กรณีศึกษา
1. งบฐานะการเงิน ณ วันที่เลิกกิจการ
ปรากฏว่ามีสินทรัพย์เพียงรายการเดียวคือ "เงินให้สมาชิกกู้ยืม" จำนวน 500,000.00
บาท
ซึ่งสินทรัพย์ดังกล่าวนี้ได้ถูกบันทึกบัญชีโดยตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเต็มจำนวนแล้ว
และ หนี้ดังกล่าวได้ขาดอายุความในการฟ้องร้องบังคับชำระหนี้
2. กลุ่มเกษตรกรแห่งนี้ไม่มีหนี้สินใด ๆ
ผูกพันต่อบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหนี้การค้าหรือสถาบันการเงิน
3. หมายเหตุประกอบงบฐานะการเงิน ณ
วันที่เลิกกิจการ ปรากฏสถานะของกลุ่มเกษตรกรว่ามี "มูลค่าหุ้นติดลบ"
อันเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญที่กัดกินส่วนของทุนจนหมดสิ้น
ภาระหน้าที่และขั้นตอนการปฏิบัติของผู้ชำระบัญชี
1. ผู้ชำระบัญชี
"มีหน้าที่บังคับและมีความจำเป็นอย่างยิ่ง"
ที่จะต้องดำเนินการติดตามหนี้ค้างชำระจากสมาชิกจำนวน 500,000.00
บาทนั้นต่อไป แม้หนี้ดังกล่าวจะขาดอายุความและถูกตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเต็มจำนวนแล้วก็ตาม
กรอบแนวทางปฏิบัติ (ดูกฎหมาย กฎ
และคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง) ที่เป็นมาตรฐานให้ผู้ชำระบัญชียึดถือเป็นคู่มือในการติดตามหนี้ได้
ดังนี้
1) การรวบรวมพยานหลักฐานและข้อมูลลูกหนี้
ผู้ชำระบัญชีต้องเริ่มต้นจากการสืบค้นและรวบรวมหลักฐานการกู้ยืมเงินทั้งหมด
ในกรณีที่สมุดบัญชีหรือสัญญากู้ยืมเงินสูญหายไปก่อนหน้านี้
ผู้ชำระบัญชีไม่จำเป็นต้องไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วยตนเอง
เนื่องจากเป็นความรับผิดชอบของคณะกรรมการชุดเดิม อย่างไรก็ตาม ผู้ชำระบัญชีสามารถใช้รายละเอียดลูกหนี้รายตัว
หรือกระดาษทำการที่ได้รับมาจากผู้สอบบัญชี
มาใช้เป็นฐานข้อมูลตั้งต้นในการระบุตัวตนและยอดหนี้ของสมาชิกแต่ละรายเพื่อดำเนินการทวงถามต่อไปได้
2) การจัดทำและนำส่งหนังสือทวงถามหนี้
นับเป็นขั้นตอนที่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง
"ร่องรอยหลักฐาน"
ผู้ชำระบัญชีต้องจัดทำหนังสือทวงถามหนี้อย่างเป็นทางการ
แจ้งยอดเงินต้นและดอกเบี้ยที่ค้างชำระ
และส่งไปยังที่อยู่ของลูกหนี้ตามทะเบียนประวัติ
โดยจำเป็นต้องส่งผ่านบริการไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ เพื่อให้มีใบตอบรับกลับมาเป็นพยานหลักฐานยืนยันว่าผู้ชำระบัญชีได้ใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดในการติดตามทวงถามแล้ว
3) กลยุทธ์การเจรจาเพื่อจัดทำ
"หนังสือรับสภาพหนี้" จุดมุ่งหมายสูงสุดของการทวงถามหนี้ที่ขาดอายุความคือ
การชักจูงให้ลูกหนี้กลับมารับผิดชอบ
