ในการกำกับดูและสหกรณ์ และในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ จะพบคำว่า “ค่าปรับ” ในกฎต่าง ๆ อาทิ
1. ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563
ข้อ 29 ให้สหกรณ์นำจำจำนวนเงินที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้มาหักค่าปรับค้างรับ
ดอกเบี้ยค้างรับ ค่าปรับรับประจำปี ดอกเบี้ยรับประจำปี และต้นเงิน ตามลำดับ
ข้อ 33
(3) วิธีการคำนวณค่าปรับกรณีลูกหนี้การค้าค้างชำระเกินระยะเครดิตที่ระบุในสัญญา
2. ประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ. 2563
ข้อ 10 ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร
ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับ ดังนี้...
3. ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์
เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิก
โดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย พ.ศ. 2567
ข้อ 11 ให้สหกรณ์ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับ
ดังนี้...
4. ระเบียบสหกรณ์
ว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้
“ในกรณีที่สมาชิกผู้กู้ไม่ชำระคืนต้นเงินทั้งหมดหรือบางส่วนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือกู้เงินให้สหกรณ์เรียกค่าปรับสำหรับต้นเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้น
ในอัตราร้อยละ … ต่อปี นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ ทั้งนี้
โดยคำนวณเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่สมาชิกผู้กู้ผิดสัญญาเป็นต้นไป
จนกว่าจะชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น
เว้นแต่สมาชิกผู้กู้ได้รับอนุญาตให้ผ่อนเวลาได้...”
5. ระเบียบสหกรณ์
ว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสมาชิกสหกรณ์
“กรณีที่ลูกหนี้ผู้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ชำระคืนต้นเงินทั้งหมดหรือบางส่วนให้สหกรณ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้
สหกรณ์จะเรียกค่าปรับสำหรับเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้นในอัตราร้อยละ ...
นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด”
“ค่าปรับ” และ
“ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” หมายถึงอะไร
ถ้าพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
จะพบว่า “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 380 381 382 และ 383 ไม่ใช่
“ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 แต่ทั้ง “เบี้ยปรับ” และ
“ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” เหมือนกันตรงที่
เป็นการที่ลูกหนี้ยอมให้เจ้าหนี้ได้รับค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้เมื่อมีการผิดสัญญา
โดย
“เบี้ยปรับ”
จะให้ก็ต่อเมื่อผิดสัญญาและต้องกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะให้เท่านั้น
โดยคู่สัญญากำหนดอัตราได้เอง
ส่วน
“ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” ไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า
แม้คู่กรณีจะไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในสัญญาก็ตาม
เจ้าหนี้สามารถเรียกได้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ให้ความหมายของคำว่า "ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้" ว่าหมายถึง
ดอกเบี้ยที่ผู้ให้บริการเรียกเรียกเก็บจากลูกหนี้ในกรณีผิดนัดชำระหนี้
ซึ่งมีการคิดค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยในกรณีปกติ
ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตาม เช่น ดอกเบี้ย ค่าปรับ เบี้ยปรับ
ค่าปรับจากการชำระหนี้ล่าช้า เป็นต้น (ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส2.
9/2563 เรื่อง
การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ประกาศ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2563)
บังเอิญผมไปเจอคำพิพากษาที่โจทก์
(สหกรณ์) ฟ้องสมาชิกผู้กู้และผู้ค้ำ เพื่อบังคับชำระหนี้
คำพิพากษาเรื่องค่าปรับสรุปว่า
“สัญญาเงินกู้ที่ไม่ระบุข้อตกลงเรื่องค่าปรับในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้
แม้ระเบียบของผู้ให้กู้จะกำหนดเรื่องค่าปรับไว้ ผู้ให้กู้ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากผู้กู้”
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
โจทก์ (สหกรณ์)
มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสาม (จำเลยที่ 1 (สมาชิกผู้กู้)
จำเลยที่ 2 และ 3 (สมาชิกผู้ค้ำประกัน)) ชำระหนี้ต้นเงินจำนวน ....
บาท และดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน ... บาท รวมเป็นเงิน ... บาท ตามฟ้องได้
ส่วนที่โจทก์คิดค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี
ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ... บาท
และคิดค่าปรับอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นนั้น
เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1
(สมาชิกผู้กู้) ได้
คงเรียกได้เฉพาะต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นเท่านั้น
แม้โจทก์จะมีระเบียบ (หมายถึงระเบียบสหกรณ์
ว่าด้วยว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้)
ระบุให้โจทก์มีสิทธิคิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดได้ก็ตาม
แต่ก็เป็นระเบียบภายในของโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมตกลงด้วย
โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสามได้
คำพิพากษาที่ยกมาเป็นกรณีศึกษานี้
เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ที่บัญญัติว่า
ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี
หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ
ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง
หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับเบี้ยปรับ
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2545)
ในการที่คู่สัญญาจะมีสิทธิคิดเบี้ยปรับจากคู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาได้นั้นจะต้องมีการตกลงกันในสัญญาโดยชัดแจ้งว่ามีข้อเงื่อนไขในการกำหนดเบี้ยปรับกันอย่างไร
ผิดสัญญาข้อใดทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 บัญญัติไว้ว่า
"ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี
หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี.."
จากข้อกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า
เบี้ยปรับนี้ต้องกำหนดไว้โดยสัญญาอันหมายถึงต้องมีการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา
หาใช่เป็นการคิดเอาตามอำเภอใจฝ่ายเดียวดังที่โจทย์กระทำต่อจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏ
และแม้หนี้เดิมจะเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้ามิใช่หนี้กู้ยืมก็ตาม
แต่ก็เป็นหนี้เงินที่จะต้องชำระต่อกัน ดังนั้น
จึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ
7.5 ต่อปี (เดิม)
และห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอีกด้วย
ความเห็นส่วนตัวของผมเห็นว่า
หากพิจารณาจากเจตนารมณ์ คำว่า “ค่าปรับ” ในระเบียบสหกรณ์
ว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ ที่กำหนดว่า
“ให้สหกรณ์เรียกค่าปรับสำหรับต้นเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้น ในอัตราร้อยละ …
ต่อปี นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้” น่าจะหมายถึง
“ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้” ที่สหกรณ์สามารถเรียกได้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้
โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า
แม้สมาชิกผู้กู้จะไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในสัญญาก็ตาม
ซึ่งสอดคล้องกับคำนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย และสอดคล้องกับ ป.พ.พ. มาตรา 224
วรรคแรกที่บัญญัติว่า “หนี้เงินนั้น
ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี
ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่น
อันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น”
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น