วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

สหกรณ์ (เจ้าหนี้) กับสมาชิก (ลูกหนี้) สามารถ “ประนีประนอมยอมความ” ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่

ประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ที่บัญญัติว่า อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันซึ่งการประนีประนอมยอมความตามบทบัญญัติดังกล่าวอาจมีขึ้นก่อนหรือภายหลังคำพิพากษาก็ได้ ดังที่ สรรเสริญ เดชสีหธนานนท์ และสุจรรยา สุจริตศรีชัยกุล สรุปว่า “…คู่กรณีนำข้อพิพาทมาฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี ต่อมาภายหลังเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตามคำพิพากษากลับนำสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันอีก ซึ่งศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากสัญญาดังกล่าวได้กระทำในศาล สิทธิในการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นอันระงับ แต่ถ้าได้กระทำนอกศาล ถือเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความรู้เห็นของศาล เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับคดีต่อไปได้ ส่วนลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับความเสียหายอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันเป็นคดีใหม่...” (ดุลพาห, เล่มที่ 2 ปีที่ 67) 

สถาบันอนุญาโตตุลาการ (2564) อธิบายว่า ประนีประนอมยอมความ เป็นสัญญาที่กระทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสำหรับคู่พิพาท โดยจะมีผลผูกพันทางกฎหมายไม่ต่างจากสัญญาอื่น ๆ โดยจะเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นเพื่อต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามกฎหมาย และหลังจากหาข้อสรุปรวมกันอย่างดีจะมีการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน ซึ่งข้อตกลงที่ทำร่วมกันจะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย กล่าวคือไม่มีเงื่อนไขที่พ้นวิสัยที่จะปฏิบัติได้ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะจะถือเป็นโมฆะ อีกทั้งสาระสำคัญของการสัญญาประนีประนอมจะต้องเป็นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงลายมือของคู่พิพาทหรือตัวแทน เพื่อที่จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ เพราะหากเป็นสัญญาปากเปล่าไม่มีบันทึกไว้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้ 

กรณี สหกรณ์ (เจ้าหนี้) กับสมาชิก (ลูกหนี้) จะ “ประนีประนอมยอมความ” ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ แต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกด้วย 

หลักการสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญในทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ได้แก่

1) คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ซึ่งผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน 

2) ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้หากผิดสัญญา 

กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องกับการประนีประนอมยอมความ

1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 851 852

2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) มาตรา 292 (6) (7)

3) พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562

4) ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

5) ระเบียบกรมบังคับคดี ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2558

6) ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 ข้อ 30 31 32

7) หนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1108/6736 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2550 เรื่อง หารือแนวทางปฏิบัติส่วนลดในการชำระหนี้ ของสมาชิกสหกรณ์หลังดำเนินคดี 

ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2519 คำพิพากษาฏีกาที่ 137/2522 คำพิพากษาฏีกาที่ 2576/2531

ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์

ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์

การไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ หรือการกำหนดระเบียบขัดต่อวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับ การออกประกาศโดยมติที่ขัดต่อระเบียบ ขัดต่อวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับ แม้ไม่เกิดความเสียหายก็เป็นเหตุที่นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจสั่งยับยั้งหรือเพิกถอนมตินั้นได้ โดยใช้อำนาจตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่หากเกิดความเสียหายทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือระงับการปฏิบัติที่เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องหรืออาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นให้แล้วเสร็จ หรือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะหรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ตามมาตรา 22 (1) (2) (3) หรือ (4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

กรณีที่ผู้แทนสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการจนสหกรณ์เสียหาย ก็ย่อมต้องมีความรับผิดทางแพ่ง หรือความรับผิดทางอาญา หรือรับผิดทั้งแพ่งและอาญา กรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทำให้สหกรณ์เสียหาย ถ้าสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ให้นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์ได้ (มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ผู้แทนสหกรณ์

สหกรณ์เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 37 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติว่า ให้สหกรณ์ที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคลสหกรณ์มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิก (มาตรา 50 วรรคแรก แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) หรือผู้จัดการสหกรณ์ เป็นผู้แทนสหกรณ์ ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติให้ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการ และเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้

หน้าที่ของผู้แทนสหกรณ์

ผู้แทนสหกรณ์ตามมาตรา 51 ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามมาตรา 51/1 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บัญญัติว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์ ข้อบังคับของสหกรณ์ และมติที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก

ความรับผิดของผู้แทนสหกรณ์

หากผู้แทนสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ผู้ใดมีส่วนร่วมในการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ หรือผู้จัดการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ โดย แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ หรือดำเนินกิจการนอกขอบวัตถุประสงค์ หรือขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการ ที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์ ต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายต่อสหกรณ์ (มาตรา 51/2 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ความรับผิดตามมาตรา 51/2 อาจเป็นความรับผิดทางแพ่ง ความรับผิดทางอาญา หรือรับผิดทั้งแพ่งและอาญา ซึ่งบทความนี้จะกล่าวเฉพาะความรับผิดทางแพ่ง

ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์

ความเกี่ยวพันระหว่างสหกรณ์กับผู้แทนสหกรณ์ ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ที่บัญญัติว่า “ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่งประมวลกฎหมายนี้ มาใช้บังคับแก่ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคลกับผู้แทนของนิติบุคคล และระหว่างนิติบุคคล หรือผู้แทนของนิติบุคคลกับบุคคลภายนอก โดยอนุโลมโดย บทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่ง ป.พ.พ.