หากผู้ชำระบัญชีสามารถเจรจาหรือติดต่อลูกหนี้ได้
ควรพยายามโน้มน้าวให้ลูกหนี้ลงนามใน "หนังสือรับสภาพหนี้"
การกระทำเช่นนี้ในทางกฎหมายถือเป็นการทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
หรือเป็นการสร้างมูลหนี้ขึ้นมาใหม่
ซึ่งจะส่งผลให้หนี้ที่ขาดอายุความไปแล้วกลับมามีผลบังคับใช้ตามกฎหมายได้อย่างสมบูรณ์อีกครั้งหนึ่ง
4) การใช้อำนาจประนีประนอมยอมความ ในฐานะผู้ชำระบัญชี
การบังคับให้ลูกหนี้ที่ขาดอายุความไปแล้วชำระเงินเต็มจำนวน 500,000.00
บาทอาจเป็นไปได้ยากในโลกแห่งความเป็นจริง
กฎหมายจึงเปิดช่องให้ผู้ชำระบัญชีใช้อำนาจตามมาตรา 81 (4) แห่ง
พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ในการ
"ประนีประนอมลดหนี้" ให้แก่ลูกหนี้ได้
หากประเมินแล้วว่าการลดหนี้บางส่วนจะสร้างแรงจูงใจให้ลูกหนี้นำเงินสดมาชำระ
ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว
การได้รับเงินสดกลับมาบางส่วนย่อมดีกว่าการสูญเสียหนี้ทั้งก้อนโดยไม่ได้รับผลประโยชน์ใด
ๆ กลับคืนมาเลย
2. การพิจารณาความสมเหตุสมผลของการฟ้องคดีและการตัดจำหน่ายหนี้สูญ
เมื่อผู้ชำระบัญชีได้ดำเนินการตามขั้นตอนการทวงถามหนี้อย่างครบถ้วนแล้ว
นำมาสู่ประเด็นคำถามที่ว่า
“หากผู้ชำระบัญชีติดตามหนี้ค้างชำระโดยทำหนังสือทวงถามจำนวน
3 ครั้งแล้ว แต่สมาชิกไม่ติดต่อเข้าชำระหนี้
ผู้ชำระบัญชีจะสามารถตัดจำหน่ายหนี้สูญเพื่อปิดบัญชีลูกหนี้ได้เลยหรือไม่
หรือยังคงมีความจำเป็นต้องนำคดีไปฟ้องต่อศาล
แม้จะทราบดีอยู่แล้วว่าหนี้ทั้งหมดขาดอายุความ?”
1) ความสูญเปล่าและผลกระทบของการฟ้องร้องดำเนินคดีหนี้ขาดอายุความ
ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542
มาตรา 81 (4) ผู้ชำระบัญชีเป็นบุคคลผู้เดียวที่มีอำนาจตามกฎหมายในการดำเนินการทั้งปวงเกี่ยวกับคดีแพ่งในนามของกลุ่มเกษตรกร
อย่างไรก็ตาม อำนาจดังกล่าวมิใช่อำนาจที่ต้องใช้ในทุกกรณี
แต่เป็นอำนาจที่ต้องพิจารณาใช้ตามความเหมาะสมและสถานการณ์
การดันทุรังใช้กลไกทางศาลเพื่อฟ้องร้องลูกหนี้ที่ขาดอายุความ
จะก่อให้เกิดผลกระทบเชิงลบอย่างร้ายแรงในหลายมิติ ดังนี้
1.1) ข้อจำกัดทางวิธีพิจารณาความแพ่ง แม้ว่าในทางกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
ศาลจะไม่มีอำนาจยกเอาเรื่องอายุความขึ้นอ้างเองเพื่อพิพากษายกฟ้องโจทก์
(ศาลต้องพิจารณาตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ) แต่ในทางปฏิบัติ เมื่อลูกหนี้ถูกฟ้องร้อง
ย่อมต้องมีการปรึกษาทนายความ และจำเลยย่อมยื่นคำให้การต่อสู้คดีโดยหยิบยกประเด็นที่สิทธิเรียกร้องของกลุ่มเกษตรกรขาดอายุความแล้วขึ้นมาต่อสู้
