วันเสาร์ที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2568

การรับฝากเงินของสหกรณ์

1. กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง

มาตรา 33 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า สหกรณ์จะตั้งขึ้นได้โดยการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดา สมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ และต้อง

(1) มีกิจการร่วมกันตามประเภทของสหกรณ์ที่ขอจดทะเบียน

มาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ ให้สหกรณ์มีอำนาจกระทำการ ดังต่อไปนี้ได้

มาตรา 46 (5) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า รับฝากเงินประเภทออมทรัพย์หรือประเภทประจำจากสมาชิกหรือสหกรณ์อื่น หรือสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมีสมาชิกของสมาคมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน หรือนิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน ทั้งนี้ตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ (นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยเงินฝากเงิน ตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/17 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562)

เจตนารมณ์ตามมาตรา 33 (1) ประกอบ มาตรา 46 (5) แสดงให้เห็นว่าการดำเนินธุรกิจรับฝากเงินของสหกรณ์ต้องเป็นไปเพื่อ ส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดา สมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือ ซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ซึ่งการดำเนินธุรกิจรับฝากเงินของสหกรณ์นั้นมีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมการออมของสมาขิกและ จัดหาทุนเพื่อดำเนินกิจการตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ในการให้บริการทางการเงินแก่สมาชิกโดยมีขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภทตาม กฎกระทรวง กำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภทที่จะรับจดทะเบียน พ.ศ. 2567 เช่น จัดให้มีเงินกู้หรือสินเชื่อแก่สมาชิกเพื่อการประกอบอาชีพ การดำรงชีพ และเพื่อการเคหะ หรือให้สหกรณ์อื่นกู้ยืมเงิน

2. สหกรณ์รับฝากเงินจากใครได้บ้าง

สหกรณ์รับฝากเงินได้จาก

1) สมาชิก (สมาชิกและสมาชิกสมทบ)

2) สหกรณ์อื่น

3) สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมีสมาชิกของสมาคมนั้นไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

4) นิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้น เป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

กรณี นิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้น “นิติบุคคล” หมายความว่า  หน่วยงานหรือองค์กรที่มีฐานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นซึ่งเป็นต้นสังกัดของสมาชิกสหกรณ์ (ร่างระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากนิติบุคคล พ.ศ. ... นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยเงินฝากจากนิติบุคคล ตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/17 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562)

3. ประเภทเงินรับฝากที่สหกรณ์รับฝากได้มีกี่ประเภท

ประเภทเงินรับฝากที่สหกรณ์รับฝากได้มี 2 ประเภท ได้แก่ ประเภทออมทรัพย์ หรือประเภทประจำ ทั้งนี้ เงินฝากประเภทออมทรัพย์สามารถแยกได้เป็น 2 ชนิด คือ เงินฝากออมทรัพย์และออมทรัพย์พิเศษ ส่วนเงินฝากประเภทประจำสามารถแยกได้เป็น 2 ชนิด เช่นกัน คือ เงินฝากประจำและเงินฝากประจำที่ได้รับการยกเว้นภาษี (เงินฝากประจำที่ต้องฝากเท่า ๆ กันทุกเดือน ไม่น้อยกว่า 24 เดือน) (กรมส่งเสริมสหกรณ์) ซึ่งเงินฝากประจำที่ได้รับการยกเว้นภาษี คือเงินฝากในสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์เท่านั้น (มาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561)

อนึ่ง เงินฝากออมทรัพย์พิเศษเป็นเงินฝากประเภทออมทรัพย์ ซึ่งผู้ฝากจะต้องจ่ายเงินฝากคืนเมื่อผู้ฝากทวงถาม แต่กำหนดเงื่อนไขการฝาก – การถอนเงิน และการกำหนดอัตราดอกเบี้ยแตกต่างจากเงินฝาก ออมทรัพย์ทั่วไป แต่ควรระวังว่าเงื่อนไขดังกล่าวจะต้องไม่ให้ผูกกับเงื่อนเวลา เพราะจะเข้าลักษณะเงินฝากประจำ (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

4. อัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากกำหนดได้ไม่เกินร้อยละเท่าไร

ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2565 เป็นต้นไป ให้สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ทุกประเภทกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากสำหรับระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินทุกประเภทได้ไม่เกินร้อยละ 3.75 ต่อปี (ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินรับฝากของสหกรณ์ ประกาศ ณ วันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2566)

5. ผู้ฝากเงินต้องภาษีเงินได้กรณีได้รับดอกเบี้ยเงินรับฝากจากสหกรณ์ หรือไม่ อย่างไร

5.1) ผู้ฝากเงิน (สมาชิก) ฝากเงินประเภทประจำกับสหกรณ์ ถ้าบุคคล (สมาชิกสหกรณ์ซึ่งเป็นบุคคลธรรมดา) ดังกล่าวได้รับดอกเบี้ย จะต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร โดยทุกครั้งที่สหกรณ์จ่ายดอกเบี้ยดังกล่าวให้แก่สมาชิก สหกรณ์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

อนึ่ง ดอกเบี้ยเงินฝากที่ได้รับจากการฝากเงินกับสหกรณ์ออมทรัพย์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ต้องเป็นดอกเบี้ยเงินฝากหรือผลตอบแทนเงินฝากที่เกิดจากการฝากเงินเป็นรายเดือนติดต่อกันมีระยะเวลาไม่น้อยกว่ายี่สิบสี่เดือนนับแต่วันที่เริ่มฝาก โดยมียอดเงินฝากแต่ละคราวเท่ากันแต่ไม่เกินสองหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน และรวมทั้งหมดแล้วต้องไม่เกินหกแสนบาท ให้ยกเว้นภาษีเงินได้พึงประเมินตาม มาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร (มาตรา 4 แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561)

5.2) ผู้ฝากเงิน (สมาชิก) ฝากเงินประเภทเงินฝากออมทรัพย์ไว้กับสหกรณ์ ถ้ามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากดังกล่าว ผู้ฝากเงินไม่ต้องเสียภาษีดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์ เพราะได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (8) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

5.3) สหกรณ์ (ผู้ฝากเงินสหกรณ์ตามมาตรา 46 (5)) ไม่ใช่นิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

5.4) สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ผู้ฝากเงินสหกรณ์ตามมาตรา 46 (5)) เป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้ามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก

5.5) นิติบุคคล (ผู้ฝากเงินสหกรณ์ตามมาตรา 46 (5)) หมายความว่า หน่วยงานหรือองค์กรที่มีฐานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นซึ่งเป็นต้นสังกัดของสมาชิกสหกรณ์            ซึ่งนิติบุคคลดังกล่าวจะได้รับหรือไม่ได้รับการยกเว้นภาษี กรณีมีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝาก ให้พิจารณาจากกฎหมายกฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้อง

อนึ่ง มาตรา 42 แห่งประมวลรัษฎากร บัญญัติว่า เงินได้พึงประเมินประเภทต่อไปนี้ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องรวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้

(8) ดอกเบี้ยดังต่อไปนี้       

(ก) ดอกเบี้ยสลากออมสินหรือดอกเบี้ยเงินฝากออมสินของรัฐบาลเฉพาะประเภทฝากเผื่อเรียก

(ข) ดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ที่ได้รับจากสหกรณ์

(ค) ดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารในราชอาณาจักรที่ต้องจ่ายคืนเมื่อทวงถามประเภทออมทรัพย์เฉพาะกรณีที่ผู้มีเงินได้ได้รับดอกเบี้ยดังกล่าวในจำนวนรวมกันทั้งสิ้นไม่เกินหนึ่งหมื่นบาทตลอดปีภาษีนั้น ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่อธิบดีประกาศกำหนด 

(พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 29) พ.ศ. 2534 ใช้บังคับ 7 พ.ย. 2534 เป็นต้นไป)

(ดูพระราชกฤษฎีกาฯ (ฉบับที่ 301) พ.ศ. 2539)

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 55))

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 64))

(ดูประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 346))

6. ผู้ฝากเงินกับสหกรณ์เปิดบัญชีเงินฝากได้จำนวนกี่บัญชี

6.1) เงินรับฝากออมทรัพย์ สหกรณ์ต้องกำหนดจำนวนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ว่าผู้ฝากรายหนึ่ง ๆ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ได้รายละไม่เกินกี่บัญชี สำหรับเงินฝากออมทรัพย์ควรให้ผู้ฝากเปิดได้เพียงบัญชีเดียว (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

6.2) เงินรับฝากออมทรัพย์พิเศษ สหกรณ์ต้องกำหนดเงื่อนไขการเปิดบัญชีและเอกสารประกอบการขอเปิดบัญชี โดยกำหนดจำนวนบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษว่าผู้ฝากรายหนึ่ง ๆ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ได้รายละกี่บัญชี สำหรับเงินฝากออมทรัพย์พิเศษควรให้ผู้ฝากเปิดได้เพียงบัญชีเดียว หากสหกรณ์ต้องการระดมทุนอาจให้เปิดบัญชีมากกว่าหนึ่งบัญชีได้ (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

อนึ่ง ตามร่างระเบียบว่าด้วยเงินฝากออมทรัพย์พิเศษ พ.ศ....... ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ แล้วเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 กำหนดให้ “ผู้ฝากคนหนึ่งเปิดบัญชีเงินฝากออมทรัพย์พิเศษได้เพียงบัญชีเดียว”

6.3) เงินรับฝากประจำ สหกรณ์ต้องกำหนดเงื่อนไขการเปิดบัญชีและเอกสารประกอบการขอเปิดบัญชี โดยกำหนดจำนวนบัญชีเงินฝากประจำว่า ผู้ฝากรายหนึ่ง ๆ สามารถเปิดบัญชีเงินฝากประจำได้รายละไม่เกินกี่บัญชี โดยอาจกำหนดตามระยะเวลาการฝากก็ได้ (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

อนึ่ง เงินฝากประจำ 24 เดือน (เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และตามมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561 ผู้ฝากเงิน (สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ต้องเปิดบัญชีเงินฝากขึ้นใหม่โดยเฉพาะแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และผู้ฝากเงิน (สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ผู้มีเงินได้ต้องมีบัญชีเงินฝากที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นี้บัญชีเดียว ตาม ข้อ 2 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 351)

