1. ความเสี่ยงด้านเครดิตและการรายงานทางการเงินในสถาบันการเงินสหกรณ์
ในระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย
สถาบันการเงินประเภทสหกรณ์ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานราก
โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินที่เชื่อมโยงระหว่างการออมและการลงทุนของสมาชิก
อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของสหกรณ์ในฐานะสถาบันการเงินย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านเครดิต
(Credit
Risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ได้
การบริหารจัดการความเสี่ยงนี้มิใช่เพียงแค่กระบวนการติดตามทวงถามหนี้
แต่ยังรวมถึงกระบวนการทางบัญชีที่ต้องสะท้อนสถานะที่แท้จริงของสินทรัพย์และผลการดำเนินงานผ่านกลไกที่เรียกว่า
"ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ" (Allowance for Doubtful Accounts)
การบัญชีสำหรับค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไม่ใช่เป็นเพียงเทคนิคทางบัญชีเพื่อการปิดงบการเงินเท่านั้น
แต่เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ผู้บริหารสหกรณ์ต้องใช้ในการประเมินความมั่นคงขององค์กร
การกำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผล และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและผู้มีส่วนได้เสีย
การปรับปรุงบทความวิชาการเรื่องนี้จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับจากนายทะเบียนสหกรณ์ในปี
พ.ศ. 2567 ซึ่งได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการปฏิบัติงานที่แตกต่างไปจากอดีต
บทความนี้วัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ครอบคลุมและลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักการ
แนวคิด และระเบียบปฏิบัติว่าด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
โดยบูรณาการข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง
และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล
2.
นิยามศัพท์
เพื่อให้การวิเคราะห์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน
จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจในนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง
ซึ่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดระหว่าง "หนี้สูญ" และ
"หนี้สงสัยจะสูญ"
หนี้สูญ
(Bad
Debt) ในทางทฤษฎีและการปฏิบัติ หมายถึง
ลูกหนี้ที่ได้มีการติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ได้รับชำระหนี้
และกิจการได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบภายในจนครบถ้วนแล้ว
จึงทำการตัดจำหน่ายบัญชีลูกหนี้นั้นออกจากบัญชีของกิจการ การตัดจำหน่ายหนี้สูญถือเป็นการรับรู้ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง
(Realized Loss) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวงจรชีวิตสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
การจำหน่ายหนี้สูญจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 159
(พ.ศ. 2526) ซึ่งออกตามความในประมวลรัษฎากร
เพื่อป้องกันมิให้กิจการใช้ช่องทางนี้ในการตกแต่งบัญชีเพื่อประโยชน์ทางภาษีอากรโดยมิชอบ
หนี้สงสัยจะสูญ
(Doubtful
Accounts) เป็นแนวคิดที่สะท้อนมุมมองในอนาคต หมายถึง
ลูกหนี้ที่กิจการ "คาดว่า" จะเรียกเก็บเงินไม่ได้ ณ วันสิ้นงวดบัญชี
โดยถือเป็นค่าใช้จ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ๆ
แม้ว่าความเสียหายจริงจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานทางบัญชีเรื่อง
"เกณฑ์คงค้าง" (Accrual Basis) และ
"หลักความระมัดระวัง" (Prudence Concept) ที่กำหนดให้กิจการต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายหรือความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันทีที่มีความน่าจะเป็น
ค่าเผื่อหนี้สูญหรือค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
(Allowance
for Doubtful Accounts) คือจำนวนเงินที่กิจการกันไว้สำหรับลูกหนี้ที่คาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้
โดยบัญชีนี้มีสถานะเป็น "บัญชีปรับมูลค่า" (Valuation Account) ซึ่งจะแสดงเป็นรายการหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบฐานะการเงิน (งบดุล)
เพื่อให้ยอดคงเหลือสุทธิ (Net Book Value) ของลูกหนี้แสดงมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจริง
การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจึงเปรียบเสมือนการสร้างกันชน (Buffer) เพื่อรองรับความผันผวนและความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคต
การด้อยค่า
(Impairment)
เป็นคำศัพท์สมัยใหม่ที่ถูกนำมาใช้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน
ฉบับที่ 9 (TFRS 9) ซึ่งหมายถึง
การรับรู้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss:
ECL) แนวคิดเรื่องการด้อยค่าได้ขยายขอบเขตจากการพิจารณาเพียงแค่ประวัติการผิดนัดชำระหนี้ในอดีต
ไปสู่การพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการคาดการณ์ในอนาคต
เพื่อให้มูลค่าของสินทรัพย์สะท้อนความจริงทางเศรษฐกิจมากที่สุด
3.