เมื่อข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าขาดอายุความจริง
ศาลย่อมไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพิพากษายกฟ้องโจทก์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
1.2) ความสูญเปล่าของค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชี
การดำเนินคดีในศาลมีต้นทุนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
อันประกอบด้วย ค่าขึ้นศาล ค่าทนายความ ค่าธรรมเนียมส่งหมาย
และค่าใช้จ่ายในการเดินทางต่างๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถือเป็น
"ค่าใช้จ่ายในการชำระบัญชี"
ที่กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดการชำระก่อนหนี้รายอื่นตามมาตรา 83
แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากศาลพิพากษายกฟ้องเพราะคดีขาดอายุความ
นอกจากกลุ่มเกษตรกรจะไม่ได้รับเงิน 500,000.00 บาทคืนมาแล้ว
ยังต้องสูญเสียเงินสดหรือสินทรัพย์ที่อาจมีอยู่น้อยนิดไปเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีโดยเปล่าประโยชน์
ยิ่งไปกว่านั้น
กลุ่มเกษตรกรอาจต้องรับผิดตามคำพิพากษาให้ชดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมและค่าทนายความแทนฝ่ายจำเลยที่ชนะคดีอีกด้วย
1.3) ความสุ่มเสี่ยงต่อความรับผิดส่วนตัวของผู้ชำระบัญชี
หากผู้ชำระบัญชีรู้ข้อเท็จจริงอยู่เต็มอกว่าลูกหนี้ขาดอายุความและหลักฐานเอกสารสัญญาเงินกู้ก็ไม่มีความสมบูรณ์
แต่ยังคงฝืนนำเงินทุนหรือใช้ทรัพยากรของกลุ่มเกษตรกรไปจ้างทนายความเพื่อฟ้องร้องจนเกิดความเสียหาย
การกระทำเช่นนี้อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการใช้ดุลยพินิจที่บกพร่อง
และอาจถูกกล่าวหาว่าปฏิบัติหน้าที่โดยประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง
ซึ่งอาจนำไปสู่ความรับผิดทางแพ่งฐานทำละเมิดต่อกลุ่มเกษตรกรตาม ป.พ.พ. มาตรา 420
ได้
2) บรรทัดฐานและแนวทางปฏิบัติจากคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง
เพื่อป้องกันความสูญเสียอันเกิดจากการฟ้องคดีที่ไม่เกิดผลประโยชน์ใด
ๆ
และเพื่อเป็นเกราะคุ้มครองผู้ชำระบัญชีให้สามารถใช้ดุลยพินิจได้อย่างเป็นอิสระและชอบด้วยกฎหมาย
ผู้ชำระบัญชีจึงต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
ก) ลูกหนี้เป็นหนี้จำนวนมาก
และหลักฐานครบถ้วนสมบูรณ์ ให้ "ฟ้องร้องดำเนินคดี"
หากพิจารณาแล้วเห็นว่าคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีและมีโอกาสบังคับคดีได้
ข) ลูกหนี้ไม่อาจชำระหนี้ได้เต็มจำนวน
แต่ยังมีศักยภาพ ให้ "เจรจาประนีประนอมหนี้"