ผู้แทนสหกรณ์จะต้องรับผิดในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 812 ที่บัญญัติว่า ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทนก็ดี เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจก็ดี ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด

หากผู้แทนสหกรณ์กระทำการละเมิดต่อบุคคลภายนอกหรือต่อสหกรณ์ จะต้องมีความรับผิดเพื่อละเมิด ตาม ป.พ.พ. โดยใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

การใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น ป.พ.พ. มาตรา 438 บัญญัติว่าค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วยและ ป.พ.พ. มาตรา 206 บัญญัติว่า ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด

สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดมีอายุความหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ที่บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับแต่สิทธิเรียกร้องให้ผู้แทนสหกรณ์ รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ที่บัญญัติว่า อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี

ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2566

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2378/2564

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3958/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10941/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4715/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1354/2508

ผู้มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สหกรณ์

 ผู้มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สหกรณ์

กรณีไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทนสหกรณ์ หรือ

กรณีคณะกรรมการดำเนินการที่เหลืออยู่ไม่ครบองค์ประชุม 

กรณีที่สหกรณ์ไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทนในการเป็นผู้ดำเนินกิจการ และเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ซึ่งอาจมีสาเหตมาจากกรณีดังต่อไปนี้

1. กรณีมีเหตุให้กรรมการต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุใด ๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ เช่น ถึงคราวออกตามวาระ ลาออก ขาดจากสมาชิกภาพ มีลักษณะต้องห้ามตามข้อบังคับ เป็นต้น

2. กรณีสหกรณ์ไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 1 ปี (ไม่มีการประชุมใหญ่วิสามัญที่มีวาระเลือกตั้งกรรมการก่อนหน้านั้น) คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะเหลือแค่เพียงกึ่งหนึ่ง เพราะคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีนับแต่วันเลือกตั้ง และกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน (มาตรา 50 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) จำนวนกึ่งหนึ่งที่เหลือนั้นต้องพิจารณาด้วยว่าครบองค์ประชุมหรือไม่

ถ้าตำแหน่งกรรมการดำเนินการว่างลงก่อนถึงคราวออกตามวาระ (เว้นแต่เพราะเหตุนายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้ออกทั้งคณะหรือรายบุคคล ตามมาตรา 22 (4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ให้กรรมการดำเนินการที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ (มีจำนวนเป็นองค์ประชุมได้) ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะมีการประชุมใหญ่ ซึ่งจะได้มีการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการแทนในตำแหน่งที่ว่าง

หากจำนวนกรรมการที่เหลืออยู่ไม่ครบองค์ประชุมก็ไม่สามารถประชุมพิจารณาเพื่อดำเนินการใด ๆ ได้ (ดูอำนาจหน้าที่คณะกรรมการดำเนินการที่กำหนดในข้อบังคับ) ตลอดจนคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการเงินกู้ คณะกรรมการศึกษาและประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ก็ต้องหมดไปตามวาระของกรรมการที่หมดวาระ

ซึ่งหากคณะกรรมการดำเนินที่เหลือซึ่งไม่ครบองค์ประชุม ตาม ข้อ 1 และ 2 ข้อบังคับสหกรณ์ กำหนดว่า “ถ้าในเวลาใดจำนวนกรรมการดำเนินการลดลงจนเหลือน้อยกว่าองค์ประชุม กรรมการดำเนินการที่ดำรงตำแหน่งอยู่จะประชุมดำเนินการใด ๆ ไม่ได้ นอกจากต้องนัดเรียกให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นโดยเร็ว เฉพาะการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการแทนตำแหน่งที่ว่างลง” (ป.พ.พ. มาตรา 71)

3. กรณีสหกรณ์ไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2 ปี ติดกัน (ไม่มีการประชุมใหญ่วิสามัญที่มีวาระเลือกตั้งกรรมการก่อนหน้านั้น) สหกรณ์จะไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทน สหกรณ์ก็ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ ต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอศาลเพื่อแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้น เพื่อดำเนินการจัดประชุมใหญ่ให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ (ป.พ.พ. มาตรา 73 ประกอบ มาตรา 75)

4. กรณีนายทะเบียนสหกรณ์ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ด้วยเหตุคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หรือกรรมการ กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และไม่แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน ตามรายงานการสอบบัญชี หรือตามรายงานการตรวจสอบ (มาตรา 22 (1) ประกอบมาตรา 22 (4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ในกรณีที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้นายทะเบียนสหกรณ์ตั้งคณะกรรมการชั่วคราว มีอำนาจหน้าที่และสิทธิเช่นเดียวกับคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ และให้อยู่ในตำแหน่งไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่แต่งตั้ง โดยก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งให้คณะกรรมการชั่วคราวจัดให้มีการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกตั้งกรรมการขึ้นใหม่ทั้งคณะตามวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ (มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ในกรณีที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้กรรมการบางคนพ้นจากตำแหน่ง ให้คณะกรรมการส่วนที่เหลือเรียกประชุมใหญ่เลือกตั้งผู้เป็นกรรมการแทนภายในเวลาสามสิบวัน นับแต่วันที่กรรมการพ้นจากตำแหน่ง ถ้ามิได้เลือกตั้งหรือเลือกตั้งผู้เป็นกรรมการไม่ได้ตามกำหนดเวลาให้นาย ทะเบียนสหกรณ์ตั้งสมาชิกเป็นกรรมการแทนในการนี้ให้ผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งกรรมการเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน (มาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

