วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565

แนวทางการกำหนดวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ กรณีงบการเงินไม่เป็นปัจจุบัน

 1. ข้อเท็จจริง/คำถาม

          กรณีงบการเงินประจำปีของสหกรณ์ ไม่เป็นปัจจุบัน สหกรณ์ดังกล่าวจะมีแนวทางในการกำหนดวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ อย่างไร สามารถกำหนดได้หรือไม่ สหกรณ์จะกำหนดวาระการประชุมใหญ่อย่างไร ต้องขอความเห็นชอบต่อนายนายทะเบียนหรือไม่ อย่างไร เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์/ผู้ตรวจการสหกรณ์ต้องดำเนินการอย่างไร

2. ข้อกฎหมาย

          1.1 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

                   มาตรา 47 การกู้ยืมเงินหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ จะต้องจำกัดอยู่ภายในวงเงินที่นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบ

1.2 ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 (ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2561)

          ข้อ 5 วงเงินการกู้ยืมหมายถึง วงเงินที่สหกรณ์จะสามารถก่อหนี้ภาระผูกพันได้ในภายหน้าซึ่งจำกัดสำหรับรอบปีทางบัญชีหนึ่ง ๆ ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542

          ข้อ 7.2.1 พิจารณาจากทุนเรือนหุ้นที่ชำระแล้วรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ตามงบทดลอง ณ วันสิ้นเดือนสุดท้ายก่อนวันประชุมใหญ่

          ข้อ 9.3 งบการเงินประจำปีของปีทางบัญชีปัจจุบันซึ่งผ่านการตรวจสอบและแสดงความเห็นจากผู้สอบบัญชีแล้ว หรือรายงานประจำปี และงบทดลอง ณ วันสิ้นเดือนสุดท้ายก่อนวันประชุมใหญ่ ยกเว้นสหกรณ์ที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในปีแรกให้ใช้เฉพาะงบทดลอง ณ วันสิ้นเดือนสุดท้ายก่อนวันประชุมใหญ่

           ข้อ 10 เมื่อนายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมของสหกรณ์แล้วคณะกรรมการดำเนินการจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์และแผนการดำเนินงานที่กำหนด และสหกรณ์จะต้องรายงานขอความเห็นชอบกำหนดวงเงินการกู้ยืมต่อนายทะเบียนสหกรณ์ทุกปี ทั้งนี้ในระหว่างที่ยังไม่มีการประชุมใหญ่สามัญประจำ ให้สหกรณ์สามารถถือใช้วงเงินการกู้ยืมในปีก่อนไปพลางแต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์

1.3 ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ (ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2561)

          2. วงเงินที่นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบ หมายถึง วงเงินที่สหกรณ์จะสามารถก่อหนี้ภาระ

ผูกพันได้ ซึ่งจำกัดสำหรับรอบปีทางบัญชีหนึ่ง ๆ ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542

          1.4 บันทึกข้อความกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/64 ลงวันที่ 6 มกราคม 2563 เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีสหกรณ์ไม่ส่งสำเนารายงานประจำปีและงบการเงินประจำปีต่อนายทะเบียนสหกรณ์

                   1. กรณีสหกรณ์ไม่ส่งสำเนารายงานประจำปีและ/หรืองบการเงินประจำปีต่อนายทะเบียนสหกรณ์เป็นเวลา 1 - 2 ปี ทั้งนี้ ให้รวมถึงกรณีผู้สอบบัญชีรายงานว่าไม่อาจสอบบัญชีสหกรณ์ได้เพราะเหตุไม่มีหลักฐานทางบัญชีให้ตรวจสอบในปีบัญชีใดให้ถือว่าสหกรณ์ไม่ส่งงบการเงินประจำปีบัญชีนั้นด้วย ให้ดำเนินการ ดังนี้

(1) หากสหกรณ์ไม่สามารถจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ถือว่าสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน ตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบสั่งการให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว รวมทั้งจะถือเป็นเหตุในการไม่รับพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ตามความข้อ 9 ของระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 เนื่องจากไม่หราบฐานะการเงินที่แท้จริงของสหกรณ์

3. ข้อวินิจฉัย

          หากสหกรณ์ไม่สามารถจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ถือเป็นเหตุถือเป็นเหตุในการไม่รับพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ของนายทะเบียนสหกรณ์ ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 

4. คำแนะนำ

          4.1 คำแนะนำสำหรับสหกรณ์

          แม้นายทะเบียนสหกรณ์จะไม่รับพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ ด้วยเหตุงบการเงินไม่เป็นปัจจุบัน แต่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีสหกรณ์ควรกำหนดไว้เป็นวาระเพื่อพิจารณา เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่รับทราบปัญหา และกำหนดแนวทางแก้ไขร่วมกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 

วาระเพื่อพิจารณา        วงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์

                   ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ตามข้อบังคับของสหกรณ์ให้ที่ประชุมใหญ่มีอำนาจกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันสำหรับปีหนึ่ง ๆ ไว้ตามที่จำเป็นและสมควรแก่การดำเนินงาน วงเงินซึ่งกำหนดดังว่านี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ทั้งนี้ความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ เป็นไปตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 และประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์

                   ณ วันที่........................ (วันที่สหกรณ์สามารถจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ได้ล่าสุด) สหกรณ์ได้ก่อหนี้ภาระผูกพันไว้แล้ว ตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ เป็นเงินจำนวน ..............บาท ประกอบด้วย

                   1) จำนวนเงินที่เบิกจากวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือเงินกู้ยืมอื่นใดในลักษณะเดียวกัน จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

2) จำนวนเงินกู้คงเหลือเฉพาะส่วนที่ได้รับเงินกู้แล้วของสัญญาเงินกู้ที่ระบุการจ่ายเงินกู้หลายงวด จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

3) จำนวนเงินกู้คงเหลือของทุกสัญญาที่ระบุเงื่อนไขให้สหกรณ์รับเงินกู้เพียงวดเดียวหรือครั้งเดียว จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

4) จำนวนเงินที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการค้ำประกันการกู้ยืมหรือการค้ำประกันอื่นซึ่งสหกรณ์เป็นผู้ออกและยังไม่ได้ชำระเงินตามที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

5) จำนวนเงินที่รับฝากจากสหกรณ์อื่น แต่ทั้งนี้ ไม่นับรวมจำนวนเงินที่ชุมนุมสหกรณ์ฝากจากสหกรณ์สมาชิก จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

6) จำนวนเงินที่สหกรณ์ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกัน จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

หนี้ภาระผูกพันที่สหกรณ์ได้ก่อไว้แล้วดังกล่าว อาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นหากสหกรณ์ไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ตามกำหนด ซึ่งหนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจมาจากดอกเบี้ยจ่าย และค่าปรับ ตามที่กำหนดกันไว้ ดังนั้นสหกรณ์จึงต้องให้ที่ประชุมใหญ่มีอำนาจกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันสำหรับปีหนึ่ง ๆ ไว้ตามที่จำเป็นและสมควรแก่การดำเนินงาน วงเงินซึ่งกำหนดดังว่านี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

แต่เนื่องจากสหกรณ์ไม่สามารถจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ถือเป็นเหตุถือเป็นเหตุในการไม่รับพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ของนายทะเบียนสหกรณ์ ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 จึงแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ทราบ พิจารณาไม่อนุมัติให้สหกรณ์ก่อหนี้สินเพิ่มขึ้น (หนี้สินตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์) และร่วมกันพิจารณาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันต่อไป 

มติที่ประชุม      ที่ประชุมใหญ่มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่อนุมัติให้สหกรณ์ก่อหนี้สินเพิ่มขึ้น (หนี้สินตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์) ให้สหกรณ์เร่งดำเนินการจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ โดยปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ .............. ลงวันที่ ..................(ถ้ามีคำสั่งนายทะเบียนให้สหกรร์แก้ไขข้อบกพร่อง) และเมื่อจัดทำงบการเงินเป็นปัจจุบันแล้ว สหกรณ์จะได้กำหนดวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต่อไป 

          4.2 คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์/ผู้ตรวจการสหกรณ์

                   การที่สหกรณ์ไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถดำเนินการยื่นเสนอขอความเห็นชอบวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์/ผู้ตรวจการสหกรณ์ รายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ ว่าสหกรณ์ไม่สามารถกำหนดวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ ได้ให้เป็นไปตาม มาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 เพื่อให้นายทะเบียนสหกรณ์ใช้อำนาจตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริม ช่วยเหลือ แนะนำ และกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือสั่งให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวตามมาตรา 22 (1) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไป

ลักษณะที่เป็นพิเศษของกฎหมายสหกรณ์

หนังสือ คำอธิบายพระราชบัญญัติสหกรณ์และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2542 (กฎหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)ของ ปรีชา สุวรรณทัต และทรงพล พนาวงศ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2555

