วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565

การจัดการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในระบบสหกรณ์ไทย

1. ความเสี่ยงด้านเครดิตและการรายงานทางการเงินในสถาบันการเงินสหกรณ์

ในระบบนิเวศทางเศรษฐกิจของประเทศไทย สถาบันการเงินประเภทสหกรณ์ถือเป็นหนึ่งในเสาหลักที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับฐานราก โดยทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินที่เชื่อมโยงระหว่างการออมและการลงทุนของสมาชิก อย่างไรก็ตาม การดำเนินงานของสหกรณ์ในฐานะสถาบันการเงินย่อมหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้ไม่สามารถปฏิบัติตามเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้ได้ การบริหารจัดการความเสี่ยงนี้มิใช่เพียงแค่กระบวนการติดตามทวงถามหนี้ แต่ยังรวมถึงกระบวนการทางบัญชีที่ต้องสะท้อนสถานะที่แท้จริงของสินทรัพย์และผลการดำเนินงานผ่านกลไกที่เรียกว่า "ค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ" (Allowance for Doubtful Accounts)

การบัญชีสำหรับค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญไม่ใช่เป็นเพียงเทคนิคทางบัญชีเพื่อการปิดงบการเงินเท่านั้น แต่เป็นเครื่องมือทางยุทธศาสตร์ที่ผู้บริหารสหกรณ์ต้องใช้ในการประเมินความมั่นคงขององค์กร การกำหนดนโยบายการจ่ายเงินปันผล และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกและผู้มีส่วนได้เสีย การปรับปรุงบทความวิชาการเรื่องนี้จึงมีความจำเป็นอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทปัจจุบันที่มีการเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์และระเบียบข้อบังคับจากนายทะเบียนสหกรณ์ในปี พ.ศ. 2567 ซึ่งได้สร้างบรรทัดฐานใหม่ในการปฏิบัติงานที่แตกต่างไปจากอดีต

บทความนี้วัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการสังเคราะห์องค์ความรู้ที่ครอบคลุมและลึกซึ้งเกี่ยวกับหลักการ แนวคิด และระเบียบปฏิบัติว่าด้วยค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ โดยบูรณาการข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และมาตรฐานการรายงานทางการเงิน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถ่องแท้และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล

2. นิยามศัพท์

เพื่อให้การวิเคราะห์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจในนิยามศัพท์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีความแตกต่างกันในรายละเอียดระหว่าง "หนี้สูญ" และ "หนี้สงสัยจะสูญ"

หนี้สูญ (Bad Debt) ในทางทฤษฎีและการปฏิบัติ หมายถึง ลูกหนี้ที่ได้มีการติดตามทวงถามจนถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ได้รับชำระหนี้ และกิจการได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบภายในจนครบถ้วนแล้ว จึงทำการตัดจำหน่ายบัญชีลูกหนี้นั้นออกจากบัญชีของกิจการ การตัดจำหน่ายหนี้สูญถือเป็นการรับรู้ผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized Loss) ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้ายของวงจรชีวิตสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ การจำหน่ายหนี้สูญจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง ฉบับที่ 159 (พ.ศ. 2526) ซึ่งออกตามความในประมวลรัษฎากร เพื่อป้องกันมิให้กิจการใช้ช่องทางนี้ในการตกแต่งบัญชีเพื่อประโยชน์ทางภาษีอากรโดยมิชอบ

หนี้สงสัยจะสูญ (Doubtful Accounts) เป็นแนวคิดที่สะท้อนมุมมองในอนาคต หมายถึง ลูกหนี้ที่กิจการ "คาดว่า" จะเรียกเก็บเงินไม่ได้ ณ วันสิ้นงวดบัญชี โดยถือเป็นค่าใช้จ่ายของรอบระยะเวลาบัญชีนั้น ๆ แม้ว่าความเสียหายจริงจะยังไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ แนวคิดนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานทางบัญชีเรื่อง "เกณฑ์คงค้าง" (Accrual Basis) และ "หลักความระมัดระวัง" (Prudence Concept) ที่กำหนดให้กิจการต้องรับรู้ค่าใช้จ่ายหรือความเสียหายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นทันทีที่มีความน่าจะเป็น

ค่าเผื่อหนี้สูญหรือค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Allowance for Doubtful Accounts) คือจำนวนเงินที่กิจการกันไว้สำหรับลูกหนี้ที่คาดว่าจะเรียกเก็บเงินไม่ได้ โดยบัญชีนี้มีสถานะเป็น "บัญชีปรับมูลค่า" (Valuation Account) ซึ่งจะแสดงเป็นรายการหักออกจากยอดลูกหนี้ในงบฐานะการเงิน (งบดุล) เพื่อให้ยอดคงเหลือสุทธิ (Net Book Value) ของลูกหนี้แสดงมูลค่าที่คาดว่าจะได้รับจริง การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญจึงเปรียบเสมือนการสร้างกันชน (Buffer) เพื่อรองรับความผันผวนและความไม่แน่นอนของกระแสเงินสดในอนาคต

การด้อยค่า (Impairment) เป็นคำศัพท์สมัยใหม่ที่ถูกนำมาใช้ตามมาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (TFRS 9) ซึ่งหมายถึง การรับรู้ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น (Expected Credit Loss: ECL) แนวคิดเรื่องการด้อยค่าได้ขยายขอบเขตจากการพิจารณาเพียงแค่ประวัติการผิดนัดชำระหนี้ในอดีต ไปสู่การพิจารณาปัจจัยแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการคาดการณ์ในอนาคต เพื่อให้มูลค่าของสินทรัพย์สะท้อนความจริงทางเศรษฐกิจมากที่สุด

3. บทเรียนของระบบการเงินโลกและระบบการเงินไทย

3.1 บทเรียนจากวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย พ.ศ. 2540 (Tom Yum Kung Crisis)

วิกฤตการณ์ต้มยำกุ้งถือเป็นปฐมบทของการตื่นตัวเรื่องการจัดการความเสี่ยงในประเทศไทย สาเหตุหลักของวิกฤตเกิดจากความเปราะบางของระบบสถาบันการเงินที่มีการปล่อยสินเชื่ออย่างไร้ประสิทธิภาพ การขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และการก่อหนี้ต่างประเทศเกินตัว กอปรกับปัญหาฟองสบู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ ในขณะนั้น มาตรฐานการบัญชีและการกำกับดูแลยังขาดความเข้มงวดในการจัดชั้นหนี้และการกันสำรอง สถาบันการเงินรับรู้รายได้จากดอกเบี้ยค้างรับ (Accrued Interest) ทั้งที่ลูกหนี้ไม่มีความสามารถในการชำระหนี้ ทำให้งบการเงินแสดงกำไรที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง เมื่อฟองสบู่แตกและค่าเงินบาทถูกลอยตัว ลูกหนี้จำนวนมหาศาลกลายเป็นหนี้เสีย (Non-Performing Loans: NPLs) ส่งผลให้สถาบันการเงินล้มละลายเนื่องจากไม่มีเงินสำรองเพียงพอที่จะรองรับความเสียหาย

ผลกระทบจากวิกฤตครั้งนั้นทำให้เกิดการสังคายนามาตรฐานการบัญชีครั้งใหญ่ เพื่อให้งบการเงินสะท้อนความเสี่ยงที่แท้จริง และนำมาสู่กฎเกณฑ์การจัดชั้นสินทรัพย์และการกันเงินสำรองที่เข้มงวดขึ้น ซึ่งหลักการเหล่านี้ได้ถูกส่งผ่านมายังระบบสหกรณ์ในเวลาต่อมา

3.2 วิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพรม์ พ.ศ. 2551 (Subprime Crisis) และการกำเนิดมาตรฐาน TFRS 9

ทศวรรษต่อมา โลกได้เผชิญกับวิกฤตการณ์ทางการเงินอีกครั้งที่มีจุดศูนย์กลางในสหรัฐอเมริกา หรือที่เรียกว่าวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งเกิดจากการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยให้กับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง (Subprime) และการแปลงสินทรัพย์เป็นหลักทรัพย์ (Securitization) ที่ซับซ้อน บทเรียนสำคัญจากวิกฤตครั้งนี้คือ มาตรฐานการบัญชีแบบเดิมที่เน้นการรับรู้ผลขาดทุนเมื่อเกิดขึ้นแล้ว (Incurred Loss Model) นั้น "น้อยเกินไปและสายเกินไป"

คณะกรรมการกำหนดมาตรฐานการบัญชีระหว่างประเทศ (IASB) จึงได้พัฒนามาตรฐานการรายงานทางการเงิน ฉบับที่ 9 (IFRS 9) หรือ TFRS 9 ในประเทศไทย ซึ่งมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การเปลี่ยนแนวคิดไปสู่การรับรู้ "ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น" (Expected Credit Loss Model) ซึ่งบังคับให้สถาบันการเงินต้องกันสำรองทันทีที่ปล่อยสินเชื่อ โดยพิจารณาความเสี่ยงตลอดอายุสัญญา การเปลี่ยนแปลงนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบสถาบันการเงิน ทำให้การกันสำรองเป็นไปอย่างรวดเร็วและทันการณ์ (Forward-looking) เพื่อให้ผู้ใช้งบการเงินสามารถประเมินความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น

4. การบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินในบริบทสหกรณ์ไทย

แม้ว่าสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนจะมิใช่ธนาคารพาณิชย์และไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยโดยตรง แต่ในฐานะสถาบันการเงินที่ระดมเงินฝากจากประชาชน (สมาชิก) หลักการบริหารความเสี่ยงสากลจึงถูกนำมาปรับใช้ผ่านระเบียบของนายทะเบียนสหกรณ์ การปรับปรุงกฎระเบียบในปี พ.ศ. 2563 และล่าสุดในปี พ.ศ. 2567 สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการยกระดับมาตรฐานการบัญชีสหกรณ์ให้มีความทันสมัยและสอดคล้องกับความเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไป โดยนำหลักการบางส่วนของ TFRS 9 มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบที่เหมาะสมกับบริบทของสหกรณ์

4.1 โครงสร้างทางกฎหมายและระเบียบวิธีปฏิบัติ

การบริหารจัดการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญของสหกรณ์ในปัจจุบัน ดำเนินการภายใต้โครงสร้างทางกฎหมายที่ซ้อนทับและมีการพัฒนามาเป็นลำดับ การทำความเข้าใจลำดับชั้นของกฎหมายและการยกเลิกกฎหมายเก่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อป้องกันความสับสนในการปฏิบัติงาน

4.2 กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง

1) พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เป็นอำนาจหลักที่ให้อำนาจนายทะเบียนสหกรณ์ในการออกระเบียบควบคุม

2) กฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ 159 (พ.ศ. 2526) เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานในการจำหน่ายหนี้สูญทางภาษีอากร ซึ่งสหกรณ์ต้องคำนึงถึงในแง่ของสิทธิประโยชน์ทางภาษี แม้ว่าในทางบัญชีการเงินจะยึดหลักความระมัดระวังที่มากกว่าก็ตาม

3) ระเบียบว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 ข้อ 26 กำหนดให้สหกรณ์ต้องประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ ณ วันสิ้นปีทางบัญชี เพื่อปรับมูลค่าลูกหนี้ให้สะท้อนความเป็นจริง

4) ประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่องการประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ. 2563

5) ในปี พ.ศ. 2567 นายทะเบียนสหกรณ์ได้ออกประกาศฉบับใหม่ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 29 สิงหาคม 2567 ได้แก่

1) ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิกโดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย พ.ศ.2567

2) ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญสำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิกโดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย พ.ศ.2567

และได้ทำการ ยกเลิก กฎหมายและประกาศฉบับเก่าหลายฉบับ ได้แก่

4.1) ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการจัดชั้นคุณภาพลูกหนี้ฯ พ.ศ. 2544 (ยกเลิก)

4.2) คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องวิธีปฏิบัติทางบัญชีฯ พ.ศ. 2547 (ยกเลิก)

4.3) ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้ฯ ตามระเบียบปี 2563 (ฉบับเดิม) (ยกเลิก)

4.3 การแยกประเภทสหกรณ์ตามความเสี่ยงในการเรียกเก็บหนี้

ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ฉบับปี พ.ศ. 2567 ได้สร้างนวัตกรรมทางกฎหมายด้วยการแบ่งหลักเกณฑ์การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญออกเป็น 2 กรณีหลัก ตามความสามารถในการควบคุมกระแสเงินสดของลูกหนี้ ดังนี้

1) กรณีสหกรณ์ที่สามารถเรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิกโดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย (Deduction at Source) กลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่ำกว่า เนื่องจากมีความแน่นอนของกระแสเงินสดรับชำระหนี้ผ่านการหักเงินเดือนหรือค่าจ้าง

2) กรณีสหกรณ์ที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิกโดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย (Non-Deduction at Source) กลุ่มนี้มีความเสี่ยงสูงกว่า เนื่องจากต้องพึ่งพาวินัยทางการเงินของสมาชิกในการนำเงินมาชำระหนี้ด้วยตนเอง หรือรายได้ของสมาชิกมีความไม่แน่นอน

การแบ่งแยกนี้สอดคล้องกับหลักการบริหารความเสี่ยงสมัยใหม่ที่เน้น Risk-Based Approach กล่าวคือ มาตรการควบคุมควรแปรผันตามระดับความเสี่ยงของกิจกรรม

5. วิธีปฏิบัติและการคำนวณค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ

5.1) วิธีการประมาณการตามมาตรฐานการบัญชีทั่วไป

ก่อนที่จะเข้าสู่ระเบียบเฉพาะของสหกรณ์ ควรพิจารณาวิธีการมาตรฐานที่กิจการทั่วไปใช้ตามมาตรฐานการบัญชี ฉบับที่ 101 (เดิมฉบับที่ 11) เพื่อเห็นภาพเปรียบเทียบ ดังนี้

1) ร้อยละของยอดขาย (Percentage of Sales) วิธีนี้เน้นความสัมพันธ์ในงบกำไรขาดทุน โดยเชื่อว่ายอดขายเชื่อมีความสัมพันธ์โดยตรงกับหนี้สูญ วิธีนี้ง่ายแต่ขาดความแม่นยำในการสะท้อนมูลค่าลูกหนี้คงเหลือ

2) ร้อยละของยอดลูกหนี้ (Percentage of Receivables) วิธีนี้เน้นงบแสดงฐานะการเงิน โดยวิเคราะห์จากประสบการณ์ในอดีตว่าลูกหนี้คงเหลือมักจะเก็บเงินไม่ได้กี่เปอร์เซ็นต์

3) การวิเคราะห์อายุลูกหนี้ (Aging Schedule) เป็นวิธีที่ละเอียดขึ้นโดยแบ่งลูกหนี้ตามระยะเวลาที่ค้างชำระ ยิ่งค้างนาน เปอร์เซ็นต์การตั้งสำรองยิ่งสูง

4) การพิจารณาเฉพาะราย (Specific Identification): ใช้สำหรับลูกหนี้รายใหญ่ที่มีปัญหาชัดเจน

สำหรับสหกรณ์ วิธีการที่นายทะเบียนกำหนดคือการประยุกต์ใช้ Aging Schedule หรือการจัดชั้นตามอายุหนี้ แต่มีความซับซ้อนและกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่าบริษัททั่วไป เนื่องจากสหกรณ์เป็นสถาบันการเงินที่รับฝากเงินจากประชาชน

5.2 การวิเคราะห์หลักเกณฑ์สำหรับสหกรณ์ที่หักเงินได้ ณ ที่จ่าย (Low Risk Profile)

สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยนที่มี MOU กับหน่วยงานต้นสังกัดในการหักเงินเดือนสมาชิก การจัดชั้นลูกหนี้จะอิงตามระยะเวลาการค้างชำระและสถานะทางกฎหมาย โดยมีรายละเอียดดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 การจัดชั้นคุณภาพลูกหนี้และอัตราการตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (กรณีหัก ณ ที่จ่าย)

ชั้นคุณภาพลูกหนี้เงินกู้

นิยามและเกณฑ์การพิจารณา (ระยะเวลาค้างชำระต้นเงินหรือดอกเบี้ย)

สถานะ NPL

อัตราการตั้งค่าเผื่อฯ (ร้อยละของยอดหนี้คงเหลือ)

1. ลูกหนี้จัดชั้นปกติ (Pass)

ลูกหนี้ที่ชำระหนี้ได้ตามกำหนดสัญญา หรือตามเงื่อนไขปกติ

ไม่ใช่

0

2. ลูกหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ (Special Mention)

ค้างชำระไม่เกิน 3 เดือน นับแต่วันถึงกำหนดชำระ

ไม่ใช่

0

3. ลูกหนี้จัดชั้นต่ำกว่ามาตรฐาน (Substandard)

ค้างชำระเกินกว่า 3 เดือน แต่ไม่เกิน 6 เดือน

ใช่

20

4. ลูกหนี้จัดชั้นสงสัย (Doubtful)

(1) ค้างชำระเกินกว่า 6 เดือน แต่ไม่เกิน 12 เดือน

 

(2) ลูกหนี้ที่ถูกฟ้องดำเนินคดีแต่คดียังไม่ถึงที่สุด

ใช่

50

5. ลูกหนี้จัดชั้นสงสัยจะสูญ (Doubtful of Loss)

(1) ค้างชำระเกินกว่า 12 เดือน

(2) พฤติการณ์ไม่สามารถชำระหนี้ได้

(3) ถูกเจ้าหนี้อื่นฟ้อง หรือยื่นขอเฉลี่ยทรัพย์

(4) ถูกฟ้องล้มละลายและศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด

ใช่

100

6. ลูกหนี้จัดชั้นสูญ (Loss)

(1) ถึงแก่ความตาย/สาบสูญ และไม่มีทรัพย์สินชำระหนี้

(2) ไม่มีทางได้รับชำระหนี้หลังเจ้าหนี้บุริมสิทธิรายอื่นได้รับชำระแล้ว

(3) ฟ้องร้อง/ล้มละลาย จนถึงที่สุดแล้วไม่มีทรัพย์สินชำระคืน

ใช่

100

 

จากตารางที่ 1 พบว่า

1) จุดตัด NPL (The NPL Threshold) สหกรณ์กลุ่มนี้เริ่มนับเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เมื่อค้างชำระเกิน 3 เดือน ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลของธนาคารพาณิชย์

2) มาตรการผ่อนปรน (Regulatory Forbearance) สังเกตว่าในชั้น "กล่าวถึงเป็นพิเศษ" (ค้างไม่เกิน 3 เดือน) ยังกำหนดให้ตั้งสำรอง 0% ซึ่งแตกต่างจากมาตรฐาน TFRS 9 เต็มรูปแบบที่อาจต้องเริ่มตั้งสำรอง (ECL Stage 2) แล้ว นี่สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายยังให้ความยืดหยุ่นแก่สหกรณ์เพื่อไม่ให้กระทบต่อกำไรและเงินปันผลเร็วเกินไปในระยะเริ่มแรกของการผิดนัดชำระ