เพื่อให้ลูกหนี้ชำระคืนบางส่วน ดีกว่าปล่อยให้กลายเป็นหนี้สูญทั้งก้อน
ค) ลูกหนี้ใกล้ขาดอายุความ
แต่ยังมีเวลาดำเนินการ ให้ "จัดทำหนังสือรับสภาพหนี้"
เพื่อต่ออายุความ และติดตามทวงถามอย่างใกล้ชิด
ง) ลูกหนี้ขาดอายุความ,
เป็นบุคคลล้มละลาย, หรือติดต่อไม่ได้
"ไม่ต้องฟ้องร้องคดี"
แต่ให้ดำเนินการทางบัญชีโดย "ปิดบัญชีลูกหนี้โอนไปยังบัญชีเลิกกิจการ"
บทสรุปสแนวทางการตัดจำหน่ายหนี้สูญและการปิดบัญชี
กรณีศึกษาที่ว่า
ผู้ชำระบัญชีได้ติดตามหนี้ค้างชำระโดยการส่งหนังสือทวงถามครบถ้วนถึง 3
ครั้งแล้ว แต่สมาชิกยังคงเพิกเฉยไม่ติดต่อเข้าชำระหนี้
ถือว่าในทางปฏิบัติและทางกฎหมาย
ผู้ชำระบัญชีได้แสดงให้เห็นถึงการใช้ความพยายามอย่างถึงที่สุดด้วยความระมัดระวังตามสมควร
ในฐานะผู้แทนของนิติบุคคลแล้ว ผู้ชำระบัญชี
"สามารถดำเนินการตัดจำหน่ายหนี้สูญเพื่อปิดบัญชีลูกหนี้ได้เลย" และ
"ไม่มีความจำเป็นต้องนำคดีไปฟ้องต่อศาล" แต่อย่างใด
ทั้งนี้ การตัดจำหน่ายหนี้สูญในกระบวนการชำระบัญชีนั้น
ได้กำหนดให้ใช้วิธีการบันทึกบัญชีโดย "ปิดบัญชีลูกหนี้ดังกล่าวโอนไปยังบัญชีเลิกกิจการ"
แทนการใช้คำว่าตัดหนี้สูญแบบการบัญชีปกติ
อนึ่ง เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้
ผู้ชำระบัญชีต้องกระทำการประการสำคัญคือ การรวบรวมพยานหลักฐานอันได้แก่
สำเนาหนังสือทวงถามทั้ง 3 ฉบับ
พร้อมกับใบไปรษณีย์ตอบรับ ที่แสดงให้เห็นว่าได้ส่งถึงภูมิลำเนาของลูกหนี้แล้ว
นำมารวมเป็นเอกสารประกอบ และต้องเขียนอธิบายขยายความข้อเท็จจริง
เหตุผลความจำเป็นในการไม่ฟ้องคดี และการอ้างอิงบรรดากฎหมาย กฎ
และคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง ระบุไว้อย่างชัดเจนใน "รายงานการชำระบัญชี" เพื่อรายงานต่อผู้สอบบัญชีและนายทะเบียนกลุ่มเกษตรกรฯ ให้รับทราบและเห็นชอบกับการใช้ดุลยพินิจดังกล่าว
การร้องขอให้ล้มละลายเนื่องจากการไม่มีหนี้สินภายนอก
สถานะที่กลุ่มเกษตรกร
"ไม่มีหนี้สินใด ๆ ต่อบุคคลภายนอก" ตามปกติแล้ว
ในกระบวนการชำระบัญชีของนิติบุคคลทั่วไป
หากผู้ชำระบัญชีทำการสะสางทรัพย์สินและตรวจสอบหนี้สินแล้ว
ปรากฏข้อเท็จจริงว่านิติบุคคลมีสภาวะ "มีหนี้สินล้นพ้นตัว"
หรือมีทรัพย์สินไม่เพียงพอที่จะชำระหนี้สิน ตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542
มาตรา 81 (7) ได้กำหนดกลไกบังคับให้ผู้ชำระบัญชีต้อง
"ร้องขอต่อศาลเพื่อสั่งให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรนั้นล้มละลาย" เพื่อให้กระบวนการจัดการทรัพย์สินเปลี่ยนผ่านไปสู่กลไกของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ตามกฎหมายล้มละลาย
อย่างไรก็ตาม