บทเรียนของระบบการเงินโลกและระบบการเงินไทย
3.1 บทเรียนจากวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 (Tom Yum Kung
Crisis)
วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งถือเป็นปฐมบทของการตื่นตัวเรื่องการจัดการความเสี่ยงในประเทศไทย
สาเหตุหลักของวิกฤตเกิดจากความเปราะบางของระบบสถาบันการเงินที่มีการปล่อยสินเชื่ออย่างไร้ประสิทธิภาพ
การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการก่อหนี้ต่างประเทศเกินตัว กอปรกับปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์
ในขณะนั้น
มาตรฐานการบัญชีและการกำกับดูแลยังขาดความเข้มงวดในการจัดชั้นหนี้และการกันสำรอง
สถาบันการเงินรับรู้รายได้จากดอกเบี้ยค้างรับ (Accrued
Interest) ทั้งที่ลูกหนี้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้
ทำให้งบการเงินแสดงกำไรที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง
เมื่อฟองสบู่แตกและค่าเงินบาทถูกลอยตัว ลูกหนี้จำนวนมหาศาลกลายเป็นหนี้เสีย (Non-Performing
Loans: NPLs) ส่งผลให้สถาบันการเงินล้มละลายเนื่องจากไม่มีเงินสำรองเพียงพอที่จะรองรับความเสียหาย
ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนั้นทำให้เกิดการสังคายนามาตรฐานการบัญชีครั้งใหญ่
เพื่อให้งบการเงินสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง
และนำมาสู่กฎเกณฑ์การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรองที่เข้มงวดขึ้น
ซึ่งหลักการเหล่านี้ได้ถูกส่งผ่านมายังระบบสหกรณ์ในเวลาต่อมา
3.2 วิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพรม์ พ.ศ. 2551 (Subprime Crisis) และการกำเนิดมาตรฐาน TFRS 9
ทศวรรษต่อมา
โลกได้เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินอีกครั้งที่มีจุดศูนย์กลางในสหรัฐอเมริกา
หรือที่เรียกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์
ซึ่งเกิดจากการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง (Subprime)
และการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ที่ซับซ้อน บทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนี้คือ
มาตรฐานการบัญชีแบบเดิมที่เน้นการรับรู้ผลขาดทุนเมื่อเกิดขึ้นแล้ว (Incurred
Loss Model) นั้น "น้อยเกินไปและสายเกินไป"
คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ
(IASB)
จึงได้พัฒนามาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (IFRS 9) หรือ TFRS 9 ในประเทศไทย
ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การรับรู้
"ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น" (Expected Credit Loss
Model) ซึ่งบังคับให้สถาบันการเงินต้องกันสำรองทันทีที่ปล่อยสินเชื่อ
โดยพิจารณาความเสี่ยงตลอดอายุสัญญา
การเปลี่ยนแปลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสถาบันการเงิน
ทำให้การกันสำรองเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันการณ์ (Forward-looking) เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น
4.
การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินในบริบทสหกรณ์ไทย
แม้ว่าสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนจะมิใช่ธนาคารพาณิชย์และไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง
แต่ในฐานะสถาบันการเงินที่ระดมเงินฝากจากประชาชน (สมาชิก)
หลักการบริหารความเสี่ยงสากลจึงถูกนำมาปรับใช้ผ่านระเบียบของนายทะเบียนสหกรณ์
การปรับปรุงกฎระเบียบในปี พ.ศ. 2563 และล่าสุดในปี
พ.ศ. 2567 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป
โดยนำหลักการบางส่วนของ TFRS 9 มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของสหกรณ์
4.1
โครงสร้างทางกฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติ
การบริหารจัดการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของสหกรณ์ในปัจจุบัน
ดำเนินการภายใต้โครงสร้างทางกฎหมายที่ซ้อนทับและมีการพัฒนามาเป็นลำดับ
การทำความเข้าใจลำดับชั้นของกฎหมายและการยกเลิกกฎหมายเก่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความสับสนในการปฏิบัติงาน
4.2
กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง
1) พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นอำนาจหลักที่ให้อำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ในการออกระเบียบควบคุม
2) กฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 159 (พ.ศ. 2526) เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีอากร
ซึ่งสหกรณ์ต้องคำนึงถึงในแง่ของสิทธิประโยชน์ทางภาษี
แม้ว่าในทางบัญชีการเงินจะยึดหลักความระมัดระวังที่มากกว่าก็ตาม
3) ระเบียบว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 ข้อ 26 กำหนดให้สหกรณ์ต้องประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
ณ วันสิ้นปีทางบัญชี เพื่อปรับมูลค่าลูกหนี้ให้สะท้อนความเป็นจริง
4)
ประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่องการประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ. 2563
5)
ในปี พ.ศ. 2567
นายทะเบียนสหกรณ์ได้ออกประกาศฉบับใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2567 ได้แก่
1) ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง
การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิกโดยการหักจากเงินได้
ณ ที่จ่าย พ.ศ.2567
2)
ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง
การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิกโดยการหักจากเงินได้
ณ ที่จ่าย พ.ศ.2567
และได้ทำการ
ยกเลิก กฎหมายและประกาศฉบับเก่าหลายฉบับ ได้แก่
4.1) ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการจัดชั้นคุณภาพลูกหนี้ฯ พ.ศ. 2544 (ยกเลิก)
4.2) คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์
เรื่องวิธีปฏิบัติทางบัญชีฯ พ.ศ. 2547 (ยกเลิก)
4.3) ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง
การประมาณการค่าเผื่อหนี้ฯ ตามระเบียบปี 2563 (ฉบับเดิม)
(ยกเลิก)
4.3
การแยกประเภทสหกรณ์ตามความเสี่ยงในการเรียกเก็บหนี้
ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ฉบับปี
พ.ศ. 2567
ได้สร้างนวัตกรรมทางกฎหมายด้วยการแบ่งหลักเกณฑ์การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญออกเป็น
2 กรณีหลัก ตามความสามารถในการควบคุมกระแสเงินสดของลูกหนี้ ดังนี้
1) กรณีสหกรณ์ที่สามารถเรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิกโดยการหักจากเงินได้
ณ ที่จ่าย (Deduction at Source) กลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่ำกว่า
เนื่องจากมีความแน่นอนของกระแสเงินสดรับชำระหนี้ผ่านการหักเงินเดือนหรือค่าจ้าง
2) กรณีสหกรณ์ที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิกโดยการหักจากเงินได้
ณ ที่จ่าย (Non-Deduction at Source) กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่า
เนื่องจากต้องพึ่งพาวินัยทางการเงินของสมาชิกในการนำเงินมาชำระหนี้ด้วยตนเอง
หรือรายได้ของสมาชิกมีความไม่แน่นอน
การแบ่งแยกนี้สอดคล้องกับหลักการบริหารความเสี่ยงสมัยใหม่ที่เน้น
Risk-Based
Approach กล่าวคือ
มาตรการควบคุมควรแปรผันตามระดับความเสี่ยงของกิจกรรม
5.
วิธีปฏิบัติและการคำนวณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
5.1)
วิธีการประมาณการตามมาตรฐานการบัญชีทั่วไป
ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบเฉพาะของสหกรณ์
ควรพิจารณาวิธีการมาตรฐานที่กิจการทั่วไปใช้ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 101