7. ระเบียบของสหกรณ์ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

ระเบียบของสหกรณ์ที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ตามมาตรา 46 (5) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากสหกรณ์ได้ถือใช้ระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงิน...ที่เป็นไปตามร่างที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบไว้แล้ว ก็ให้ถือว่าได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์แล้ว และให้สหกรณ์ส่งสำเนาระเบียบให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบเท่านั้น

กรณีสหกรณ์กำหนดระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงิน...ที่ไม่เป็นไปตามร่างที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบไว้แล้ว สหกรณ์ต้องส่งระเบียบฯ ดังกล่าวให้นายทะเบียนสหกรณ์พิจารณา และต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ก่อนจึงจะใช้บังคับใช้ได้

8. การให้ผลตอบแทนอื่นใดนอกจากดอกเบี้ย

ห้ามมิให้สหกรณ์ (สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ประเภทสหกรณ์ออมทรัพย์หรือสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์) ให้ผลตอบแทนอื่นใดนอกจากดอกเบี้ย เว้นแต่เป็นของกำนัลแก่สมาชิกในโอกาสประเพณีนิยมที่ถือปฏิบัติโดยทั่วไปและมีการให้แก่สมาชิกทุกรายที่เข้าเงื่อนไขซึ่งสหกรณ์กำหนดอย่างเท่าเทียมกัน (ข้อ 22 แห่งกฎกระทรวงการดำเนินงานและการกำกับดูแลสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2564)

ตารางที่ 1 สรุปเงื่อนไขสำคัญในการรับฝากเงินของสหกรณ์

แหล่งที่มาของเงินรับฝาก

เงื่อนไขตามกฎหมายสหกรณ์และกฎที่เกี่ยวข้อง

เงื่อนไขตามกฎหมายอื่นและกฎที่เกี่ยวข้อง

สมาชิก

ต้องเป็นไปตามตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

- ผู้ฝากเงินไม่ต้องเสียภาษีเงินได้กรณีได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประเภทออมทรัพย์ เพราะได้รับยกเว้นตามมาตรา 42 (8) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร

- ผู้ฝากเงินต้องเสียภาษีเงินได้กรณีได้รับดอกเบี้ยเงินฝากประจำ ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร โดยทุกครั้งที่สหกรณ์จ่ายดอกเบี้ยให้แก่สมาชิก โดยสหกรณ์มีหน้าที่ต้องหักภาษีเงินได้ไว้ ณ ที่จ่าย ตามอัตราภาษีเงินได้ตามมาตรา 50 (2) แห่งประมวลรัษฎากร

อนึ่ง เงินฝากประจำ 24 เดือน (เฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ตามมาตรา 40 (4) (ก) แห่งประมวลรัษฎากร และตามมาตรา 4 (2) แห่งพระราชกฤษฎีกา ออกตามความในประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 664) พ.ศ. 2561 ผู้ฝากเงิน (สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ต้องเปิดบัญชีเงินฝากขึ้นใหม่โดยเฉพาะแยกต่างหากจากบัญชีเงินฝากประเภทอื่น และผู้ฝากเงิน (สมาชิกสหกรณ์ออมทรัพย์เท่านั้น) ผู้มีเงินได้ต้องมีบัญชีเงินฝากที่ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นี้บัญชีเดียว ตาม ข้อ 2 แห่งประกาศอธิบดีกรมสรรพากร เกี่ยวกับภาษีเงินได้ (ฉบับที่ 351)

สมาชิกสมทบ

ต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ และต้องเป็นไปตาม ข้อ 6 (3) แห่งระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการรับจดทะเบียนข้อบังคับเกี่ยวกับสมาชิกสมทบของสหกรณ์ พ.ศ. 2563 กำหนดว่า สิทธิของสมาชิกสมทบ สหกรณ์จะต้องกำหนดสิทธิที่สมาชิกสมทบพึงได้รับจากสหกรณ์ไว้ในข้อบังคับอย่างชัดเจนและต้องไม่มีสิทธิดีกว่าสมาชิก หากสหกรณ์ไม่กำหนดสิทธิที่สมาชิกสมทบพึงได้รับในเรื่องใดไว้ให้ชัดเจน ก็ให้ถือว่าสมาชิกสมทบไม่สามารถได้รับสิทธิในเรื่องนั้นจากสหกรณ์ ทั้งนี้ สหกรณ์จะต้องกำหนดให้สิทธิแก่สมาชิกสมทบอย่างน้อยตาม (3.1) และ (3.2) สำหรับการกำหนดให้สิทธิในเรื่องอื่นตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(3.1) การถือหุ้น สมาชิกสมทบแต่ละรายจะต้องถือหุ้นในสหกรณ์อย่างน้อยหนึ่งหุ้นแต่ไม่เกินหนึ่งในห้าของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด และให้ได้รับเงินปันผลในอัตราเดียวกันกับสมาชิก

(3.2) เงินเฉลี่ยคืน สมาชิกสมทบมีสิทธิได้รับเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจได้ในอัตรา

เดียวกันกับสมาชิก

(3.3) การรับฝากเงิน สามารถกำหนดให้สมาชิกสมทบมีสิทธิฝากเงินกับสหกรณ์ได้ทั้งเงินฝากประเภทออมทรัพย์และประเภทประจำ

สหกรณ์อื่น

- ต้องเป็นไปตามตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

- ข้อ 3 แห่ง กฎกระทรวง การฝากเงินและการลงทุนของสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน พ.ศ. 2567 กำหนดว่า ให้สหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ (สหกรณ์และชุมนุมสหกรณ์ประเภทออมทรัพย์และเครดิตยูเนี่ยน) ฝากเงินหรือลงทุนในนิติบุคคลแต่ละแห่งได้ไม่เกินร้อยละสิบของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์นั้น เว้นแต่เป็นการฝากเงินในชุมชุมนุมสหกรณ์ที่สหกรณ์นั้นเป็นสมาชิก หรือเป็นการลงทุนในหลักทรัพย์ของรัฐบาลให้สามารถฝากเงินหรือลงทุนเกินร้อยละสิบของทุนเรือนหุ้นรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์หรือชุมนุมสหกรณ์ได้

สหกรณ์ (ผู้ฝากเงินสหกรณ์ตามมาตรา 46 (5)) ไม่ใช่นิติบุคคลตามมาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร ไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามประมวลรัษฎากร

สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

- สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ ที่นำเงินมาฝากสหกรณ์ต้องมีสมาชิกของสมาคมฯ นั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

- ต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

- สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้ามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากต้องเสียภาษี

- ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง วิธีการจ่ายเงินค่าจัดการศพ หรือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว การใช้จ่าย และการเก็บรักษาเงินของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ฉบับที่ 2) “ข้อ 6 การเก็บรักษาเงิน ให้สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นำเงินฝากไว้กับธนาคารของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ หรือสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ในนามของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

นิติบุคคล

“นิติบุคคล” หมายความว่า  หน่วยงานหรือองค์กรที่มีฐานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นซึ่งเป็นต้นสังกัดของสมาชิกสหกรณ์ (ร่างระเบียบว่าด้วยการรับฝากเงินจากนิติบุคคล พ.ศ. ... นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบให้สหกรณ์ถือใช้ระเบียบว่าด้วยเงินฝากจากนิติบุคคล ตามหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/17 ลงวันที่ 27 พฤษภาคม 2562)

- นิติบุคคล ที่นำเงินมาฝากสหกรณ์ต้องมีบุคลากรหรือลูกจ้างของนิติบุคคลนั้น ไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

- ต้องเป็นไปตามระเบียบของสหกรณ์ที่ได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

- หากเป็นเป็นนิติบุคคลที่ไม่ได้รับการยกเว้นภาษี ถ้ามีเงินได้จากดอกเบี้ยเงินฝากต้องเสียภาษี

- ต้องพิจารณาด้วยว่ากฎหมายที่ใช้กำกับดูแลนิติบุคคลนั้น ๆ กำหนดให้นำเงินไปฝากที่ไหนได้บ้าง

 


ตารางที่ 2 กรณีศึกษาการรับฝากเงินของสหกรณ์

ประเด็น

กรณีปัญหา

แนววินิจฉัย

ข้อกฎหมาย

คำพิพากษา/แนววินิจฉัย

1. สมาชิกสหกรณ์ฝากเงินแต่แสดงเจตนาเพื่อผู้อื่น เช่น

1) สมาชิกสหกรณ์นำเงินของตนเองฝากในนามตนเองแต่แสดงเจตนาว่าเพื่อให้เงินฝากนั้นเป็นของผู้อื่น

2) สมาชิกสหกรณ์นำเงินของผู้อื่นมาฝากในนามตนเองโดยแสดงเจตนาว่าเพื่อให้เงินฝากนั้นเป็นของผู้อื่น

 

2. พระภิกษุ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

3. วัด

 

 

 

 

 

 

 

 

4. โรงเรียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

5. กองทุนหมู่บ้าน

 

 

 

 

 

 

6. กลุ่มอาชีพสังกัดสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

7. กลุ่มธรรมชาติ

 

 

 

 

 

 

 

 

8. นิติบุคคล

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

9. สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

 

กรณีที่ 1 ผู้ปกครองซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์นำเงินของบุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาฝากสหกรณ์ ในนามตนเองเพื่อบุตรผู้เยาว์

กรณีที่ 2 สมาชิกสหกรณ์นำเงินของบุคคลอื่น (บุคคลธรรมดา) ที่มิใช่สมาชิกสหกรณ์มาฝากสหกรณ์ในนามของสมาชิก

กรณีที่ 3 ครูสมาชิกสหกรณ์นำเงินของเด็กนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะมาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อเด็กนักเรียนที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ

กรณีที่ 4 สมาชิกสหกรณ์นำเงินของวัดมาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อวัด หรือในนามวัด

กรณีที่ 5 สมาชิกสหกรณ์นำเงินของโรงเรียนมาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อโรงเรียน หรือในนามโรงเรียน