ตอนหนึ่งของหนังสือได้อธิบายเกี่ยวกับ ลักษณะที่เป็นพิเศษของกฎหมายสหกรณ์ไว้ดังนี้

กฎหมายสหกรณ์มีลักษณะที่เป็นพิเศษทั้งในความคิดและการใช้ที่แตกต่างกับกฎหมาย ทั่วไป เพราะกฎหมายสหกรณ์มีลักษณะผสมผสานทั้งในส่วนของความเป็นกฎหมายมหาชน ในสาขากฎหมายปกครองและเป็นกฎหมายเอกชนในลักษณะกฎหมายธุรกิจตามลักษณะที่สหกรณ์เป็นองค์กรธุรกิจในภาคเอกชนด้วย

ในความเป็นกฎหมายมหาชน ในสาขากฎหมายปกครอง เพราะได้มีการกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐกับองค์กรสหกรณ์ต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการดําเนินการสหกรณ์ ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ตลอดจนสมาชิกของสหกรณ์ ในลักษณะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครอง ซึ่งได้แก่อํานาจของนายทะเบียนสหกรณ์ คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์ ผู้ตรวจการสหกรณ์ และผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ที่อยู่ในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครอง คําสั่งของคณะบุคคลและบุคคลดังกล่าวที่สั่งตามอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายสหกรณ์ได้ให้อํานาจไว้ จึงมีลักษณะเป็นคําสั่งทางปกครองอย่างหนึ่ง ฉะนั้นถ้าปรากฏว่าคําวินิจฉัยหรือคําสั่งนั้นเข้าข่ายไม่ชอบด้วย กฎหมาย ไม่มีอํานาจ นอกเหนืออํานาจหน้าที่ ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน ไม่สุจริต มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จําเป็น ผู้ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อน อันเนื่องมาจากการกระทํา หรือคําสั่งดังกล่าวอาจฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง ตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครองได้

มีข้อสังเกตว่าอํานาจรัฐในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับสหกรณ์จะต้องเป็นไปในลักษณะที่เป็นการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องกระทําอันมิใช่มีลักษณะเป็นการควบคุม กํากับ ในลักษณะที่เป็นการบังคับ เพราะการดําเนินงานของสหกรณ์โดยแท้จริง จะต้องมาจากการริเริ่ม ตามความต้องการของบรรดามวลสมาชิกทั้งหลายของสหกรณ์ แล้วจึงนําความต้องการนั้น ไปดําเนินการตามเจตนารมณ์ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

ในส่วนที่กฎหมายสหกรณ์ มีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน ในสาขากฎหมายธุรกิจ เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรธุรกิจ ในภาคเอกชน โดยมีคณะบุคคลที่มีแนวความคิดหรือเจตจํานง ร่วมกันที่จะดําเนินกิจการ เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และสังคมในการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันเป็นแก่นปรัชญาของระบบสหกรณ์ในลักษณะนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายสหกรณ์ในหลายลักษณะหลายส่วนได้กําหนดเกี่ยวกับการดําเนินกิจการของสหกรณ์ ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน และในฐานะที่เท่าเทียมกันตามหลักของกฎหมายเอกชน ซึ่งได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลธรรมดา ซึ่งได้แก่สมาชิกสหกรณ์หรือนิติบุคคล ซึ่งได้แก่สหกรณ์ในการทํานิติกรรมสัญญา ระหว่างกันเอง หรือไปผูกพันบุคคลภายนอก เมื่อกฎหมายสหกรณ์มีลักษณะพิเศษที่เป็นทั้งกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนดังกล่าวแล้ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายสหกรณ์ ก็จะต้องมีความคิด หรือเปลี่ยนความคิดในการใช้กฎหมายสหกรณ์ในส่วนนั้น ๆ ให้ตรงกับลักษณะของกฎหมายสหกรณ์ในส่วนนั้น ๆ ด้วย เพื่อจะได้ใช้กฎหมายสหกรณ์ให้ถูกต้อง โดยจะต้องเริ่มต้นคิดและใช้ให้เป็นระบบ ดังนี้

ข้อหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องอะไร

ข้อสอง กฎหมายสหกรณ์ได้กําหนดหลักเกณฑ์ หรือองค์ประกอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร

ข้อสาม หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบนั้น มีความหมายอย่างไร

ข้อสี่ ข้อเท็จจริงเข้าหรือไม่กับหลักเกณฑ์ หรือองค์ประกอบและได้ผลอย่างไร

(ปรีชา สุวรรณทัต และทรงพล พนาวงศ์, 2555: 11-12)

ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์

1. กรอบในการวิเคราะห์

1.1 วัตถุนิยมแบบประวัติศาสตร์ (Historical Materialism)

การวิเคราะห์ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์ ด้วยการมองประวัติศาสตร์แบบวัตถุนิยม (The Materialist Conception of History) หรือวัตถุนิยมแบบประวัติศาสตร์ (Historical Materialism) ของ Karl Mark ดังนี้

ในการผลิตของสังคมที่มนุษย์กระทำไปนั้น มนุษย์จะเข้าสู่ความสัมพันธ์ที่แน่นอนซึ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้ และเป็นอิสระจากความปรารถนาของมนุษย์ ความสัมพันธ์ในการผลิต (Relations of Production) นี้จะสอดคล้องกับลำดับขั้นพัฒนาการเฉพาะของพลังการผลิตทางวัตถุ (Material Productive Forces) ความสัมพันธ์ในการผลิตทั้งหมดรวมกันเป็นโครงสร้างเศรษฐกิจ (Economic Structure) ของสังคม เป็นพื้นฐานที่แท้จริงซึ่งบนพื้นฐานนี้มีโครงสร้างส่วนบนด้านกฎหมายและการเมือง (Legal and Political Super-Structure) ผุดขึ้น และมีจิตสำนึกของสังคม (Social Consciousness) ในรูปแบบเฉพาะที่สอดคล้องกับโครงสร้างส่วนบน แบบการผลิต (Mode of Production) ของชีวิตวัตถุกำหนดกระบวนการทางสังคม การเมืองและปัญญาโดยทั่วไปของชีวิต ไม่ใช่จิตสำนึกของมนุษย์ที่กำหนดความเป็นอยู่ (Being) แต่ตรงข้ามความเป็นอยู่ในสังคม (Social Being) ของมนุษย์ต่างหากที่กำหนดจิตสำนึกของมนุษย์ ณ ลำดับขั้นหนึ่งของการพัฒนาของมนุษย์ พลังการผลิตทางวัตถุของสังคมจะขัดแย้งกับความสัมพันธ์ทางการผลิตที่เป็นอยู่ หรือไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากที่เรียกสิ่งเดียวกันนี้ทางด้านกฎหมายว่า ขัดแย้งกับความสัมพันธ์ทางกรรมสิทธิ์ ซึ่งพลังการผลิตดำเนินงานอยู่ภายใต้มาก่อน จากรูปแบบการพัฒนาของพลังการผลิต ความสัมพันธ์ทางกรรมสิทธิก็กลายเป็นสิ่งขัดขวาง จากนั้นจะเกิดยุคการปฏิวัติทางสังคม (Social Revolution) ด้วยการเปลี่ยนแปลงฐานเศรษฐกิจโครงสร้างส่วนบนอันมหึมาทั้งหมดจะถูกเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วมากบ้างน้อยบ้าง (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา. 2546 : หน้า 151-152)

ในการพิจารณาประวัติศาสตร์จะต้องแยกออกเป็น 3 ส่วนคือ

          1. พลังการผลิต (Productive Forces) คือความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ คือวิธีการที่มนุษย์ขัดแย้งเอาชนะธรรมชาติเรียกว่าวิธีการผลิตหรือเทคโนโลยี

          2. ความสัมพันธ์ในการผลิต (Relations of Production) คือโครงสร้างเศรษฐกิจหรือระบบกรรมสิทธิ์ ซึ่งกำหนดว่าใครเป็นเจ้าของปัจจัยการผลิต กรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตนี้จะกำหนดต่อไปว่า ใครจะได้ส่วนเกินที่เหลือจากการบริโภค

          3. โครงสร้างส่วนบน (Superstructure) คือระบบกฎหมาย ระบบการเมือง วัฒนธรรม และระบบความคิด

ส่วนที่เป็นพื้นฐาน คือ พลังการผลิตและความสัมพันธ์ในการผลิตซึ่งรองรับโครงสร้างส่วนบน การมองประวัติศาสตร์แบบวัตถุนิยมมุ่งสนใจส่วนที่เป็นพื้นฐานนี้ กล่าวคือ สนใจการผลิต และการทำมาหากินของมนุษย์ว่าเป็นรากฐานประวัติศาสตร์ เมื่อพลังการผลิตเปลี่ยน จะทำให้ความสัมพันธ์ในการผลิตและระบบกรรมสิทธิ์เปลี่ยน การขัดแย้งกับโครงสร้างส่วนบนซึ่งพยายามรักษาสถานะเดิมจะเกิดขึ้น ทำให้เกิดการปฏิวัติสังคม และโครงสร้างส่วนบน จะต้องเปลี่ยนจนสอดคล้องกับพลังการผลิตและระบบกรรมสิทธิ์ (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา.  2546 : หน้า 153)

