ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์
การไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ
หรือการกำหนดระเบียบขัดต่อวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับ การออกประกาศโดยมติที่ขัดต่อระเบียบ
ขัดต่อวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับ
แม้ไม่เกิดความเสียหายก็เป็นเหตุที่นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจสั่งยับยั้งหรือเพิกถอนมตินั้นได้
โดยใช้อำนาจตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
แต่หากเกิดความเสียหายทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่อง
หรือระงับการปฏิบัติที่เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องหรืออาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
หรือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นให้แล้วเสร็จ
หรือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะหรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ
ตามมาตรา 22 (1) (2) (3) หรือ (4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม
กรณีที่ผู้แทนสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการจนสหกรณ์เสียหาย
ก็ย่อมต้องมีความรับผิดทางแพ่ง
หรือความรับผิดทางอาญา หรือรับผิดทั้งแพ่งและอาญา กรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ ผู้จัดการ
เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทำให้สหกรณ์เสียหาย ถ้าสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ให้นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์ได้
(มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
ผู้แทนสหกรณ์
สหกรณ์เป็นนิติบุคคลตามมาตรา
37 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติว่า “ให้สหกรณ์ที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล” สหกรณ์มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิก
(มาตรา 50 วรรคแรก แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
หรือผู้จัดการสหกรณ์ เป็นผู้แทนสหกรณ์ ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติให้ “คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการ
และเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน
หรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้”
หน้าที่ของผู้แทนสหกรณ์
ผู้แทนสหกรณ์ตามมาตรา
51 ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามมาตรา 51/1 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บัญญัติว่า “ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย
วัตถุประสงค์ ขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์
ข้อบังคับของสหกรณ์ และมติที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้
ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก”
ความรับผิดของผู้แทนสหกรณ์
หากผู้แทนสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ผู้ใดมีส่วนร่วมในการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์
กรรมการ หรือผู้จัดการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ โดย
แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ หรือดำเนินกิจการนอกขอบวัตถุประสงค์
หรือขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการ ที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์
ต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายต่อสหกรณ์ (มาตรา 51/2 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ.
2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
ความรับผิดตามมาตรา
51/2 อาจเป็นความรับผิดทางแพ่ง ความรับผิดทางอาญา หรือรับผิดทั้งแพ่งและอาญา
ซึ่งบทความนี้จะกล่าวเฉพาะความรับผิดทางแพ่ง
ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์
ความเกี่ยวพันระหว่างสหกรณ์กับผู้แทนสหกรณ์
ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.พ.พ. มาตรา
77 ที่บัญญัติว่า “ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาใช้บังคับแก่ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคลกับผู้แทนของนิติบุคคล
และระหว่างนิติบุคคล หรือผู้แทนของนิติบุคคลกับบุคคลภายนอก โดยอนุโลม” โดย บทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่ง ป.พ.พ.
ผู้แทนสหกรณ์จะต้องรับผิดในฐานะตัวแทนตาม
ป.พ.พ. มาตรา 812 ที่บัญญัติว่า “ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด
ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทนก็ดี เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี
หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจก็ดี ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด”
หากผู้แทนสหกรณ์กระทำการละเมิดต่อบุคคลภายนอกหรือต่อสหกรณ์
จะต้องมีความรับผิดเพื่อละเมิด ตาม ป.พ.พ. โดยใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี
อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี
ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”
การใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น
ป.พ.พ. มาตรา 438 บัญญัติว่า “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น
ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด อนึ่ง
ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด
หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น
รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ
อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย” และ ป.พ.พ. มาตรา 206 บัญญัติว่า “ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด
ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด”
สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดมีอายุความหนึ่งปีตาม
ป.พ.พ. มาตรา 448 ที่บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น
ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด
แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา
และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้
ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ” แต่สิทธิเรียกร้องให้ผู้แทนสหกรณ์
รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น
ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ที่บัญญัติว่า “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ
ให้มีกำหนดสิบปี”
ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1765/2566
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
2378/2564
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
3958/2561
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
10941/2558
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
5896/2558
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
2229/2558
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
981/2531
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
4715/2530
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น