กรณีที่ 6 สมาชิกสหกรณ์นำเงินของกองทุนหมู่บ้านมาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อกองทุนหมู่บ้าน หรือในนามกองทุนหมู่บ้าน

พระสมัครเป็นสมาชิกสหกรณ์และนำเงินมาฝากสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินจากวัด

 

 

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินของโรงเรียน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินจากกองทุนหมู่บ้าน

 

 

 

 

 

 

 

สมาชิกสหกรณ์นำเงินของกลุ่มอาชีพที่สังกัดสหกรณ์มาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อกลุ่มอาชีพสมาชิกสหกรณ์ หรือในนามกลุ่มอาชีพสมาชิกสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สมาชิกสหกรณ์นำเงินของกลุ่มธรรมชาติที่ไม่ใช่สมาชิกสหกรณ์มาฝากสหกรณ์ในนามตนเองเพื่อกลุ่มธรรมชาติ หรือในนามกลุ่มธรรมชาติ

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินจากนิติบุคคล

- “นิติบุคคล” หมายความว่า หน่วยงานหรือองค์กรที่มีฐานะนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอื่นซึ่งเป็นต้นสังกัดของสมาชิกสหกรณ์

- สหกรณ์จะรับฝากเงินจากนิติบุคคลได้เฉพาะนิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่า                กึ่งหนึ่งของนิติบุคคลนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

สหกรณ์รับฝากเงินจากสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์

- สมาชิกสหกรณ์ไม่สามารถนำเงินตามกรณีที่ 1 – 6 มาฝากสหกรณ์ ในนามตนเองเพื่อบุคคลตามกรณีที่ 1 – 6 ได้ เนื่องจากเงินนั้นเป็นของบุคคลตามกรณีที่ 1 – 6 มิใช่เงินของสมาชิกผู้ฝาก

- กรณีผู้ปกครองซึ่งเป็นสมาชิกสหกรณ์นำเงินของตนเองมาฝากสหกรณ์ ในนามตนเองเพื่อบุตรผู้เยาว์ เงินดังกล่าวถือว่าเป็นของบุตรผู้เยาว์ไปแล้ว

 

 

 

 

 

พระภิกษุไม่สามารถรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นสหกรณ์ หรือเป็นสมาชิกสหกรณ์ได้ ฉะนั้น สหกรณ์จึงไม่สามารถรับฝากเงินจากพระภิกษุได้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดต่อกฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564

 

 

 

 

 

ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดต่อ

- ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าด้วยการบริหารจัดการเกี่ยวกับเงินรายได้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. 2549

- หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง การเก็บรักษาเงินรายได้สถานศึกษา ที่ ศธ 04002/383 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2549

- ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดต่อระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑

 

สามารถดำเนินการได้ แต่สหกรณ์ต้องกำหนดข้อบังคับให้มีอำนาจกระทำการส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มของสมาชิก กลุ่มสตรีสหกรณ์ กลุ่มเยาวชนสหกรณ์ กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มรวมกันผลิต กลุ่มรวมกันซื้อ กลุ่มรวมกันขาย และกลุ่มออมทรัพย์ ฯลฯ กำหนดระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยการส่งเสริมกิจกรรมกลุ่มของสมาชิก กลุ่มสตรีสหกรณ์ กลุ่มเยาวชนสหกรณ์ กลุ่มผู้ใช้น้ำ กลุ่มรวมกันผลิต กลุ่มรวมกันซื้อ กลุ่มรวมกันขาย และกลุ่มออมทรัพย์ และในการฝากเงินต้องไปไปตามที่ระเบียบกำหนด

 

ไม่สามารถดำเนินการได้หาก แม้จะมีสมาชิกบางคนในกลุ่มเป็นสมาชิกสหกรณ์ก็ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะขัดต่อ พ.ร.บ. สหกรณ์ ม. 46 (5) และกลุ่มธรรมชาติมีหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร

 

 

- ต้องพิจารณาว่ากฎหมายหรือกฎที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือนิติบุคคลตามกฎหมายอื่น กำหนดเรื่องการฝากเงินไว้อย่างไร ฝากเงินในสหกรณ์ได้หรือไม่

 

- นิติบุคคลที่บัญญัติไว้ในกฎหมายอื่นๆ เช่น วัด จังหวัด กระทรวง ทบวง กรม องค์การมหาชน ฯลฯ กฎหมายหรือกฎที่เกี่ยวข้องกำหนดเรื่องการฝากเงินไว้อย่างไร ฝากเงินในสหกรณ์ได้หรือไม่อย่างไร

 

- กรณีนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่

 

- บริษัทจำกัด: ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของบริษัทจำกัดนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

 

- ห้างหุ้นส่วน: ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของห้างหุ้นส่วน จำกัด จำกัดนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

 

- ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน: ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียนนั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน

 

- สมาคม ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาคมนั้น

เป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของสมาคมด้วยว่ากำหนดเรื่องการเงินและทรัพย์สินไว้อย่างไร

 

- มูลนิธิ: ได้ ถ้าบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของมูลนิธินั้นเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับข้อบังคับของมูลนิธิด้วยว่ากำหนดเรื่องการเงินและทรัพย์สินไว้อย่างไร

อย่างไร

 

สหกรณ์จะรับฝากเงินจากสมาคมเฉพาะสมาคมที่มีสมาชิกไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์

ป.พ.พ. มาตรา 665 ผู้รับฝากจำต้องคืนทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้นั้นให้แก่ผู้ฝาก หรือทรัพย์สินนั้นฝากในนามของผู้ใดคืนให้แก่ผู้นั้น หรือผู้รับฝากได้รับคำสั่งโดยชอบให้คืนทรัพย์สินนั้นไปแก่ผู้ใด คืนให้แก่ผู้นั้นแต่หากผู้ฝากทรัพย์ตาย ท่านให้คืนทรัพย์สินนั้นให้แก่ทายาท

ป.พ.พ. มาตรา 1336 ภายในบังคับแห่งกฎหมาย เจ้าของทรัพย์สินมีสิทธิใช้สอยและจำหน่ายทรัพย์สินของตนและได้ซึ่งดอกผลแห่งทรัพย์สินนั้น กับทั้งมีสิทธิติดตามและเอาคืนซึ่งทรัพย์สินของตนจากบุคคลผู้ไม่มีสิทธิจะยึดถือไว้ และมีสิทธิขัดขวางมิให้ผู้อื่นสอดเข้าเกี่ยวข้องกับทรัพย์สินนั้นโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

 

 

- มาตรา 24 แห่งพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 และที่แก้ไขเพิ่มเติม บัญญัติว่า พระภิกษุจะต้องรับนิคหกรรมก็ต่อเมื่อกระทำการล่วงละเมิดพระธรรมวินัย และนิดหกรรมที่จะลงแก่พระภิกษุก็ต้องเป็นนิคหกรรมตามพระธรรรมวินัย ซึ่งพระธรรมวินัย กำหนดข้อห้ามว่า พระสงฆ์จะต้องละเว้นจากการสะสมทรัพย์สินใด ๆ รวมถึงเงินทอง โดยสามารถรับสิ่งของที่จำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค เมื่อพระภิกษุได้ทำการครองครอบสิ่งของจตุปัจจัย เช่น เงินทอง จีวร บาตร เป็นต้นอย่างมากเกินความจำเป็นจึงถือว่ามีโทษอาบัติ การจะปลงอาบัติได้นั้นจะต้องทำการสละสิ่งของที่มีอยู่ แล้วทำการปลงอาบัติได้

- ประกาศคณะสงฆ์ เรื่อง ห้ามไม่ให้ภิกษุประกอบการหากินนอกธรรมเนียมของสมนะ ประกาศไว้ ณ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2456 และ เรื่อง ห้ามภิกษุสามเณรไม่ให้เป็นสมาชิกในสมาคม หรือสโมสรคฤหัสถ์ ประกาศไว้ ณ วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2476

- ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1622 1623 และ 1624

 

กฎกระทรวงการดูแลรักษาและจัดการศาสนสมบัติของวัด พ.ศ. 2564

ข้อ 7 การเก็บรักษาเงินของวัดในส่วนที่เกินหนึ่งแสนบาทขึ้นไป ให้เก็บรักษาโดยฝากธนาคารในนามของวัด หรือวิธีการอื่นใดตามที่มหาเถรสมาคมกำหนด การดูแลรักษาและจัดการเงินการกุศลที่มีผู้บริจาค ให้เป็นไปตามความประสงค์ของผู้บริจาค

 

- ระเบียบสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ว่าด้วยการบริหารจัดการเกี่ยวกับเงินรายได้สถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่เป็นนิติบุคคลในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษา พ.ศ. 2549

ข้อ 6 ให้สถานศึกษาเก็บรักษาเงินสดไว้เพื่อสำรองใช้จ่ายได้ภายในวงเงินที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำหนด โดยความเห็นชอบของกระทรวงการคลัง นอกนั้นให้นำฝากกระทรวงการคลังหรือสำนักงานคลังจังหวัด แล้วแล้วแต่กรณี หรือนำฝากธนาคารพาณิชย์ตามวงเงินที่กระทรวงการคลังให้ความเห็นชอบ

- หนังสือสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรื่อง การเก็บรักษาเงินรายได้สถานศึกษา ที่ ศธ 04002/383 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2549

ข้อ 4 ให้นำเงินรายได้สถานศึกษาฝากธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจที่ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเดียวกัน

กับท้องที่ตั้งของโรงเรียน /สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา หากท้องที่นั่นไม่มีธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจให้บริการ ก็ให้นำฝากธนาคารพาณิชย์อื่นภายในท้องที่อำเภอเตียวกัน ได้ สำหรับประเภทเงินฝาก ให้อยู่ในดุลพินิจ

ของโรงเรียน/สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา แล้วแต่กรณี โดยคำนึงถึงประโยชน์ของทางราชการเป็นสำคัญ

- ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงินและการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566

ข้อ 22 ประกอบข้อ 29 และ ข้อ 33 ให้นำเงินฝากธนาคาร

 

ระเบียบคณะกรรมการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ ว่าด้วยการจัดตั้งและบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๑