(เดิมฉบับที่ 11) เพื่อเห็นภาพเปรียบเทียบ ดังนี้
1) ร้อยละของยอดขาย (Percentage
of Sales) วิธีนี้เน้นความสัมพันธ์ในงบกำไรขาดทุน
โดยเชื่อว่ายอดขายเชื่อมีความสัมพันธ์โดยตรงกับหนี้สูญ
วิธีนี้ง่ายแต่ขาดความแม่นยำในการสะท้อนมูลค่าลูกหนี้คงเหลือ
2) ร้อยละของยอดลูกหนี้ (Percentage
of Receivables) วิธีนี้เน้นงบแสดงฐานะการเงิน
โดยวิเคราะห์จากประสบการณ์ในอดีตว่าลูกหนี้คงเหลือมักจะเก็บเงินไม่ได้กี่เปอร์เซ็นต์
3) การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging
Schedule) เป็นวิธีที่ละเอียดขึ้นโดยแบ่งลูกหนี้ตามระยะเวลาที่ค้างชำระ
ยิ่งค้างนาน เปอร์เซ็นต์การตั้งสำรองยิ่งสูง
4) การพิจารณาเฉพาะราย (Specific
Identification): ใช้สำหรับลูกหนี้รายใหญ่ที่มีปัญหาชัดเจน
สำหรับสหกรณ์
วิธีการที่นายทะเบียนกำหนดคือการประยุกต์ใช้ Aging Schedule หรือการจัดชั้นตามอายุหนี้
แต่มีความซับซ้อนและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าบริษัททั่วไป
เนื่องจากสหกรณ์เป็นสถาบันการเงินที่รับฝากเงินจากประชาชน
5.2
การวิเคราะห์หลักเกณฑ์สำหรับสหกรณ์ที่หักเงินได้ ณ ที่จ่าย (Low
Risk Profile)
สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่มี
MOU
กับหน่วยงานต้นสังกัดในการหักเงินเดือนสมาชิก
การจัดชั้นลูกหนี้จะอิงตามระยะเวลาการค้างชำระและสถานะทางกฎหมาย
โดยมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 1
ตารางที่
1 การจัดชั้นคุณภาพลูกหนี้และอัตราการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (กรณีหัก ณ
ที่จ่าย)
|
ชั้นคุณภาพลูกหนี้เงินกู้ |
นิยามและเกณฑ์การพิจารณา (ระยะเวลาค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ย) |
สถานะ NPL |
อัตราการตั้งค่าเผื่อฯ (ร้อยละของยอดหนี้คงเหลือ) |
|
1. ลูกหนี้จัดชั้นปกติ (Pass) |
ลูกหนี้ที่ชำระหนี้ได้ตามกำหนดสัญญา หรือตามเงื่อนไขปกติ |
ไม่ใช่ |
0 |
|
2. ลูกหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special
Mention) |
ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ |
ไม่ใช่ |
0 |
|
3. ลูกหนี้จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน (Substandard) |
ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน |
ใช่ |
20 |
|
4. ลูกหนี้จัดชั้นสงสัย (Doubtful) |
(1) ค้างชำระเกินกว่า
6 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน
(2) ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องดำเนินคดีแต่คดียังไม่ถึงที่สุด |
ใช่ |
50 |
|
5. ลูกหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญ (Doubtful of
Loss) |
(1) ค้างชำระเกินกว่า
12 เดือน (2) พฤติการณ์ไม่สามารถชำระหนี้ได้ (3) ถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้อง
หรือยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์ (4) ถูกฟ้องล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด |
ใช่ |
100 |
|
6. ลูกหนี้จัดชั้นสูญ (Loss) |
(1) ถึงแก่ความตาย/สาบสูญ
และไม่มีทรัพย์สินชำระหนี้ (2) ไม่มีทางได้รับชำระหนี้หลังเจ้าหนี้บุริมสิทธิรายอื่นได้รับชำระแล้ว (3) ฟ้องร้อง/ล้มละลาย
จนถึงที่สุดแล้วไม่มีทรัพย์สินชำระคืน |
ใช่ |
100 |
จากตารางที่
1 พบว่า
1) จุดตัด NPL (The NPL Threshold) สหกรณ์กลุ่มนี้เริ่มนับเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้
(NPL) เมื่อค้างชำระเกิน 3 เดือน
ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของธนาคารพาณิชย์
2) มาตรการผ่อนปรน (Regulatory Forbearance) สังเกตว่าในชั้น
"กล่าวถึงเป็นพิเศษ" (ค้างไม่เกิน 3 เดือน)
ยังกำหนดให้ตั้งสำรอง 0% ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐาน TFRS
9 เต็มรูปแบบที่อาจต้องเริ่มตั้งสำรอง (ECL Stage 2) แล้ว