3) ความรุนแรงของการปรับชั้น (Severity of Migration) เมื่อลูกหนี้ข้ามเส้น 3 เดือน อัตราการกันสำรองจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว (Steep Curve) จาก 0% -> 20% -> 50% -> 100% ภายในระยะเวลาเพียง 1 ปี (จากเดือนที่ 3 ถึงเดือนที่ 12) เป็นกลไกกดดันให้สหกรณ์ต้องรีบติดตามหนี้ทันทีที่เริ่มมีการผิดนัด

5.3 การวิเคราะห์หลักเกณฑ์สำหรับสหกรณ์ที่ไม่สามารถหักเงินได้ ณ ที่จ่าย (High Risk Profile)

สำหรับสหกรณ์ที่สมาชิกต้องชำระหนี้เอง (เช่น สหกรณ์ชุมชน สหกรณ์ที่สมาชิกประกอบอาชีพอิสระ) ความเสี่ยงย่อมสูงกว่า แต่กระแสเงินสดของสมาชิกอาจมีความผันผวนตามฤดูกาล (เช่น เกษตรกร) กฎหมายจึงใช้วิธีการจัดชั้นที่แตกต่างออกไป โดยเน้นความละเอียดของช่วงเวลา (Time Buckets) ที่ยาวนานกว่า

ตารางที่ 2 การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (กรณีไม่สามารถหัก ณ ที่จ่าย)

อายุลูกหนี้เงินกู้ที่มีรายการผิดนัดชำระหนี้

แนวคิด

อัตราการตั้งค่าเผื่อฯ (ร้อยละ)

ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 12 เดือน แต่ไม่เกิน 24 เดือน

ให้เวลาแก้ไขปัญหาหนี้ในปีแรก

10

ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 24 เดือน แต่ไม่เกิน 36 เดือน

ความเสี่ยงเพิ่มขึ้นแต่ยังมีโอกาส

25

ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 36 เดือน แต่ไม่เกิน 48 เดือน

โอกาสได้คืนลดลงครึ่งหนึ่ง

50

ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 48 เดือน แต่ไม่เกิน 60 เดือน

ความเสียหายค่อนข้างแน่นอน

75

ผิดนัดชำระหนี้ตั้งแต่ 60 เดือนขึ้นไป

ถือเป็นหนี้สูญในทางปฏิบัติ

100

 

จากตารางที่ 2 พบว่า ในกรณีนี้ กฎหมายยอมรับความจริง (Reality Acceptance) ว่าการติดตามหนี้จากสมาชิกกลุ่มนี้อาจใช้เวลานาน การบังคับให้ตั้งสำรอง 100% ภายใน 1 ปีเหมือนกรณีแรกอาจทำให้สหกรณ์กลุ่มนี้ล้มละลายทางบัญชีได้ทันที จึงมีการยืดระยะเวลาการกันสำรองเต็มจำนวนออกไปถึง 5 ปี (60 เดือน) แต่เริ่มมีการตั้งสำรองก้อนแรก (10%) เมื่อค้างครบ 1 ปี วิธีนี้ช่วยลดผลกระทบเฉียบพลัน (Shock) ต่องบการเงิน แต่ก็แลกมาด้วยความเสี่ยงที่งบฐานะการเงินที่อาจแสดงมูลค่าลูกหนี้สูงกว่าความเป็นจริงเป็นเวลานาน

6. มาตรการลงโทษและกรณีศึกษาพิเศษ

กฎหมายยังมีบทบัญญัติพิเศษเพื่อควบคุมพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้บริหารและการจัดการความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operational Risk)

1) การปล่อยกู้ผิดระเบียบ หากมีการอนุมัติเงินกู้ที่ไม่เป็นไปตามข้อบังคับและระเบียบ (เช่น ให้กู้เกินวงเงิน ขาดหลักประกัน) และลูกหนี้นั้นผิดนัดชำระหนี้ กฎหมายสั่งลงโทษโดยให้ ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ 100% ทันที (หรือ 100% ของยอดคงเหลือหลังหักหลักประกัน) ซึ่งเป็นมาตรการที่รุนแรงเพื่อป้องปรามการทุจริตหรือความประมาทเลินเล่อของคณะกรรมการ

2) ลูกหนี้การค้าและสินทรัพย์อื่น กฎหมายขยายความครอบคลุมไปยังสินทรัพย์อื่นที่ไม่ใช่เงินกู้ด้วย

2.1) ลูกหนี้การค้า หากค้างเกิน 2 ปี ต้องตั้งสำรอง 100%

2.2) ดอกเบี้ยค้างรับ หากค้างเกิน 5 ปี ต้องตั้งสำรอง 100% (ซึ่งสะท้อนว่าดอกเบี้ยนั้นเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชีที่ไม่ได้รับจริง)

2.3) ค่าปรับค้างรับ หากค้างเกิน 2 ปี ต้องตั้งสำรอง 100%

7. การบริหารจัดการหลักประกันและการลดความเสี่ยง

หนึ่งในประเด็นที่มีผลกระทบต่อตัวเลขค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญมากที่สุดคือ "มูลค่าของหลักประกัน" ที่สามารถนำมาหักออกจากยอดหนี้ก่อนคำนวณการกันสำรอง การจัดการหลักประกันอย่างชาญฉลาดจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองได้ แต่กฎหมายก็ได้วางกรอบป้องกันการประเมินราคาสูงเกินจริง (Overvaluation) ไว้

7.1 เกณฑ์การหักลดหย่อนมูลค่าหนี้ด้วยหลักประกัน

ก่อนที่จะนำยอดลูกหนี้ไปคูณกับอัตราการกันสำรอง (เช่น 20%, 50%) สหกรณ์สามารถนำมูลค่าของหลักประกันมาหักออกได้ โดยมีลำดับชั้นความน่าเชื่อถือของหลักประกันดังนี้

1) เงินฝากของลูกหนี้ที่มีภาระค้ำประกัน หักได้ 100% ของยอดเงินฝาก เพราะสภาพคล่องอยู่ในมือสหกรณ์แล้ว

2) หลักทรัพย์รัฐบาล/กระทรวงการคลังค้ำประกัน หักได้ 100% ตามมูลค่าหน้าตั๋ว เพราะไม่มีความเสี่ยงด้านเครดิต (Risk-free)

3) อสังหาริมทรัพย์ (ที่ดิน/สิ่งปลูกสร้าง) มีเกณฑ์ ดังนี้

3.1) กรณีราคาประเมินราชการ ให้หักได้ 100% ของราคาประเมิน

3.2) กรณีราคาประเมินโดยเอกชน (ผู้ประเมินรับอนุญาต) ให้หักได้เพียง ร้อยละ 70 ของราคาประเมินเท่านั้น ซึ่งเกณฑ์ 70% สำหรับราคาประเมินเอกชน สะท้อนถึง "ส่วนเผื่อความปลอดภัย" (Safety Margin) ที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดไว้ เนื่องจากราคาตลาดของอสังหาริมทรัพย์มีความผันผวน และในอดีตมักเกิดปัญหาการสมรู้ร่วมคิดในการปั่นราคาประเมินเพื่อให้กู้ได้วงเงินสูง การกำหนดเพดานการหักลดหย่อนที่ 70% จึงเป็นการบังคับให้สหกรณ์ต้องเผื่อเหลือเผื่อขาดสำหรับต้นทุนในการขายทอดตลาด (Liquidation Costs) และความเสี่ยงที่ราคาจะตกลงในอนาคต

8. ผลกระทบต่อการบริหารจัดการและข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์

การเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและการบังคับใช้มาตรฐานที่เข้มงวดขึ้นย่อมส่งผลกระทบในวงกว้างต่อการบริหารงานสหกรณ์ ผู้บริหารจำเป็นต้องปรับตัวและกำหนดยุทธศาสตร์ใหม่

8.1 ผลกระทบต่องบการเงินและการปันผล

การตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญที่เพิ่มขึ้นจะถูกบันทึกเป็น "ค่าใช้จ่าย" ในงบกำไรขาดทุน ส่งผลโดยตรงให้ "กำไรสุทธิ" ลดลง และนำไปสู่การจ่ายเงินปันผลที่ลดลง

ข้อควรระวัง สหกรณ์ไม่ควรพยายามลดการตั้งสำรองเพียงเพื่อรักษาระดับเงินปันผล เพราะจะเป็นการ "กินทุนตัวเอง" และนำไปสู่ปัญหาสภาพคล่องในระยะยาว

การสื่อสาร ผู้บริหารต้องสื่อสารทำความเข้าใจกับสมาชิกว่า การลดลงของปันผลแลกมาด้วยความมั่นคงที่เพิ่มขึ้นของเงินฝากและหุ้นของสมาชิกเอง

8.2 การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก (Proactive Risk Management)

ข้อมูลการจัดชั้นหนี้ไม่ควรเป็นเพียงตัวเลขทางบัญชี แต่ควรถูกนำมาใช้เป็น Dashboard ในการบริหารงาน ดังนี้

1) Early Warning System เมื่อลูกหนี้เริ่มเข้าสู่สถานะ "กล่าวถึงเป็นพิเศษ" (ค้าง 1-3 เดือน) ระบบควรแจ้งเตือนเพื่อให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อเข้าไปดูแลแก้ไขก่อนที่จะตกชั้นเป็น NPL ซึ่งต้องเริ่มกันสำรอง