วันจันทร์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2567

การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ ในงานพัฒนาสหกรณ์

หลักการสหกรณ์ หลักการที่ 5 ว่าด้วย การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ (Education, Training and Information) สหกรณ์พึงให้การศึกษา และการฝึกอบรมแก่บรรดาสมาชิก ผู้แทนจากการเลือกตั้ง ผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นสามารถช่วยพัฒนาสหกรณ์ได้อย่างมีประสิทธิผล สหกรณ์จึงให้ข่าวสาร ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชน และผู้นําทางความคิด เกี่ยวกับคุณลักษณะ และประโยชน์ของการสหกรณ์ (กรมส่งเสริมสหกรณ์, 2552)

หลักการสหกรณ์ หลักการที่ 5 ประกอบกับหลักการสหกรณ์อื่น ๆ ทั้งหกหลักการ เพื่อการบรรลุเป้าหมายให้คุณค่าของสหกรณ์และอุดมการณ์สหกรณ์เกิดผลเป็นรูปธรรม อันได้แก่ การช่วยตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกัน ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความเป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรม และความเป็นเอกภาพ สมาชิกสหกรณ์เชื่อมั่นในคุณค่าทางจริยธรรมแห่งความสุจริต ความเปิดเผย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น โดยสืบทอดประเพณีปฏิบัติของผู้ริเริ่มการสหกรณ์ จะนําไปสู่การกินดี อยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุขในสังคม

Robert Owen คิดค้นวิธีการสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือชนชั้นกรรมมาชีพที่ได้รับผลกระทบจากระบบทุนนิยมที่ได้รับแรงหนุนเสริมจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่เริ่มขึ้นในปี 1760 Robert Owen คิดและวางรากฐานด้านการสหกรณ์ขึ้น เนื่องจากชนชั้นกรรมาชีพ ณ ขณะนั้นถูกนายทุนเอารัดเอาเปรียบด้านค่าจ้างแรงงาน เพราะนายทุนใช้เครื่องจักรเครื่องกลมาใช้ทดแทนแรงงานมนุษย์และต่อรองกับชนชั้นกรรมมาชีพโดยการลดค่าจ้างแรงงาน Robert Owen จึงคิดค้นวิธีการสหกรณ์ขึ้นมาเพื่อช่วยเหลือชนชั้นกรรมมาชีพที่ได้รับผลกระทบจากระบบทุนนิยมที่ได้รับแรงหนุนเสริมจากการปฏิบัติอุตสาหกรรม

Robert Owen ใช้วิธีการก่อร่างสร้างแนวคิดการสหกรณ์อย่างไร การสหกรณ์จึงได้แพร่หลาย กระจายไปทั่วโลก อาจสรุปได้ว่า เริ่มต้นจาก Co-operative Magazine ของชมรมเล็ก ๆ ที่เรียกว่า A London Co-operative Society ในปี ค.ศ. 1824 การวางรากฐานความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ผ่าน New Harmony community ในปี ค.ศ. 1826 และการเกิด Rochdale Pioneers ในปี ค.ศ. 1844

ผมสรุปเอาว่า Robert Owen ใช้กระบวนการสร้างความรู้ที่มีเป้าหมายเพื่อการยกระดับจิตสำนึกของประชาชนผู้ถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เน้นการสร้างความรู้ด้วยการกระทำ โดยใช้ความเชื่อ และอคติเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้และความเป็นจริง ซึ่งเป็นวิธีการของมุมมองต่อโลกหรือกรอบแนวคิดที่เรียกว่า กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical Paradigm)

Robert Owen ใช้วิธีการวิพากษ์เชิงลึกเพื่อเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม มุ่งสร้างพื้นฐานแนวความคิดสหกรณ์ในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่าง ๆ ในสังคม และการสะท้อนตัวตนของผู้แสวงหาความรู้เพื่อการเปลี่ยนแปลง 

การศึกษาและการฝึกอบรมอย่างไร ? ที่จะส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า การพัฒนา

การศึกษา ฝึกอบรม และสารสนเทศ ทางสหกรณ์ เพื่อการพัฒนาสหกรณ์ให้บรรลุเป้าหมายคุณค่าและอุดมการณ์สหกรณ์ ต้องมีอะไรมากกว่า เพื่อให้ผู้เข้ารับการศึกษา อบรม...มีความรู้ ความเข้าใจเพิ่มขึ้นสิ่งที่มากกว่า คือ ผู้เข้ารับการศึกษา อบรม จะไปเปลี่ยนแปลงอะไรได้บ้าง?