ความผันแปรของสังคม ถูกกำหนดโดยการพัฒนาของรูปแบบการผลิตมาตรฐาน แห่งการพัฒนาของพลังการผลิตที่แตกต่างกัน กับความสัมพันธ์ทางการผลิตที่ต่างกันซึ่งเหมาะสมกับมันนั้นเป็นสิ่งกำหนดลักษณะโฉมหน้าของสังคมทั้งหลาย ระบบสังคม 5 ชนิด ซึ่งวิวัฒนาการมาเป็นลำดับ ถูกกำหนดโดยรูปแบบการผลิตกรรมอันเป็นพื้นฐาน 5 ชนิดคือ

1) รูปแบบผลิตกรรมแห่งลัทธิสังคมคอมมิวนิสต์ยุคบุพกาล (Primitive Society) สังคมคอมมิวนิสต์ยุคบุพกาลคือระยะแรกแห่งวิวัฒนาการของสังคมมนุษย์ ซึ่งมีรูปแบบผลิตกรรมต่อไปนี้เป็นรากฐาน

1.1) สภาพพัฒนาการของพลังการผลิต คือ จากการใช้เครื่องมือหยาบๆ ที่ทำด้วยหิน มาสู่การประดิษฐ์ธนู ศร เครื่องปั้นดินเผา จนเริ่มมีการประดิษฐ์เครื่องมือโลหะ ส่วนความก้าวหน้าทางเทคนิคในการใช้แรงงานก็เริ่มจากการเที่ยวเสาะหาปัจจัยเลี้ยงชีพอย่างง่ายๆ สู่การล่าสัตว์ จับปลา จนถึงสมัยต้นของการเพราะปลูก ระยะที่ผ่านมาตามลำดับนี้ พลังการผลิตมีการพัฒนาไปอย่างช้า ๆ อยู่ในมาตรฐานที่ต่ำมาก ผลผลิตที่ได้จากการทำงานคงเพียงพอแก่ความต้องการสำหรับบริโภคในชีวิตเท่านั้น แทบจะไม่มีผลผลิตส่วนเกิน

1.2) ลักษณะของความสัมพันธ์ทางการผลิต ในสังคมไม่มีการขูดรีดผลิตผลส่วนเกินระหว่างกลุ่มชน เนื่องจากไม่มีผลผลิตส่วนเกินให้ขูดรีด สมาชิกในสังคมมีการทำงานแบบรวมหมู่ ความสัมพันธ์ทางการผลิตในสมัยนี้จึงเป็นความสัมพันธ์แห่งระบอบคอมมิวนิสต์ ซึ่งปราศจากการขูดรีด ปราศจากชนชั้นและปัจจัยการผลิตเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนกลางของมวลสมาชิกในสังคม

ในสังคมระบอบคอมมิวนิสต์ยุคบุพกาลทั้งพลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิตต่างก็เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอย่างเชื่องช้า

มูลเหตุแห่งการกำเนิดระบบทรัพย์สินส่วนเอกชน เริ่มจากการที่บุคคลของสังคมได้ผลิตเครื่องมือในการผลิตที่มาจากความชำนาญของตนเองและเป็นสมบัติคู่ชีวิตของบุคคลนั้นไปตลอด เช่น เครื่องมือจับปลา เครื่องมือล่าสัตว์ เป็นต้น จนกระทั่งบุคคลนั้นตาย เครื่องมือเหล่านั้นจงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวงศ์ตระกูล ต่อมามีการแบ่งงานกันทำครั้งใหญ่ของสังคมเป็นครั้งแรก คือการเลี้ยงสัตว์ กับการเพาะปลูก และตามมาด้วยการแลกเปลี่ยนระหว่างเผ่า

ในปลายสังคมบุพกาลมีการทำสงครามระหว่างหมู่ชน มีการเปลี่ยนแปลงจากการทำนารวมเป็นการทำนาขนาดย่อย เริ่มมีการแบ่งปันที่ดิน และถือกรรมสิทธิที่ดินกันในที่สุด

2) รูปแบบการผลิตแห่งระบอบการครองทาส (Slave Society)

          สังคมทาสเป็นสังคมชนชั้นที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประวัติมนุษยชาติ มีรูปแบบการผลิตกรรมที่ก้าวหน้ากว่ารูปแบบผลิตกรรมของสังคมคอมมิวนิสต์บุพการ โดยอยู่บนพื้นฐานต่อไปนี้

                   2.1) ด้านพลังการผลิต มีการผลิตเครื่องมือโลหะ โดยเฉพาะเครื่องมือเหล็ก และความก้าวหน้าทางเทคนิคในการทำงานที่เหมาะสมกับเครื่องมือดังกล่าว มีการแบ่งงานทางสังคม ระหว่างกสิกรรมกับหัตถกรรมเกิดขึ้นอย่างแพร่หลาย และการทำงานรวมหมู่ของทาส

                   2.2) ด้านความสัมพันธ์ทางการผลิต เจ้าของทาสได้ยึดถือกรรมสิทธิ์ปัจจัยการผลิตทั้งหมดรวมทั้งร่างกายของทาสด้วย ซึ่งเป็นเจ้าแห่งทรัพย์สินเอกชนโดยสมบูรณ์ การทำงานของทาสเป็นการทำงานโดยการถูกบังคับและขูดรีดโดยเจ้าของทาส

          ความเสื่อมและความพินาศของระบบทาส การขูดรีดอย่างทารุณ ของการใช้ทาสทำงาน ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ทางการผลิต แสดงออกโดยการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างทาสกับเจ้าของทาส ทำให้เกิดการจลาจลจนต้องมีการล้มเลิกระบบทาสในที่สุด

3) รูปแบบการผลิตแห่งลัทธิศักดินา (Feudal Society)

3.1) สภาพการพัฒนาของพลังการผลิต มีเครื่องมือเหล็กที่ค่อนข้างก้าวหน้า การผลิตแบบเอกชนขนาดย่อม การกสิกรรมกับหัตถกรรมประสานกันในหน่วยครอบครัวทั้งหลายในชนบท เทคนิคในการกสิกรรม และหัตถกรรมก้าวหน้าและประณีตกว่าก่อนมาก

3.2) ลักษณะแห่งความสัมพันธ์ทางการผลิต ชนชั้นเจ้าของที่ดินศักดินาเป็นผู้ยึดครองปัจจัยการผลิตที่สำคัญ ส่วนเครื่องมือทำงานเป็นสมบัติของคนทำงานทั้งหลาย ชนชั้นเจ้าของที่ดินบีบบังคับให้คนทำงานต้องเข้าสังกัดต่อชนชั้นเจ้าของที่ดิน ชนชั้นแรงงานต้องบรรณาการผลิตผลจากแรงงานส่วนเกินให้แก่ชนชั้นเจ้าของที่ดิน คนทำงานในสังคมศักดินา (ส่วนใหญ่เป็นชาวนา) แตกต่างกับพวกทาสตรงที่ร่างกายมิได้เป็นสมบัติของผู้ขูดรีด และมีเครื่องมือการผลิตเป็นของตนเอง แต่ระดับการขูดรีดนั้นไม่น้อยกว่าพวกทาสเท่าไรนัก

การต่อสู้ของชาวนากับการพังทลายของระบบศักดินา ความขัดแย้งระหว่างพลังการผลิตกับความสัมพันธ์ทางการผลิตในสังคมศักดินาแสดงออกมาโดยการต่อสู้ระหว่างชนชั้นเจ้าที่ดินกับชาวนาและระหว่างชนชั้นเจ้าที่ดินกับประชาชน

4) รูปแบบการผลิตแห่งลัทธิทุนนิยม (Capitalist Society)

4.1) ทางด้านพลังการผลิต เป็นการผลิตรวมหมู่ขนาดใหญ่ ซึ่งเริ่มจากโรงงานหัตถกรรมสู่การอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรกล

4.2) ทางด้านความสัมพันธ์ทางการผลิต ชนชั้นนายทุนเป็นผู้ครอบครองกรรมสิทธิ์ปัจจัยการผลิตไว้ทั้งหมด ส่วนคนทำงานนอกจากจะมีแรงงานของตนแล้ว ปราศจากทุกสิ่งทุกอย่างคนทำงานจะดำเนินการผลิตเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยเลี้ยงชีพ มีทางที่จะทำได้ทางเดียวคือ การขายแรงงานให้แก่นายทุน เข้าทำงานในโรงงาน ของนายทุนและยอมให้นายทุนขูดรีดมูลค่าส่วนเกินจากผลผลิตในการทำงานของตน

การต่อสู้ของชนชั้นกรรมาชีพ และการพังทลายของระบอบทุนนิยม การแสดงออกที่สำคัญก็คือการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างชนชั้นนายทุนกับชนชั้นกรรมมาชีพ

5) รูปแบบการผลิตแห่งลัทธิคอมมิวนิสต์ (Communist Society)

