วันอังคารที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2569

การแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายและหลักการบัญชี

กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ขาดความโปร่งใส ขาดการวิเคราะห์กระแสเงินสดที่แท้จริงของลูกหนี้ และไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ย่อมนำไปสู่ความเสี่ยงในการเกิดข้อครหาเรื่องการตกแต่งบัญชี ซึ่งการตกแต่งบัญชีในบริบทนี้หมายถึงการใช้ดุลพินิจหรือช่องว่างทางนโยบายเพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ และนำไปสู่การรับรู้รายได้ที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งจะส่งผลให้งบกำไรขาดทุนของสหกรณ์แสดงผลกำไรที่สูงเกินความจริง นำไปสู่การจ่ายเงินปันผลจากกำไรที่ไม่มีกระแสเงินสดรองรับ อันเป็นการบ่อนทำลายเสถียรภาพทางการเงินของสหกรณ์ในระยะยาว

กรณีที่สหกรณ์ประสงค์จะให้โอกาสสมาชิกที่ผิดนัดชำระหนี้ด้วยการจัดทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่ เพื่อให้การรับรู้รายได้และการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเป็นไปอย่างถูกต้อง โปร่งใส และปราศจากข้อสงสัยเรื่องการตกแต่งบัญชี ต้องทำอย่างไร มีกฎหมาย และกฎที่เกี่ยวข้องอะไรบ้าง

ข้อกฎหมาย

ป.พ.พ. ได้วางหลักการทั่วไปในมาตรา 224 วรรคสอง โดยห้ามมิให้มีการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างที่ลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ กฎหมายมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันมิให้ภาระหนี้ของลูกหนี้พอกพูนขึ้นอย่างรวดเร็วเกินกว่าที่จะสามารถชำระคืนได้ในสภาวะที่ลูกหนี้กำลังประสบปัญหาทางการเงิน

อย่างไรก็ตาม ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคหนึ่ง ได้เปิดช่องทางข้อยกเว้นไว้ว่า หากดอกเบี้ยมีการค้างชำระมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่าหนึ่งปี คู่สัญญาอาจตกลงกันเป็นลายลักษณ์อักษรให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระนั้นทบเข้ากับต้นเงิน และให้คิดดอกเบี้ยจากจำนวนเงินที่ทบเข้ากันได้

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566 …สัญญากู้ยืมเงินข้อ 4 ได้ระบุเงื่อนไขว่า หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยินยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระมารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปีจนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ครบถ้วน

ศาลฎีกาได้วิเคราะห์และวินิจฉัยข้อกฎหมายประการแรกว่า ข้อตกลงลักษณะนี้เป็นไปตามเงื่อนไขของ ป.พ.พ. มาตรา 655 วรรคหนึ่ง อย่างครบถ้วน และไม่ถือเป็นการขัดต่อข้อห้ามเรื่องการคิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดตามมาตรา 224 วรรคสอง นอกจากนี้ ศาลได้ขยายความเพิ่มเติมว่า กฎหมายมิได้มีบทบัญญัติบังคับว่าการทำข้อตกลงเพื่อทบต้นดอกเบี้ยนั้น จะต้องกระทำภายหลังจากที่ดอกเบี้ยค้างชำระครบหนึ่งปีแล้วเท่านั้น

ดังนั้น การที่คู่สัญญาได้ตกลงและลงนามรับรองเงื่อนไขนี้ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ขณะทำสัญญากู้ยืมเงิน จึงเป็นสิ่งที่สามารถบังคับใช้ได้ตามกฎหมายและมีความสมบูรณ์ทางแพ่ง ตลอดจนข้อตกลงดังกล่าวไม่ถือเป็นข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม ตามมาตรา 4 วรรคสาม (9) แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยข้อสัญญาที่ไม่เป็นธรรม พ.ศ. 2540 และตราบใดที่ลูกหนี้ค้างชำระดอกเบี้ย การที่เจ้าหนี้ใช้สิทธินำดอกเบี้ยค้างชำระเกินหนึ่งปีมาทบต้น จึงไม่ใช่การใช้สิทธิโดยไม่สุจริต ภาระที่เพิ่มขึ้นของลูกหนี้นั้นเป็นผลสืบเนื่องโดยตรงจากการที่ลูกหนี้ผิดสัญญาด้วยตนเอง