2) Credit Scoring ข้อมูลประวัติการตกชั้นหนี้ควรนำไปใช้พัฒนาระบบคะแนนเครดิตเพื่อพิจารณาการปล่อยกู้ในอนาคต

บทสรุป

"นโยบายเรื่องค่าเผื่อหนี้สูญ... คือความปลอดภัยทางการเงินของผู้เกี่ยวข้องทุกคน" การตั้งสำรองให้สะท้อนความเป็นจริงคือการแสดงความรับผิดชอบต่อเงินออมของสมาชิก การหลีกเลี่ยงหรือบิดเบือนการตั้งสำรองถือเป็นการผิดจริยธรรมร้ายแรงทางการเงิน และอาจนำไปสู่ความล่มสลายของศรัทธาในระบบสหกรณ์

การบริหารจัดการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญในยุคปัจจุบันภายใต้ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ พ.ศ. 2567 ถือเป็นการก้าวเข้าสู่กระบวนทัศน์ใหม่ที่มีความรัดกุม แม่นยำ และสะท้อนความเสี่ยงได้ดียิ่งขึ้น การแยกประเภทสหกรณ์ตามความสามารถในการหักเงิน ณ ที่จ่าย การกำหนดอัตราการกันสำรองแบบขั้นบันได และการวางเกณฑ์การประเมินมูลค่าหลักประกันที่เข้มงวด ล้วนเป็นกลไกที่ออกแบบมาเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับระบบสหกรณ์ไทย

สำหรับผู้บริหารสหกรณ์ นักบัญชี และผู้ตรวจสอบกิจการ ความท้าทายมิใช่อยู่ที่การคำนวณตัวเลขให้ถูกต้องตามเกณฑ์เท่านั้น แต่อยู่ที่การตีความตัวเลขเหล่านั้นเพื่อนำไปสู่การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การปรับปรุงกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ และการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ตระหนักถึงความเสี่ยง การยอมรับความเจ็บปวดในระยะสั้นจากการตั้งสำรองที่สูงขึ้น เพื่อแลกกับความยั่งยืนในระยะยาว คือวิถีทางที่ถูกต้องและสง่างามของการบริหารสหกรณ์ในโลกการเงินที่มีความผันผวนสูงเช่นปัจจุบัน

กฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562

 ร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 เครื่องมือบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงิน เพื่อสถาบันการเงินรูปแบบสหกรณ์มั่นคงอย่างยั่งยืน 

ผมสั่งซื้อหนังสือ Financial Crisis ตรวจจับข้อผิดพลาดทางการเงิน ได้รับหนังสือเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2563 ตั้งใจว่าจะเอาไว้อ่านตอนอายุ 60 แต่มีแรงจูงใจพิเศษจึงหยิบมาอ่านซะหน่อย

ผู้เขียนหนังสือดังกล่าวเกริ่นไว้ในคำนำได้อย่างน่าสนใจโดยสังเขปว่า บริษัทที่ยื่นขอเลิกกิจการ ร้อยละ 20 มาจากปัจจัยภายนอกที่อ้างถึงสาเหตุทางภาวะเศรษฐกิจที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ร้อยละ 80 ที่เลิกกิจการไม่ได้แจ้งสาเหตุ ซึ่งคาดเดาเอาว่าน่าจะเกิดจากปัจจัยภายในที่น่าจะบริหารจัดการได้ง่ายกว่าปัจจัยเสี่ยงภายนอก แต่กลับเป็นสาเหตุหลักของความล้มเหลวของธุรกิจ ปัญหาหรือวิกฤตทางการเงินของธุรกิจทั้งหมด ล้วนแต่เกิดจากการบริหารจัดการที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม หรือดําเนินกลยุทธ์ไม่เหมาะสม หรือเป็นผลพวงมาจากการที่ผู้บริหารมีพฤติกรรมในการดําเนินธุรกิจที่ไม่เหมาะสมเอง ดังนั้นผู้ประกอบการจึงควรจัดการกับกิจกรรมในภาวะปกติเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้แก่กิจการ และกําหนดนโยบายที่เหมาะสมในแต่ละด้าน

เมื่ออ่านคำนำส่วนนี้จบผมนึกถึงเหตุการณ์ช่วงปี 2540 ที่เรียกว่า The Tum Yum Kung Crisis ส่วนหนึ่งของวงศาวิทยาว่าด้วยวิกฤติทางการเงินครั้งนั้น ผมจำได้ว่ามีธนาคารขนาดใหญ่แห่งหนึ่งล่มสลาย สาเหตุหลักมาจากความเสี่ยงด้านการปฏิบัติการ ของผู้บริหารธนาคารแห่งนั้น และลุกลามสร้างผลกระทบอย่างมหาศาลต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของวิกฤติการเงินครั้งนั้น

หลังจากวิกฤติต้มยำกุ้ง ธนาคารแห่งประเทศไทยได้ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการความเสี่ยงของระบบการเงินและเศรษฐกิจของประเทศ เพื่อป้องกันและลดโอกาสของความเสี่ยงด้านต่าง ๆ เพื่อให้สถาบันการเงินทั้งระบบมั่นคง โดยให้ความสำคัญกับความเสี่ยงหลัก 5 ด้าน ได้แก่ ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ (Strategic Risk) ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) ความเสี่ยงด้านตลาด (Market Risk) ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity Risk) และความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ (Operation Risk)

สถาบันการเงินทั้งระบบที่ต้องบริหารจัดการความเสี่ยงตามแนวทางดังกล่าว คงต้องนับรวมสหกรณ์ออมทรัพย์ (ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2526) สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน (ประกาศกระทรวงการคลัง เรื่อง กำหนดสถาบันการเงินและอัตราดอกเบี้ยสูงสุดของดอกเบี้ยที่สถาบันการเงินอาจคิดได้จากผู้กู้ยืม (ฉบับที่ 12) พ.ศ.2550) และสหกรณ์ประเภทอื่น ซึ่งดำเนินธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการให้กู้ยืมเงิน การรับฝากเงิน และการลงทุนทางการเงิน ตามมาตรา 62 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ.2542 และที่แก้ไข

ร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ที่กำลังทยอยประกาศใช้ ผมมองว่าเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเงินในระบบสหกรณ์ เพื่อป้องกันและลดโอกาสของความเสี่ยงด้านต่าง ๆ อันจะนำมาซึ่งความมั่นคงทางการเงินของระบบสหกรณ์ สหกรณ์มั่นคง สมาชิกก็อุ่นใจ สังคมไทยโดยรวมก็เข้มแข็ง เพราะสหกรณ์เกี่ยวข้องผูกพันกับวิถีชีวิตของผู้คนในสังคมทั้งในมิติด้านจำนวนและมิติด้านความหลากหลาย

มีข่าวสหกรณ์ไม่กี่แห่งดำเนินงานล้มเหลว สังคมก็สั่นสะเทือน ผมว่าเราบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงรุกกันเสียแต่วันนี้ เพื่อความมั่นคงของระบบสหกรณ์ในวันนี้และวันข้างหน้า จะเกิดผลดีต่อขบวนการสหกรณ์และระบบเศรษฐกิจของชาติที่เข้มแข็งอย่างยั่งยืน ร่างกฎกระทรวงตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 ที่กำลังประกาศใช้ จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่หนุนเสริมความเข้มแข็งทางการเงินของระบบสหกรณ์ โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ตลอดจนเป็นเครื่องมือในการป้องกันและลดโอกาสของความเสี่ยงด้านต่าง ๆ เพื่อให้สถาบันการเงินทั้งระบบของประเทศมั่นคงตามเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย

คำนำของหนังสือ Financial Crisis ตรวจจับข้อผิดพลาดทางการเงิน ยังกล่าวอีกว่า วิกฤตทางการเงินเป็นเหมือนเนื้อร้ายที่จะค่อย ๆ สําแดงเดชทีละเล็กละน้อย ดังนั้น ผู้ประกอบการต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยวยอมตัดเนื้อร้ายทิ้งไป เพื่อขจัด แก้ไขข้อผิดพลาด และตั้งต้นในสิ่งที่ถูกต้องได้ ทันท่วงที โดยไม่ลังเลหรือมองข้ามปัญหา จะทําให้สามารถหลีกเลี่ยงการเกิดวิกฤตทางการเงินได้อย่างแน่นอน

ความยากจนของเกษตรกรในสังคมไทย

 การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยภายใต้แนวคิดความทันสมัย (Modernization) เริ่มต้นอย่างเข้มข้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การชี้นำของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ผ่านองค์กรทางด้านเศรษฐกิจระดับโลก โดยเฉพาะธนาคารโลก (World Bank) ความอยู่ดี กินดี ของประชาชน การหลุดพ้นจากความยกจน ภายใต้อุดมการณ์ทุนนิยม เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินผลการพัฒนา และมีอิทธิพลต่อการพัฒนาประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาเกือบ 60 ปี

การแบ่งประเทศต่างๆ ในโลกตามระดับการพัฒนา รายได้ประชาชาชาติเบื้องต้นต่อหัวประชากร (Gross Domestic Product Per Capita: GDP per capita) รายได้ต่อหัวประชากรที่มีระดับต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินผลด้วยตัวชี้วัดเรื่องความยากจน (Poverty Index) การแบ่งประเทศต่างๆ ออกเป็นระดับขั้นของการพัฒนา ในรายงานการพัฒนาของโลกฉบับล่าสุด (World Development Report 2016) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลก จัดแบ่งประเทศตามลำดับขั้นการพัฒนาไว้ 4 ระดับ ได้แก่ กลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ (Lower Income Countries) กลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง (Lower – Middle Income Countries) ประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (Upper – Middle Income Countries) และประเทศที่มีรายได้สูง (High Income Country) ประเทศที่ถูกจัดว่ามีรายได้ต่ำ และต่ำถึงปานกลาง มักเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจด้วยเกษตรกรรมและมีประชากรส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ และถ้าต่ำกว่าเส้นความยากจน ก็จะถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ยากจน

