วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

สหกรณ์ (เจ้าหนี้) กับสมาชิก (ลูกหนี้) สามารถ “ประนีประนอมยอมความ” ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่

ประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ที่บัญญัติว่า อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันซึ่งการประนีประนอมยอมความตามบทบัญญัติดังกล่าวอาจมีขึ้นก่อนหรือภายหลังคำพิพากษาก็ได้ ดังที่ สรรเสริญ เดชสีหธนานนท์ และสุจรรยา สุจริตศรีชัยกุล สรุปว่า “…คู่กรณีนำข้อพิพาทมาฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี ต่อมาภายหลังเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตามคำพิพากษากลับนำสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันอีก ซึ่งศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากสัญญาดังกล่าวได้กระทำในศาล สิทธิในการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นอันระงับ แต่ถ้าได้กระทำนอกศาล ถือเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความรู้เห็นของศาล เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับคดีต่อไปได้ ส่วนลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับความเสียหายอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันเป็นคดีใหม่...” (ดุลพาห, เล่มที่ 2 ปีที่ 67) 

สถาบันอนุญาโตตุลาการ (2564) อธิบายว่า ประนีประนอมยอมความ เป็นสัญญาที่กระทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสำหรับคู่พิพาท โดยจะมีผลผูกพันทางกฎหมายไม่ต่างจากสัญญาอื่น ๆ โดยจะเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นเพื่อต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามกฎหมาย และหลังจากหาข้อสรุปรวมกันอย่างดีจะมีการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน ซึ่งข้อตกลงที่ทำร่วมกันจะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย กล่าวคือไม่มีเงื่อนไขที่พ้นวิสัยที่จะปฏิบัติได้ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะจะถือเป็นโมฆะ อีกทั้งสาระสำคัญของการสัญญาประนีประนอมจะต้องเป็นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงลายมือของคู่พิพาทหรือตัวแทน เพื่อที่จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ เพราะหากเป็นสัญญาปากเปล่าไม่มีบันทึกไว้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้ 

กรณี สหกรณ์ (เจ้าหนี้) กับสมาชิก (ลูกหนี้) จะ “ประนีประนอมยอมความ” ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ แต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกด้วย 

หลักการสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญในทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ได้แก่

1) คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ซึ่งผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน 

2) ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้หากผิดสัญญา 

กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องกับการประนีประนอมยอมความ

1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 851 852

2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) มาตรา 292 (6) (7)

3) พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562

4) ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

5) ระเบียบกรมบังคับคดี ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2558

6) ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 ข้อ 30 31 32

7) หนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1108/6736 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2550 เรื่อง หารือแนวทางปฏิบัติส่วนลดในการชำระหนี้ ของสมาชิกสหกรณ์หลังดำเนินคดี 

ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2519 คำพิพากษาฏีกาที่ 137/2522 คำพิพากษาฏีกาที่ 2576/2531

ไม่มีความคิดเห็น:

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...