เจตนารมณ์ของกฎหมายล้มละลายนั้น ถูกออกแบบมาเพื่อจัดสรรและรักษาสิทธิของ
"เจ้าหนี้ภายนอก" ให้ได้รับชำระหนี้อย่างเท่าเทียมกัน ในกรณีศึกษานี้
งบการเงินปรากฏอย่างชัดเจนว่ากลุ่มเกษตรกร ไม่มีหนี้สินภายนอกเลยแม้แต่รายเดียว
การที่มูลค่าหุ้นติดลบไม่ได้หมายความว่ากลุ่มเกษตรกรกำลังติดหนี้บุคคลภายนอก
แต่เป็นเพียงภาพสะท้อนทางบัญชีของการขาดทุนที่กัดกินส่วนของเจ้าของ (สมาชิก)
เท่านั้น
เมื่อกลุ่มเกษตรกรไม่ได้อยู่ในสภาวะที่มีเจ้าหนี้ภายนอกที่กำลังจะได้รับความเสียหายจากการไม่ได้รับชำระหนี้
การนำคดีไปร้องขอต่อศาลให้กลุ่มเกษตรกรล้มละลายจึงเป็นกระบวนการที่สูญเปล่า
ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ใด ๆ ทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ และรังแต่จะเพิ่มภาระงานให้แก่ระบบศาลและผู้ชำระบัญชีโดยไม่จำเป็น
ดังนั้น ในบริบทเฉพาะเช่นนี้ ผู้ชำระบัญชี "ไม่มีความจำเป็นและไม่ต้องไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอให้กลุ่มเกษตรกรล้มละลาย"
แต่อย่างใด ผู้ชำระบัญชีสามารถก้าวเข้าสู่ขั้นตอนการปิดงบการเงินและจัดทำรายงานการชำระบัญชีขั้นสุดท้ายเพื่อขีดชื่อนิติบุคคลออกจากทะเบียนได้ทันที
สรุปแนวทางปฏิบัติและขั้นตอนการดำเนินงานที่สมบูรณ์สำหรับผู้ชำระบัญชี
1. การโฆษณาและประกาศแจ้งการชำระบัญชี
1) ภายในระยะเวลา
30
วันนับตั้งแต่วันที่นายทะเบียนกลุ่มเกษตรกรฯ ได้จดทะเบียนแต่งตั้งผู้ชำระบัญชี
ผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการประกาศโฆษณาทางหนังสือพิมพ์รายวันอย่างน้อย 2 วันติดต่อกัน หรือผ่านสื่อช่องทางอื่นตามที่กำหนด
เพื่อแจ้งให้สาธารณชนทราบว่ากลุ่มเกษตรกรได้เลิกกิจการแล้ว
2) แม้ในฐานข้อมูลเบื้องต้นกลุ่มเกษตรกรจะเชื่อมั่นว่าไม่มีหนี้สินภายนอกหลงเหลืออยู่
แต่ผู้ชำระบัญชียังคงมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการประกาศนี้อย่างเคร่งครัด
เพื่อเป็นการตัดสิทธิหรือตัดปัญหาเจ้าหนี้แฝงที่อาจไม่ปรากฏในสมุดบัญชี แต่อาจมาทวงถามสิทธิในภายหลัง
2.
รับมอบทรัพย์สินและการจัดทำงบการเงิน ณ วันที่เลิก
- ในวันแรกที่ผู้ชำระบัญชีเข้ารับมอบงาน
ต้องจัดทำบันทึกการรับมอบสมุดบัญชี เอกสาร
และทรัพย์สินร่วมกับคณะกรรมการชุดเดิมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร
- ผู้ชำระบัญชีดำเนินการจัดทำงบการเงิน
ณ วันที่เลิกกลุ่มเกษตรกร โดยในงบการเงินฉบับนี้ ยอดบัญชีลูกหนี้เงินกู้ 500,000.00
บาท
จะยังคงต้องปรากฏอยู่ทางฝั่งสินทรัพย์
ควบคู่ไปกับการแสดงบัญชีค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (500,000.00) บาท เป็นรายการหัก ทำให้ยอดลูกหนี้สุทธิ