ดอกเบี้ยทบต้น = เบี้ยปรับ

ศาลฎีกาตีความพฤติการณ์ของการคิดดอกเบี้ยทบต้นทุกปีต่อเนื่องกัน ศาลวิเคราะห์รูปแบบทางสัญญาและวินิจฉัยถึงเจตนาแท้จริงว่า ข้อตกลงที่บังคับให้มีการทบต้นดอกเบี้ยไปเรื่อยๆ นั้น มีลักษณะเป็นการเรียกเอาค่าสินไหมทดแทนที่ได้กำหนดกันไว้ล่วงหน้า เพื่อชดเชยความเสียหายอันเกิดจากการที่ลูกหนี้ไม่ชำระหนี้ตามกำหนด ด้วยเหตุนี้ ข้อตกลงดังกล่าวจึงมีสถานะทางกฎหมายเป็นเบี้ยปรับ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379

เมื่อดอกเบี้ยทบต้นตามข้อสัญญาถูกตีความให้เป็นเบี้ยปรับ ศาลย่อมมีอำนาจตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 วรรคหนึ่ง ในการพิจารณาว่าเบี้ยปรับนั้นสูงเกินส่วนหรือไม่ ในท้ายที่สุด ศาลฎีกาได้ใช้ดุลพินิจว่าการให้คิดดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดนั้น ก่อให้เกิดภาระซึ่งเกินความเสียหายที่แท้จริง ศาลจึงถือว่าเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน และได้พิพากษาปรับลดเบี้ยปรับลง โดยจำกัดสิทธิให้เจ้าหนี้สามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้เพียงครั้งเดียว เท่านั้น

การป้องกันการบันทึกบัญชีที่บิดเบือนความเป็นจริง

ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563

หลักการพื้นฐานที่สอดคล้องกับมาตรฐานการรายงานทางการเงินสากล ภายใต้ข้อ 8 กำหนดหลักเกณฑ์การรับรู้รายการในงบการเงินไว้อย่างเคร่งครัดว่า การรับรู้สินทรัพย์จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ มีความเป็นไปได้ค่อนข้างแน่ที่ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตจะเข้าสู่สหกรณ์ และสินทรัพย์นั้นมีมูลค่าที่สามารถวัดได้อย่างน่าเชื่อถือ และในส่วนของการรับรู้รายได้ สหกรณ์จะรับรู้ได้ก็ต่อเมื่อประโยชน์เชิงเศรษฐกิจในอนาคตเพิ่มขึ้นและสามารถวัดมูลค่าได้อย่างน่าเชื่อถือ

นอกจากนี้ ในข้อ 83 ได้กำหนดลักษณะเชิงคุณภาพของข้อมูลในงบการเงิน โดยเน้นย้ำถึงหลัก ความเชื่อถือได้ ซึ่งประกอบด้วยคุณลักษณะย่อยที่สำคัญคือ เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบหลักการนี้บังคับให้สหกรณ์ต้องบันทึกและแสดงข้อมูลในงบการเงินตามเนื้อหาและความเป็นจริงเชิงเศรษฐกิจ ไม่ใช่พิจารณาตามรูปแบบทางกฎหมายหรือตัวอักษรในสัญญาเพียงอย่างเดียว

เมื่อนำหลักการนี้มาวิเคราะห์ร่วมกับคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566 จะเห็นภาพที่ชัดเจนว่า แม้รูปแบบของสัญญาเงินกู้จะระบุให้สหกรณ์สามารถคิดดอกเบี้ยทบต้นได้ทุกปีจนกว่าจะชำระหนี้เสร็จสิ้น ซึ่งในทางทฤษฎีจะทำให้ยอดลูกหนี้และรายได้ค้างรับของสหกรณ์สูงขึ้นอย่างมหาศาล แต่เนื้อหาและความเป็นจริงเชิงเศรษฐกิจที่ศาลฎีกาวางบรรทัดฐานไว้คือ สหกรณ์มีสิทธิบังคับตามกฎหมายให้ทบต้นได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ดังนั้น การที่สหกรณ์จะรับรู้รายได้ดอกเบี้ยค้างรับตามสัญญาที่พอกพูนขึ้นโดยเพิกเฉยต่อความเสี่ยงในการบังคับใช้กฎหมาย ย่อมเป็นการละเมิดหลักเนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ และนำไปสู่การแสดงงบการเงินที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง

การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

เพื่อเป็นกลไกป้องกันการแสดงผลกำไรที่เกินจริง กรมตรวจบัญชีสหกรณ์และนายทะเบียนสหกรณ์ได้พัฒนาระบบการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่สะท้อนคุณภาพหนี้อย่างละเอียด โดยแบ่งแยกตามลักษณะการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ดังนี้

1. ประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ. 2563 (สำหรับสหกรณ์การเกษตร ประมง นิคม ร้านค้า บริการ และกลุ่มเกษตรกร) ประกาศฉบับนี้ใช้เกณฑ์อายุหนี้ที่ผิดนัดชำระเป็นตัวแปรหลักในการตั้งสำรอง โดยกำหนดเป็นขั้นบันไดตั้งแต่การผิดนัดชำระหนี้เกินกว่า 1 ปีแต่ไม่เกิน 2 ปี ให้ตั้งค่าเผื่อร้อยละ 10 ไปจนถึงการผิดนัดชำระหนี้เกินกว่า 5 ปีขึ้นไป ให้ตั้งค่าเผื่อร้อยละ 100 เต็มจำนวนของจำนวนเงินที่ผิดนัดชำระ นอกจากนี้ยังครอบคลุมถึงดอกเบี้ยค้างรับที่ค้างชำระเกิน 1-5 ปี (ตั้งร้อยละ 50) และค้างเกิน 5 ปี (ตั้งร้อยละ 100)

2. ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ พ.ศ. 2567 สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่เรียกเก็บเงินงวดโดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย ประกาศฉบับนี้ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ให้เข้าใกล้มาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (TFRS 9) มากที่สุด โดยนำระบบการจัดชั้นคุณภาพสินทรัพย์มาใช้แบ่งลูกหนี้เงินกู้ออกเป็น 6 ชั้น ได้แก่

1. ลูกหนี้จัดชั้นปกติ (ไม่ค้างชำระ) - ร้อยละ 0

2. ลูกหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน) - ร้อยละ 0

3. ลูกหนี้จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน (ค้างชำระเกิน 3 - 6 เดือน) - ร้อยละ 20

4. ลูกหนี้จัดชั้นสงสัย (ค้างชำระเกิน 6 - 12 เดือน) - ร้อยละ 50

5. ลูกหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญ (ค้างชำระเกิน 12 เดือน) - ร้อยละ 100

6. ลูกหนี้จัดชั้นสูญ (มีเหตุตามกฎหมาย เช่น ล้มละลาย ตาย) - ร้อยละ 100

หลักเกณฑ์ที่สำคัญที่สุดของประกาศฉบับนี้อยู่ที่ข้อ 5 ข้อ 15 และ ข้อ 16 ซึ่งกำหนดว่า ลูกหนี้จัดชั้นคุณภาพตั้งแต่ชั้นต่ำกว่ามาตรฐานถึงชั้นสูญ ถือเป็นลูกหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ให้สหกรณ์ระงับการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยเงินให้กู้ค้างรับ... จนกว่าสหกรณ์จะได้รับชำระดอกเบี้ย จึงจะรับรู้เป็นรายได้ของสหกรณ์และต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญดอกเบี้ยเงินให้กู้ค้างรับเต็มจำนวน (ร้อยละ 100) สำหรับลูกหนี้ NPLs เหล่านี้

3. ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ พ.ศ. 2567 สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดโดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย สำหรับสหกรณ์กลุ่มนี้ซึ่งมีความเสี่ยงในการเก็บรักษากระแสเงินสดสูงกว่า ประกาศกำหนดให้ตั้งค่าเผื่อจากยอดรวมของลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระ โดยแบ่งอายุหนี้ตั้งแต่ 12-24 เดือน (ร้อยละ 10) เพิ่มขึ้นจนถึง 60 เดือนขึ้นไป (ร้อยละ 100) 

ในอดีต กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้มักถูกใช้เป็นเครื่องมือหลบเลี่ยงการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ โดยสหกรณ์อาจใช้วิธีนำเอา ต้นเงินเดิม + ดอกเบี้ยค้างรับ + ค่าปรับ ของลูกหนี้ที่ผิดนัดชำระมาอย่างยาวนาน มาทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่ และให้ลูกหนี้เซ็นชื่อรับสภาพหนี้ใหม่ทั้งหมด จากนั้นสหกรณ์ก็จะดำเนินการทางบัญชีเสมือนว่า สหกรณ์ ได้รับชำระ ดอกเบี้ยและค่าปรับเหล่านั้นแล้วผ่านการแปลงหนี้ใหม่ ทำให้ลูกหนี้ที่เคยเป็น NPL กลับกลายเป็นลูกหนี้ชั้นปกติ