5.1) ทางด้านพลังการผลิต มีอุตสาหกรรม วิสาหกิจขนาดใหญ่ เฉพาะอย่างยิ่งคืออุตสาหกรรมไฟฟ้าเป็นรากฐาน วิถีดำเนินงานในการทำงาน วิถีดำเนินทางการผลิต ก็ล้วนเป็นไปอย่างแพร่หลายในลักษณะสาธารณะสังคม

5.2)  ทางด้านความสัมพันธ์ทางการผลิต ปัจจัยการผลิตทั้งหมด เช่น เครื่องจักร ป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ฯลฯ ล้วนเป็นกรรมสิทธิ์สาธารณะของสังคมทั้งสิ้น เอกชนมีกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการดำรงชีพ เช่น อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย ตลอดจนเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นที่จำเป็นแก่การครองชีพ ทุกอย่างเป็นสมบัติของตน แต่จะยึดครองกรรมสิทธิ์ในปัจจัยการผลิตไม่ได้ จะมีได้ก็เพียงปัจจัยการผลิตที่ไม่สำคัญบางอย่าง เช่น สวนผักสวนครัว และเครื่องมือทำสวนชิ้นเล็ก ๆ ของชาวนารวมเท่านั้น ในสังคมระบบคอมมิวนิสต์นี้ เมื่อเอกชนไม่สามารถยึดครองปัจจัยการผลิตเป็นกรรมสิทธิ์ของตนได้ ดังนั้น ก็ไม่อาจจะมีบุคคลใดที่จะอาศัยอำนาจในการยึดครองปัจจัยการผลิตมาดำเนินการขูดรีดรงงานส่วนเกินของผู้อื่นได้

6) ระบบการผลิตแบบเอเซีย (Asiatic Mode of Production)

ระบบการผลิตที่มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของประเทศเอเชียส่วนใหญ่มีลักษณะจำเพาะในตัวของมันคือ มีทั้งที่คล้ายคลึงกับระบบศักดินายุโรปและที่ไม่เหมือนก็มีเช่นกัน ฉะนั้นจึงเป็นการยากที่จะจัดให้อยู่ในขั้นใดโดยเฉพาะ

ลักษณะของระบบการผลิตแบบเอเซียตามทฤษฎีวิเคราะห์ของMark สรุปลักษณะสำคัญดังนี้

1) ไม่มีสิ่งที่เรียกว่ากรรมสิทธิ์ส่วนบุคคลเหนือที่ดิน (Private Ownership)

2) จากเหตุผลในข้อแรกประชาคมแห่งหมู่บ้านต่าง ๆ ในสังคมเอเซียเหล่านี้ จึงสามารถรักษาความเป็นอยู่ดั้งเดิมและเอกภพของหมู่บ้านไว้ได้ (Essential Cohesive Force) แม้จะได้ประสบกับการรุกรานจากภายนอกก็ตาม

3) จากเหตุผลในข้อสองได้รับการสนับสนุนให้เหนียวแน่นขึ้น จากการที่การเกษตรและอุตสาหกรรมภายในครัวเรือนถูกรวมกันอยู่ภายในหมู่บ้าน

4) ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์และภูมิอากาศ ความเจริญของเกษตรกรรมในภูมิภาคนี้ จึงจำเป็นต้องมีการชลประทานอย่างมหาศาลต้องใช้กำลังมนุษย์อย่างมาก และเป็นสิ่งจำเป็นก่อนหน้าที่จะเกิดความก้าวหน้าทางกสิกรรม โครงการขนาดใหญ่ด้านชลประทานจึงต้องมีอำนาจจากส่วนกลางเป็นผู้ควบคุมอย่างใกล้ชิด

5) จากเหตุผลในข้อสี่ รัฐจึงมีอำนาจเด็ดขาดและสามารถสะสมรวบรวมเอาผลผลิตส่วนเกิน (Surplus-Product) มาไว้ในกำมือ ซึ่งเป็นผลให้ชนชั้นในสังคมดังกล่าวที่มีบทบาทควบคุม และมีกรรมสิทธิเหนือผลิตผลส่วนเกิน กลายเป็นกลุ่มบุคคลที่มีอำนาจเหนือสังคม (ดังนั้นจึงเรียกระบบการปกครองว่าเผด็จการภาคตะวันออก) ลักษณะเหตุผลภายในสังคมดังกล่าวเป็นปัจจัยที่ส่งเสริมความมั่นคงแก่ความสัมพันธ์ขั้นพื้นฐานด้านการผลิต (Stability in basic production relations) ที่เรียกว่าระบบการผลิตแบบเอเชียตามทฤษฎีของ Mark (สุรพงษ์ ชัยนาม.  2517: หน้า 198)

1.2 การเปลี่ยนแปลงโลกของ Karl Mark

Mark ได้เขียนหนังสือ “ความอัตคัดของปรัชญา” เมื่อปี 1847 เพื่อวิพากษ์ทฤษฎีของ ปรูดอง อย่างถึงที่สุด และได้ต่อสู้อย่างดุเดือดกับสำนักสังคมนิยมชนชั้นนายทุนต่าง ๆ สร้างทฤษฎีละยุทธวิธี ลัทธิสังคมนิยมของชนชั้นกรรมาชีพที่ปฏิวัติ หรือลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งก็คือลัทธิ Mark ขึ้น ในปี 1845 Mark ถูกรัฐบาลฝรั่งเศสขับออกจากปารีส ในฐานที่เป็นนักปฏิวัติที่เป็นภัย จึงต้องย้ายมาอยู่ในกรุงบรัสเซลส์ ในปี ค.ศ. 1847 Mark ได้เข้าร่วมองค์การโฆษณาลับที่มีชื่อว่า สันนิบาตชาวลัทธิคอมมิวนิสต์ เปิดประชุมในกรุงลอนดอนเมื่อเดือนพฤษจิกายนปี ค.ศ. 1847 และได้มีบทบาทสำคัญในสมัชชาผู้แทนครั้งที่สองของสันนิบาตนี้ ทั้งได้รับมอบหมายจากสมัชชาครั้งนี้ให้ร่างแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ และสหพันธ์คอมมิวนิสต์ จัดพิมพ์แถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ (Manifesto of the Communist Party) เมื่อ เมื่อ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1848 (บุญศักดิ์ แสงระวี. 2547: 5)

สาระสำคัญของแถลงการณ์พรรคคอมมิวนิสต์ มีเนื้อหาโดยรวมเกี่ยวกับการประกาศจุดยืนของลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยการชี้แจงทรรศนะ วัตถุประสงค์ และความมุ่งหมายของตนอย่างเปิดเผยแก่คนทั่วโลก รวมถึงการปลุกเร้าความรู้สึกของมวลชนโดยเฉพาะชนชั้นกรรมาชีพให้เห็นความขัดแย้งเหลื่อมล้ำระหว่าง นายทุนกับชนกรรมาชีพ ซึ่งในแถลงการณ์นี้มาร์กซได้อธิบายให้เห็นถึงวิวัฒนาการของการขูดรีดแรงงานระหว่างชนชั้นผ่านแนวคิดวัตถุนิยมประวัติศาสตร์ของมาร์กซ คือการพูดถึง พลังการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต ในอดีตและปัจจุบันว่ามีการขูดรีดแรงงานอย่างไรโดยเน้นหนักไปที่การโจมตีและต่อต้านอุดมการณ์ทุนนิยม ผ่านนายทุน และชนชั้นปกครอง

1.3 จุดเริ่มต้นของการสหกรณ์โลก

Robert Owen ผู้ถูกยกย่องให้เป็น The Father of English Socialism หรือ The Father of World Cooperative และขบวนการผู้ร่วมคิดร่วมสร้างแนวคิดการสหกรณ์ มีวิธีการพัฒนาการสหกรณ์ที่น่าสนใจยิ่งนัก ก่อนจะเกิด Rochdale Pioneers ในปี 1844 ยี่สิบปีก่อนหน้านั้นมีวิวัฒนาการวิธีการวางรากฐานความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ผ่าน New Harmony community ในปี 1826 ผ่านบทความชื่อ The Crisis ในปี 1832 ผ่าน Co-operative Magazine ซึ่งเริ่มต้นมาจากชมรมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า A London Co-operative Society ในปี 1824 โดยกระบวนการพัฒนาแนวความคิดของท่าน Robert Owen

          Robert Owen เป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักปฏิรูปทางสังคมชาวอังกฤษ ท่านวางรากฐานด้านการสหกรณ์เพราะสาเหตุหลักจากการที่ชนชั้นกรรมาชีพ ณ ขณะนั้นถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบด้านค่าจ้างแรงงาน เพราะนายทุนใช้เครื่องจักรเครื่องกลมาใช้ทดแทนแรงงานมนุษย์ และต่อรองกับชนชั้นกรมมาชีพโดยการลดค่าจ้างแรงงาน Robert Owen จึงคิดค้นวิธีการสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือชนชั้นกรรมมาชีพที่ได้รับผลกระทบจากระบบทุนนิยมที่ได้รับแรงหนุนเสริมจากการปฏิบัติอุตสาหกรรม ที่เริ่มขึ้นในปี 1760 (http://www.historyhome.co.uk/peel/economic/owencoop.htm)