นักจิตวิทยากล่าวไว้ว่า บทบาทของทัศนคติเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดการกระทำหรือพฤติกรรมของบุคคลหากหวังให้พฤติกรรมของบุคคลเปลี่ยน ต้องเปลี่ยนความคิดหรือทัศนคติให้ได้ก่อน ซึ่งการเปลี่ยนแปลง 3 ขั้นตอนที่สำคัญ คือ

1) การตั้งคำถาม (สมมุติฐาน) และแนวคิดต่าง ๆ มีผลต่อกระบวนการคิด ความเข้าใจ และความรู้สึกของตนต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว

2) บุคคลเริ่มปรับเปลี่ยนกรอบความคิด ลักษณะนิสัย ที่จะช่วยให้เกิดมโนทัศนใหม่ที่มีความครอบคลุมชัดเจน

3) บุคคลปฏิบัติหรือทำการตัดสินใจในเรื่องต่าง ๆ โดยใช้ความรู้ความเข้าใจที่พัฒนาขึ้นมาใหม่ หรือใช้มโนทัศน์ใหม่เป็นแนวทางการปฏิบัติ

การศึกษาและการฝึกอบรมทางสหกรณ์เพื่อการพัฒนา อาจประกอบด้วยขึ้นตอนที่สำคัญ ได้แก่

1) กระบวนการที่ทำให้เกิดการเข้าใจเข้าถึงปัญหาต่าง ๆ ที่ต้องการพัฒนา

2) กระบวนการสนทนาเพื่อการโต้ตอบซักถาม

3) การสำรวจทัศนคติ

4) การปรับเปลี่ยนทัศนคติ

แนวคิดสหกรณ์ไม่ใช่ลัทธิความเชื่อที่ใช้กำหนดระบบความคิดความเชื่อของผู้คน แต่การสหกรณ์เป็นทฤษฎีที่พิสูจน์ได้ ด้วยการดำเนินการตามหลักการสหกรณ์ ที่เรียกว่าวิธีการสหกรณ์ วิธีการที่จะทำให้อุดมการณ์ดำรงอยู่ได้จะต้องใช้กลไกทางสังคม ที่ทำงานในเชิงอุดมการณ์หรือกำหนดกรอบพฤติกรรมความเชื่อของคนในสังคมให้รู้สึกเต็มใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคมสหกรณ์


หลักการสหกรณ์ที่ 5 เป็นหลักการสำคัญที่จะทำให้ผู้คนในขบวนการสหกรณ์และผู้คนทั่วไปมีความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ที่ถูกต้อง การศึกษาทางสหกรณ์จึงเป็นแนวทางของภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์สหกรณ์ที่สำคัญที่สุดในการพัฒนาการสหกรณ์ และรักษาคุ้มครองระบบสหกรณ์ ฉะนั้น การศึกษาและการฝึกอบรมทางสหกรณ์ จึงจะต้องมีเป้าหมายสำคัญในการเปลี่ยนทัศนคติต่อสหกรณ์ให้ถูกต้อง เพื่อการเปลี่ยนพฤติกรรมให้เป็นไปตามหลักการและวิธีการสหกรณ์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในเชิงคุณค่าและอุดมการณ์สหกรณ์

วันอาทิตย์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2567

การบริหารจัดการธุรกิจการให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิกของสหกรณ์

สหกรณ์ คือ คณะบุคคลซึ่งร่วมกันดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของสมาชิกสหกรณ์ผู้มีสัญชาติไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก    โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ มีอำนาจกระทำการ ดำเนินธุรกิจ การผลิต การค้า การบริการ และอุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ของสมาชิก ให้สวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่สมาชิกและครอบครัว ให้ความช่วยเหลือทางวิชาการแก่สมาชิก ขอหรือรับความช่วยเหลือทางวิชาการ        จากทางราชการ หน่วยงานของต่างประเทศ หรือบุคคลอื่นใด รับฝากเงินประเภทออมทรัพย์หรือประเภทประจำจากสมาชิกหรือสหกรณ์อื่น หรือสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมีสมาชิกของสมาคมนั้นไม่น้อยกว่า      กึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ     นิติบุคคลนั้น เป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน ทั้งนี้ตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจาก    นายทะเบียนสหกรณ์ ให้กู้ ให้สินเชื่อ ให้ยืม ให้เช่า ให้เช่าซื้อ โอน รับจำนองหรือรับจำนำ ซึ่งทรัพย์สิน          แก่สมาชิกหรือของสมาชิก จัดให้ได้มา ซื้อ ถือกรรมสิทธิ์หรือทรัพยสิทธิ ครอบครอง กู้ ยืม เช่า เช่าซื้อ รับโอนสิทธิการเช่าหรือสิทธิการเช่าซื้อ จำนอง หรือจำนำ ขาย หรือจำหน่ายด้วยวิธีอื่นใดซึ่งทรัพย์สิน ให้สหกรณ์อื่นกู้ยืมเงินได้ตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ตลอดจนดำเนินกิจการอย่างอื่นบรรดาที่เกี่ยวกับ หรือเนื่องในการจัดให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์

การดำเนินงานในฐานะสหกรณ์ ดำเนินการโดยคณะกรรมการสหกรณ์ หรือผู้จัดการสหกรณ์           ซึ่งสหกรณ์มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการ และเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้ ในการดำเนินกิจการของสหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ หรือผู้จัดการ ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์ ข้อบังคับของสหกรณ์ และมติที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก

ธุรกิจการให้เงินกู้ยืมแก่ของสหกรณ์ เป็นไปตามอำนาจกระทำการให้กู้ ให้สินเชื่อ ให้ยืม ให้เช่า ให้เช่าซื้อ โอน รับจำนองหรือรับจำนำ ซึ่งทรัพย์สินแก่สมาชิกหรือของสมาชิก เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์           เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ โดยคณะกรรมการเงินกู้ มีอำนาจหน้าที่ใน         การพิจารณาวินิจฉัยอนุมัติการให้เงินกู้แก่สมาชิกตามกฎหมาย ข้อบังคับ ระเบียบ มติ และคำสั่งของสหกรณ์ ซึ่งต้องตรวจสอบการใช้เงินกู้ของสมาชิกให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่ให้เงินกู้นั้น ตรวจสอบและควบคุมให้เงินกู้มีหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในระเบียบของสหกรณ์ และเมื่อเห็นว่าหลักประกันสำหรับเงินกู้รายใดเกิดบกพร่องก็ต้องกำหนดให้ผู้กู้จัดการแก้ไขให้คืนดีภายในระยะเวลาที่กำหนด ดูแลและติดตามการชำระหนี้ของสมาชิกผู้กู้ให้เป็นไปตามที่กำหนดในสัญญา และรายงานและสอบสวนเบื้องต้นให้ได้ข้อความจริง ในกรณีสมาชิกผู้กู้ขอผ่อนเวลาการส่งเงินงวดชำระหนี้เงินกู้ หรือผิดนัดการส่งเงินงวดชำระหนี้ เพื่อเสนอความเห็นให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาผ่อนผันหรือเรียกคืนเงินกู้ หรือสอบสวนลงโทษให้สมาชิกออกจากสหกรณ์ หรือพิจารณาว่าตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้ โดยจะต้องรายงานเป็นประจำทุกเดือน

หลักการสำคัญในการบริหารจัดการธุรกิจการให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิกของสหกรณ์ นอกจากพิจารณาดำเนินการให้เป็นไปตามอำนาจกระทำการเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของสหกรณ์แล้ว จะต้องคำนึงว่า       การให้สินเชื่อทุกประเภทมีความเสี่ยง ความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk) เป็นความเสี่ยงทั้งในปัจจุบันหรือในภายหน้าที่มีต่อรายได้และส่วนทุนของกลุ่มเกษตรกรอันเกิดจากการที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ตามเงื่อนไขและ/หรือข้อตกลงในสัญญา เป็นความเสี่ยงที่เกิดจากการที่ลูกหนี้หรือคู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามภาระที่ตกลงไว้     เช่น ลูกหนี้ไม่สามารถชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยตามที่ตกลงไว้ในสัญญา เป็นต้น รวมถึงโอกาสที่คู่ค้าจะถูก    ปรับลดอันดับความเสี่ยงด้านเครดิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อรายได้และเงินทุนของสหกรณ์

สหกรณ์สามารถนำหลักการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Risk Management)      มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการการเงิน โดยการกำหนดแผนการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิต เพื่อป้องกันความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ของสมาชิกและแผนในการแก้ไขกรณีที่สมาชิก           ขาดความสามารถในการชำระหนี้จนผิดนัดชำระหนี้ โดยมีเครื่องมือสำคัญ ได้แก่

1) การกำหนดแหล่งที่มา-ใช้ไปของทุน ในการดำเนินธุรกิจสินเชื่อ โดยพิจารณาถึงแหล่งที่มาของทุนว่ามาจากแหล่งภายใน - ภายนอกสหกรณ์ เป็นแหล่งที่มาระยะสั้น - ระยะยาว เพื่อวางแผนใช้ทุนดังกล่าวให้สอดคล้องเหมาะสมกับแหล่งที่ใช้ไปคือการให้เงินกู้แก่สมาชิกว่าเป็นการให้เงินกู้ระยะสั้นหรือระยะยาว

2) หลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 5C ได้แก่

(1) Character ลักษณะและความน่าเชื่อถือของผู้ขอสินเชื่อ

(2) Capacity ความสามารถในการชำระหนี้คืน

(3) Capital เงินทุน สินทรัพย์ เพื่อเป็นหลักประกันการให้กู้ยืม

(4) Collateral ผู้ค้ำประกันหรือหลักประกันที่ผู้ขอสินเชื่อนำมาจำนำ หรือจำนอง เพื่อให้สถาบันการเงินมีความมั่นใจและลดความเสี่ยงหากผู้ขอสินเชื่อไม่ชำระหนี้ตามกำหนด

3) หลักการวิเคราะห์สินเชื่อ 3P ได้แก่

(1) วัตถุประสงค์ในการกู้เงิน (Purpose)

(2) การชำระเงินกู้ (Payment)

(3) การป้องกันความเสี่ยง (Protection)

4) การตรวจสอบติดตาม ได้แก่ ตรวจสอบการใช้เงินกู้ ตรวจสอบและควบคุมให้เงินกู้มีหลักประกันตามที่กำหนด และดูแลและติดตามการชำระหนี้ของผู้กู้ให้เป็นไปตามที่กำหนด

นายทะเบียนสหกรณ์ ได้ให้คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องหลักเกณฑ์การให้เงินกู้แก่สมาชิก อย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ให้ไว้ ณ วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2567 ซึ่งคำแนะนำดังกล่าวสอดคล้องกับประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกช. 7/2566 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ประกาศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ซึ่งมีรายละเอียดโดยสรุป ดังตารางที่ 1

ตารางที่ 1 การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending)

หลักเกณฑ์

ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย

เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม

คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์

เรื่องหลักเกณฑ์การให้เงินกู้แก่สมาชิกอย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม

1. การพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อ/การให้บริการเงินให้กู้แก่สมาชิก