นี่สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายยังให้ความยืดหยุ่นแก่สหกรณ์เพื่อไม่ให้กระทบต่อกำไรและเงินปันผลเร็วเกินไปในระยะเริ่มแรกของการผิดนัดชำระ
3) ความรุนแรงของการปรับชั้น (Severity of Migration) เมื่อลูกหนี้ข้ามเส้น 3 เดือน
อัตราการกันสำรองจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Steep Curve) จาก 0%
-> 20% -> 50% -> 100% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี (จากเดือนที่ 3 ถึงเดือนที่ 12) เป็นกลไกกดดันให้สหกรณ์ต้องรีบติดตามหนี้ทันทีที่เริ่มมีการผิดนัด
5.3
การวิเคราะห์หลักเกณฑ์สำหรับสหกรณ์ที่ไม่สามารถหักเงินได้ ณ ที่จ่าย (High
Risk Profile)
สำหรับสหกรณ์ที่สมาชิกต้องชำระหนี้เอง
(เช่น สหกรณ์ชุมชน สหกรณ์ที่สมาชิกประกอบอาชีพอิสระ) ความเสี่ยงย่อมสูงกว่า
แต่กระแสเงินสดของสมาชิกอาจมีความผันผวนตามฤดูกาล (เช่น เกษตรกร)
กฎหมายจึงใช้วิธีการจัดชั้นที่แตกต่างออกไป โดยเน้นความละเอียดของช่วงเวลา (Time
Buckets) ที่ยาวนานกว่า
ตารางที่
2
การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (กรณีไม่สามารถหัก ณ ที่จ่าย)
|
อายุลูกหนี้เงินกู้ที่มีรายการผิดนัดชำระหนี้ |
แนวคิด |
อัตราการตั้งค่าเผื่อฯ (ร้อยละ) |
|
ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่เกิน 24 เดือน |
ให้เวลาแก้ไขปัญหาหนี้ในปีแรก |
10 |
|
ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 24 เดือน แต่ไม่เกิน 36 เดือน |
ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่ยังมีโอกาส |
25 |
|
ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 36 เดือน แต่ไม่เกิน 48 เดือน |
โอกาสได้คืนลดลงครึ่งหนึ่ง |
50 |
|
ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่เกิน 60 เดือน |
ความเสียหายค่อนข้างแน่นอน |
75 |
|
ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 60 เดือนขึ้นไป |
ถือเป็นหนี้สูญในทางปฏิบัติ |
100 |
จากตารางที่
2 พบว่า ในกรณีนี้ กฎหมายยอมรับความจริง (Reality Acceptance) ว่าการติดตามหนี้จากสมาชิกกลุ่มนี้อาจใช้เวลานาน การบังคับให้ตั้งสำรอง 100%
ภายใน 1 ปีเหมือนกรณีแรกอาจทำให้สหกรณ์กลุ่มนี้ล้มละลายทางบัญชีได้ทันที
จึงมีการยืดระยะเวลาการกันสำรองเต็มจำนวนออกไปถึง 5 ปี (60
เดือน) แต่เริ่มมีการตั้งสำรองก้อนแรก (10%) เมื่อค้างครบ
1 ปี วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบเฉียบพลัน (Shock) ต่องบการเงิน แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่งบฐานะการเงินที่อาจแสดงมูลค่าลูกหนี้สูงกว่าความเป็นจริงเป็นเวลานาน
6.
มาตรการลงโทษและกรณีศึกษาพิเศษ
กฎหมายยังมีบทบัญญัติพิเศษเพื่อควบคุมพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้บริหารและการจัดการความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ
(Operational
Risk)
1)
การปล่อยกู้ผิดระเบียบ หากมีการอนุมัติเงินกู้ที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบ
(เช่น ให้กู้เกินวงเงิน ขาดหลักประกัน) และลูกหนี้นั้นผิดนัดชำระหนี้
กฎหมายสั่งลงโทษโดยให้ ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100% ทันที (หรือ 100%
ของยอดคงเหลือหลังหักหลักประกัน) ซึ่งเป็นมาตรการที่รุนแรงเพื่อป้องปรามการทุจริตหรือความประมาทเลินเล่อของคณะกรรมการ
2)
ลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์อื่น กฎหมายขยายความครอบคลุมไปยังสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่เงินกู้ด้วย
2.1) ลูกหนี้การค้า หากค้างเกิน 2 ปี ต้องตั้งสำรอง
100%
2.2) ดอกเบี้ยค้างรับ หากค้างเกิน 5 ปี ต้องตั้งสำรอง
100% (ซึ่งสะท้อนว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีที่ไม่ได้รับจริง)
2.3) ค่าปรับค้างรับ หากค้างเกิน 2 ปี ต้องตั้งสำรอง
100%
7.