ผลที่ตามมาคือ สหกรณ์จะทำการลดยอดค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญเดิม ซึ่งจะกลายเป็นรายได้กลับเข้ามาในงบกำไรขาดทุน ผนวกกับการบันทึกดอกเบี้ยค้างรับที่ค้างมานานเข้าเป็นรายได้ในงวดปัจจุบันทันที กระบวนการนี้สร้างสิ่งที่เรียกว่า ภาพลวงตาทางกำไร ทำให้สหกรณ์มีตัวเลขกำไรสุทธิทางบัญชีที่สูงมาก และนำกำไรในกระดาษนี้ไปจัดสรรเป็นเงินปันผลแจกจ่ายให้แก่สมาชิก ทั้งที่ในความเป็นจริง สหกรณ์ไม่ได้รับกระแสเงินสดเข้ามาเลยแม้แต่บาทเดียว การจ่ายเงินปันผลจากกำไรที่ไม่มีอยู่จริงนี้ ถือเป็นการกัดกร่อนฐานทุนของสหกรณ์อย่างรุนแรง และเมื่อลูกหนี้ผิดนัดสัญญาใหม่อีกครั้ง สหกรณ์จะต้องเผชิญกับผลขาดทุนแบบก้าวกระโดด ซึ่งอาจทำให้สหกรณ์ล้มละลายได้

มาตรการป้องกันการตกแต่งบัญชีในประกาศนายทะเบียนสหกรณ์

เพื่ออุดช่องโหว่นี้ ประกาศฯ ทั้งสามฉบับได้บัญญัติหลักการสำคัญในทิศทางเดียวกันอย่างเคร่งครัดว่า ลูกหนี้เงินกู้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ไม่สามารถชำระได้ตามกำหนดสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ให้นับระยะเวลาตั้งแต่งวดผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเดิมก่อนการทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ รวมกับระยะเวลาผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้

กรณีหากสหกรณ์จะให้โอกาสสมาชิกที่ผิดนัดชำระหนี้ โดยการจัดทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่ โดยนำต้นเงิน ดอกเบี้ย และค่าปรับ มารวมเป็นต้นเงินใหม่ สหกรณ์ต้องดำเนินการทางบัญชีในเรื่องการรับรู้รายได้อย่างไร และจะต้องประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญอย่างไร เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการตกแต่งบัญชีเพื่อหลีกเลี่ยงการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

จากหลักกฎหมายตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566 และมาตรฐานการบัญชีตามระเบียบ พ.ศ. 2563 และประกาศที่เกี่ยวข้อง มีแนวทางดังต่อไปนี้

1. การดำเนินการทางบัญชีในเรื่องการรับรู้รายได้

ห้ามมิให้สหกรณ์นำส่วนของ ดอกเบี้ยค้างชำระและค่าปรับ ที่ถูกควบรวมเข้าไปเป็นต้นเงินกู้ก้อนใหม่ มารับรู้เป็น รายได้ในงบกำไรขาดทุน ทันทีในวันที่ทำสัญญาใหม่โดยเด็ดขาด การดำเนินการที่ถูกต้องและโปร่งใสต้องปฏิบัติดังนี้

1.1 การระงับและชะลอการรับรู้รายได้ สำหรับลูกหนี้ที่เข้าข่ายจัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐานจนถึงชั้นสูญ (NPLs) ตามประกาศฯ พ.ศ. 2567 สหกรณ์มีหน้าที่ต้อง ระงับการรับรู้รายได้ดอกเบี้ยค้างรับดังนั้น เมื่อทำสัญญาใหม่และรวมยอดดอกเบี้ยและค่าปรับเข้าเป็นยอดลูกหนี้ (ต้นเงินใหม่) ทางฝั่งบัญชีเครดิต สหกรณ์ต้องไม่บันทึกเข้าบัญชีรายได้ แต่ให้บันทึกเข้าบัญชีพัก เช่น ดอกเบี้ยรอตัดบัญชีจากการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ หรือ รายได้รอการรับรู้ หรือดำเนินการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับดอกเบี้ยและค่าปรับค้างรับนั้นเต็มจำนวนร้อยละ 100 เพื่อหักกลบกันไม่ให้เกิดรายได้ทางบัญชี

