบบสหกรณ์
อาจแบ่งออกเป็นมิติสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่
แนวคิดการคุ้มครองสถานะและอัตลักษณ์ทางกฎหมาย การคุ้มครองความเป็นอิสระ
การคุ้มครองความมั่นคงทางการเงินและสมาชิก และการคุ้มครองทุนสำรองและสินทรัพย์รวม
ซึ่งมีรายละเอียด ดังนี้
5.1 แนวคิดการคุ้มครองสถานะและอัตลักษณ์ทางกฎหมาย
เป็นแนวคิดพื้นฐานที่สุดของการคุ้มครองคือการรับรองทางกฎหมายเพื่อให้สหกรณ์มีตัวตนและดำเนินการได้จริง
ได้แก่
1)
การมีสภาพนิติบุคคล ในยุคเริ่มต้น
ขบวนการสหกรณ์เรียกร้องให้กฎหมายมอบ “การคุ้มครอง” เพื่อให้สินทรัพย์ของสมาชิกมีความปลอดภัยและสามารถดำเนินกิจการได้ โดย
ดร.วิลเลียม คิง (Dr. William King) ผู้บุกเบิกสหกรณ์
ได้เคยระบุว่าสหกรณ์ “ไม่ได้ร้องขอสิ่งใดจากใคร...
และไม่ขออะไรจากกฎหมายนอกจากการคุ้มครอง”
เพื่อให้พวกเขาสามารถช่วยเหลือตนเองได้
2)
การคุ้มครองอัตลักษณ์
กฎหมายสหกรณ์มีหน้าที่สำคัญในการรับรองและรักษา “อัตลักษณ์ที่แตกต่าง” ของสหกรณ์ให้แยกจากวิสาหกิจทั่วไป โดยเฉพาะการคุ้มครองชื่อ “สหกรณ์” มิให้ผู้อื่นนำไปใช้ในทางที่ผิด
และการกำหนดให้สหกรณ์ต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือสมาชิก
ไม่ใช่มุ่งแสวงหากำไรสูงสุดแก่นักลงทุน
5.2 การคุ้มครองความเป็นอิสระ
แนวคิดเรื่องการคุ้มครองมีความขัดแย้งในตัวเองระหว่างการที่รัฐเข้ามาดูแลกับการให้สหกรณ์เป็นอิสระ
ดังนี้
1) ยุครัฐอุปถัมภ์
ในอดีต โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาและบริบทของไทยช่วงแรก
รัฐมองสหกรณ์เป็นเครื่องมือทางการเมืองและเศรษฐกิจในการสร้างชาติและแก้ปัญหาความยากจน
รัฐจึงให้การคุ้มครองผ่านการอุปถัมภ์และควบคุมอย่างใกล้ชิด
ซึ่งมักทำให้สหกรณ์ขาดความเข้มแข็งและกลายเป็นหน่วยงานของรัฐกลาย ๆ
2)
การคุ้มครองความเป็นอิสระ แนวคิดสากลในปัจจุบัน
ตามหลักการขององค์การสัมพันธภาพสหกรณ์ระหว่างประเทศ (ICA)
และข้อแนะนะ ILO ฉบับที่ 193 เน้นว่ากฎหมายต้องคุ้มครอง “ความเป็นอิสระ” ของสหกรณ์จากการแทรกแซงของรัฐ
รัฐควรทำหน้าที่เพียงสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย
ไม่ใช่เข้าควบคุมการตัดสินใจทางธุรกิจของสหกรณ์
3) การคุ้มครองความมั่นคงทางการเงินและสมาชิก
ในบริบทปัจจุบัน โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน
แนวคิดการคุ้มครองเน้นไปที่ความมั่นคงทางการเงินเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมาชิก
1)
การกำกับดูแลตามความเสี่ยง
เนื่องจากสหกรณ์การเงินทำหน้าที่คล้ายธนาคาร (รับฝากและปล่อยกู้)
จึงมีแนวคิดให้แยกการกำกับดูแลสหกรณ์กลุ่มนี้ออกมาต่างหาก
โดยใช้เกณฑ์ที่เข้มงวดขึ้น เช่น การดำรงเงินกองทุน
การบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และการจัดชั้นสินทรัพย์
เพื่อป้องกันความเสียหายต่อระบบการเงิน
2)
การคุ้มครองเงินฝาก ในต่างประเทศ เช่น
สหราชอาณาจักร หรือ เยอรมนี
สหกรณ์การเงินถือเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินที่สมาชิกได้รับความคุ้มครองเงินฝากหากสถาบันล้มละลาย