ผู้ให้บริการต้องมีผลิตภัณฑ์สินเชื่อที่เหมาะสมกับความต้องการ ความสามารถในการชำระหนี้ และไม่กระตุ้นให้ก่อหนี้เกินควร โดยควรผลักดันการกำหนดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของลูกค้าหรือกลุ่มลูกค้าและลักษณะสินเชื่อ (risk-based pricing) รวมทั้งเงื่อนไขสัญญามีความเป็นธรรมต่อลูกค้า

การให้บริการเงินให้กู้แก่สมาชิก ควรกำหนดให้เหมาะสมกับความต้องการของสมาชิก ความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิก และไม่กระตุ้นให้สมาชิกก่อหนี้เกินควร โดยควรผลักดันการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินให้กู้ให้สอดคล้องกับประเภทของเงินกู้ รวมทั้งเงื่อนไขสัญญาจะต้องมีความเป็นธรรมต่อสมาชิกผู้กู้

2. การโฆษณา/การประชาสัมพันธ์

ผู้ให้บริการต้องจัดทำและควบคุมโฆษณาให้มีเนื้อหาที่ ถูกต้องและชัดเจน” “ครบถ้วนและปรียบเทียบเงื่อนไข อัตราดอกเบี้ย และค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ได้และ ไม่กระตุ้นให้ก่อหนี้เกินควร เพื่อให้ลูกค้าได้รับและเข้าใจข้อมูลที่จำเป็นจากโฆษณาอย่างเพียงพอต่อการตัดสินใจและส่งเสริมการมีวินัยทางการเงิน

การประชาสัมพันธ์ สหกรณ์ต้องจัดให้มีการอธิบายข้อมูลรายละเอียดของบริการเงินกู้แก่สมาชิกและเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวให้สมาชิกรับทราบและเข้าใจได้ง่าย โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เป็นหลักในกรณีที่ไม่สามารถดำเนินการหรือมีเหตุอื่นทำให้ให้ไม่สามารถดำเนินการโดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ได้ ให้เปิดเผยข้อมูลนั้น ณ สำนักงานใหญ่ และสำนักงกงานสาขาของสหกรณ์นั้นทุกแห่ง ข้อมูลรายละเอียดของบริการเงินให้กู้แก่สมาชิก ต้องมีการแสดงเงื่อนไข สิทธิประโยชน์ และข้อควรระวังอย่างถูกต้อง ครบถ้วนและชัดเจน เพื่อการตัดสินใจของสมาชิกในการเลือกใช้บริการเงินให้กู้ของสหกรณ์แต่ละประเภท

3. กระบวนการขาย/การเสนอเพื่อให้บริการเงินให้กู้แก่สมาชิก

ผู้ให้บริการต้องดูแลให้ลูกค้าได้รับข้อมูลสำคัญครบถ้วนไม่เกินจริง ไม่บิดเบือนเพียงพอต่อการตัดสินใจด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงได้รับการเสนอขายผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือความต้องการในการใช้เงินของลูกค้าและไม่ถูกกระตุ้นให้ก่อหนี้เกินควร

การเสนอเพื่อให้บริการเงินให้กู้แก่สมาชิก สหกรณ์ต้องดูแลให้สมาชิกได้รับข้อมูลสำคัญครบถ้วน ไม่เกินจริง ไม่บิดเบือน เพียงพอต่อการตัดสินใจด้วยความเข้าใจที่ถูกต้อง รวมถึงได้รับการเสนอบริการเงินให้กู้แก่สมาชิกที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือความต้องการในการใช้เงินของสมาชิกและไม่ถูกกระตุ้นให้ก่อหนี้เกินควร

4. การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ (Affordability)

ผู้ให้บริการต้องประเมินความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า โดยพิจารณาให้ครอบคลุมภาระหนี้ทั้งหมด และคำนึงถึงเงินเหลือสุทธิหลังหักภาระผ่อนชำระหนี้ทั้งหมด (residual income) ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพของลูกค้า อย่างเต็มที่เท่าที่ผู้ให้บริการสามารถทำได้ (best effort)

การพิจารณาความสามารถในการชำระหนี้ สหกรณ์ต้องประเมินความสามารถ ในการชำระหนี้ของสมาชิกผู้กู้ โดยพิจารณาให้ครอบคลุมภาระหนี้ทั้งหมด และคำนึงถึงเงินเหลือสุทธิหลังจากหักชำระหนี้ให้เพียงพอต่อการดำรงชีพของสมาชิกผู้กู้อย่างเต็มที่เท่าที่สหกรณ์สามารถทำได้ โดยการให้กู้แก่สมาชิกสหกรณ์ควรต้องพิจารณาจากหลักเกณฑ์ ดังต่อไปนี้

(1) เป็นสมาชิกมาแล้วไม่น้อยกว่า 6 เดือน

(2) ความสามารถในการชำระหนี้ของสมาชิกผู้กู้

(3) พฤติกรรมทางการเงินของผู้กู้ เช่น ประวัติการชำระหนี้ ประวัติการผิดนัดชำระหนี้การถูกฟ้องร้องดำเนินคดี เป็นต้น เพื่อให้สหกรณ์มีข้อมูลการเป็นหนี้ของสมาชิกผู้กู้อย่างครบถ้วน สามารถวิเคราะห์พฤติกรรมและความสามารถในการชำระหนี้ได้อย่างถูกต้อง และให้สหกรณ์พิจารณาเข้าร่วมเป็นสมาชิกบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด หรือกรณีการให้กู้แก่สมาชิกที่รวมกันทุกสัญญาแล้วตั้งแต่ห้าแสนบาทขึ้นไป สหกรณ์ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้สมาชิกผู้กู้ส่งข้อมูลเครดิตจากบริษัทข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด สำหรับประกอบการพิจารมา ทั้งนี้ เพื่อให้เกิดการให้กู้อย่างรับผิดชอบ