เท่ากับ 0.00 บาท
เมื่อจัดทำงบการเงินแล้วเสร็จ
ให้นำส่งงบการเงินดังกล่าวให้แก่ผู้สอบบัญชีที่ได้รับการแต่งตั้งจากนายทะเบียนฯ เพื่อทำการตรวจสอบและแสดงความเห็น หลังจากผู้สอบบัญชีได้ตรวจสอบและรับรองงบการเงินแล้ว
ผู้ชำระบัญชีต้องนำเสนอเพื่อขออนุมัติ ดังนี้
1) กรณีที่ประชุมใหญ่
ผู้ชำระบัญชีต้องเสนองบการเงินนั้นต่อที่ประชุมใหญ่ของกลุ่มเกษตรกรเพื่อพิจารณาอนุมัติก่อน
2) หากที่ประชุมใหญ่มีมติอนุมัติแล้ว
ผู้ชำระบัญชีจึงนำงบการเงินพร้อมรายงานการอนุมัติเสนอต่อนายทะเบียนฯ
3) หากไม่สามารถเรียกประชุมใหญ่ได้
หรือสมาชิกมาไม่ครบองค์ประชุม หรือไม่สามารถอนุมัติงบการเงินได้
ผู้ชำระบัญชีต้องเสนองบการเงินที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและรับรองแล้วต่อนายทะเบียนฯ เพื่ออนุมัติ
3. การติดตามทวงถามหนี้ตามสมควร
1) ดำเนินการสืบค้นและรวบรวมสัญญาเงินกู้
ตลอดจนรายละเอียดบัญชีย่อยลูกหนี้รายตัว ที่มียอดรวม 500,000.00
บาท เพื่อระบุตัวตนและที่อยู่ของสมาชิกที่เป็นลูกหนี้
2) จัดทำ
"หนังสือทวงถามหนี้" อย่างเป็นทางการ
และจัดส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนแบบมีใบตอบรับ
ไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้ทุกรายตามที่ปรากฏในทะเบียน
การส่งแบบมีใบตอบรับเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อใช้เป็นพยานหลักฐานยืนยันความพยายาม
3) แนบเอกสาร "หนังสือรับสภาพหนี้" ไปพร้อมกับจดหมายทวงถาม
เพื่อเปิดโอกาสและจูงใจให้ลูกหนี้เซ็นรับรองกลับมา ซึ่งหากลูกหนี้เซ็นรับรอง
จะส่งผลให้อายุความที่ขาดไปแล้วสะดุดหยุดลงและกลับมามีผลบังคับทางกฎหมาย
4) หากลูกหนี้รายใดติดต่อกลับมาแต่มีปัญหาด้านสภาพคล่อง
ให้ผู้ชำระบัญชีเจรจาประนีประนอมลดหนี้
เพื่อพยายามเรียกเก็บเงินสดกลับมาให้ได้มากที่สุด ดีกว่าการสูญเสียไปทั้งหมด
5) เมื่อดำเนินการส่งหนังสือทวงถามครบ 3
ครั้งแล้ว แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง
ให้ผู้ชำระบัญชีรวบรวมเอกสารสำเนาจดหมายทวงถามและใบตอบรับไปรษณีย์ทั้งหมดจัดเก็บไว้อย่างเป็นระเบียบในแฟ้มปฏิบัติงานชำระบัญชี
เพื่อใช้เป็นหลักฐานชั้นดีในการพิสูจน์ความโปร่งใสและแสดงให้เห็นว่าตนได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างถึงที่สุดแล้ว
4. การดำเนินการทางบัญชีเพื่อตัดยอดลูกหนี้ที่ขาดอายุความ
หลังจากผ่านขั้นตอนการทวงถามอย่างถึงที่สุดและตัดสินใจที่จะไม่ฟ้องคดีศาล
ผู้ชำระบัญชีต้องเข้าสู่กระบวนการจัดการทางบัญชีเพื่อชำระสะสางยอดลูกหนี้ 500,000.00
บาท ที่ค้างอยู่ในระบบบัญชี โดยอาศัยอำนาจตาม