1.4 ทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ของ Mark

Mark กล่าวไว้ในคำนำของหนังสือ “ว่าด้วยทุน” ว่า “จุดหมายปลายทางของหนังสือเล่มนี้ ก็คือต้องการเปิดเผยให้เห็นกฎการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจของสังคมยุคปัจจุบัน คือสังคมทุนนิยม สังคมชนชั้นนายทุน” การค้นคว้าการกำเนิด การพัฒนา และการเสื่อมโทรมอย่างไรของความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคมที่แน่นอนหนึ่งในประวัติสาสตร์ ก็คือเนื้อหาของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของมาร์กซ (บุญศักดิ์ แสงระวี.  2547: หน้า 31)

ทฤษฎีมูลค่า ผลผลิตทุกชิ้นของแรงงานมนุษย์ตามปกติแล้วจะต้องมีประโยชน์ คือ จะต้องสามารถตอบสนองความต้องการของมนุษย์คนนั้นได้ อาจกล่าวได้ว่า ผลผลิตจากแรงงานมนุษย์ทุกอย่างจะต้องมี มูลค่า (Value) ในการใช้ อย่างไรก็ตาม คำว่ามูลค่าในการใช้ ก็มีความหมาย 2 แบบ เราอาจจะพูดถึง มูลค่าในการใช้ ของสินค้าหนึ่งและอาจจะพูดถึง มูลค่าในการใช้ ต่าง ๆ ได้อีกเมื่อเราหมายถึงสังคมหนึ่งๆที่มีการผลิต แต่มูลค่าการใช้ เท่านั้น นั่นคือในสังคมที่ผลิตผลผลิตขึ้นมาเพื่อบริโภคโดยตรง ไม่ว่าจะบริโภคโดยผู้ผลิตเอง หรือโดยชนชั้นปกครองที่ได้ผลผลิตไปก็ตาม นอกจากผลผลิตจากแรงงานมนุษย์จะมีมูลค่าในการใช้แล้ว ก็ยังมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนได้อีกด้วย แต่ส่วนใหญ่จะผลิตเพื่อการแลกเปลี่ยนในตลาดสินค้าเพื่อขาย มากกว่าการบริโภคโดยตรงของผู้ผลิตหรือชนชั้นที่เหนือกว่า นั่นคือผลผลิตจำนวนมาก ๆ ซึ่งผลิตขึ้นเพื่อการขายไม่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการผลิตมูลค่าในการใช้อย่างง่ายๆอีกต่อไป แต่จะต้องเรียกว่าการผลิต สินค้า ดังนั้น สินค้าคือผลผลิตที่สร้างขึ้นเพื่อการแลกเปลี่ยนในตลาด ตรงข้ามกับการผลิตที่สร้างขึ้นเพื่อการบริโภคโดยตรง สินค้าทุกชนิดจะต้องมีทั้งมูลค่าในการใช้และมูลค่าในการแลกเปลี่ยน (อำไพ รุ่งอรุณ. 2519: 6)

ทฤษฎีมูลค่าส่วนเกิน ตราบใดที่ประสิทธิภาพของแรงงานยังอยู่เพียงระดับที่คนคนๆหนึ่งสามารถผลิตเพียงเพื่อเลี้ยงชีพของตนเอง การแบ่งงานกันทำในสังคมและความแตกต่างใด ๆ ในสังคมก็ไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ภายใต้เงื่อนไขเช่นนี้ มนุษย์ทุกคนต่างเป็นผู้ผลิตและมีระดับทางเศรษฐกิจอย่างเดียวกัน การเพิ่มประสิทธิภาพแรงงานขึ้นจากระดับต่ำสุดนั้น ทำให้เกิดส่วนเกินเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นทุกช่วง และเมื่อใดก็ตามที่มีผลผลิตส่วนเกินขึ้นมาก็หมายความว่ามนุษย์สามารถผลิตได้มากกว่าที่ตนจำเป็นต้องบริโภค และดังนั้นก็จำต้องมีการกำหนดเงื่อนไขเพื่อต่อสู้กันว่า ส่วนเกินที่เกิดขึ้นนี้จะถูกแบ่งกันอย่างไร จากจุดนี้เอง ผลผลิตทั้งหมดของชุมชนหนึ่งๆ จึงไม่ได้ถูกใช้ไปเพื่อความจำเป็นในการอยู่รอดของผู้ผลิตอีกต่อไป ผลผลิตของแรงงานนี้บางส่วนอาจถูกใช้เพื่อคนบางกลุ่มของสังคมเพื่อจะได้ไม่ต้องทำงานเลี้ยงชีพตนเองอีก เมื่อใดก็ตามที่เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น คนบางกลุ่มของสังคมก็จะได้ขึ้นเป็นชนชั้นปกครอง ซึ่งลักษณะเด่นของคนกลุ่มนี้ก็คือ ถูกปลดปล่อยจากการที่จำเป็นต้องทำงานเพื่อความอยู่รอดของตน ซึ่งหลังจากนี้ แรงงานของผู้ผลิตทั้งหลายสามารถแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่หนึ่งใช้เพื่อผลิตสิ่งของบริโภคที่จำเป็นของผู้ผลิตเอง เรียกว่า “แรงงานอันจำเป็น” อีกส่วนหนึ่งผลิตสิ่งของให้ชนชั้นปกครอง ซึ่งเรียกว่า “แรงงานส่วนเกิน”ผลผลิตของการใช้แรงงานสองแบบที่แตกต่างกันนี้ก็เรียกแตกต่างกัน เมื่อผู้ผลิตใช้แรงงานที่จำเป็นก็หมายถึงเขากำลังผลิต “ผลผลิตที่จำเป็น” และเมื่อเขาใช้แรงงานส่วนเกิน ก็หมายถึงเขากำลังผลิต “ผลผลิตส่วนเกินของสังคม” ดังนั้น ผลผลิตส่วนเกินของสังคมก็เป็นส่วนของการผลิตในสังคมที่ผลิตโดยชนชั้นผู้ใช้แรงงาน แต่ชนชั้นปกครองเป็นผู้ได้ผลผลิตไป โดยไม่จำเป็นต้องแยกว่าเป็นผลผลิตโดยตรง หรือสินค้าที่นำไปขาย หรือตัวเงิน มูลค่าส่วน อธิบายง่ายๆก็คือผลผลิตส่วนเกินในรูปตัวเงินนั่นเอง เมื่อชนชั้นปกครองใช้อำนาจให้ต้องส่ง “ผลผลิตส่วนเกิน” เป็นตัวเงิน เราก็เพียงแต่เปลี่ยนคำว่า เขาได้รับ “มูลค่าส่วนเกิน” (Surplus Value) แทน “ผลผลิตส่วนเกิน” (Surplus Product) (อำไพ รุ่งอรุณ. 2519: 5)

1.5 องค์กรไม่แสวงหากำไร

          นัฏวรรณ รุจิณรงค์ และประพิน นุชเปี่ยม (2562) สรุปเกี่ยวกับความหมายขององค์กรไม่แสวงหากำไร (non-profit organization) ว่าเป็นองค์กรที่มีสมาชิกเป็นของตนเองเพื่อแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคมหรือช่วยเหลือผู้ด้วยโอกาสโดยไม่ได้แสวงหาผลกำไรจากกิจการที่ทำและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลชองรัฐบาล

          องค์การไม่แสวงหาผลกำไร (อังกฤษ: nonprofit organisation หรือย่อว่า NPO) เป็นชื่อเรียกองค์การที่มีจุดมุ่งหมายสนับสนุนกลุ่มที่มีความคิดเห็นพ้องกัน โดยเนื้อหาจะแตกต่างตั้งแต่ ศิลปะ การกุศล การศึกษา การเมือง ศาสนา งานวิจัย และจุดมุ่งหมายในด้านอื่น ๆ โดยการทำงานทั้งหมดไม่มีจุดประสงค์ในเชิงพาณิชย์ ไม่หาผลประโยชน์เข้าสู่องค์การ แต่มีรายได้จากค่าลงทะเบียน ค่าบำรุงจากสมาชิก หรือเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดที่ได้มาจากการบริจาคหรือจากการให้โดยเสน่หา (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

          องค์การไม่แสวงหากำไร (Nonprofit Organization หรือย่อว่า NPO) เป็นหน่วยงานเอกชนที่จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับงานสังคมสงเคราะห์และสาธารณะกุศลหรือเพื่อประโยชน์แก่สมาชิกในองค์การ มิได้มีจุดมุ่งหมายเพื่อหารายได้ในเชิงพาณิชย์ มีการบริหารงานในรูปแบบคณะกรรมการที่เป็นผู้กำกับนโยบายและรับผิดชอบบริหารงบประมาณโดยมิได้หวังผลกำไรตอบแทนหรือนำผลประโยชน์มาแบ่งปันกัน (กรมการปกครอง, 2562)