(4) การกำหนดจำนวนงวดชำระหนี้ของสมาชิกผู้กู้ที่มีอายุสัญญามากกว่า 3 ปี ขึ้นไปควรกำหนดระยะเวลาชำระหนี้ของสมาชิกผู้กู้แต่ละราย โดยกำหนดชำระงวดสุดท้ายให้แล้วเสร็จ โดยที่สมาชิกผู้กู้ยังมีอายุไม่เกิน 75 ปี เว้นแต่การกู้เงินนั้นเมื่อรวมทุกสัญญาแล้วมีจำนวนไม่เกินค่าหุ้นและเงินฝากที่สมาชิกผู้กู้มีอยู่กับสหกรณ์

(5) เงินเหลือสุทธิหลังจากหักชำระหนี้ของสมาชิกผู้กู้ ควรมีเงินเหลือสุทธิเพียงพอต่อการดำรงชีพของสมาชิก สำหรับสหกรณ์อออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ควรมีเงินเหลือสุทธิหลังหักชำระหนี้แล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 ตลอดอายุสัญญา

5. การส่งเสริมวินัยและการบริหารจัดการทางการเงินในระหว่างเป็นหนี้

ผู้ให้บริการต้องให้ข้อมูลและคำเตือนสำคัญที่ลูกหนี้ควรรู้ รวมถึงสร้างเครื่องมือช่วยสนับสนุนการกระตุกพฤติกรรมลูกหนี้ (nudge) เพื่อสนับสนุนให้ลูกหนี้มีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้น และสามารถบริหารจัดการหนี้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง (responsible borrowing)

การส่งเสริมวินัยและการบริหารจัดการทางการเงินในระหว่างการเป็นหนี้ สหกรณ์ต้องให้ข้อมูลและคำเตือนสำคัญที่สมาชิกผู้กู้ควรรู้ รวมถึงสร้างเครื่องมือช่วยสนับสนุนการกระตุกพฤติกรรมสมาชิกผู้กู้เพื่อสนับสนุนให้สมาชิกผู้กู้มีวินัยทางการเงินที่ดีขึ้นและสามารถบริหารจัดการหนี้ให้เป็นประโยชน์กับตนเอง

6. การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง (Persistent Debt: PD)

ผู้ให้บริการต้องแจ้งข้อมูลสำคัญให้ลูกหนี้ตระหนักถึงผลเสียของการเป็นหนี้ที่เรื้อรัง รวมทั้งมีแนวทางการให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นมาตรฐานเพื่อให้ลูกหนี้เห็นทางปิดจบหนี้ได้อย่างเหมาะสม

การให้ความช่วยเหลือสมาชิกผู้กู้ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรัง สหกรณ์ต้องแจ้งข้อมูลสำคัญให้สมาชิกผู้กู้ตระหนักถึงผลเสียของการเป็นหนี้ที่เรื้อรัง รวมทั้ง มีแนวทางการให้ความช่วยเหลืออย่างเป็นมาตรฐานเพื่อให้สมาชิกผู้กู้เห็นทางหมดภาระหนี้สินได้

7. การให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่มีปัญหาการชำระหนี้

ผู้ให้บริการต้องเสนอแนวทางปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้โดยเร็ว ตั้งแต่เริ่มมีสัญญาณว่าลูกหนี้กำลังประสบปัญหาชำระหนี้ ตลอดจนเมื่อเป็นหนี้เสียแล้ว โดยเฉพาะก่อนการดำเนินการตามกฎหมาย โอนขายหนี้ บอกเลิกสัญญา หรือยึดทรัพย์

การให้ความช่วยเหลือสมาชิกผู้กู้ที่มีปัญหาการชำระหนี้ สหกรณ์ต้องเสนอแนวทางปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่สอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ ของสมาชิกผู้กู้โดยเร็ว ตั้งแต่เมื่อมีสัญญาณว่าสมาชิกผู้กู้กำลังประสบปัญหาในการชำระหนี้ ตลอดจนเมื่อเป็นหนี้เสียแล้ว ก่อนที่จะการดำเนินการตามกฎหมาย

8. การดำเนินการตามกฎหมายและการโอนขายลูกหนี้ไปยังเจ้าหนี้รายอื่น/การดำเนินการตามกฎหมายเมื่อสมาชิกผู้กู้ผิดชำระหนี้

ผู้ให้บริการต้องแจ้งให้ลูกหนี้ได้รับทราบสิทธิและข้อมูลที่สำคัญอย่างครบถ้วนเมื่อถูกดำเนินการตามกฎหมายในกรณีที่ลูกหนี้สอบถาม ตลอดจนควรเปิดโอกาสให้ลูกหนี้ได้ไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้ รวมถึงภายหลังจากการโอนขายหนี้ ลูกหนี้ได้รับเงื่อนไขการผ่อนชำระหนี้ที่เหมาะสม