ข้อ 29 ให้เปิดบัญชีเงินฝากธนาคาร

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มาตรา 39 แห่งประมวลรัษฎากร

"คณะบุคคลที่มิใช่นิติบุคคล " หมายความว่า บุคคลตั้งแต่สองคนขึ้นไปตกลงกระทำการร่วมกัน อันมิใช่เป็นห้างหุ้นส่วนสามัญ

 

 

 

 

 

มาตรา 46 (5) การรับฝากเงินจากนิติบุคคล สาระสำคัญสำคัญกำหนดให้สหกรณ์สามารถ

รับฝากเงินจากนิติบุคคลซึ่งมีบุคลากรหรือลูกจ้างไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งเป็นสมาชิกของสหกรณ์ผู้รับฝากเงิน โดยมีเจตนารมณ์ เพื่อให้สหกรณ์สามารถรับฝากเงินจากนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับสมาชิกของสหกรณ์ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์ ในการเปิดโอกาสให้นิติบุคคลต้นสังกัดของสมาชิกสามารถสนับสนุนเงินทุนเพื่อเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิกสหกรณ์ได้ โดยไม่ต้องรับนิติบุคคลนั้นเข้าเป็นสมาชิก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ประกาศกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เรื่อง วิธีการจ่ายเงินค่าจัดการศพ หรือค่าจัดการศพและสงเคราะห์ครอบครัว การใช้จ่าย และการเก็บรักษาเงินของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์ (ฉบับที่ 2) ประกาศ ณ วันที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2553

"ข้อ 6 การเก็บรักษาเงิน ให้สมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์นำเงินฝากไว้กับธนาคารของรัฐ

ธนาคารพาณิชย์ หรือสหกรณ์ตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ในนามของสมาคมฌาปนกิจสงเคราะห์"

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 828/2483

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2604/2516

- คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 244/2522

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 ภาพที่ 1 การรับฝากเงินของสหกรณ์



วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

ความสัมพันธ์ระหว่างกำไรสุทธิ กระแสเงินสด และการกำหนดงวดชำระหนี้

การให้คำแนะนำในการแก้ไขเพิ่มเติมระเบียบ ว่าด้วยการให้เงินกู้ยืมแก่สมาชิก กรณีจะกำหนดจำนวนงวดชำระหนี้ให้ยาวนานออกไป นอกจากอาศัยบรรดาคำแนะนำที่พึงมีอยู่ในปัจจุบันเป็นเครื่องมือในการแนะนำ แล้ว ควรอธิบายเพิ่มเติมในมิติทางด้านการเงิน ดังนี้

กำไรสุทธิ (Net Profit) หมายถึง ผลกำไรที่แท้จริงของกิจการหลังจากหักค่าใช้จ่ายทั้งหมดออกจากรายได้ทั้งหมดในรอบระยะเวลาบัญชีหนึ่ง ๆ ซึ่งสะท้อนถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานและความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ ใช้วัดความสามารถในการทำกำไรของกิจการ

กระแสเงินสด (Cash Flow) หมายถึง การไหลเข้า (Inflow) และการไหลออก (Outflow) ของเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด ของกิจการในช่วงเวลาหนึ่งๆ โดยจะเน้นที่การเคลื่อนไหวของเงินสดจริง ๆ ไม่ว่ารายได้หรือค่าใช้จ่ายนั้นจะเกิดขึ้นในทางบัญชีเมื่อใดก็ตาม

สหกรณ์บันทึกบัญชีโดยใช้เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basic) โดยดูได้จากหมายเหตุประกอบงบการเงินของสหกรณ์ ซึ่งได้สรุปนโยบายการบัญชีสำคัญ กรณี เกณฑ์การบันทึกบัญชี สหกรณ์บันทึกบัญชีโดยใช้เกณฑ์คงค้าง ซึ่งเกณฑ์คงค้าง เป็นการบันทึก รายได้และค่าใช้จ่าย ทั้งหมดที่เป็นของงวดบัญชีนั้น ๆ และแยกส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับงวดบัญชีนั้น ๆ ออกไป เป็นหลักการบัญชีที่สำคัญในการบันทึกรายได้และค่าใช้จ่าย โดยจะรับรู้รายได้เมื่อเกิดขึ้นจริง (Earned) แม้จะยังไม่ได้รับเงินสดก็ตาม และรับรู้ค่าใช้จ่ายเมื่อเกิดขึ้นจริง (Incurred) แม้จะยังไม่ได้จ่ายเงินสดก็ตาม ซึ่งแตกต่างจากเกณฑ์เงินสด (Cash Basis) ที่จะรับรู้รายได้เมื่อได้รับเงินสดและรับรู้ค่าใช้จ่ายเมื่อจ่ายเงินสด ฉะนั้น การใช้เกณฑ์คงค้าง ทำให้ตัวเลขกำไรอาจรวมรายการที่ยังไม่ได้รับเงินสดจริง หรือรายการที่ยังไม่ได้จ่ายเงินสดจริง

ฉะนั้น คุณภาพของกำไร (Quality of Earnings) จึงคือการที่กระแสเงินสดจากการดำเนินงานสูงกว่าหรือใกล้เคียงกับกำไรสุทธิ มักจะบ่งชี้ถึงคุณภาพกำไรที่ดี หมายความว่ากำไรที่แสดงนั้นสามารถแปลงเป็นเงินสดได้จริง

ความสัมพันธ์ระหว่างงวดชำระหนี้กับกระแสเงินสด

เมื่อพิจารณาโครงสร้างทางการเงินของสหกรณ์ โดยเฉพาะแหล่งที่มาและแหล่งที่ใช้ไปของเงิน หากมีหนี้สินมากกว่าทุน การกำหนดงวดชำระหนี้ที่ยาวนานเกินไปเมื่อเทียบกับกระแสเงินสดเข้า อาจทำให้เกิดภาวะเงินสดตึงตัวหรือขาดสภาพคล่อง อาจส่งผลให้สหกรณ์ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตรงเวลา และอาจนำไปสู่ปัญหาสหกรณ์ก่อหนี้เสียและประวัติเครดิตที่ไม่ดี

ด้านสมาชิก จำนวนงวดชำระหนี้ที่ยาวนานอาจส่งผลดีต่อความสามารถในการชำระหนี้แต่ละงวด (ยอดชำระต่องวดน้อย) แต่ในระยะยาวจะต้องจ่ายดอกเบี้ยที่มากกว่า และระยะเวลาการเป็นหนี้ยาวนานขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ค้ำประกันด้วย

โดยส่วนตัวผู้เขียนเห็นว่าการวิเคราะห์ต้นทุนทางการเงินตามแหล่งที่มาและใช้ไปของเงิน และใช้นโยบายดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาหนี้สินของสมาชิกเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด มากกว่าการขยายงวดชำระหนี้ (สำหรับลูกหนี้จัดชั้นปกติและลูกหนี้จัดชั้นกล่าวถึงเป็นพิเศษ) แต่หากเป็นการแก้ไขปัญหาหนี้ค้างชำระ วิธีการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ด้วยการขยายจำนวนงวดชำระหนี้ก็ถือเป็นการแก้ปัญหาที่ดีวิธีการหนึ่ง แต่ต้องแก้ไขเป็นราย ๆ ไป และอธิบายข้อดีข้อเสียให้สมาชิกเข้าใจ

งานวิจัย (ระดับปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิต (บริหารธุรกิจ)) เรื่อง การพัฒนาแบบจำลองสำหรับทำนายความสามารถในการชำระหนี้ของสหกรณ์ออมทรัพย์ โดย วรกร แช่มเมืองปัก เผยแพร่ในวารสารบริหารธุรกิจ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 34 ฉบับที่ 132 ตุลาคม-ธันวาคม 2554 สรุปว่า

สมมติฐานการวิจัยข้อ 1 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีอัตราส่วนลูกหนี้เงินกู้ทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์รวมสูง จะมีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีอัตราส่วนลูกหนี้เงินกู้ทั้งสิ้นต่อสินทรัพย์รวมต่ำ

สมมติฐานการวิจัยข้อ 2 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีอัตราส่วนเงินกู้ภายนอกต่อสินทรัพย์รวมสูง จะมีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าสทกรณ์ออมทรัพย์ที่มีอัตราส่วนเงินกู้ภายนอกต่อสินทรัพย์รวมต่ำ

สมมติฐานการวิจัยข้อ 3 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ได้นำเงินกู้ยืมจากภายนอกส่วนใหญ่ไปให้สมาชิกกู้ จะมีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ไม่ได้นำเงินกู้ยืมจากภายนอกส่วนใหญ่ไปให้สมาชิกกู้

สมมติฐานการวิจัยข้อ 4 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ไม่ได้นำการประมาณการล่วงหน้าเกี่ยวกับกระแสเงินสดได้มาและใช้ไปมาใช้ในการบริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพจะมีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ได้นำการประมาณการล่วงหน้าเกี่ยวกับกระแสเงินสดได้มาและใช้ไปมาใช้ในการบริหารสภาพคล่องอย่างมีประสิทธิภาพ

สมมติฐานการวิจัยข้อ 5 ในการวิเคราะห์สินเชื่อสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ โดยพิจารณาตาตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดเท่านั้น จะมีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่า สหกรณ์ออมทรัพย์ที่พิจารณาปัจจัยอื่นที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการชำระหนี้ของผู้กู้ร่วมด้วย

สมมติฐานการวิจัยข้อ 6 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่ขยายวงเงินกู้ และ/หรือ ขยายงวดระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่สมาชิกมีผลกระทบต่อปัญหาสภาพคล่องของสหกรณ์ จะมีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ขยายวงเงินกู้ และ/หรือ ขยายงวดระยะเวลาชำระหนี้ให้แก่สมาชิกไม่มีผลกระทบต่อปัญหาสภาพคล่องของสหกรณ์

สมมติฐานการวิจัยข้อ 7 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีการขยายวงเงินกู้ และ/หรือขยายงวดระยะเวลาชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีปัญหา จะมีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ไม่มีการขยายวงเงินกู้ และ/หรือขยายงวดระยะเวลาชำระหนี้ให้กับลูกหนี้ที่มีปัญหา