          องค์การเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร หมายถึง องค์การสังคมสงเคราะห์ของเอกชน มูลนิธิ สมาคมและองค์การ ซึ่งจัดตั้งขึ้นเพื่อดำเนินงานเกี่ยวกับการสังคมสงเคราะห์ และสมาคมการกุศล ได้แก่ สมาคมวาย เอ็ม ซี เอ สมาคมส่งเสริมวัฒนธรรมหญิง สโมสรไลออนซ์ ยุวพุทธิกสมาคมแห่งประเทศไทย เป็นต้น (สำนักงานสถิติแห่งชาติ, 2562)      

1.6 อุดมการณ์ หลักการ วิธีการ และคุณค่าสหกรณ์

          สหกรณ์อยู่บนพื้นฐานแห่งคุณค่าของการช่วยตนเอง ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความเป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรม และความเป็นเอกภาพ สมาชิกสหกรณ์เชื่อมั่นในคุณค่าทางจริยธรรมแห่งความสุจริต ความเปิดเผย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น โดยสืบทอดประเพณีปฏิบัติของผู้ริเริ่มการสหกรณ์ มีความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามหลักการสหกรณ์ซึ่งจะนำไปสู่การกินดี อยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุขในสังคม โดยยึดแนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้คุณค่าของสหกรณ์เกิดผล เป็นรูปธรรม

          หลักการสหกรณ์

          หลักการที่ 1 การเป็นสมาชิกโดยสมัครใจและเปิดกว้าง

          หลักการที่ 2 การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย

          หลักการที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก

          หลักการที่ 4 การปกครองตนเองและความเป็นอิสระ

          หลักการที่ 5 การศึกษา ฝึกอบรมและสารสนเทศ

          หลักการที่ 6 การร่วมมือระหว่างสหกรณ์

          หลักการที่ 7 การเอื้ออาทรต่อชุมชน

1.7 ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์

          1.7.1 ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์ในอุดมคติ เป็นรูปแบบการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจของผู้คนในสังคมที่มารวมตัวกันเป็นองค์กรธุรกิจ ผู้คนในสังคมที่มารวมตัวกันเป็นสหกรณ์นั้นเป็นผู้ที่มีปัญหา มีความต้องการ คล้ายกัน มีความเชื่อร่วมกันเกี่ยวกับการพึ่งพาช่วยเหลือตนเองและระหว่างกัน มุ่งใช้การสหกรณ์ลดความเหลื่อมล้ำทางด้านเศรษฐกิจในสังคม ให้ความสำคัญของพลังการรวมคนมากกว่าพลังการรวมเงินหรือทรัพย์สิน เน้นการดำเนินธุรกิจระหว่างกันเองของสมาชิก กำไรส่วนเกินที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจใช้แบ่งปันกันอย่างเป็นธรรมเท่าเทียมตามสัดส่วนที่สมาชิกแต่ละคนดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์ ตลอดจนช่วยแก้ไขปัญหาสังคมให้แก่สมาชิก และสังคมภายนอก

          ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์ในอุดมคติ มีแนวทางชัดเจนในการลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการสะสมกำไรส่วนเกินที่มาจากการสร้างกำไรจากการลดต้นทุนการผลิตโดยเฉพาะด้านแรงงาน ด้านการแย่งชิงเอาทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นปัจจัยการผลิตให้ได้มากที่สุด ตลอดจนด้านการขายสินค้าและบริการให้ได้มากที่สุด ซึ่งเห็นได้ชัดเจนว่าระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์มุ่งแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดจากระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม

          นอกจากสหกรณ์มุ่งลดความเหลื่อมล้ำที่เกิดจากการสะสมกำไรส่วนเกินดังกล่าวแล้ว ยังหนุนเสริมความเท่าเทียม ความเป็นธรรมทางด้านเศรษฐกิจ โดยไม่ไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของสมาชิกในด้านความสัมพันธ์ทางการผลิต กล่าวคือปัจจัยการผลิตทั้งหมด เช่น เครื่องจักร ป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ฯลฯ ของบรรดาสมาชิก ยังคงเป็นกรรมสิทธิของสมาชิก ขณะเดียวกันปัจจัยการผลิตทั้งหมด เช่น เครื่องจักร ป่าไม้ ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ ของสหกรณ์ก็นับว่าเป็นของสมาชิก โดยสมาชิกทั้งหมดร่วมกันเป็นเจ้าของ สมาชิกทั้งหมดมีอำนาจในการบริหารจัดการบรรดาปัจจัยการผลิตต่าง ๆ ตลอดจนบริหารกำไรส่วนเกินที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานและดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ ซึ่งแตกต่างจากระบบเศรษฐกิจแบบคอมมิวนิสต์ชัดเจน

          เป็นที่แน่ชัดว่าสหกรณ์นั้นเป็นองค์กรไม่แสวงหากำไร เพราะกำไรที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานและการดำเนินธุรกิจเกิดจากการร่วมกันดำเนินธุรกิจระหว่างสมาชิกด้วยกันเอง เป็นกำไรที่ไม่ได้มุ่งสร้างความมั่งคั่งให้กับสหกรณ์หรือบรรดาสมาชิก เมื่อการร่วมดำเนินธุรกิจระหว่างกันเองเกิดกำไรส่วนเกินขึ้น กำไรเหล่านั้นจึงใช้ไปเพื่อการสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหกรณ์ตนเองโดยจัดสรรเป็นเงินทุนสำรอง และจัดสรรตามกฎหมาย ส่วนที่เหลือก็จัดสรรในรูปของเงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน เงินโบนัสกรรมการและเจ้าหน้าที่ และจัดสรรเป็นทุนอื่น ๆ เพื่อการจัดสวัสดิการแก่สมาชิก เพื่อการศึกษาอบรมทางการสหกรณ์ และเพื่อสาธารณประโยชน์อื่น ๆ การดำเนินงานและดำเนินธุรกิจของสหกรณ์จึงเป็นไปตามความเชื่อพื้นฐานที่ว่า การช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามหลักการสหกรณ์ซึ่งจะนำไปสู่การกินดี อยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุขในสังคม

หลักการที่ 3 เรื่องการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก พบว่ากิจกรรมทางเศรษฐกิจของสมาชิกที่ดำเนินการร่วมกันนั้นเกิดผลกำไรส่วนเกินขึ้น เพียงแต่กำไรส่วนเกินดังกล่าวนั้น ไม่ได้มาจากการขูดรีด และไม่ได้มีไว้เพื่อความมั่งคั่ง

          1.7.2 ระบบเศรษฐกิจแบบสหกรณ์ในปัจจุบัน บางส่วนถูกมองว่าเอนเอียงไปทางฝั่งของอุดมการณ์แบบทุนนิยม (Capitalism) ด้วยปัจจัยที่สำคัญเพียง 3 ประการ ได้แก่ปัจจัยด้านอัตราดอกเบี้ย ปัจจัยด้านการดำเนินธุรกิจกับสมาชิก และปัจจัยด้านการปันส่วนผลประโยชน์ตอบแทนเมื่อกิจการมีกำไร

          ปัจจัยแรก ดอกเบี้ยในระบบสหกรณ์ สามารถจำแนกได้ดังนี้

          1. ดอกเบี้ยเงินกู้ ที่คิดจากสมาชิกหรือสหกรณ์ผู้กู้

          2. ดอกเบี้ยเงินรับฝาก ที่คิดให้สมาชิกหรือสหกรณ์ผู้ฝาก หรืออื่น ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด

          3. สิ่งที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย แต่มีลักษณะคล้ายการคิดดอกเบี้ย ได้แก่ ค่าปรับ ซึ่งคิดจากการผิดนัดชำระหนี้

          ปัจจัยที่สอง วัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับสหกรณ์ส่วนใหญ่ให้อำนาจในการดำเนินธุรกิจร่วมกับสมาชิก เพราะสหกรณ์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่สหกรณ์สามารถดำเนินธุรกิจกับบุคคลภายนอกได้ตามที่กฎหมายอนุญาตไว้

          ปัจจัยที่สาม การปันส่วนผลประโยชน์ตอบแทนเมื่อกิจการมีกำไร ได้แก่

          1. เงินปันผล สำหรับสมาชิกผู้ถือหุ้น

          2. เงินเฉลี่ยคืน สำหรับสมาชิกที่มีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์

          3. เงินโบนัส สำหรับคณะกรรมการ (ไม่ได้รับเงินเดือนในการบริหารงาน) และสำหรับเจ้าหน้าที่สหกรณ์

          จากปัจจัยดังกล่าวข้างต้นมันจะสะท้อนว่าสหกรณ์เอนเอียงไปทางทุนนิยมหรือไม่ก็ต่อเมื่อ

1. การกำหนดอัตราดอกเบี้ยไม่เป็นไปตามกลไกตลาด ไม่สะท้อนสภาวะทางด้านเศรษฐกิจของสังคมโดยรวม และไม่เป็นไปตามหลักการบริหารทางด้านการเงินที่ดี ตลอดจนดำเนินธุรกิจในลักษณะใช้เงินทำงานสร้างผลกำไร ไม่ได้ใช้เงินทำงานเพื่อช่วยเหลือสมาชิก