1.2 การรับรู้รายได้ตามเกณฑ์เงินสด สหกรณ์จะสามารถรับรู้ส่วนของดอกเบี้ยและค่าปรับที่ถูกแปลงสภาพไปเป็นต้นเงินนี้ ให้กลายเป็น รายได้ดอกเบี้ยหรือค่าปรับ ที่แท้จริงได้ ก็ต่อเมื่อลูกหนี้ได้นำ เงินสด มาชำระค่างวดตามสัญญาใหม่เท่านั้น สหกรณ์ต้องตัดรับรู้รายได้ตามสัดส่วนของเงินสดที่ได้รับจริงในแต่ละงวด วิธีปฏิบัติเช่นนี้จะตอบสนองต่อหลักความระมัดระวังรอบคอบตามข้อ 83 ของระเบียบการบัญชี พ.ศ. 2563 อย่างสมบูรณ์

1.3 การปฏิบัติตามบรรทัดฐานศาลฎีกา การร่างสัญญาใหม่ สหกรณ์ไม่ควรกำหนดเงื่อนไขให้คิดดอกเบี้ยทบต้นอย่างต่อเนื่องเกินกว่า 1 ครั้งในกรณีที่ลูกหนี้ผิดนัดในอนาคต เพราะศาลฎีกาที่ 3290/2566 ได้วินิจฉัยแล้วว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วนและบังคับได้เพียงครั้งเดียว หากสหกรณ์ยังคงบันทึกรายได้ทบต้นในครั้งต่อไป จะถือเป็นการจงใจละเมิดหลัก เนื้อหาสำคัญกว่ารูปแบบ และถือเป็นการตกแต่งบัญชีเพื่อสร้างยอดลูกหนี้ที่ไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายเต็มจำนวน

2. การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

เพื่อไม่ให้เกิดข้อสงสัยว่าเป็นการตกแต่งบัญชีเพื่อล้างหนี้เสีย การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของสัญญากู้ฉบับใหม่นี้ จะต้องดำเนินการอย่างเคร่งครัด ดังนี้

2.1 ฐานการคำนวณที่ขยายตัว ฐานของยอดหนี้ที่จะนำมาคูณกับอัตราค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ต้องใช้ ยอดต้นเงินคงเหลือของสัญญาใหม่ ซึ่งรวมยอดดอกเบี้ยและค่าปรับจากสัญญาเก่าเข้าไปแล้ว การที่สหกรณ์ยอมให้ฐานต้นเงินใหญ่ขึ้น หมายความว่าความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ของสหกรณ์เพิ่มสูงขึ้น การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญก็จะคำนวณจากฐานที่ใหญ่ขึ้นตามไปด้วย

2.2 การนับต่ออายุการผิดนัดชำระหนี้ สหกรณ์ต้องไม่จัดให้ลูกหนี้รายนี้กลับไปเป็น ลูกหนี้จัดชั้นปกติ โดยทันทีเพียงเพราะมีการเซ็นสัญญาใหม่ หากลูกหนี้รายนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาใหม่ได้ ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์และกรมตรวจบัญชีสหกรณ์บังคับให้สหกรณ์ต้อง นับระยะเวลาตั้งแต่งวดผิดนัดชำระหนี้ตามสัญญาเดิมก่อนปรับปรุง รวมเข้ากับระยะเวลาผิดนัดของสัญญาใหม่ อย่างต่อเนื่อง

ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ หากลูกหนี้ ก. เคยผิดนัดสัญญาเดิมมาแล้ว 5 เดือน (ตกอยู่ในการจัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน) เมื่อทำสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใหม่ เดือนแรกที่ลูกหนี้ ก. ไม่จ่ายค่างวด สหกรณ์ต้องนับว่าลูกหนี้ ก. ผิดนัดมาแล้ว 6 เดือนทันที ซึ่งจะดันให้ลูกหนี้ขยับเข้าสู่การจัดชั้น สงสัย ที่ต้องตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญร้อยละ 50 ทันที กลไกนี้ช่วยป้องกันการถูกมองว่าเป็นการตกแต่งบัญชี