(ข้อกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง) ในการปิดบัญชีลูกหนี้เข้าสู่ "บัญชีเลิกกิจการ" ซึ่งทำหน้าที่เสมือนบัญชีกำไรขาดทุนสำหรับงวดการชำระบัญชี
5. การกระทบยอดทุนติดลบและปิดบัญชีเพื่อยุติสถานะ
เมื่อกระบวนการในขั้นตอนที่ 3 เสร็จสิ้น
กลุ่มเกษตรกรจะตกอยู่ในสถานะที่ไม่มีลูกหนี้ ไม่มีสินทรัพย์ที่เป็นเงินสด
และไม่มีเจ้าหนี้ภายนอก ภาระเพียงประการเดียวที่ยังค้างอยู่ในระบบบัญชีคือ
บัญชีทุนเรือนหุ้น และบัญชีขาดทุนสะสม (ที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์มูลค่าหุ้นติดลบ) เพื่อให้การปิดสมุดบัญชีขั้นสุดท้ายเป็นไปตามระเบียบ
ผู้ชำระบัญชีต้องดำเนินการตามคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
1) นำยอดรวมของบัญชีขาดทุนสะสมทั้งหมด
โอนปิดเข้าไปหักล้างกับ "บัญชีทุนเรือนหุ้น"
2) เมื่อบัญชีทุนเรือนหุ้นถูกหักล้างด้วยผลขาดทุนสะสมที่มากกว่า
ยอดทุนเรือนหุ้นที่จะต้องนำไปคำนวณเพื่อคืนให้สมาชิกจะลดลงจนกลายเป็นศูนย์ (0.00
บาท)
3) ผู้ชำระบัญชีทำการบันทึกข้อสรุปทางบัญชีว่า
สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรไม่มีทรัพย์สินเหลืออยู่เลยสำหรับการนำไปจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิกตามความในมาตรา
86 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
6. การจัดทำรายงานการชำระบัญชีขั้นสุดท้าย
ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่ในการรวบรวมเหตุการณ์ทั้งหมดเพื่อจัดทำ
"รายงานการชำระบัญชี"
ซึ่งรายงานฉบับนี้จะเป็นเสมือนหลักฐานชิ้นสุดท้ายของกลุ่มเกษตรกร
โดยต้องครอบคลุมหัวข้อการรายงานที่สำคัญอย่างละเอียด ดังนี้
1) บทนำและสถานะเบื้องต้น ระบุข้อมูลพื้นฐาน
วันที่รับมอบหมายให้เข้าทำการชำระบัญชี
และวันเดือนปีที่ได้ดำเนินการประกาศลงหนังสือพิมพ์ให้เจ้าหนี้ทราบตามขั้นตอนของกฎหมายเรียบร้อยแล้ว
2) การบริหารจัดการทรัพย์สินและลูกหนี้
คือส่วนที่ผู้ชำระบัญชีต้องเขียนรายงานเชิงอรรถาธิบายอย่างชัดเจน
โปร่งใส และหนักแน่น เพื่อป้องกันตนเอง โดยควรระบุข้อความในลักษณะว่า "กลุ่มเกษตรกรมีสินทรัพย์เป็นลูกหนี้เงินกู้ค้างชำระจำนวน 500,000.00
บาท
ผู้ชำระบัญชีได้ดำเนินการส่งหนังสือทวงถามหนี้พร้อมแบบไปรษณีย์ตอบรับ ไปยังภูมิลำเนาของลูกหนี้ถึง
3 ครั้งแล้ว แต่ไม่ได้รับการติดต่อกลับหรือปฏิเสธการชำระหนี้
ประกอบกับหนี้ดังกล่าวได้ขาดอายุความในการฟ้องร้องบังคับคดีตามกฎหมายแล้ว
หากผู้ชำระบัญชีดึงดันดำเนินการฟ้องร้องคดีทางศาล
ย่อมจะก่อให้เกิดค่าใช้จ่ายที่ไม่คุ้มค่าและนำมาซึ่งความสูญเปล่าแก่ทรัพยากรของนิติบุคคล