2. เน้นดำเนินธุรกิจกับบุคคลภายนอกมากว่าดำเนินธุรกิจกับสมาชิกด้วยกันเอง พยายามหาช่องทางช่องว่างในการแสวงหากำไร โดยเสี่ยงต่อการขาดทุนและเสี่ยงต่อการเกิดข้อบกพร่อง

3. มุ่งผลกำไรมากเกินขอบเขตของความเชื่อพื้นฐานที่ว่า การช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามหลักการสหกรณ์ซึ่งจะนำไปสู่การกินดี อยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุขในสังคม

เอกสารและสิ่งอ้างอิง

กรมการปกครอง. 2562. องค์กรไม่แสวงหากำไร (NPO) กับการยกเว้นภาษี, ออนไลน์ https://multi.dopa.go.th/omd2/news/cate1/view17

ฉัตรทิพย์ นาถสุภา.  2546.  ลัทธิเศรษฐกิจการเมือง, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นัฏวรรณ รุจิณรงค์ และประพิน นุชเปี่ยม.  2562. ปัญหาทางกฎหมายต่อการบริหารจัดการของมูลนิธิในประเทศไทย, วารสารการบริหารการปกครอง ปีที่ 8 ฉบับที่ 2

บุญศักดิ์ แสงระวี.  2547.  ลัทธิสังคมนิยม 4 ยุค, กรุงเทพฯ : บริษัทตถาตา พับลิเคชั่น จำกัด.

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรีองค์การไม่แสวงหาผลกำไร, ออนไลน์, https://th.wikipedia.org/wiki/องค์การไม่แสวงหาผลกำไร

สุรพงษ์ ชัยนาม.  2517.  มากซ์และสังคมนิยม, กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เคล็ดไทย.

สำนักงานสถิติแห่งชาติ. 2562. สำมะโนอุตสาหกรรม ปี 2540, ออนไลน์, http://statstd.nso.go.th/definition/projectdetail.aspx?periodId=88&defprodefId=1155

อำไพ รุ่งอรุณ.  2519.  ทฤษฎีเศรษฐศาสตร์มาร์กซิสต์, กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์พิฆเฌศ.

Robert Owen and the Co-operative movement, ออนไลน์ , http://www.historyhome.co.uk/peel/economic/owencoop.htm

การดำเนินการกรณี สมาชิกสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่ขาดจากสมาชิกภาพด้วยเหตุเสียชีวิต และยังคงมีภาระหนี้สินต่อสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร

1. โจทย์: กรณีสมาชิกสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรที่มีภาระหนี้สินต่อสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรขาดจากสมาชิกภาพด้วยเหตุเสียชีวิต สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรจะดำเนินการอย่างไร

กรณีที่ 1 มีทายาทมาขอรับโอนหนี้ โอนหุ้นของสมาชิกผู้เสียชีวิต

กรณีที่ 2 ไม่มีทายาทมาขอรับโอนหนี้ โอนหุ้นของสมาชิกผู้เสียชีวิต

2. ข้อวินิจฉัย:

                2.1 กรณีที่ 1 มีทายาทมาขอรับโอนหนี้ โอนหุ้นของสมาชิกผู้เสียชีวิต

          สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกรพิจารณาหนี้สินและหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) ของสมาชิกผู้เสียชีวิต

                    2.1.1 หากหนี้สินน้อยกว่าหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) ให้นำหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) มาหักกลบลบหนี้ แล้วจึงจ่ายหรือโอนหุ้น (กรณีการโอนผู้รับโอนต้องมีสภาพเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ก่อนจึงรับโอนได้) (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) ที่เหลือจากการหักชำระหนี้ให้แก่ทายาท

                    2.1.2 หากหนี้สินมากกว่าหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) ให้นำหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) มาหักกลบลบหนี้ แล้วดำเนินการเรียกรับชำระหนี้ส่วนที่เหลือจากทายาทผู้รับมรดกของผู้เสียชีวิต ทายาทอาจสมัครเป็นสาชิกแล้วรับโอนหนี้ที่เหลือดดยการทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่

          2.2 กรณีที่ 2 ไม่มีทายาทมาขอรับโอนหนี้ โอนหุ้นของสมาชิกผู้เสียชีวิต

                   2.2.1 หากหนี้สินน้อยกว่าหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) ให้นำหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) มาหักกลบลบหนี้ แล้วจึงจ่ายหรือโอนหุ้น (กรณีการโอนผู้รับโอนต้องมีสภาพเป็นสมาชิกโดยสมบูรณ์ก่อนจึงรับโอนได้) (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) ที่เหลือจากการหักชำระหนี้ให้สหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร (กรณีไม่มีผู้มาแสดงหลักฐานขอรับจริง ๆ) เมื่อพ้นกำหนดอายุความฟ้องคดี ให้สหกรณ์โอนจำนวนเงินดังกล่าวไปสมทบเป็นทุนสำรองของสหกรณ์ทั้งสิ้น

                   2.2.2 หากหนี้สินมากกว่าหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) ให้นำหุ้น (อาจมีเงินฝาก เงินปันผล หรือเงินเฉลี่ยคืน) มาหักกลบลบหนี้ แล้วดำเนินการเรียกรับชำระหนี้ส่วนที่เหลือจากทายาทผู้รับมรดก (หากไม่ทราบหรือสืบแล้วไม่ทราบหรือทายาทไม่เต็มใจ) ให้ดำเนินการตามกฎหมายต่อทายาทและผู้ค้ำประกัน หากไม่มีทายาทก็ให้ดำเนินการกับผู้ค้ำประกัน 

ตัวอย่าง:

            นาง ก. สมาชิกกลุ่มเกษตรกร เสียชีวิต ส่งผลให้ขาดจากสมาชิกภาพตามข้อบังคับของกลุ่ม ขณะเสียชีวิตมีหนี้สินต่อกลุ่มฯ จำนวน 95,000.00 บาท มีหุ้น จำนวน 1,013 หุ้น มูลค่า จำนวน 50,650.00 บาท นาย ข. ผู้เป็นสามีสมัครเป็นสมาชิก (จ่ายค่าธรรมเนียมแรกเข้าและถือหุ้นตามข้อบังคับแล้ว) ขอรับโอนหนี้และรับโอนหุ้นของ นาง ก. ภรรยา

          กลุ่มเกษตรกรต้องนำมูลค่าหุ้น จำนวน 50,650.00 บาท มาหักกลบลบหนี้ จำนวน 95,000.00 บาท ของนาง ก. จึงทำให้หนี้ของนาง ก. ผู้เสียชีวิต คงเหลือจำนวน 44,350.00 บาท (การชำระหนี้สินของสมาชิกซึ่งออกจากกลุ่มเกษตรกร สมาชิกซึ่งออกจากกลุ่มเกษตรกรไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ หากมีหนี้สินของตนซึ่งต้องรับผิดชอบต่อกลุ่มเกษตรกรโดยตรงต้องจัดการชำระหนี้สินนั้นโดยสิ้นเชิงทันที ในการนี้กลุ่มเกษตรกรมีอำนาจหักจำนวนเงินซึ่ง กลุ่มเกษตรกรจะต้องจ่ายแก่สมาชิกนั้นเพื่อชำระหนี้สินดังกล่าวได้)

          หลังจากนั้นกลุ่มเกษตรกรจึงทำสัญญาเงินกู้กับนาย ข. จำนวน 44,350.00 บาท โดยนาย ข. ต้องถือหุ้นตามสัดส่วนของเงินกู้ จำนวน 45 หุ้น เป็นเงินจำนวน 2,250.00 บาท (ถือหุ้นตามส่วนแห่งเงินกู้ ในอัตราหนึ่งหุ้นต่อจำนวนเงินกู้ทุก ๆ หนึ่งพันบาทเศษของหนึ่งพันให้ถือเป็นหนึ่งหุ้น)

          อนึ่ง หากนาย ข. ไม่มีเงินชำระค่าหุ้นตามสัดส่วนของเงินกู้ดังกล่าว แล้วขอให้กลุ่มเกษตรกร โอนหนี้และหุ้นของนาง ก. ให้ โดย นาย ข. ประสงค์ทำสัญญาเงินกู้จำนวน 95,000.00 บาท แล้วรับโอนหุ้นจากนาง ก. จำนวน 1,013 หุ้น มูลค่า จำนวน 50,650.00 บาท กรณีนี้ไม่ทำให้คุณภาพหนี้ของกลุ่มฯ ลดลง แต่ถือว่าปฏิบัติไม่เป็นไปตามข้อบังคับของกลุ่มฯ และมีข้อสังเกตว่า นาง ก. เสียชีวิตแล้ว ไม่สามารถทำธุรกรรมการโอนหุ้นให้ผู้อื่นได้ (การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือตามแบบที่กลุ่มเกษตรกรกำหนดไว้ โดยลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานอย่างน้อยสองคนรับรองลายมือชื่อนั้น ๆ) และ (สมาชิกผู้โอนไม่มีหนี้สินของตนซึ่งต้องรับผิดต่อกลุ่มเกษตรกรโดยตรง) 