2.3 การตั้งสำรองตามความเสี่ยงทางกฎหมาย เมื่อพิจารณาถึงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3290/2566 สหกรณ์ต้องตระหนักว่า หากข้อพิพาทต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล มูลค่าหนี้ส่วนที่เป็นเบี้ยปรับทวีคูณจะถูกปรับลดลง ดังนั้น สหกรณ์ควรพิจารณาตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญหรือการด้อยค่าสินทรัพย์ให้ครอบคลุมถึงส่วนต่างที่คาดว่าศาลจะไม่บังคับคดีให้ด้วย เพื่อให้สะท้อนมูลค่าสินทรัพย์สุทธิที่จะได้รับคืนอย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะ

เพื่อยกระดับธรรมาภิบาลและลดความเสี่ยงในการดำเนินคดีและข้อครหาจากผู้สอบบัญชี คณะกรรมการดำเนินการและผู้จัดการสหกรณ์ควรพิจารณาข้อเสนอแนะต่อไปนี้

1. การทบทวนและแก้ไขแบบพิมพ์สัญญาเงินกู้ สหกรณ์ควรทบทวนเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้สำเร็จรูป โดยตัดข้อความที่กำหนดให้มี การทบต้นดอกเบี้ยทุกปีต่อเนื่องจนกว่าจะชำระเสร็จ ออกไป หรือแก้ไขให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์ที่ศาลฎีกาวางไว้ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการเรียกเก็บเบี้ยปรับที่สูงเกินส่วน ซึ่งอาจถูกศาลลดทอนและทำให้สหกรณ์ต้องบันทึกขาดทุนจากการปรับโครงสร้างสัญญาในภายหลัง

2. การกำหนดเกณฑ์การปรับปรุงโครงสร้างหนี้บนพื้นฐานของกระแสเงินสด การอนุมัติสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ต้องพิจารณาจาก รายได้คงเหลือสุทธิ และงบกระแสเงินสดของลูกหนี้อย่างแท้จริง ไม่ใช่การอนุมัติเพียงเพื่อให้ลูกหนี้หลุดพ้นจากรายงาน NPLs ในกระดาษ การปรับปรุงโครงสร้างหนี้จะต้องทำบนสมมติฐานที่ว่าลูกหนี้สามารถกลับมาประกอบอาชีพและมีความสามารถในการชำระหนี้ได้จริง

3. การเปิดเผยข้อมูลในหมายเหตุประกอบงบการเงินอย่างโปร่งใส ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ พ.ศ. 2563 ข้อ 85 สหกรณ์มีหน้าที่ต้องเปิดเผยข้อมูลเพิ่มเติมที่จำเป็นเพื่อให้งบการเงินแสดงข้อมูลโดยถูกต้อง สหกรณ์ควรเปิดเผยอย่างชัดเจนในหมายเหตุประกอบงบการเงินเกี่ยวกับพอร์ตลูกหนี้ที่ผ่านการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ จำนวนเงินดอกเบี้ยค้างรับและค่าปรับที่ถูกรวมเป็นต้นเงิน และนโยบายการบัญชีที่สหกรณ์ใช้ระงับการรับรู้รายได้หรือการใช้เกณฑ์เงินสดสำหรับกลุ่มหนี้ดังกล่าว การเปิดเผยข้อมูลที่ครอบคลุมจะแสดงให้เห็นถึงความบริสุทธิ์ใจของฝ่ายจัดการและป้องกันข้อหาการปกปิดข้อมูลหรือตกแต่งบัญชีได้

4. บูรณาการระบบฐานข้อมูลสินเชื่อ สหกรณ์ควรพัฒนาระบบเทคโนโลยีสารสนเทศให้สามารถติดตามและนับต่อประวัติการผิดนัดชำระหนี้ จากสัญญาเก่ามายังสัญญาปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใหม่ได้อย่างอัตโนมัติ เพื่อป้องกันความผิดพลาดของบุคลากรในการคำนวณและประเมินค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในวันสิ้นรอบระยะเวลาบัญชี

ไม่มีความคิดเห็น:

การแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกสหกรณ์ให้ถูกต้องตามหลักกฎหมายและหลักการบัญชี

กระบวนการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ขาดความโปร่งใส ขาดการวิเคราะห์กระแสเงินสดที่แท้จริงของลูกหนี้ และไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ย่อมนำ...