การบริหารจัดการหลักประกันและการลดความเสี่ยง
หนึ่งในประเด็นที่มีผลกระทบต่อตัวเลขค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมากที่สุดคือ
"มูลค่าของหลักประกัน"
ที่สามารถนำมาหักออกจากยอดหนี้ก่อนคำนวณการกันสำรอง
การจัดการหลักประกันอย่างชาญฉลาดจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองได้
แต่กฎหมายก็ได้วางกรอบป้องกันการประเมินราคาสูงเกินจริง (Overvaluation)
ไว้
7.1
เกณฑ์การหักลดหย่อนมูลค่าหนี้ด้วยหลักประกัน
ก่อนที่จะนำยอดลูกหนี้ไปคูณกับอัตราการกันสำรอง
(เช่น 20%, 50%)
สหกรณ์สามารถนำมูลค่าของหลักประกันมาหักออกได้
โดยมีลำดับชั้นความน่าเชื่อถือของหลักประกันดังนี้
1)
เงินฝากของลูกหนี้ที่มีภาระค้ำประกัน หักได้ 100% ของยอดเงินฝาก
เพราะสภาพคล่องอยู่ในมือสหกรณ์แล้ว
2)
หลักทรัพย์รัฐบาล/กระทรวงการคลังค้ำประกัน หักได้ 100% ตามมูลค่าหน้าตั๋ว
เพราะไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต (Risk-free)
3)
อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง) มีเกณฑ์ ดังนี้
3.1) กรณีราคาประเมินราชการ ให้หักได้ 100% ของราคาประเมิน
3.2) กรณีราคาประเมินโดยเอกชน (ผู้ประเมินรับอนุญาต)
ให้หักได้เพียง ร้อยละ 70 ของราคาประเมินเท่านั้น ซึ่งเกณฑ์ 70%
สำหรับราคาประเมินเอกชน สะท้อนถึง "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (Safety
Margin) ที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดไว้
เนื่องจากราคาตลาดของอสังหาริมทรัพย์มีความผันผวน
และในอดีตมักเกิดปัญหาการสมรู้ร่วมคิดในการปั่นราคาประเมินเพื่อให้กู้ได้วงเงินสูง
การกำหนดเพดานการหักลดหย่อนที่ 70%
จึงเป็นการบังคับให้สหกรณ์ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับต้นทุนในการขายทอดตลาด (Liquidation
Costs) และความเสี่ยงที่ราคาจะตกลงในอนาคต
8.
ผลกระทบต่อการบริหารจัดการและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์
การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและการบังคับใช้มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการบริหารงานสหกรณ์
ผู้บริหารจำเป็นต้องปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่
8.1 ผลกระทบต่องบการเงินและการปันผล
การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นจะถูกบันทึกเป็น
"ค่าใช้จ่าย" ในงบกำไรขาดทุน ส่งผลโดยตรงให้ "กำไรสุทธิ" ลดลง
และนำไปสู่การจ่ายเงินปันผลที่ลดลง
ข้อควรระวัง
สหกรณ์ไม่ควรพยายามลดการตั้งสำรองเพียงเพื่อรักษาระดับเงินปันผล เพราะจะเป็นการ
"กินทุนตัวเอง" และนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องในระยะยาว
การสื่อสาร
ผู้บริหารต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับสมาชิกว่า
การลดลงของปันผลแลกมาด้วยความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นของเงินฝากและหุ้นของสมาชิกเอง
8.2 การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive Risk Management)
ข้อมูลการจัดชั้นหนี้ไม่ควรเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี
แต่ควรถูกนำมาใช้เป็น Dashboard ในการบริหารงาน ดังนี้
1) Early Warning System เมื่อลูกหนี้เริ่มเข้าสู่สถานะ
"กล่าวถึงเป็นพิเศษ" (ค้าง 1-3 เดือน)
ระบบควรแจ้งเตือนเพื่อให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเข้าไปดูแลแก้ไขก่อนที่จะตกชั้นเป็น NPL
ซึ่งต้องเริ่มกันสำรอง
2) Credit Scoring ข้อมูลประวัติการตกชั้นหนี้ควรนำไปใช้พัฒนาระบบคะแนนเครดิตเพื่อพิจารณาการปล่อยกู้ในอนาคต
บทสรุป
"นโยบายเรื่องค่าเผื่อหนี้สูญ...
คือความปลอดภัยทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องทุกคน" การตั้งสำรองให้สะท้อนความเป็นจริงคือการแสดงความรับผิดชอบต่อเงินออมของสมาชิก
การหลีกเลี่ยงหรือบิดเบือนการตั้งสำรองถือเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงทางการเงิน
และอาจนำไปสู่ความล่มสลายของศรัทธาในระบบสหกรณ์
การบริหารจัดการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในยุคปัจจุบันภายใต้ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์
พ.ศ. 2567 ถือเป็นการก้าวเข้าสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่มีความรัดกุม แม่นยำ
และสะท้อนความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น การแยกประเภทสหกรณ์ตามความสามารถในการหักเงิน ณ
ที่จ่าย การกำหนดอัตราการกันสำรองแบบขั้นบันได
และการวางเกณฑ์การประเมินมูลค่าหลักประกันที่เข้มงวด
ล้วนเป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบสหกรณ์ไทย