สำหรับประเทศไทย มีข้อเสนอให้จัดตั้งกองทุนคุ้มครองและช่วยเหลือสหกรณ์
เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคุ้มครองสมาชิกในกรณีที่สหกรณ์ประสบปัญหาทางการเงิน
4. การคุ้มครองทุนสำรองและสินทรัพย์รวม
เพื่อความยั่งยืนของระบบสหกรณ์ มีแนวคิดเรื่องการคุ้มครองทุนเรือนหุ้นและทุนสำรอง
1)
ทุนสำรองที่แบ่งแยกไม่ได้ ตามหลักการสหกรณ์
ทุนสำรองที่สะสมมาถือเป็นสมบัติร่วมกันของสหกรณ์ ไม่ใช่ของสมาชิกรุ่นใดรุ่นหนึ่ง
แนวคิดนี้ป้องกันแรงจูงใจให้สมาชิกยุบเลิกสหกรณ์เพื่อแบ่งสมบัติกัน
หากสหกรณ์เลิกกิจการ ทุนนี้มักถูกกำหนดให้โอนแก่ขบวนการสหกรณ์อื่น
ห้ามแบ่งให้สมาชิก
2)
การจำกัดความรับผิด
กฎหมายคุ้มครองสมาชิกโดยจำกัดความรับผิดในหนี้สินของสหกรณ์ไว้เพียงไม่เกินจำนวนหุ้นที่ตนถือ
เพื่อลดความหวาดกลัวจากความเสี่ยงที่จะต้องรับผิดชอบอย่างไม่จำกัดและจูงใจให้คนเข้าร่วมเป็นสมาชิก
สรุป
การคุ้มครองระบบสหกรณ์ คือ การสร้างกลไกทางกฎหมายและนโยบายที่รับรองสถานะของสหกรณ์
ให้สิทธิประโยชน์ และกำกับดูแลเพื่อให้สหกรณ์มีความมั่นคง
ตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพ “ความเป็นอิสระ” และ “เสรีภาพ”
ของประชาชนในการรวมกลุ่มเพื่อช่วยเหลือตนเองตามหลักการประชาธิปไตย โดยรัฐต้องสร้าง
“กลไกทางกฎหมาย”
ที่รับรองสถานะความเป็นอิสระของสหกรณ์ พร้อมกับวาง “เกณฑ์กำกับดูแล” เช่น ธรรมาภิบาล การบริหารความเสี่ยง
เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของสมาชิกและรักษาเสถียรภาพของระบบสหกรณ์โดยรวม
เพื่อให้เกิด “ระบบนิเวศแห่งความรับผิดชอบ” ที่สมาชิกสหกรณ์และสหกรณ์เครือข่ายต่างทำหน้าที่ตรวจสอบและประคับประคองซึ่งกันและกัน
โดยยังคงรักษาอัตลักษณ์การช่วยเหลือตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกันไว้
อันจะนำไปสู่เป้าหมายสูงสุดของสหกรณ์คือ “การกินดี อยู่ดี เกิดความเป็นธรรม
และสร้างสันติสุขในสังคม”
6. กฎหมายสหกรณ์
ข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์
การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างกฎหมายและการกำกับดูแล
ในอดีตกฎหมายสหกรณ์เน้นการส่งเสริม แต่ปัจจุบันเน้นความมั่นคงทางการเงิน โดยมีรายละเอียด
ดังนี้
6.1 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
รับรองเสรีภาพในการรวมตัวและกำหนดให้รัฐส่งเสริมและคุ้มครองระบบสหกรณ์
โดยพัฒนาการของบทบัญญัติว่าด้วยสหกรณ์ในรัฐธรรมนูญไทย
เริ่มต้นจากการเป็นเครื่องมือสนับสนุนภาคเกษตรกรรม (รธน. ฉบับปี พ.ศ. 2492)
พัฒนาสู่การรับรองสิทธิเสรีภาพในการรวมกลุ่ม (รธน. ฉบับปี พ.ศ. 2517)
ยกระดับเป็นหน้าที่ของรัฐที่ต้องให้การคุ้มครองระบบสหกรณ์ (รธน. ฉบับปี พ.ศ.2540)
ก่อนจะก้าวไปสู่การส่งเสริมความมีอิสระ (รธน. ฉบับปี พ.ศ. 2550)
และในปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่การสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขัน (รธน.