          ข้อสังเกต:

          หากกลุ่มเกษตรกรนำมูลค่าหุ้นของนาง ก. มาหักกลบลบหนี้ออกก่อน แล้วจึงทำสัญญาเงินกู้กับนาย ข. (ผู้รับโอนหนี้) หากกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 10 ต่อปี เมื่อครับ 1 ปี นาย ข. จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ จำนวน 4,435.00 บาท จ่ายค่าหุ้นตามสัดส่วนของเงินกู้ จำนวน 2,250.00 บาท รวม กรณี นาย ข. มีค่าใช้จ่าย 6,685.00 บาท

          แต่หากนาย ข. รับโอนหุ้นและหนี้ทั้งจำนวน โดยไม่นำมูลค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้ออกก่อน หากกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ร้อยละ 10 ต่อปี เช่นกัน กรณีนี้ เมื่อครับ 1 ปี นาย ข. จะต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ จำนวน 9,500.00 บาท ซึ่งนาย ข .ต้องจ่ายสูงกว่ากรณีแรก จำนวน 2,815.00 บาท 

หมายเหตุ: เป็นแนวทางตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องนะครับ หากมีปัจจัยอื่น ๆ หรือข้อเท็จจริงอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ทั้งนี้ให้ยึดแนวทางอุดมการณ์ หลักการ และวิธีการสหกรณ์ ในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยครับ

3. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง:

1. พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ.2542 และที่แก้ไข

มาตรา 42 ในการชำระค่าหุ้น สมาชิกจะนำค่าหุ้นหักกลบลบหนี้กับสหกรณ์ไม่ได้และสมาชิกมีความรับผิดเพียง ไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ

ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น และ เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิก ผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ และให้สหกรณ์มีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น

มาตรา 42/2 สมาชิกอาจทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่า หุ้น เงินฝาก หรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อตนถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้ให้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน

2. พระราชกฤษฎีกา ว่าด้วยกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2547

มาตรา 6 ทุนของกลุ่มเกษตรกรใหัแบ่งเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่าสัน สมาชิกแต่ละคนต้องถือหุ้น อย่างน้อยหนึ่งหุ้นแต่ไม่เกินหนึ่งในหาของจำนวนหุ้นนั้งหมด และสมาชิกมีความรับผิดจำกัดเพียงไม่เกิน จำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช่ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ

ในการชำระค่าหุ้น สมาชิกจะนำค่าหุ้นหักกลบลบหนี้กับกลุ่มเกษตรกรไม่ได้

3. ข้อบังคับสหกรณ์

ข้อ.....การถือหุ้น

สมาชิกจะโอนหุ้นหรือถอนหุ้นในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้

เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธินำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มา
หักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้
และให้สหกรณ์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น

ข้อ....การโอนหุ้นของสมาชิก การโอนหุ้นซึ่งสมาชิกถืออยู่ในสหกรณ์จะทำได้โดยเงื่อนไขดังต่อไปนี้

(1) สมาชิกผู้โอนได้ออกจากสหกรณ์ และจะโอนหุ้นซึ่งชำระเต็มมูลค่าแล้วเท่านั้น

(2) สมาชิกผู้โอนไม่มีหนี้สินของตนซึ่งต้องรับผิดชอบต่อสหกรณ์โดยตรง

(3) ผู้รับโอนต้องเป็นสมาชิกในสหกรณ์นี้ หรือผู้สมัครซึ่งคณะกรรมการดำเนินการตกลงให้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว

การโอนหุ้นต้องทำเป็นหนังสือตามแบบที่สหกรณ์กำหนดไว้ โดยลงลายมือชื่อผู้โอนและผู้รับโอน มีพยานอย่างน้อยสองคนรับรองลายมือชื่อนั้น ๆ

เมื่อสหกรณ์ได้สอบสวนพิจารณาแล้วปรากฏว่า การโอนหุ้นได้กระทำโดยถูกต้องและครบถ้วนตามเงื่อนไขดังกล่าวข้างต้น และได้จดแจ้งการโอนทั้งชื่อและที่อยู่ของผู้รับโอนลงในทะเบียนหุ้นแล้วเสร็จ จึงเป็นอันรับรองการโอนหุ้นนั้น ๆ

ข้อ...การหักจำนวนเงินซึ่งสมาชิกต้องรับผิดต่อสหกรณ์ ในการจ่ายคืนจำนวนเงินของสมาชิกตามข้อ ... นั้น ให้สหกรณ์หักจำนวนเงินซึ่งสมาชิกต้องรับผิดต่อสหกรณ์ออกก่อน

ข้อ...การตั้งผู้รับโอนประโยชน์ ...เมื่อสมาชิกตาย ให้สหกรณ์แจ้งให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามความในวรรคก่อนทราบ  สหกรณ์จะจ่ายค่าหุ้น เงินฝาก หรือเงินอื่นใดที่สมาชิกนั้นมีอยู่ในสหกรณ์คืนให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ตั้งไว้  หรือถ้ามิได้ตั้งไว้ ก็คืนให้แก่บุคคลที่ได้นำหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจของคณะกรรมการดำเนินการว่าเป็นทายาทของผู้มีสิทธิได้รับเงินจำนวนดังกล่าวนั้น ทั้งนี้ ตามที่กำหนดในข้อ  ...และข้อ ...

ให้ผู้รับโอนประโยชน์ตามความในวรรคแรก ยื่นคำขอรับเงินผลประโยชน์ต่อสหกรณ์ภายในกำหนดหนึ่งปีนับแต่วันที่สมาชิกตายหรือได้รับแจ้งจากสหกรณ์ โดยให้แนบสำเนามรณบัตรที่ทางราชการออกให้แสดงว่าสมาชิกนั้น ๆ ได้ถึงแก่ความตายไปประกอบการพิจารณาด้วย เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้พิจารณาและอนุมัติแล้ว  สหกรณ์จะจ่ายเงินผลประโยชน์ดังกล่าวภายในสี่สิบห้าวัน ในกรณีผู้มีสิทธิรับเงินผลประโยชน์ไม่ยื่นคำขอรับเงินผลประโยชน์ หรือผู้ที่มีชื่อเป็นผู้รับโอนประโยชน์ที่สมาชิก

ได้จัดทำให้สหกรณ์ถือไว้ไม่มีตัวอยู่ก็ดี  เมื่อพ้นกำหนดอายุความฟ้องคดี ให้สหกรณ์โอนจำนวนเงินดังกล่าวไปสมทบเป็นทุนสำรองของสหกรณ์ทั้งสิ้น

4. ข้อบังคับกลุ่มเกษตรกร

ข้อ...การชำระหนี้สินของสมาชิกซึ่งออกจากกลุ่มเกษตรกร สมาชิกซึ่งออกจากกลุ่มเกษตรกรไม่ว่าเพราะเหตุใด ๆ หากมีหนี้สินของตนซึ่งต้องรับผิดชอบต่อกลุ่มเกษตรกรโดยตรงต้องจัดการชำระหนี้สินนั้นโดยสิ้นเชิงทันที ในการนี้กลุ่มเกษตรกรมีอำนาจหักจำนวนเงินซึ่ง กลุ่มเกษตรกรจะต้องจ่ายแก่สมาชิกนั้นเพื่อชำระหนี้สินดังกล่าวได้

          ข้อ...การโอนหุ้นของสมาชิกซึ่งออกหรือจะออกจากกลุ่มเกษตรกร การโอนหุ้นซึ่งถืออยู่ในกลุ่มเกษตรกร จะกระทำได้แต่โดยเงื่อนไขดังต่อไปนี้

                        (1)  สมาชิกผู้โอน ได้ออกหรือจะออกจากกลุ่มเกษตรกร และจะโอนหุ้นซึ่งชำระเต็มมูลค่าแล้ว

                        (2)  สมาชิกผู้โอนไม่มีหนี้สินของตนซึ่งต้องรับผิดต่อกลุ่มเกษตรกรโดยตรง

                        (3)  ผู้รับโอนต้องเป็นสมาชิกในกลุ่มเกษตรกรนี้ หรือผู้สมัครซึ่งคณะกรรมการดำเนินการตกลงให้รับเข้าเป็นสมาชิกแล้ว

          ข้อ....การจ่ายคืนค่าหุ้นของสมาชิกซึ่งออกเพราะตาย หรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ กลุ่มเกษตรกรจะจ่ายแก่ผู้ซึ่งได้นำหลักฐานมาแสดงให้เป็นที่พอใจคณะกรรมการดำเนินการว่าตนเป็นทายาทหรือผู้อนุบาลของสมาชิกนั้นสุดแต่กรณี

          5. ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ.2563

          6. คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องวิธีปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับลูกหนี้ พ.ศ.2547

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...