การดำเนินการตามกฎหมายเมื่อสมาชิกผู้กู้ผิดชำระหนี้ สหกรณ์ต้องแจ้งให้สมาชิกผู้กู้ได้รับทราบสิทธิและข้อมูลที่สำคัญอย่างครบถ้วนเมื่อถูกดำเนินการตามกฎหมาย ตลอดจนควรเปิดโอกาสให้สมาชิกผู้กู้ได้ไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้

ที่มา:

1. ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกช. 7/2566 เรื่อง การให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ประกาศ ณ วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2566

2. คำแนะนำนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องหลักเกณฑ์การให้เงินกู้แก่สมาชิก อย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม ให้ไว้ ณ วันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2567

กล่าวโดยสรุป การบริหารจัดการธุรกิจการให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิกของสหกรณ์ ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามอำนาจกระทำการของสหกรณ์ เพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ คือ ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ ทั้งนี้ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ต้องพิจารณาปรับใช้มาตรการต่าง ๆ โดยอยู่บนพื้นฐานประโยชน์ต่อสหกรณ์ และการช่วยเหลือสมาชิก ต้องคำนึงถึงการสร้างวินัยทางการเงินและความเป็นธรรมแก่สมาชิกอื่น เป็นไปตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อาทิ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม กฎกระทรวง ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ คำแนะนำ    นายทะเบียนสหกรณ์ ข้อบังคับสหกรณ์ ระเบียบสหกรณ์ มติที่ประชุมใหญ่ มติคณะกรรมการดำเนินการ และคำสั่งหรือประกาศสหกรณ์

วันเสาร์ที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2567

เงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว

ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ มีมติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามหุ้นอัตราร้อยละ 5หมายความว่าอย่างไร

หมายความว่า ร้อยละ 5 ต่อหุ้น หรือ หมายความว่า ร้อยละ 5 ของมูลค่าหุ้น

มาตรา 60 (1) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า กำไรสุทธิประจำปีที่เหลือจากการจัดสรรเป็นทุนสำรองและค่าบำรุงสันนิบาต สหกรณ์แห่งประเทศไทย ที่ประชุมใหญ่อาจจัดสรรได้ภายใต้ข้อบังคับ โดยให้จ่ายเป็นเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง สำหรับสหกรณ์แต่ละประเภทซึ่งกฏกระทรวง (พ.ศ. 2543) ออกตามความในพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 ข้อ 1 กำหนดการจ่ายเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วของสหกรณ์แต่ละประเภท ให้จ่ายได้ไม่เกินอัตราร้อยละสิบต่อปี

อัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วคำนวณอย่างไร

อัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว (%) = (เงินปันผลต่อหุ้น ÷ ราคาหุ้น) x 100

ตัวอย่าง

ข้อบังคับสหกรณ์กำหนดให้สหกรณ์ออกหุ้นได้โดยไม่จำกัดจำนวน มีมูลค่าหุ้นละ 10 บาท งบฐานะทางการเงิน ณ วันสิ้นปีทางบัญชี มีทุนเรือนหุ้นทั้งสิ้น (มูลค่าหุ้นละ 10 บาท) จำนวน 1,000,000.00 บาท ที่ประชุมใหญ่ มีมติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามหุ้นอัตราร้อยละ 5

เงินปันผลต่อหุ้น = 0.50 มาจาก 50,000.00 ÷ 100,000.00

อัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว = ร้อยละ 5 มาจาก 0.50 ÷ 10.00 x 100

ฉะนั้น มติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามหุ้นอัตราร้อยละ 5 จึงหมายความว่า ร้อยละ 5 ของมูลค่าหุ้น (หุ้นที่ชำระแล้ว)

อนึ่ง การคำนวณเงินปันผลของสหกรณ์ที่กำหนดข้อบังคับให้สมาชิกถือหุ้นรายเดือน (โดยคิดให้ตามส่วนแห่งระยะเวลา) จะมีวิธีการคิดอัตราเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วเหมือนกัน แต่การคำนวณเงินปันผลให้สมาชิกแต่ละรายจะต้องนำจำนวนวันที่ถือหุ้นมาคำนวณด้วย เช่น สมาชิกถือหุ้นเป็นประจำเดือนละ 1,000.00 บาท จำนวน 12 เดือน เป็นเงิน 12,000.00 บาท ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ มีมติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามหุ้นอัตราร้อยละ 5 สมาชิกจะได้รับเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว (ในระหว่างปี) จำนวน 276.99 บาท (กรณีคำนวณด้วยจำนวนวัน) หรือ 275.00 บาท (กรณีคำนวณด้วยจำนวนเดือน) ไม่ใช่ 600 บาท

ส่วนเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว (ยกมาต้นปี) ไม่ต้องนำจำนวนวันที่ถือหุ้นมาคำนวณด้วย เช่น สมาชิกมีทุนเรือนหุ้นยกมาต้นปีจำนวน 12,000.00 บาท ระหว่างปี สมาชิกถือหุ้นเป็นประจำเดือนละ 1,000.00 บาท จำนวน 12 เดือน เป็นเงิน 12,000.00 บาท ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์ มีมติจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีเป็นเงินปันผลตามหุ้นอัตราร้อยละ 5 สมาชิกจะได้รับเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้วรวมจำนวน 876.99 บาท (มาจาก 600 + 276.99 (กรณีคำนวณด้วยจำนวนวัน))



การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...