ฉบับปี พ.ศ. 2560) เพื่อให้สหกรณ์เป็นกลไกเศรษฐกิจฐานรากที่เข้มแข็งของประเทศ
6.2 กฎหมายสหกรณ์ไทย มีวิวัฒนาการกฎหมายสหกรณ์ไทยเปลี่ยนผ่านจากระบบที่เน้นการรวมกลุ่มเพื่อความอยู่รอดแบบเรียบง่าย
(มีความรับผิดไม่จำกัด) มาสู่ระบบองค์กรธุรกิจที่มีความรับผิดจำกัด
มีกองทุนสนับสนุน
และในปัจจุบันเน้นความเข้มงวดด้านธรรมาภิบาลและความมั่นคงทางการเงินเทียบเคียงสถาบันการเงิน
โดยเฉพาะในสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน
1) พระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2471 มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อช่วยเหลือราษฎรที่มีกำลังทรัพย์น้อยให้สามารถช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้
โดยการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเพาะปลูกและจำพวกอื่น ๆ
ที่มีกำลังทรัพย์น้อยแต่มีความต้องการ อย่างเดียวกัน หมู่ชนนั้น ๆ
ควรได้รับอุดหนุนให้ตั้งสหกรณ์ขึ้นอีก เพื่อยังให้เกิดการประหยัดทรัพย์
การช่วยซึ่งกันและกันและการช่วยตนเอง เป็นทางอีกทางหนึ่งซึ่งเผยแผ่ความจำเริญทรัพย์และจำเริญธรรมในบ้านเมืองให้ยิ่งขึ้น
2) พระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2511 มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อส่งเสริมการดำเนินงานให้ดีขึ้น
เนื่องจากกิจการของสหกรณ์ได้ขยายตัวขึ้นเป็นลำดับ
แต่กฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2471
และแก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อ พ.ศ. 2477
จึงสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ขึ้นใหม่ให้เหมาะสมแก่กาลสมัย
เพื่อส่งเสริมการดำเนินงานของสหกรณ์ให้ดีขึ้น
3) พระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2542 มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อเป็นการส่งเสริมและสนับสนุนให้ระบบสหกรณ์มีความเข้มแข็งและสามารถดำเนินกิจการได้ด้วยตนเอง
การบริหารจึงต้องดำเนินการโดยสมาชิกตามวิถีทางประชาธิปไตย
อันเป็นการวางรากฐานของระบบเศรษฐกิจขั้นพื้นฐานของประชาชน
และเพื่อให้สอดคล้องกับบทบัญญัติ มาตรา 45 และมาตรา 85
ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ซึ่งกำหนดให้บุคคลมีเสรีภาพ
ในการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์โดยรัฐมีหน้าที่ในการส่งเสริม สนับสนุน
และคุ้มครองระบบสหกรณ์ ปัจจุบัน พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
มีเจตนารมณ์สำคัญเพื่อการแก้ไขปัญหาอุปสรรคและคุ้มครองประโยชน์ของสมาชิกให้ชัดเจนขึ้น
และเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ การกำกับดูแล และความมั่นคงทางการเงิน
6.3 ข้อบังคับสหกรณ์
นอกจากกฎหมายแม่บทแล้ว สหกรณ์แต่ละแห่งจะมีข้อบังคับเป็นกฎหมายสูงสุดภายในองค์กร
ซึ่งต้องผ่านการอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่และนายทะเบียนสหกรณ์
ข้อบังคับจะระบุรายละเอียดเกี่ยวกับสิทธิหน้าที่ของสหกรณ์ สมาชิก คณะกรรมการ
ดำเนินการ ผู้ตรวจสอบกิจการ และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ เช่น คุณสมบัติสมาชิกและการรับสมัคร
มูลค่าหุ้นและการส่งค่าหุ้นรายเดือน อำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการและที่ประชุมใหญ่การจัดสรรกำไรสุทธิ
เป็นต้น
6.4 ระเบียบสหกรณ์
เป็นกฎเกณฑ์ย่อยที่คณะกรรมการกำหนดขึ้นเพื่อใช้ในการปฏิบัติงานประจำวัน เช่น
ระเบียบว่าด้วยการให้เงินกู้ ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงิน
หรือระเบียบว่าด้วยสวัสดิการ
สรุป สมาชิกต้องศึกษากฎหมายสหกรณ์ ข้อบังคับ และระเบียบของสหกรณ์ตนเอง เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง รักษาสิทธิและปฏิบัติตามหน้าที่ของสมาชิก ใช้ประโยชน์จากระบบสหกรณ์ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ พร้อมทั้งร่วมกันปกป้องและพัฒนาสกรณ์ของตนเองและระบบสหกรณ์โดยรวมให้มั่นคง เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งและสวัสดิการที่ดีสู่คนรุ่นหลังสืบไป
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น