ความยากจน

          คำว่าความยากจนปรากฏในสังคมไทยตั้งปลายสมัยรัชการที่ 5 ซึ่งสมัยนั้นมองว่าคนจนคือผู้ที่สูญเสียที่ดินทำกินและมีหนี้สินจำนวนมาก ปัจจุบันสามารถจำแนกความยากจนได้ 3 ลักษณะ คือ ความยากจนที่แท้จริง ความยากจนเชิงเปรียบเทียบ และความยากจนเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

          1) ความยากจนที่แท้จริง คือสภาวะที่ผู้คนไม่สามารถแสวงหาปัจจัยต่างๆ มาเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs) ของตนเองได้ โดยปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม

2) ความยากจนเชิงเปรียบเทียบ เป็นการวัดความยากจนทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยใช้ตัวชี้วัดด้านรายได้ เช่น ช่องว่างความยากจน (Poverty Gap Ratio) ความรุนแรงของปัญหาความยากจน (Severity of Poverty) เส้นความยากจน (Poverty line) สัดส่วนคนจน จำนวนคนจน และ ค่าสัมประสิทธิ์ จีนี่ (Gini coefficient)

3) ความยากจนเชิงโครงสร้าง คือการอธิบายสาเหตุแห่งความยากจนจากโครงสร้างด้านต่างๆ ของสังคมที่ทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความเหลื่อมล้ำกัน ไม่เท่าเทียมกัน ในการเข้าถึงทรัพยากร สิทธิเสรีภาพ คุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นต้น

มโนทัศน์เกี่ยวกับเกษตรกรไทยในสายตาของโครงสร้างส่วนบน (Supper Structure) ของสังคมไทยนั้นมองว่า เกษตรกรไทยเป็นประชากรกลุ่มที่ยากจนและมีการศึกษาต่ำ มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อขจัดความยากจนให้หมดไป หรือลดจำนวนเกษตรกรยากจนลง โดยในแผนพัฒนาฯ แทบทุกฉบับของไทยจะชี้ชัดให้เห็นว่ากลุ่มคนยากจนในประเทศไทยคือกลุ่มเกษตรกรในชนบท โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทล้าหลังห่างไกลความเจริญทางวัตถุ ซึ่งต่อไปนี้เป็นตัวอย่างข้อความที่ปรากฏในแผนพัฒนาฯ ฉบับต่างๆ

“...เกษตรกรไทยมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่ยากจนและมีการศึกษาต่ำ เป็นการสุดวิสัยที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยโดยทั่วถึงได้…”

“...ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 จะได้พิจารณาเพิ่มประเภทของผลิตผลเกษตรที่จะดำเนินการพยุงราคาขึ้นอีก โดยยึดถือหลักการว่าจะต้องเป็นสินค้าเกษตรที่ผลิตในเขตแห้งแล้งประชาชนยากจน...

“...กลุ่มชาวนาชาวไร่ผู้ยากจนในเขตชนบทล้าหลังที่บริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมยังไม่กระจายไปสู่พื้นที่ดังกล่าวมากนัก จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในฐานะทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ระหว่างคนในชนบทกับเมืองและระหว่างภาคต่างๆ มากขึ้น…”

“...กลุ่มอาชีพยากจนที่สุดยังคงเป็นกลุ่มเกษตรกร ซึ่งปรากฏว่ามีรายได้น้อยที่สุด คือเพียงครึ่งหนึ่งของรายได้เฉลี่ยทั้งประเทศเท่านั้น ส่วนกลุ่มผู้ใช้แรงงานทั่วไปและกลุ่มข้าราชการที่มีรายได้ต่ำก็ยังดีกว่ากลุ่มเกษตรกร…”

“...สร้างโอกาสให้กลุ่มคนยากจนจำนวน 8 ล้านคน ในการประกอบอาชีพการเกษตรให้มีรายได้พอเพียงและมีทางเลือกที่จะดำรงชีวิตอยู่ในชนบทได้อย่างมั่นคง…” 

“...ภาคเกษตรไม่สามารถเร่งพัฒนาผลิตภาพการผลิตได้ทันต่อสภาพการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงมาก ขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งออกหลักของภาคเกษตรยังคงอยู่ในรูปของสินค้าขั้นปฐม และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาหนี้สินและความยากจน...

          จากมโนทัศน์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า คำว่า เกษตรกรยากจนที่เกษตรกรในชุมชนชนบทไทยถูกประทับตรามาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี จึงถือเป็นวาทกรรมที่สำคัญที่สุด ซึ่งวาทกรรมดังกล่าวมีผลต่อการพัฒนาวิถีเกษตรในสังคมไทย โดยเฉพาะในชุมชนชนบทไทยเป็นอย่างมาก 

สาเหตุที่ทำให้เกษตรกรยากจน

          โดยทั่วไปแล้วระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมคือระบบเศรษฐกิจที่เอกชนเป็นเจ้าของ มีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ มีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งด้านการผลิต การจำหน่วย และการบริโภคสินค้าและบริการ โดยระบบกลไกราคา (Price Mechanism) หรือระบบตลาด จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (ซึ่งประกอบด้วยปัญหาพื้นฐาน 4 ด้าน คือ ผลิตสินค้าและบริการอะไร ผลิตอย่างไร ผลิตเพื่อใคร และใครเป็นเจ้าของหรือควบคุมปัจจัยการผลิต) ดังนั้นในระบบเศรษฐกิจแบบนี้เอกชนจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโดยที่รัฐจะเข้ามายุ่งเกี่ยวน้อยมาก ส่วนใหญ่รัฐจะทำหน้าที่ในการดูแลด้านความปลอดภัย รวมถึงอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545: 84)

ลักษณะของระบบทุนนิยมดังกล่าวสอดคล้องกับการอธิบายของ ชูศักดิ์ จรูญสวัสดิ์ (2548: 24-25) ที่อธิบายว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้อิสระแก่เอกชนในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตนเองสนใจ การให้เอกชนมีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรธรรมชาติด้วยต้นเอง มีความเชื่อว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เสรีจะนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพในการผลิตและการจ้างงาน ลักษณะโดยทั่วไปของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมคือ เอกชนมีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สิน จึงสามารถใช้ทรัพย์สินไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองมากที่สุด ขณะเดียวกันเอกชนก็มีสิทธิเสรีภาพในการประกอบธุรกิจหรือขายปัจจัยการผลิตได้ตามต้องการ มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านกลไกราคา โดยมีกำไรเป็นสิ่งจูงใจ โดยขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของสินค้านั้นเป็นสำคัญ และมีการแข่งขันกันอย่างเสรี

          ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (2545: 115-116) มองว่าปัจจุบันทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นการพัฒนาแบบทุนนิยม แบบที่ถ่ายโอนทรัพย์ออกจากชุมชนหมู่บ้าน เพื่อเลี้ยงดูเมืองและเพื่อส่งออกต่างประเทศ ไม่ใช่การพัฒนาทุนนิยมแบบที่เพิ่มประสิทธิผลในกิจการอุตสาหกรรมแบบที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ยุโรป การพัฒนาของทุนนิยมในประเทศไทยจึงเป็นไปในลักษณะที่ผลประโยชน์หรือผลได้ของการพัฒนาตกเป็นของคนเพียงกลุ่มเดียว เมืองกับชนบท ชนชั้นนายทุนและข้าราชการกับชนชั้นชาวนา มีความแตกต่างกันมากด้านความเจริญ จนมีคำกล่าวที่ว่าที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทว่า รวยกระจุก จนกระจายขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชนบทก็ถูกทำลายไปมาก

          การสรุปของฉัตรทิพย์ นาถสุภา ดังที่กล่าวไปแล้วนั้นเป็นการสรุปที่ชัดเจนมาก สอดคล้องกับสภาพการพัฒนาการเกษตรของไทยที่ผ่านมาเป็นอย่างยิ่ง คือการที่รัฐมีนโยบายใช้ฐานของการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยไปเพื่อการค้า เพื่อต้องการรายได้เข้ามาพัฒนาประเทศให้ทันสมัยด้วยวิธีการแบบอุตสาหกรรมดังจะเห็นได้จากความสำคัญของภาคเกษตรค่อยๆ ลดลงไปจากร้อยละ 44 ในปีพ.ศ.2503 เหลือร้อยละ 13 ในปีพ.ศ.2533 และเหลือเพียงร้อยละ 9 ในปีพ.ศ.2546

 

แนวคิดการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมของไทยที่เน้นการลงทุนส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการสร้างขึ้นใหม่ มากกว่าการส่งเสริมภาคเกษตรกรรมที่มีมาก่อนช้านานแล้ว ทำให้การพัฒนาภาคเกษตรกรรมที่อยู่ในแผนการพัฒนาก็มีลักษณะที่สัมพันธ์กับระบบอุตสาหกรรม เช่น การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มประเภทผลผลิตเพื่อการส่งออก การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ตลอดจนสินค้าอุตสาหกรรมที่สืบเนื่องมาจากวัตถุดิบการเกษตร โดยสรุปแล้วจะเห็นว่ามีองค์ประกอบเชิงอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรกรรมทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงการต้องใช้ทุนสำหรับปัจจัยการผลิตแบบใหม่ และใช้วิธีการบริหารไร่นาและจัดการตลาดตามแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2547: 53)

          เกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนามาในแนวทางของการผลิตเพื่อการค้า เป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์และการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับวิธีการและตลาดของระบบอุตสาหกรรม ซึ่งมีอิทธิพลกว้างขวางครอบงำแทบทั้งโลกนี้ อาจมีผลกระทบที่ไม่เป็นการพัฒนาของเกษตรกรรมที่แท้จริงเสมอไปเนื่องจากมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการแบบใหม่ทางด้านเกษตรกรรม เช่น การใช้เครื่องจักรกลที่ทันสมัยมากขึ้น การทำเกษตรกรรมในไร่นาขนาดใหญ่ ตลอดจนการเกษตรแบบครอบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น และเพื่อมีหลักประกันทางด้านการตลาด แต่ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นไปเพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักยิ่งกว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของภาคเกษตรกรรมเอง ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการพัฒนาดังกล่าวก็คือ ผู้ผลิตและขายเครื่องจักร ปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ตลอดจนอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม แม้เกษตรกรอาจมีรายได้มากขึ้น แต่รายจ่ายสำหรับปัจจัยการผลิตสมัยใหม่ก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยจนอาจเกินรายรับไปด้วยซ้ำ และในหลายกรณีก็ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งตนเองได้ต้องกลายเป็นกรรมกรในแปลงไร่นาขนาดใหญ่ หรือไม่ก็เป็นลูกไร่ที่ต้องพึ่งพิงผู้ประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2547: 7)

ความสำเร็จของการพัฒนาระบบการเกษตรโดยเฉพาะการพัฒนาด้านการเพิ่มจำนวนผลผลิต โดยใช้การค้นคว้า วิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศเม็กซิโก เมื่อปี พ.ศ.2486 โดยมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์ การก่อตั้งสถาบันข้าวนานาชาติหรืออีรี่ขึ้นในปี พ.ศ.2503 โดยมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์และมูลนิธิฟอร์ดที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น เป็นการเปลี่ยนแปลงการผลิตทางการเกษตรครั้งใหญ่ของโลกจนถูกเรียกขานว่าการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) (อภิพรรณ พุกภักดี, 2552: 25-46) ซึ่งต่อมาปรากฏการณ์ดังกล่าวได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา โดยหลังสงครามโลกครั้งที่สองต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่มีการริเริ่มวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 เป็นช่วงเดียวกันที่มีการนำการปฏิวัติเขียวเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นมองว่า การที่จะขจัดความยากจนออกให้หมดไปได้นั้น ควรนำเอาแนวคิดการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะแนวคิดการพัฒนาทางด้านการเกษตรมาจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยรัฐไทยขณะนั้นมองว่าประเทศพัฒนาแล้วเหล่านั้นประสบผลสำเร็จในการพัฒนาทางการเกษตรด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ รัฐไทยจึงได้ใช้แนวทางนั้นมาเป็นแนวทางหลักในพัฒนาการเกษตรของไทยตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ซึ่งก่อให้เกิดวาทกรรม เกษตรแผนใหม่ในสังคมไทยโดยเฉพาะในแวดวงการพัฒนาทางการเกษตรตลอดจนเกษตรกรทั่วประเทศ วาทกรรมเกษตรแผนใหม่มีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตและวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยจำนวนมากจากจุดเริ่มต้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จึงนับได้ว่าวาทกรรมเกษตรแผนใหม่เป็นวาทกรรมหลักที่สำคัญที่สุดวาทกรรมหนึ่งในบริบทการพัฒนาวิถีการเกษตรในสังคมไทย

          จากผลการศึกษาผลการพัฒนาวิถีเกษตรจากแผนพัฒนาฯ ฉบับต่างๆ แล้ว ยังมีผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาการเกษตรของไทยที่ผ่านมา ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

ประภาส ปิ่นตบแต่ง, สุภาใยเมือง และบัญชร แก้วส่อง (2546) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในกลุ่มเกษตรกร ผลการวิจัยส่วนหนึ่งสรุปว่า

1) ด้านขนาดและปริมาณคนจนในกลุ่มอาชีพและชุมชนเกษตรกรรมพบว่า เกษตรกรจำนวน 5.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 54.6 เป็นคนจน และมีคนงานเกษตรอีกร้อยละ 16.9 เป็นคนจน ถ้าใช้วิธีการประมาณการตามฐานคิดของทฤษฎีความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้เกณฑ์เส้นความยากจนที่ค่า 892 บาท ในปี 2543 แต่หากใช้การประมาณการขนาดประชากรยากจนตามแนวเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยวิเคราะห์จากปัญหาการครอบครองที่ดินจะพบว่า มีครัวเรือนเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่เพียงพอประมาณ 1.5 ล้านครอบครัว หรือ 6.75 ล้านคน และเกษตรกรที่ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินประมาณ 1.2 ล้านครอบครัว หรือ 5.5 ล้านคน หรือหากวิเคราะห์จากปัญหาหนี้สินและทุนในการผลิตพบว่า เกษตรกรประมาณ 5 ล้านครอบครัว จาเกษตรกรทั้งหมด 5.6 ล้านครอบครัวเป็นหนี้

2) ด้านนโยบายรัฐที่เกี่ยวกับคนจนในชุมชนภาคเกษตรกรรมพบว่า นโยบายด้านการหนุนเสริมเกษตรกรเพื่อสร้างประสิทธิภาพการผลิตในรูปแบบต่างๆ ยังเป็นเพียงแค่การช่วยเหลือที่ยังอยู่ในระบบเกษตรกรที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นการช่วยเหลือเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ในขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังดำรงอยู่ และยังเป็นการลดทอนการมองปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ส่วนนโยบายด้านสังคมสงเคราะห์ สวัสดิการสังคม แก่ผู้ด้อยโอกาส คนจนในอาชีพและชุมชนเกษตรกรที่เกิดขึ้นบนฐานคิดเรื่องวัฒนธรรมความยากจน พบว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ การเมืองในเรื่องนโยบายการจัดสรรงบประมาณระหว่างการสนับสนุนภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมยังมีความเหลื่อมล้ำ ในมิติด้านการให้อำนาจแก่กลุ่มอาชีพและกลุ่มเกษตรกรพบว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองเป็นประเด็นที่สำคัญต่อเกษตรกร ปัญหาการกระจุกตัวของทรัพยากรที่ดินเป็นนโยบายที่รัฐไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก นโยบายการแก้ปัญหากลุ่มอาชีพและชุมชนเกษตรกรจึงไม่ได้มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง

3) ด้านสภาพชีวิตและวิถีการผลิตของกลุ่มเกษตรกรพบว่า คนจนในกลุ่มเกษตรกรมี 3 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะแรกเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินหรือฐานปัจจัยการผลิตเป็นของตนเอง แต่เป็นกลุ่มที่มีฐานการผลิตแบบดั้งเดิมและอาศัยการดำรงชีพจากธรรมชาติเป็นด้านหลัก หรือกลุ่มที่มีฐานการผลิตสองฐาน แต่ฐานหนึ่งถูกทำลาย กลุ่มที่ผลิตเชิงเดี่ยวที่ต้องลงทุนทางการผลิตสูง กลุ่มที่ผลิตแบบพันธะสัญญาที่ต้องขึ้นกับบริษัท และกลุ่มที่มีการปรับตัวมาทำการเกษตรระบบผสมผสาน กลุ่มเหล่านี้ไม่สามารถดำรงอาชีพด้วยฐานการผลิตเดียว เกษตรกรจะมีปัญหาหนี้สินทางออกของกลุ่มนี้จึงมักจะเป็นการรับจ้าง ลักษณะที่สองได้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีที่ดินน้อยต้องเช่าเพิ่มและเสียค่าเช่า ส่วนลักษณะที่สามเป็นกลุ่มเกษตรกรรับจ้าง

ส่วนสภาพความยากจนของเกษตรกรมีหลายมิติ มิติแรกเป็นความขาดแคลนในทรัพย์สินที่สะท้อนให้เห็นจากการขาดที่ดินและปัจจัยการผลิต ต้องพึ่งพิงภายนอก และตกอยู่ในภาวะหนี้สินรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยอาชีพเกษตรเพียงอย่างเดียว มิติที่สองเป็นความขาดแคลนในโอกาสของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความต้องการของตลาด ทำให้เกิดความผิดพลาดในการผลิต มิติที่สามเป็นความจนในอำนาจ ขาดอำนาจต่อรอง ตลอดจนขาดอำนาจในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และมิติที่สี่คือความไร้ศักดิ์ศรีของคนจนภาคเกษตร เพราะอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ถูกคนดูถูก

สาเหตุสำคัญแห่งปัญหาความยากจนมาจากการรวมศูนย์การพัฒนาของรัฐที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีสาวนร่วมในการกำหนดนโยบาย การไร้สิทธิและอำนาจในการดูแลและการใช้ประโยชน์ในฐานทรัพยากรของชุมชน การพึ่งพิงภายนอกของเกษตรกรกับวิถีการผลิตในระบบเศรษฐกิจการตลาด วิธีคิดเชิงเดี่ยวที่เน้นความรู้แบบเดียว ทำให้ฐานความรู้และภูมิปัญญาของเกษตรกรและชุมชนถูกเบียดขับ ทำให้ฐานการพึ่งตนเองลดลง ประกอบกับเกษตรกรไม่มีสวัสดิการ ไร้หลักประกันและความมั่นคงในชีวิต จึงมีผลต่อความยากจนของเกษตรกรในชุมชนชนบท