ดังนั้น อาศัยอำนาจและแนวทางปฏิบัติตามคำแนะนำที่เกี่ยวข้อง ผู้ชำระบัญชีจึงได้ใช้ดุลยพินิจดำเนินการปิดบัญชีลูกหนี้ดังกล่าวโอนไปยังบัญชีเลิกกิจการ"
3) สถานะของภาระผูกพันและเจ้าหนี้ภายนอก
ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อพ้นกำหนดระยะเวลาการประกาศ
ไม่มีเจ้าหนี้ภายนอกรายใดยื่นคำทวงถามหนี้
และกลุ่มเกษตรกรไม่มีภาระผูกพันอื่นใดค้างชำระ
4) การจัดการส่วนของทุนเรือนหุ้น ระบุข้อสรุปว่า
เนื่องจากกลุ่มเกษตรกรต้องรับรู้ผลขาดทุนจากการล้างบัญชีลูกหนี้ที่ขาดอายุความ
ทำให้กลุ่มเกษตรกรไม่มีทรัพย์สินคงเหลือจากการชำระบัญชีแต่ประการใด
จึงไม่มีการโอนทรัพย์สินหรือจัดสรรจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกตามพระราชบัญญัติสหกรณ์
พ.ศ. 2542
มาตรา 86 แต่อย่างใดทั้งสิ้น
7. การส่งตรวจสอบบัญชีและการยื่นขอถอนชื่อออกจากทะเบียน
1) นำส่ง
"รายงานการชำระบัญชี" ที่จัดทำเสร็จสมบูรณ์ พร้อมด้วย
"รายการย่อของบัญชีที่ชำระ"
ให้แก่ผู้สอบบัญชีที่ได้รับมอบหมายจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
เพื่อให้ผู้สอบบัญชีทำการตรวจสอบความถูกต้องและให้การรับรองกระบวนการชำระบัญชีทั้งหมด
2) เมื่อผู้สอบบัญชีลงนามให้การรับรองรายงานแล้ว
ผู้ชำระบัญชีต้องนำรายงานฉบับดังกล่าวเสนอต่อ "ที่ประชุมใหญ่"
ของกลุ่มเกษตรกรเพื่อให้มวลสมาชิกได้รับทราบเหตุผลและลงมติอนุมัติ อย่างไรก็ตาม
ในทางปฏิบัติมักพบอุปสรรคว่าไม่สามารถเรียกประชุมใหญ่ได้ เนื่องจากสมาชิกขาดความสนใจและไม่ครบองค์ประชุม
หากเกิดกรณีเช่นนี้ กฎหมายได้เปิดช่องทางให้ผู้ชำระบัญชีนำเสนอรายงานดังกล่าวต่อ
"นายทะเบียนกลุ่มเกษตรกรประจำจังหวัด"
เพื่อให้พิจารณาอนุมัติแทนที่ประชุมใหญ่ได้เลย (ดูมาตรา 35 วรรคท้าย แห่ง
พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยกลุ่มฃเกษตรกร พ.ศ. 2547
3) นำส่งรายงานที่ผ่านการอนุมัติแล้ว
พร้อมกับจัดการส่งมอบสมุดบัญชี เอกสารทางการเงิน
และตราประทับทั้งหมดของกลุ่มเกษตรกรที่ชำระบัญชีเสร็จแล้ว
ให้แก่นายทะเบียนกลุ่มเกษตรกรประจำจังหวัดเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2
ปี
4) เมื่อนายทะเบียนกลุ่มเกษตรกรประจำจังหวัด พิจารณาความถูกต้องสมบูรณ์และให้ความเห็นชอบกับกระบวนการทั้งหมดแล้ว นายทะเบียนฯ จะใช้อำนาจตามกฎหมายในการออกประกาศ "ถอนชื่อกลุ่มเกษตรกรออกจากทะเบียน" ซึ่งการถอนชื่อนี้ถือเป็นการประกาศจุดสิ้นสุดของกระบวนการชำระบัญชี และทำให้สภาพความเป็นนิติบุคคลของกลุ่มเกษตรกรสูญสิ้นไปอย่างสมบูรณ์ตามกฎหมาย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น