สมมติฐานการวิจัยข้อ 8 สหกรณ์ออมทรัพย์ที่มีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการกู้วนซ้ำให้กับลูกหนี้ที่มีที่มีปัญหาจะมีความสามารถในการชำระหนี้น้อยกว่าสหกรณ์ออมทรัพย์ที่ไม่มีการผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการกู้วนซ้ำให้กับลูกหนี้ที่มีปัญหา

ประเด็น

กำไรสุทธิ (Net Profit)

กระแสเงินสด (Cash Flow)

เกณฑ์การบันทึกบัญชี

เกณฑ์คงค้าง (Accrual Basis)

เกณฑ์เงินสด (Cash Basis) หรือการปรับปรุงจากเกณฑ์คงค้างเป็นเงินสด

การรับรู้รายได้

เมื่อเกิดขึ้น (Earned)

เมื่อได้รับเงินสด (Received)

การรับรู้ค่าใช้จ่าย

เมื่อเกิดขึ้น (Incurred)

เมื่อจ่ายเงินสด (Paid)

สิ่งที่แสดง

ความสามารถในการทำกำไร

สภาพคล่อง การเคลื่อนไหวของเงินสดจริง

ผลกระทบจากรายการที่ไม่ใช่เงินสด

รวมถึงรายการที่ไม่ใช่เงินสด

(เช่น ค่าเสื่อมราคา)

ไม่รวมรายการที่ไม่ใช่เงินสดโดยตรง

(แต่จะมีการปรับปรุง)

 

วันศุกร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

การถัวจ่ายเงินงบประมาณของสหกรณ์

           ที่ประชุมใหญ่สหกรณ์อนุมัติแผนงานและงบประมาณรายจ่ายประจำปีไว้แล้ว แต่เงินงบประมาณบางรายการ บางหมวด ไม่พอจ่าย บางหมวดเหลือจ่าย คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมีหลักเกณฑ์ในการพิจารณาปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือการถัวจ่ายงบประมาณของสหกรณ์ อย่างไร

เนื่องจากกฎหมายสหกรณ์และกฎที่เกี่ยวข้องมิได้กำหนดเรื่องการใช้จ่ายงบประมาณของสหกรณ์ไว้เป็นการเฉพาะ จึงปรับใช้แนวคิดที่เกี่ยวข้องเพื่อประกอบการอธิบายเกี่ยวกับการปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี และการถัวจ่ายงบประมาณของสหกรณ์ ดังนี้

1. ระเบียบว่าด้วยการบริหารงบประมาณ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม นิยามว่า "การเปลี่ยนแปลงรายการงบประมาณรายจ่าย" หมายความว่า การเปลี่ยนแปลงรายการและหรือจำนวนเงินของรายการที่กำหนดไว้ภายใต้งบรายจ่ายของแผนงาน ผลผลิตหรือโครงการเดียวกัน

2. สำนักงบประมาณได้ประกาศ หลักเกณฑ์ ว่าด้วยการใช้งบประมาณรายจ่าย การโอนเงินจัดสรรหรือการเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร พ.ศ. 2562 ประกาศ ณ วันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2562 นิยามว่า

(1) งบบุคลากร หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคลากรภาครัฐ ได้แก่รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจำ ค่าจ้างชั่วคราว และค่าตอบแทนพนักงานราชการ

(2) งบดำเนินงาน หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจำ ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ และค่าสาธารณูปโภค

(3) งบลงทุน หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเพื่อการลงทุน ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง

(4) งบเงินอุดหนุน หมายถึง รายจ่ายที่กำหนดให้จ่ายเป็นค่าบำรุงหรือเพื่อช่วยเหลือ สนับสนุนการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ เอกชนหรือกิจการอันเป็นสาธารณประโยชน์ รวมถึงเงินอดหนุนสถาบันพระมหากษัตริย์ และการศาสนา ตลอดจนงบประมาณรายจ่ายของหน่วยงานของรัฐที่มีกฎหมายกำหนดให้ให้ได้รับงบประมาณเป็นเงินอุดหนุน

การใช้งบประมาณรายจ่ายแต่ละงบรายจ่ายที่ได้รับอนุมัติเงินจัดสรร หรือจากการโอนเงินจัดสรร หรือจากการเปลี่ยนแปลงเงินจัดสรร ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

(1) งบบุคลากร ให้ใช้จ่ายเป็นรายจ่ายใดๆ ที่สำนักงบประมาณกำหนดว่าเป็นรายจ่ายในงบรายจ่ายนี้ และให้ถัวจ่ายกันได้ในงบรายจ่ายเดียวกันและอยู่ภายใต้แผนงานเดียวกัน

(2) งบดำเนินงาน ให้ใช้จ่ายเป็นรายจ่ายใดๆ ที่กำหนดว่าเป็นรายจ่ายในงบรายจ่ายนี้ และให้ถั่วจ่ายกันได้ภายใต้แผนงานเดียวกัน เว้นแต่รายจ่ายลักษณะค่าสาธารณูปโภคให้นำไปถั่วจ่ายเป็นรายจ่ายจ่ายในลักษณะอื่นเมื่อไม่มีหนี้ค่าสาธารณูปโภคค้างชำระ

(3) งบลงทุน ให้ใช้จ่ายเป็นรายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดว่าเป็นรายจ่ายในงบรายจ่ายนี้

(4) งบเงินอุดหนุน ให้ใช้จ่ายเป็นรายจ่ายใด ๆ ที่กำหนดว่าเป็นรายจ่ายในงบรายจ่ายนี้ ดังนี้

ก. ประเภทเงินอุดหนุนทั่วไป ให้ใช้จ่ายตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนด

ข. ประเภทเงินอุดหนุนเฉพาะกิจ ให้ใช้จ่ายตามรายการ จำนวนเงินและรายละเอียดอื่นใดที่กำหนด และให้นำความในใน (1) (2) และ (3) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

(5) งบรายจ่ายอื่น ให้ใช้จ่ายเป็นรายใดๆ ที่กำหนดว่าเป็นรายจ่ายในงบรายจ่ายนี้มีตามรายการและจำนวนเงินที่กำหนด และให้นำความใน (1) (2) และ (3) มาใช้บังคับโดยอนุโลม

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงประเภทงบรายจ่าย เพื่อให้ถูกต้องตามการจำแนกประเภทรายจ่ายที่กำหนดในข้อ 3 ให้กระทำได้ โดยไม่ต้องขอทำความตกลงกับสำนักงบประมาณ

3. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (2557) นิยามว่า การปรับแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี หมายถึงการเปลี่ยนแปลงรายการ หรือ จำนวนเงินของรายการที่กำหนดไว้ในแผนการใช้จ่ายงบประมาณรายจ่ายประจำปี ส่วนการถั่วจ่ายงบประมาณ หมายถึง ส่วนราชการสามารถนำงบดำเนินงานที่ได้รับไปใช้จ่ายเป็นค่าตอบแทน ใช้สอย และวัสดุ หรือค่าสาธารณูปโภค แต่ละประเภทจำนวนเท่าใดก็ได้ ภายใต้กรอบวงเงินงบประมาณที่ได้รับจัดสรร โดยต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายที่จำเป็นที่ต้องจ่ายตามสิทธิกำลังพลเป็นอันดับแรก ยกเว้น ค่าสาธารณูปโภค ไม่สามารถนำไปถัวจ่ายเป็นค่าตอบแทน ใช้สอย และวัสดุได้

จุฑาทิพย์ ภัทราวาท วรเทพ ไวทยาวิโรจน์ และสุรจิตต์ แก้วชิงดวง (2556) อธิบายเรื่องการบริหารงบประมาณของสหกรณ์ไว้ว่า สหกรณ์ต้องใช้เงินตรงกับงานที่ระบุไว้ในแผนงาน หรือโครงการที่แถลงไว้กับสมาชิก หากมีการถัวจ่ายงบประมาณต้องพิจารณาว่าเป็นการถัวจ่ายงบประมาณต่างหมวด ต่างประเภทกันหรือไม่ โดยกรอบของการใช้เงินตามงบประมาณมีหลักเกณฑ์ว่า การใช้เงินอยู่ในกรอบวงเงินที่ขออนุมัติหรือไม่ กรณีที่มีการใช้เงินเกินวงเงินต้องดูว่ามีสาเหตุมาจากอะไร มีความจำเป็นมากน้อยเพียงใด สมเหตุสมผลเพียงใด ผลลัพธ์คุ้มค่า คุ้มประโยชน์อย่างไร มีการใช้เงินตรงตามเงื่อนเวลาที่กำหนดไว้ในแผนการเงินหรือไม่ หากปรากฏว่าใช้เงินต่ำกว่าวงเงินงบประมาณที่ตั้งไว้ต้องพิจารณาว่าผลสัมฤทธิ์ที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ได้ผลงานตรงเป้าหมายหรือไม่  มีปัญหาหรืออุปสรรคใดที่ส่งผลหรือบีบรัดให้ไม่อาจใช้งบประมาณตามที่กำหนดไว้หรือไม่ และได้มีการปรับปรุงแก้ไขอย่างไร

จากแนวคิดดังกล่าวจะเห็นว่า งบประมาณด้านบุคลากรและงบดำเนินงานของสหกรณ์สามารถถัวจ่ายได้ แต่ควรต้องถัวจ่ายจากงบรายจ่ายเดียวกันและอยู่ภายใต้แผนงานเดียวกัน ซึ่งหากพิจารณากฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานของสหกรณ์จะพบว่า

1) ด้านการจัดทำแผนงบประมาณรายจ่าย ข้อบังคับของสหกรณ์กำหนดให้ที่ประชุมใหญ่มีอำนาจหน้าที่พิจารณาอนุมัติแผนงานและงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสหกรณ์ หรือแผนปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์ ส่วนคณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจหน้าที่เสนอแผนงานและงบประมาณรายจ่ายประจำปี หรือแผนปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์ ให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ คณะกรรมการอำนายการมีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนงานและงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสหกรณ์ เสนอต่อคณะกรรมการดำเนินการพิจารณาและเสนอที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ส่วนผู้จัดการสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่จัดทำแผนงานและงบประมาณรายจ่ายประจำปี แผนการปรับปรุงการดำเนินงานของสหกรณ์ เสนอคณะกรรมการดำเนินการพิจารณา เพื่อเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ

ทั้งนี้ การจัดทำแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปีของสหกรณ์ควรกำหนดหมวดการใช้จ่ายงบประมาณให้ชัดเจน จำนวนงบประมาณที่กำหนดต้องสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานของสหกรณ์ และควรกำหนดเงื่อนไขในการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่ง กรณีการถัวจ่าย ควรกำหนดเงื่อนไขว่า หากงบประมาณด้านบุคลากรและงบดำเนินงานไม่เพียงพอ สหกรณ์สามารถถัวจ่ายได้จากงบรายจ่ายเดียวกันและอยู่ภายใต้แผนงานเดียวกัน แต่ไม่เกินวงเงินที่ได้รับอนุมัติ เว้นแต่หมวดครุภัณฑ์ ที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง ไม่สามารถถัวจ่ายได้

           2) ด้านการดำเนินการใช้จ่ายเงินงบประมาณ การควบคุม ติดตาม และการประเมินผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณ เป็นอำนาจหน้าที่ของที่ประชุมใหญ่ในการรับทราบรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานของสหกรณ์จากคณะกรรมการดำเนินการและผลการตรวจสอบประจำปีจากผู้ตรวจสอบกิจการ คณะกรรมการดำเนินการมีอำนาจหน้าที่ในการกำกับดูแลให้ฝ่ายจัดการดำเนินการให้เป็นไปตามนโยบายดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล กำกับดูแลฝ่ายจัดการให้จัดการงานของสหกรณ์อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินกิจการตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด การเสนองบการเงินประจำปีและรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานของสหกรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ โดยประธานกรรมการในการควบคุมดูแลการดำเนินงานทั่วไปของสหกรณ์ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยและอยู่ในวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ เหรัญญิกมีหน้าที่ควบคุม ดูแล ตรวจสอบการรับจ่าย การเก็บรักษาเงินและทรัพย์สินของสหกรณ์ให้เป็นไปโดยถูกต้องเรียบร้อย ส่วนผู้จัดการสหกรณ์มีอำนาจหน้าที่ในการรับผิดชอบจัดทำงบการเงินประจำปีและรายงานประจำปีแสดงผลการดำเนินงานของสหกรณ์เสนอคณะกรรมการดำเนินการพิจารณา เพื่อเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ เสนอรายงานกิจการประจำเดือนของสหกรณ์ต่อคณะกรรมการดำเนินการ

วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

หุ้นในสหกรณ์และการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์

การลงทุนในตลาดทุน โดยการซื้อขายหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หรือรับเงินปันผล (Dividend) จากผลประกอบการของบริษัทที่ลงทุน ยามเมื่อผลประกอบการไม่เป็นดังหวัง ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจ ยอมรับผลการลงทุน ยอมรับความเสี่ยงได้ นอกเสียจากมีเหตุทุจริตในบริษัทที่นำเงินไปลงทุน นักลงทุนและหน่วยงานที่กำกับดูแลก็จะดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ในระบบสหกรณ์ การถือหุ้นของสมาชิกเป็นวิธีการสหกรณ์ตามหลักการสหกรณ์ที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก เป็นการลงทุนร่วมกันเพื่อร่วมกันเป็นเจ้าของสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ หุ้นในสหกรณ์ไม่สามารถซื้อขายเพื่อทำกำไรส่วนต่างได้ ไม่สามารถเก็งกำไรได้ สหกรณ์บริหารงานดี มีธรรมาภิบาล สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจมาก สหกรณ์บริหารงานมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดส่วนต่างจากการที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า “กำไร” โดยเกิดจากการดำเนินธุรกิจในหมู่สมาชิกกันเองเป็นหลัก เมื่อเกิดผลกำไร กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดสรรเป็นทุนสำรอง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันกำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 10) เพื่อความมั่นคงของสหกรณ์ และอีกส่วนหนึ่ง ส่งเป็นเงินบำรุงค่าสันนิบาตสหกรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันกำหนดที่ร้อยละ 1 ไม่เกิน 30,000 บาท) ส่วนที่เหลือจัดสรรตามความประสงค์ของสมาชิกผ่านที่ประชุมใหญ่ ได้แก่ การปันผลให้แก่สมาชิกตามหุ้นที่ชำระแล้ว จัดสรรเป็นเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกมามีส่วนร่วมดำเนินธุรกิจจนเกิดผลกำไร จัดสรรเป็นทุนสะสมอื่น ๆ โดยเฉพาะทุนเพื่อการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก และทุนสาธารณประโยชน์เพื่อชุมชนและสังคม ตลอดจนการจัดสรรเป็นเงินโบนัสให้แก่คณะกรรมการดำเนินการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์
แต่ในปัจจุบัน พบว่า ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องหุ้นในระบบสหกรณ์ เช่น สหกรณ์จ่ายคืนค้าหุ้นผิดจนปรากฎเป็นข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีในงบการเงินประจำปี ต้องมีการเรียกคืน หรือ กรณีสมาชิกขอให้สหกรณ์เอาเงินค่าหุ้นมาชำระหนี้ขณะที่ตนยังเป็นสมาชิกอยู่ หรือเมื่อขาดจากสมาชิกภาพแล้วต้องการได้เงินค่าหุ้นคืนเต็มจำนวนในขณะที่สหกรณ์ยังขาดทุนสะสมและมูลค่าหุ้นลดลง ซึ่งความเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าว เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์
ผมขออนุญาตสรุปเรื่อง หุ้นในสหกรณ์และการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องบ้าง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. แนวคิดเรื่องหุ้นตามกฎหมายสหกรณ์
1.1) สมาชิกจะนำค่าหุ้นหักกลบลบหนี้กับสหกรณ์ไม่ได้ หมายความว่า ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกสหกรณ์ (สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง) สมาชิกอยู่ในฐานะเจ้าของสหกรณ์ร่วมกันกับสมาชิกคนอื่น จำนวนค่าหุ้นของสมาชิกเป็นทุนของสหกรณ์ไปแล้ว เพราะสมาชิกเอาเงินของตนเองมาร่วมลงทุนในสหกรณ์ เมื่อสมาชิกเป็นหนี้ต่อสหกรณ์สมาชิกไม่สามารถนำเงินค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้ของสมาชิกที่มีกับสหกรณ์ได้ หนี้ที่สมาชิกมีต่อสหกรณ์เป็นหน้าที่ที่สมาชิกจะต้องชำระแก่สหกรณ์ตามเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดหนี้
1.2) สมาชิกมีความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ หมายความว่า สมาชิกในฐานะที่เป็นเจ้าของสหกรณ์ เป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งปวงของสหกรณ์ ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดดังกล่าวมาจาก หนี้สินทั้งหมดของสหกรณ์รวมกับทุนทั้งหมดของสหกรณ์ ซึ่งเงินค่าหุ้นของสมาชิกเป็นทุนส่วนหนึ่งของสหกรณ์ หากสหกรณ์ดำเนินงานขาดทุนและมีภาระหนี้สินต่อบุคคลภายนอก สมาชิกทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบในส่วนที่ขาดทุนหรือหนี้สินของสหกรณ์ แต่รับผิดชอบไม่เกินจำนวนค่าหุ้นของตนที่ถืออยู่เท่านั้น ซึ่งรวมถึงจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบมูลค่าของหุ้นทั้งหมดของสมาชิกด้วย
1.3) ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น หมายความว่า ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง และสมาชิกมีหนี้สินต่อบุคคลอื่น (มิใช่หนี้สินต่อสหกรณ์) เจ้าหนี้ (บุคคลภายนอก) จะใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้มีหนี้สินต่อเจ้าหนี้ (บุคคลภายนอก) ไม่ได้ แต่หากหนี้นั้นเป็นหนี้ตามคำพิพากษา และศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องที่สมาชิกมีต่อสหกรณ์ และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกในสหกรณ์ ถือเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ เจ้าหนี้สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน และเงินค่าหุ้น ไปยังสหกรณ์ที่ลูกหนี้เป็นสมาชิกอยู่ได้ แต่เงินค่าหุ้นสหกรณ์จะส่งมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ต่อเมื่อลูกหนี้สิ้นสุดความเป็นสมาชิกภาพ ตลอดจนสหกรณ์สามารถนำเงินค่าหุ้นมาชำระหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้สหกรณ์ก่อน หากมีเงินเหลือจึงจะส่งมายังเจ้าพนักงานบังคับคดี
1.4) เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ หมายความว่า เมื่อสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพและยังมีหนี้สินต่อสหกรณ์ สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่มูลค่าหุ้นด้อยค่าลง (มีมูลค่าต่อหุ้นไม่เท่ากับที่กำหนดในข้อบังคับ) เมื่อคำนวณ ณ วันสิ้นปีบัญชี มีค่าเท่าใดก็นำมาหักกลบลบหนี้ได้เท่านั้น แต่ถ้ามีค่าเท่ากับ 0 หรือต่ำกว่า 0 ก็ไม่สามารถนำมาหักกลบลบหนี้ได้
1.5) สหกรณ์มีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น หมายความว่า กฎหมายสหกรณ์ให้สิทธิแก่สหกรณ์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของสมาชิก (กรณีสมาชิกมีหนี้ที่ผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์) โดยสหกรณ์ในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ของสหกรณ์โดยสิ้นเชิงจากเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ
1.6) สหกรณ์จะคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิก ก็ต่อเมื่อสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพ หรือเมื่อสหกรณ์เลิก (ชำระบัญชี) โดยจะคืนจำนวนค่าหุ้นของสมาชิกให้แก่สมาชิกได้หรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตาม ข้อ 1 – 5 กรณีสหกรณ์ขาดทุนสะสมและยังไม่เลิกต้องพิจารณาว่า หุ้นมีมูลค่าต่อหุ้นเท่าใด ณ วันสิ้นปีบัญชีปัจจุบัน กรณีสหกรณ์เลิก (ชำระบัญชี) สมาชิกจะได้รับคืนค่าหุ้นก็ต่อเมื่อผู้ชำระบัญชีได้ชำระหนี้ของสหกรณ์แล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใดให้ผู้ชำระบัญชีจ่ายจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ชำระแล้วเป็นลำดับแรก
1.7) หุ้น หมายถึง ทุนซึ่งแบ่งเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดย หุ้นมีจำนวน และมีมูลค่า
“เงินตามมูลค่าหุ้น” ตามมาตรา 42 วรรคสอง มีคำอธิบายตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566 ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณมูลค่าหุ้น และการจ่ายคืนมูลค่าหุ้น ดังนี้
“สหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม” หมายความว่า สหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม หรือผลขาดทุนสุทธิประจำปีที่เกินกว่าทุนสำรอง ซึ่งจะแสดงตัวเลขไว้ไนวงเล็บ โดยปรากฏรายการในงบการเงินปีล่าสุดที่ได้ตรวจสอบและแสดงความเห็นไว้แล้ว
“สหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม” หมายความว่า สหกรณ์มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิติดต่อกันในรอบสองปีบัญชีย้อนหลัง และปรากฎรายการผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ จนทำให้ทุนสำรองคงเหลือน้อยกว่าร้อยละสิบของทุนสำรองจากปีก่อนในงบการเงินที่ได้ตรวจสอบและแสดงความเห็นไว้แล้ว หรือสหกรณ์ที่ปรากฏว่าในระหว่างปีมีความเสียหายจากการดำเนินงานเกี่ยวกับการเงินการบัญชี หรือกิจการ หรือฐานะการเงิน หรืออื่น ๆ เกินกว่าทุนสำรองของสหกรณ์
การคำนวณมูลค่าต่อหุ้น โดยนำสินทรัพย์ทั้งสิ้นหักหนี้สินทั้งสิ้น แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งสิ้นที่ชำระเต็มมูลค่าแล้ว (สินทรัพย์ – หนี้สิน / จำนวนหุ้นทั้งหมด (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่สมาชิกถือ))
สหกรณ์ต้องแสดงมูลค่าต่อหุ้นที่คำนวณได้ให้เป็นปัจจุบันทุกปี โดยเปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินประจำปีนั้น ๆ โดยมูลค่าต่อหุ้นจะต้องไม่เกินกว่ามูลค่าที่กำหนดไว้เดิมตามข้อบังคับ
การจ่ายคืนค่าหุ้นในแต่ละปีบัญชีของสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม ให้จ่ายคืนค่าหุ้นได้ไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นทั้งสิ้นที่ชำระเต็มมูลค่าแล้ว ณ วันสิ้นปีทางบัญชีของปีก่อน โดยให้ลำดับการจ่ายตามเหตุการขาดจากสมาชิกภาพ ดังนี้
(1) ตาย
(2) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
(3) เหตุอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
การจ่ายคืนค่าหุ้นในระหว่างปีปัญชีของสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม หรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสมให้แก่สมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับคืนค่าหุ้น ให้ใช้มูลค่าต่อหุ้นที่คำนวณได้ โดยจะจ่ายได้หลังจากวันสิ้นปีทางบัญชีสหกรณ์ในปีที่ขาดจากสมาชิกภาพและที่ประชุมใหญ่ได้อนุมัติงบการเงินประจำปีแล้ว
กรณีสหกรณ์คำนวณมูลค่าต่อหุ้นแล้วพบว่า มูลค่าต่อหุ้นเป็นศูนย์ หรือติดลบ สมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพในขณะนั้น จะได้รับคืนค่าหุ้นที่มีมูลค่าเท่ากับศูนย์ หรือไม่ได้รับเงินค่าหุ้นคืน
กรณีสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพด้วยเหตุ ตาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ เมื่อคำนวณมูลค่าต่อหุ้นแล้วมีมูลค่าต่อหุ้นลดลง หรือเป็นศูนย์ หรือติดลบ และทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ยังไม่มีความประสงค์จะรับค่าหุ้นคืนในขณะนั้น สหกรณ์อาจโอนจำนวนหุ้นทั้งจำนวนให้แก่ทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ซึ่งจะต้องเป็นสมาชิกหรือสมาชิกสมทบแล้วแต่กรณีตามข้อบังคับของสหกรณ์ ทั้งนี้ ข้อบังคับของสหกรณ์จะต้องกำหนดให้สามารถรับโอนหุ้นในกรณีดังกล่าวได้
สหกรณ์ใดที่งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นว่า งบการเงินนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่แสดงความเห็น หรืองบการเงินไม่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์ จะไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกได้
2. เงื่อนไขที่สำคัญที่ต้องพิจารณาในการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์
2.1) สหกรณ์จะจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิก กรณีสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น
2.2) สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงด้วยเหตุที่กำหนดตามข้อบังคับ ได้แก่ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับ ถูกให้ออก
2.3) กรณีสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงด้วยเหตุลาออก สมาชิกผู้ลาออกและจะได้รับอนุญาตให้ออกจากสหกรณ์ ต้องไม่มีหนี้สินกับสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันเงินกู้ หรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์
2.4) การคำนวณมูลค่าต่อหุ้นต้องเป็นไปตามข้อบังคับของสหกรณ์ที่กำหนดตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566 ข้อบังคับหรือระเบียบสหกรณ์ใดที่กำหนดข้อความขัดหรือแย้งกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นี้ ให้ถือใช้ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นี้ และให้ดำเนินการแก้ไขข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ให้เป็นไปตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นี้ หากสหกรณ์ใดมิได้กำหนดเรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทนสะสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสมไว้ในข้อบังคับของสหกรณ์ ให้นำบทบัญญัติแห่งระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นี้มาใช้บังคับ
3. ข้อกฎหมาย
1) มาตรา 33 มาตรา 34 (3) มาตรา 35 (3) มาตรา 39 วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 42 มาตรา 42/2 มาตรา 43 (5) มาตรา 55 มาตรา 60 (1) มาตรา 64 (2) (ข) มาตรา 66 มาตรา 81 (6) (7) มาตรา 86 (1) (2) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
2) ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566
สรุปแนวปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์
1) กรณีสหกรณ์มีผลการดำเนินงานปกติ (ไม่มียอดขาดทุนสะสม ไม่มีแนวโน้มจะขาดทุนสะสม ปิดบัญชีได้เป็นปัจจุบัน (ไม่ตกค้างการสอบบัญชี) ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข และที่ประชุมใหญ่อนุมัติงบการเงิน) เมื่อสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพ สหกรณ์จะจ่ายคืนค่าหุ้น ซึ่งมูลค่าต่อหุ้นจะเท่ากับที่กำหนดในข้อบังคับสหกรณ์ โดยสหกรณ์อาจจ่ายคืนค่าหุ้นพร้อมเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน (ถ้ามี) ซึ่งวิธีการจ่ายคืนให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับสหกรณ์ เรื่อง การจ่ายคืนจำนวนเงินของสมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพและการตั้งผู้รับโอนประโยชน์
2) กรณีสหกรณ์ตกค้างการสอบบัญชี (ไม่สามารถปิดบัญชีเป็นปัจจุบัน) สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพได้ เนื่องจากถือว่าสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน ตลอดจนไม่ทราบฐานะทางการเงินที่แท้จริงของสหกรณ์
3) กรณีผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นว่า งบการเงินนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่แสดงความเห็น สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกได้
4) กรณีสหกรณ์ดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการตามที่กฎหมาย กฎ และข้อบังคับสหกรณ์กำหนด แต่เกิดผลขาดทุนสะสม (ด้วยเหตุสุจริต) จนมูลค่าหุ้นด้อยค่าลง สมาชิกต้องรับผิดชอบร่วมกันโดยสมาชิกมีความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ ตามมาตรา 42 วรรคแรก
5) การจ่ายคืนค่าหุ้นในระหว่างปีปัญชีของสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม หรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ดังนี้
5.1) ให้จ่ายคืนค่าหุ้นได้ไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นทั้งสิ้นที่ชำระเต็มมูลค่าแล้ว ณ วันสิ้นปีทางบัญชีของปีก่อน โดยให้ลำดับการจ่ายตามเหตุการณ์ขาดจากสมาชิกภาพ (ตามข้อบังคับสหกรณ์ ที่กำหนดตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์)
5.2) ให้ใช้มูลค่าต่อหุ้นที่คำนวณได้ โดยจะจ่ายได้หลังจากวันสิ้นปีทางบัญชีสหกรณ์ในปีที่ขาดจากสมาชิกภาพและที่ประชุมใหญ่ได้อนุมัติงบการเงินประจำปีแล้ว เช่น สหกรณ์ ก. จำกัด กำหนดวันสิ้นปีทางบัญชี ทุกวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี โดยปีบัญชี 2566 ผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม และปีบัญชี 2567 สหกรณ์มีแนวโน้มขาดทุนสะสม สมาชิกสหกรณ์ A (ไม่มีหนี้ต่อสหกรณ์ หรือไม่ติดค้ำประกันสมาชิกอื่น) ขอลาออกจากสหกรณ์ได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการดำเนินการ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้สอบสวนพิจารณาเห็นว่าเป็นการชอบด้วยข้อบังคับและอนุญาตแล้ว จึงให้ถือว่าออกจากสหกรณ์ได้ สหกรณ์จะต้องตั้งเงินค่าหุ้นรอจ่ายคืนสมาชิกสหกรณ์ A และเมื่อสิ้นปีบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สหกรณ์ส่งงบการเงินให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน (ไม่มีเงื่อนไข) และที่ประชุมใหญ่อนุมัติงบการเงินแล้ว สหกรณ์จึงจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกตามมูลค่าหุ้นที่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และตามลำดับการจ่ายตามเหตุการณ์ขาดจากสมาชิกภาพ
6) กรณีที่กรรมการหรือผู้จัดการสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ลงมติให้สหกรณ์ดำเนินการหรืองดเว้นการดำเนินการ หรือเป็นผู้ดำเนินการ หรือรับผิดชอบในการดำเนินการนั้น ได้กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ผู้ใดมีส่วนร่วมในการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ หรือผู้จัดการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ หรือผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ต้องรับผิดหรือร่วมกันรับผิดต่อสหกรณ์ตามบทกำหนดโทษแห่งกฎหมายสหกรณ์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

“ค่าปรับ” กับ “ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้”

 ในการกำกับดูและสหกรณ์ และในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ จะพบคำว่า “ค่าปรับ” ในกฎต่าง ๆ อาทิ

1. ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563

ข้อ 29 ให้สหกรณ์นำจำจำนวนเงินที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้มาหักค่าปรับค้างรับ ดอกเบี้ยค้างรับ ค่าปรับรับประจำปี ดอกเบี้ยรับประจำปี และต้นเงิน ตามลำดับ

ข้อ 33 (3) วิธีการคำนวณค่าปรับกรณีลูกหนี้การค้าค้างชำระเกินระยะเครดิตที่ระบุในสัญญา

2. ประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ. 2563

ข้อ 10 ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับ ดังนี้...

3. ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิก โดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย พ.ศ. 2567

ข้อ 11 ให้สหกรณ์ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับ ดังนี้...

4. ระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้

ในกรณีที่สมาชิกผู้กู้ไม่ชำระคืนต้นเงินทั้งหมดหรือบางส่วนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือกู้เงินให้สหกรณ์เรียกค่าปรับสำหรับต้นเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้น ในอัตราร้อยละ … ต่อปี นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ โดยคำนวณเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่สมาชิกผู้กู้ผิดสัญญาเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น เว้นแต่สมาชิกผู้กู้ได้รับอนุญาตให้ผ่อนเวลาได้...”

5. ระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสมาชิกสหกรณ์

กรณีที่ลูกหนี้ผู้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ชำระคืนต้นเงินทั้งหมดหรือบางส่วนให้สหกรณ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สหกรณ์จะเรียกค่าปรับสำหรับเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้นในอัตราร้อยละ ... นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด”

ค่าปรับ” และ “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” หมายถึงอะไร

ถ้าพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะพบว่า “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 380 381 382 และ 383 ไม่ใช่ “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 แต่ทั้ง “เบี้ยปรับ” และ “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” เหมือนกันตรงที่ เป็นการที่ลูกหนี้ยอมให้เจ้าหนี้ได้รับค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้เมื่อมีการผิดสัญญา โดย

เบี้ยปรับ” จะให้ก็ต่อเมื่อผิดสัญญาและต้องกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะให้เท่านั้น โดยคู่สัญญากำหนดอัตราได้เอง

ส่วน “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” ไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า แม้คู่กรณีจะไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในสัญญาก็ตาม เจ้าหนี้สามารถเรียกได้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ความหมายของคำว่า "ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้" ว่าหมายถึง ดอกเบี้ยที่ผู้ให้บริการเรียกเรียกเก็บจากลูกหนี้ในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งมีการคิดค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยในกรณีปกติ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตาม เช่น ดอกเบี้ย ค่าปรับ เบี้ยปรับ ค่าปรับจากการชำระหนี้ล่าช้า เป็นต้น (ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส2. 9/2563 เรื่อง การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ประกาศ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2563)

บังเอิญผมไปเจอคำพิพากษาที่โจทก์ (สหกรณ์) ฟ้องสมาชิกผู้กู้และผู้ค้ำ เพื่อบังคับชำระหนี้ คำพิพากษาเรื่องค่าปรับสรุปว่า “สัญญาเงินกู้ที่ไม่ระบุข้อตกลงเรื่องค่าปรับในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ แม้ระเบียบของผู้ให้กู้จะกำหนดเรื่องค่าปรับไว้ ผู้ให้กู้ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากผู้กู้” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

โจทก์ (สหกรณ์) มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสาม (จำเลยที่ 1 (สมาชิกผู้กู้) จำเลยที่ 2 และ 3 (สมาชิกผู้ค้ำประกัน)) ชำระหนี้ต้นเงินจำนวน .... บาท และดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน ... บาท รวมเป็นเงิน ... บาท ตามฟ้องได้ ส่วนที่โจทก์คิดค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ... บาท และคิดค่าปรับอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 (สมาชิกผู้กู้) ได้ คงเรียกได้เฉพาะต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นเท่านั้น แม้โจทก์จะมีระเบียบ (หมายถึงระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้) ระบุให้โจทก์มีสิทธิคิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดได้ก็ตาม แต่ก็เป็นระเบียบภายในของโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมตกลงด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสามได้

คำพิพากษาที่ยกมาเป็นกรณีศึกษานี้ เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ที่บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับเบี้ยปรับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2545)

ในการที่คู่สัญญาจะมีสิทธิคิดเบี้ยปรับจากคู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาได้นั้นจะต้องมีการตกลงกันในสัญญาโดยชัดแจ้งว่ามีข้อเงื่อนไขในการกำหนดเบี้ยปรับกันอย่างไร ผิดสัญญาข้อใดทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี.." จากข้อกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า เบี้ยปรับนี้ต้องกำหนดไว้โดยสัญญาอันหมายถึงต้องมีการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา หาใช่เป็นการคิดเอาตามอำเภอใจฝ่ายเดียวดังที่โจทย์กระทำต่อจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏ และแม้หนี้เดิมจะเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้ามิใช่หนี้กู้ยืมก็ตาม แต่ก็เป็นหนี้เงินที่จะต้องชำระต่อกัน ดังนั้น จึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (เดิม) และห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอีกด้วย

ความเห็นส่วนตัวของผมเห็นว่า หากพิจารณาจากเจตนารมณ์ คำว่า “ค่าปรับ” ในระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ ที่กำหนดว่า “ให้สหกรณ์เรียกค่าปรับสำหรับต้นเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้น ในอัตราร้อยละ … ต่อปี นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้” น่าจะหมายถึง “ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้” ที่สหกรณ์สามารถเรียกได้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า แม้สมาชิกผู้กู้จะไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในสัญญาก็ตาม ซึ่งสอดคล้องกับคำนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย และสอดคล้องกับ ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคแรกที่บัญญัติว่า “หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่น อันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น”

ฉะนั้น ในระเบียบของสหกรณ์ ควรมีคำนิยามไว้ให้ชัดเจน เช่น คำว่า “ค่าปรับ” หมายถึงอะไร หรือเปลี่ยนใช้คำว่า “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” (หากคำว่า "ค่าปรับ" มีเจตนารมณ์ว่า หมายถึง "ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด") ตลอดจนในการทำสัญญาเงินกู้ก็ควรระบุเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นข้อความไว้ให้ครบถ้วน ชัดเจน ตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด เพราะหากสหกรณ์เสียหาย (ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับแต่ฟ้องคดีไม่ได้เพราะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้) ก็จะเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำสัญญาเงินกู้และผู้รักษาการตามระเบียบสหกรณ์ก็อาจมีความรับผิดฐานละเมิดต่อสหกรณ์ได้

ทรัพย์มรดกของสมาชิกสหกรณ์

เงินค่าหุ้น เงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน เงินฝาก ดอกเบี้ยเงินฝาก ตลอดจนทรัพย์สินอื่นใดที่สมาชิกสหกรณ์พึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ เช่น เงินสวัสดิการต่าง ๆ  เงินประกันชีวิต เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นมรดกของสมาชิกสหกรณ์ผู้ถึงแก่กรรม หรือไม่ อย่างไร 

ป.พ.พ. มาตรา 1600 ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ 

สรุป กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 137 138) สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ 

ทรัพย์มรดก 

ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า ทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตายดังเช่น คำพิพากษาต่อไปนี้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2506

ลูกสุกรนี้เกิดภายหลังจากที่เจ้ามรดกตายแล้ว จึงไม่เป็นมรดก 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2507

เงินช่วยเพื่อน........... ซึ่งสมาชิกช่วยกันบริจาค เพื่ออนุเคราะห์ช่วยเหลืองานศพและครอบครัวของสมาชิกคนใดคนหนึ่งซึ่งถึงแก่กรรมลงนั้น ไม่ใช่กองมรดกของผู้ตาย ผู้ตายจึงทำพินัยกรรมยกให้ใครไม่ได้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2525

เงินบำเหน็จที่จะตกได้แก่บรรดาทายาทผู้มีสิทธิของผู้ตาย ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 นั้น มิใช่มรดกของผู้ตาย 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2530

สิทธิในเงินบำเหน็จเพื่อสงเคราะห์พนักงาน......ตกได้แก่ทายาทเนื่องจากการตายของพนักงาน ไม่ใช่ทรัพย์สินที่พนักงานมีอยู่ในระหว่างมีชีวิตหรือมีอยู่ขณะตาย เงินจำนวนนี้จึงไม่เป็นมรดกของผู้ตาย 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8485/2544

รายได้จากการกรีดยางของสวนยางมรดกที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรม มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดกแต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของที่ดิน 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545

เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตายซึ่งตามคำพิพากษานี้จะเห็นว่า เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ มิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะตาย แต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการตายเกิดขึ้น ดังนั้นจึงถือว่ามิใช่มรดก 

สรุป 

เงินค่าหุ้น เป็นทรัพย์มรดก 

เงินปันผล หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก 

เงินเฉลี่ยคืน หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก 

เงินฝาก เป็นทรัพย์มรดก 

ดอกเบี้ยเงินฝาก หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก 

ทรัพย์สินอื่นใดที่สมาชิกสหกรณ์พึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ เช่น เงินสวัสดิการต่าง ๆ หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก 

เงินประกันชีวิต ไม่เป็นทรัพย์มรดก 

เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ไม่เป็นทรัพย์มรดก 

อนึ่ง 

กรณีสมาชิกทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่า หุ้น เงินฝาก หรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อตนถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้ให้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน ตามมาตรา 42/2 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้สหกรณ์จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ตั้งไว้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2561) 

กรณีสมาชิกทำพินัยกรรมไว้ให้พิจารณาเนื้อหาในพินัยกรรม และดูว่าระหว่างพินัยกรรมกับหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ฯ เอกสารใดทำหลังสุด ก็ให้มีผลตามเอกสารฉบับหลังสุดนั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14885/2558)

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...