งามพิศ สัตย์สงวน (2545) ทำการวิจัยเรื่องวัฒนธรรมข้าว: การคงอยู่และการเปลี่ยนแปลง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งใช้นามสมติว่าหมู่บ้านบ้านนา อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพบว่า

1) การชลประทานทำให้วัฒนธรรมข้าว วิถีชีวิตของชาวนา และแบบแผนการทำนาในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะเดียวกันก็ทำให้วัฒนธรรมข้าวยังคงมีอยู่ในชุมชน เพราะการมีระบบชลประทานทำให้ชาวนาทำการผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง หากไม่มีระบบชลประทานชาวนาจะเลิกทำนาเพราะการทำนาเพียงครั้งเดียวได้ผลผลิตไม่พอเลี้ยงชีพ

2) การเข้ามามีบทบาทในการทำการค้าข้าวของพ่อค้าชาวจีนส่งผลให้เกิดการล่มสลายของหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยพ่อค้าชาวจีนผลักดันให้ชาวนาผลิตข้าวเพื่อการค้า ชาวนาจึงผลิตข้าวเพื่อขายเพียงอย่างเดียว เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายข้าวไปซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอื่น ละเลยการผลิตสิ่งของที่จำเป็นใช้เองเช่นในอดีต เศรษฐกิจของหมู่บ้านที่ทำการศึกษาขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจภายนอกที่ชาวนาในชุมชนควบคุมไม่ได้

3) การคมนาคมทำให้วัฒนธรรมข้าวในชุมชนเปลี่ยนแปลง โดยตั้งแต่ปีพ.ศ.2501 เป็นต้นมาการคมนาคมด้วยถนนสายต่างๆ ของหมู่บ้านบ้านนามีความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้เส้นทางคมนาคมสายหลักในอดีตทั้งทางน้ำและทางเกวียนถูกเลิกใช้ การคมนาคมที่ดีขึ้นทำให้ชาวนาปลูกข้าวเพื่อขายมากขึ้น ทำให้วิถีชีวิตของชาวนาเปลี่ยนแปลงไปมาก

4) การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำให้วัฒนธรรมข้าวในชุมชนเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นการวางแผนที่เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการผลิตข้าวเพื่อการยังชีพ มาเป็นการผลิตเพื่อการค้าขายเป็นหลัก โดยวางแผนให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเข้าไปศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง การส่งเสริมการใช้สารเคมีต่างๆ รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรต่างๆ เป็นต้น

5) การรับนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมทำให้วัฒนธรรมข้าวในชุมชนเปลี่ยนแปลง แม้จะไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ทำให้ชาวเปลี่ยนแปลงวิถีการทำนาไปมากโดยไม่สามารถปฎิเสธการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำนาได้ และยังส่งผลให้ชาวนาผลิตข้าวเพื่อการค้าเป็นหลักเพิ่มขึ้น ส่งผลให้วิถีการผลิตของชาวนาผูกติดอยู่กับการค้าข้าวระดับโลกมากขึ้น

6) แหล่งเงินกู้ทำให้วัฒนธรรมข้าวคงมีอยู่ในชุมชน ชาวนาในชุมชนบ้านนาส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ขาดแคลนปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ที่ดิน ทุน แรงงาน และเครื่องมือการผลิตต่างๆ แต่ชาวนาเหล่านั้นยังประกอบอาชีพทำนาได้เพราะอาศัยแหล่งเงินกู้ทั้งในระบบและนอกระบบ หากไม่มีแหล่งเงินกู้ชาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่อาจทำนาต่อไปได้

7) เทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการเกษตรทำให้วัฒนธรรมข้าวยังคงมีอยู่ในชุมชน โดยปัจจุบันชาวนาส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำนาเกือบทุกขั้นตอน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าถ้าหากชาวนาในยุคนี้ไม่ใช้เทคโนโลยีหรือวิทยาการสมัยใหม่ทางการเกษตร ก็ไม่อาจจะปลูกข้าวได้อีกต่อไป

8) การผลิตข้าวเพื่อการค้าทำให้วัฒนธรรมข้าวคงมีอยู่ในชุมชน เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ผลิตเพื่อขาย การผลิตเพื่อขายทำให้ชาวนาสามารถมีเงินไปจ่ายเงินกู้และสามารถกู้เงินมาทำการผลิตได้อีก หากชาวนาไม่ทำการผลิตเพื่อการค้า ชาวนาก็จะไม่มีเงินไปใช้หนี้ และไม่สามารถกู้เงินมาเพื่อทำการเพราะปลูกได้อีก

9) ครอบครัวและเครือญาติทำให้วัฒนธรรมข้าวยังคงมีอยู่ในชุมชน โดยการทำนาในปัจจุบันชาวนาจะอาศัยเงินที่ได้รับจากลูกหลานส่วนหนึ่งมาเป็นทุนในการทำนา หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากลูกหลาน การลงทุนในการทำนาก็จะมีความลำบากมากขึ้น

อภิพรรณ พุกภักดี (2552) ได้สรุปความยากจนในประเทศไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมว่า โลกาภิวัตน์ซึ่งมาในรูปของการยึดเอาวัตถุนิยมเป็นสาเหตุสำคัญของความยากจน การที่รัฐมุ่งที่จะเร่งรัดการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อทำรายได้เข้าสู่ประเทศและได้ใช้จ่ายรายได้จากภาคเกษตรเหล่านั้นนำไปพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวหากเป็นไปด้วยความไม่ระมัดระวังก็อาจส่งผลทำให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน ซึ่งในที่สุดก็ได้แก่ความยากจนนั่นเอง การพัฒนาที่รัฐตีค่าการยกระดับทางเศรษฐกิจว่าเป็นการพัฒนา โดยเอาแบบอย่างมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว การเร่งรัดการส่งออกภาคเกษตรให้สูงขึ้น การนำเข้าวัตถุดิบที่จะใช้เป็นปัจจัยทางการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น ทำให้ทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ของตนเองโดยเฉพาะที่เป็นรูปตัวเงิน การแก่งแย่งกันในเชิงรายได้ในสังคมจึงมีมากขึ้น รวมทั้งการคอรัปชั่นในระดับต่างๆ ส่งผลให้จำนวนคนยากจนมีมากขึ้น อีกทั้งการเร่งรัดพัฒนาประเทศโดยใช้ฐานการผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ความยากจนในชนบท ตลอดจนผลกระทบที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ขณะที่ในด้านแรงงานก็มีการอพยพโยกย้ายจากแรงงานภาคเกษตรเข้าสู่เมืองเพื่อเพิ่มโอกาสในการหารายได้ที่มากขึ้นกว่าจากการเกษตร ผลจากการพัฒนาของรัฐในองค์รวมก่อให้เกิดการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) การเร่งรัดการผลิตโดยใช้สารเคมีต่างๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่เกษตรกรยากจนลง

ขณะเดียวกัน อภิพรรณ พุกภักดี (อ้างแล้ว) มองว่าการปฏิวัติเขียวก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับผลงานของวิทยาศาสตร์อื่นๆ ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในด้านบวกการปฏิวัติเขียวถูกยกย่องว่าเป็นกระบวนการในการแก้ไขปัญหาความอดอยากยากแค้นของมนุษยชาติ ขณะเดียวการปฏิวัติเขียวกันก็ถูกโจมตีว่าเป็นสาเหตุของการบ่อนทำลายสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม เนื่องจากพืชที่ให้ผลผลิตสูงจำเป็นจะต้องได้รับสารเคมี น้ำชลประทาน และเครื่องจักรกลการเกษตร ผลของการใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงทำให้เกษตรกรยิ่งเพิ่มความถี่ของการเพราะปลูกต่อปีให้มากขึ้น จนเกิดเป็นการปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลให้เกิดการสะสมโรคและแมลงในแปลงปลูก ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องใช้สารเคมีมากขึ้น เกิดผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน การใช้น้ำมากขึ้น การลงทุนด้านเมล็ดพันธุ์พืช ยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เกิดช่องทางการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรโดยนายทุนและพ่อค้าคนกลาง ตลอดจนเป็นการทำลายระบบเกษตรแบบพึ่งพาซึ่งมีพืชและสัตว์เป็นองค์ประกอบร่วมกัน

สรุป

          แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยที่ผ่านมา ภายใต้อุดมการณ์ทุนนิยม โดยการครอบงำของประเทศมาหาอำนาจตะวันตก ทำให้ประเทศไทยต้องพยายามพัฒนาประเทศให้ผ่านการประเมินตามตัวชี้วัดขององค์กรทางเศรษฐกิจของโลกที่เป็นผู้ประเมินผล ซึ่งแนวทางพัฒนาดังกล่าว ได้ผลักใสให้ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรถูกมองว่ามีวิถีการผลิตที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย เป็นเหตุแห่งความล้าหลังของการพัฒนาระดับประเทศ ต้องแก้ไขตามแนวทางของตะวันตก โดยการทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านวิถีการผลิตที่สามารถเพิ่มผลิตภาพได้เพิ่มขึ้น โดยมีการเกษตรแผนใหม่เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนา

          เมื่อการผลิตเพื่อการยังชีพ (Extensive Farming) ถูกทำกลายกลายเป็นการเกษตรแผนใหม่เพื่อการค้า (Extensive Farming) ความรู้ ความจริง ภูมิปัญญาที่เคยสั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ที่ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น เครื่องจักรกลทางการเกษตร ปุ๋ยเคมี สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืช ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมาก ขณะที่องค์ประกอบทางการผลิตและการตลาดยังไม่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกัน เช่น ระบบชลประทานที่ไม่มั่นคงและเท่าเทียม ระบบการตลาดที่ถูกผูกขาดในการสร้างมูลค่าส่วนเกินด้วยพ่อค้า ทำให้เกษตรกรไทยเป็นเพียงพลังการผลิตที่สร้างมูลค่าทางการตลาดให้แก่ประเทศได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับตนเองและครอบครัวได้ อย่างยั่งยืน แม้ปัจจุบันนี้ จำนวนคนยากจนที่วัดตามเส้นความยากจนจะลดลงเป็นจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ความจริงที่ปรากฏ เกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก ยังคงต้องการการพัฒนา ทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ปัญหาไม่มีผู้สืบทอดธุรกิจการเกษตรของครัวเรือน และปัญหาคุณภาพชีวิตที่ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก

การสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชนด้วยการสหกรณ์

ตามประสาคนแก่ อยู่ว่าง ๆ ก็ท่องโลกออนไลน์ไปเรื่อยเปื่อย บังเอิญไปเจอบทความ เรื่อง 7 Reasons Cooperatives are Important to Poverty Reduction น่าสนใจมาก

ผู้เขียนจั่วหัวแบบฟันธงสรุปไว้ว่า “สหกรณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความยากจน เป็นกลไกที่ประกันการเติบโตและความมั่งคั่งของชุมชน…”

เขาว่า 7 เหตุผลสำคัญในการใช้การสหกรณ์แก้ไขปัญหาความยากจน ได้แก่

1. สหกรณ์ตอบสนองความต้องการของชุมชนโดยตรง มีความคล่องตัวในการกระจายทรัพยากร ทุน ผลกำไร และผลประโยชน์หมุนเวียนอยู่ในชุมชนเดียวกัน

2. สหกรณ์ช่วยสร้างสังคมแห่งสันติสุข โดยช่วยในการพัฒนาทักษะด้านงานพัฒนา และการศึกษา ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ส่งเสริมสุขภาพ และยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของผู้คนทั้งชุมชน

3. สหกรณ์ช่วยให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เป็นกลไกในการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ กระจายทรัพยากร และทุน (สินเชื่อ) ให้แก่เกษตรกร สร้างรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดต้นทุนด้วยกลไกรวมกันซื้อ รวมกันขาย ช่วยยกระดับราคาผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชุมชน

4. สหกรณ์ส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการที่ทำงานร่วมกันและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน มีความเสี่ยงน้อยกว่าการดำเนินธุรกิจเพียงลำพัง เป็นกลไกในการรวมทุน กระจายทุน หนุนเสริมให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ในชุมชน ช่วยให้สมาชิกแต่ละคนและชุมชนโดยรวมอยู่รอดร่วมกัน

5. สหกรณ์สร้างการแข่งขันภายในตลาดท้องถิ่น กลไกด้านราคาในสหกรณ์ช่วยสร้างสมดุลราคาตลาดในชุมชน และถ้าสหกรณ์ทำอย่างมีประสิทธิภาพกลไกราคาดังกล่าวอาจมีผลกว้างขวางกว้างไกลออกไปถึงระดับประเทศ

6. สหกรณ์ช่วยสร้างสรรค์ความเข้มแข็งทางการเงินให้แก่ชุมชนและสมาชิก ด้วยการกระจายทุน (ให้สินเชื่อ) เพื่อการลงทุนในชุมชน ช่วยให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นเติบโตขึ้น

7. สหกรณ์สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน โดยการหนุนเสริมด้านทรัพยากรที่จำเป็น เช่น วัตถุดิบ อุปกรณ์การตลาด สถานที่การผลิต เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรม (การแปรรูป) และการสร้างผลิตภัณฑ์ของชุมชน ช่วยสร้างโอกาสให้สมาชิกมีความสามารถในการผลิตภายในชุมชนของตนเอง ลดต้นทุนในการออกไปแสวงหาโอกาสจากพื้นที่อื่น (พื้นที่เมือง)

ที่มาของบทความต้นฉบับ

https://borgenproject.org/reasons-why-cooperatives-are-important-to-poverty-reduction/

ปัญหาภาวะภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง (Climate Change)

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563 ผมเขียนบทความสั้น ๆ เกี่ยวกับ วันสหกรณ์สากล ตอนหนึ่งผมเขียนถึงประเด็นท้าทายในปัจจุบันที่ขบวนการสหกรณ์โลกให้ความสำคัญ โดยองค์การสหประชาชาติ (United nations) สรุปและเชิญชวนว่า “Let's cooperate and invite everyone to fight for climate action” ให้ขบวนการสหกรณ์โลกและผู้คนบนโลกนี้ร่วมกันต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก (Climate Changed)”

ความตั้งใจจริงในการเขียนครั้งนั้นก็เพื่อให้ผู้คนในขบวนการสหกรณ์ไม่ลืมวันสำคัญของขบวนการสหกรณ์โลก

ปัจจุบันความคิดวน ๆ เวียน ๆ อยู่กับเรื่องหนี้สินภาคการเกษตร เพราะมีคนมาให้ช่วยคิดเรื่องนี้บ่อย ๆ คิดเรื่องมาตรการแก้หนี้ หาวิธีวิธีมาบรรเทาแก้ไข คิดแล้วคิดอีก แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ยังหาแนวทางแก้อย่างยั่งยืนไม่เจอ

คิดไปคิดมาก็นึกถึงคำพูดของลุงท่านหนึ่ง เมื่อคราวเราประชุมหารือกัน ประเด็นการสนทนาก็ปรับทุกข์สุขกันเรื่องหนี้สิน และตัวร้ายของเรื่องหนี้สินก็คือ ภัยแล้งคุณลุงพูดได้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เรามันไม่เข้าใจกันเอง ทำการเกษตรฝืนธรรมชาติมันก็มีแต่เจ๊ง ต้องปรับตัวให้เข้ากับฤดูกาลที่เปลี่ยนไปแล้ว...

ความคิดและคำพูดของคุณลุงช่างทันสมัย และล้ำลึก จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากเราไม่พิจารณากันที่ต้นเหตุของปัญหาหนี้สิน ก็คงต้องแก้หนี้กันไปไม่รู้จบ

ใครจะไปคิดว่าเอาเข้าจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลกมีผลต่อปัญหาหนี้สินภาคเกษตรเด่นชัดขึ้นมาทุกขณะ หากยังเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลก บางทีอาจสายเกินไป

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก เป็นภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ฤดูกาลต่าง ๆ คลาดเคลื่อน เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะปกติธรรมดา ส่งผลโดยตรงต่อการวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งพืชและสัตว์

ขณะที่สังคมโลกให้ความสำคัญต่อการเอาชนะความอดอยากหิวโหย เอาชนะความยากจน ลดทอนความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม แต่การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกกลับยิ่งส่งผลให้ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวหนักหนายิ่งกว่าเดิม

การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลส่งผลให้วิถีการผลิตทางการเกษตรเปลี่ยนแปลงไป เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น มีความเสี่ยงในการผลิตมากขึ้น สังคมโลกเผชิญกับความไม่มั่นคงด้านอาหาร การแก่งแย่งแข่งขันกันครอบครองทรัพยากรทวีความรุนแรงขึ้น ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมยังดำรงอยู่

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ส่งผลให้พืชและสัตว์บางชนิด ต้องสูญพันธุ์หรือกลายพันธุ์ ส่งผลต่อความสมดุลของระบบนิเวศทั่วโลก ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง โลกต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง อาทิ ไฟป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก ปัญหาหมอกควันพิษ น้ำท่วมใหญ่ อากาศที่หนาวจัด ร้อนจัด ฝนทิ้งช่วงยาวนาน ภัยธรรมชาติต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสร้างความยากลำบากให้แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกจึงเป็น ฤดูมหาพิบัติภัยที่คุกคามทุกชีวิตบนโลก

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก อาจเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติหรือเป็นภาวะการณ์ที่มนุษย์มีส่วนทำให้มันเกิดขึ้น มนุษย์คิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเอาชนะธรรมชาติ ตอบสนองความต้องการด้านการบริโภค ผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความสะดวกสบาย และความมั่งคั่งทางเศรษฐศาสตร์ จนละเลยเรื่องความสมดุล ความผาสุกของสังคมที่อยู่บนพื้นฐานความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ระบบภูมิอากาศของโลกจะกลับสู่ภาวะสมดุล สรรพชีวิตจะได้รับการฟื้นฟู ก็ด้วยสองมือของแต่ละคนช่วยกันสร้างโลกที่ดีขึ้น การรับรู้เข้าใจและตระหนักเกี่ยวกับสาเหตุ ปัญหา ผลทางตรง และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก

เชื่อมั่นและปฏิบัติการพัฒนาที่ยั่งยืน เปลี่ยนเป้าหมายการใช้ชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเป็นไปเพื่อความพอเพียง สมดุล ลดการแข่งขัน เพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน สร้างเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน กระจายความกินดีอยู่ดี ไปสู่ทุกชุนชน และทุกสังคมบนโลก ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูโลก ช่วยกันสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เรียนรู้อยู่กับธรรมชาติอย่างสร้างสรรค์ ไม่ทำลาย เพื่อฤดูกาลปกติของโลกกลับคืนสู่ทุกชีวิต

#วิถีสหกรณ์-วิถีเกษตรกรรมยั่งยืน-ฟื้นโลกฟื้นเรา

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...