วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยม (Postmodernism)

ประมาณปี ค.ศ.1500 เป็นต้นมาโลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่ากระบวนทัศน์สมัยใหม่ (Modern Paradigm) เป็นยุคที่เปลี่ยนผ่านมาจากกระบวนทัศน์แบบดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm) กระบวนทัศน์โบราณ (Ancient Paradigm) และกระบวนทัศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) ตามลำดับ โลกที่อยู่ในยุคกระบวนทัศน์ใหม่เชื่อว่า เหตุผล และวิธีการทางวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ สามารถวางระเบียบสังคมให้มนุษย์ได้ กระบวนทัศน์สมัยใหม่เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ตายตัว การรู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ของโลกจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับมนุษย์และอำนวยความสุขมาสู่มนุษย์ได้ หลังจากนั้นประมาณปี ค.ศ.1800 เป็นต้นมาเริ่มมีผู้ตั้งคำถามกับกระบวนทัศน์สมัยใหม่โดยได้รับอิทธิพลจากความคิดของ Immanuel Kant (1724-1804) เขาได้เสนอความคิดเห็นไว้ว่า อย่าหลงใหลในวิทยาศาสตร์เพราะวิทยาศาสตร์มิได้ให้ความจริง ให้เพียงสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราต้องใช้วิทยาศาสตร์เพื่อรับใช้มนุษย์ในขอบข่ายของศีลธรรมและศาสนา ซึ่งต้องอาศัยความสำนึกร่วมของมนุษยชาติเป็นเกณฑ์ ไม่ควรเอาวิชาการอื่นๆ มาตัดสินศีลธรรมและศาสนา เพราะวิชาการต่างๆ ให้ความรู้ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากต้องผ่านกรรมวิธีของสมอง เป็นเหตุให้สมองถูกแปรสภาพไป จนเราไม่อาจรู้ว่าอะไรจริง วิชาการต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ต้องใช้ภายใต้ขอบข่ายของศีลธรรมด้วยอิทธิพลทางความคิดของ Kant ก่อให้เกิดกระบวนทัศน์แบบปัจจุบัน (Contemporary Paradigm) ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ที่ต่อต้านแนวความคิดของกระทัศน์ใหม่ ไม่เชื่อในหลักเหตุผล และความรู้อย่างวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญความหมายในภาษา และมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (กีรติ บุญเจือ, 2545: 186-201)

นักปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่นิยมที่สำคัญเป็นนักคิดในกลุ่มเดียวกันกับนักคิดในกลุ่มหลังโครงสร้างนิยม (Poststructuralists) เช่น Jacques Derrida, Michel Foucault, Jean-Fancios Lyotard และ Jean Baudrillard ในราวทศวรรษที่ 1960 แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเป็นที่รู้จักกันในสาขาวิชาต่างๆ ของมนุษยศาสตร์ เช่น ในทางศิลปะและทางวรรณกรรม รวมทั้งศิลปะวิจารณ์ นักสังคมศาสตร์รับเอาแนวคิดหลังสมัยใหม่มาใช้ในการมองปรากฏการณ์ทางสังคมในราวทศวรรษที่ 1980 และ 1990 ปัจจุบันแนวคิดหลังสมัยใหม่ถูกนำมาใช้เป็นกรอบในการศึกษาและอธิบายสังคมในแทบทุกสาขาวิชาของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Bloland, 1995; Creswell, 1998 อ้างใน ชาย โพธิสิตา, 2550: 94)

จันทนี เจริญศรี (2545) สรุปว่า ในช่วงแรกของการปฏิวัติทางภาษาได้กำเนิดวิธีคิดที่เรียกว่า โครงสร้างนิยม” (Structuralism) นักคิดของสำนักหลังสมัยใหม่ (Postmodernist) ถือว่า สังคมวิทยาแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์ และเนื้อหาในการศึกษาเป็นมโนทัศน์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น แนวคิดดังกล่าวเท่ากับเป็นการแสดงว่า ผลงานในทางสังคมวิทยา โดยเฉพาะที่มีลักษณะเป็นมหทฤษฎี (Grand Sociological Master) นั้นอาจมองได้ว่าเป็นตัวบทชนิดหนึ่งที่สร้างระเบียบของสรรพสิ่งขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของประวัติศาสตร์ โดยที่ระเบียบดังกล่าวมิได้มีอยู่จริง แต่เป็นระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนจุดประสงค์ทางอุดมการณ์ รวมทั้งต้องการที่จะควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม ในขณะที่นักคิดในกลุ่มโครงสร้างนิยมเห็นว่าภาษามีโครงสร้างสากลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งหากเราค้นพบโครงสร้างดังกล่าวก็จะสามารถอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่มองว่าภาษามีธรรมชาติที่ไร้ระเบียบและไม่มีเสถียรภาพ ความหมายของภาษาผันแปรไปตามบริบทที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการแสวงหาแบบแผนที่อยู่เบื้องหลังภาษาย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่ ไม่เชื่อว่าจะมีระบบสากลที่จะบอกอะไรได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือ ความถูกต้อง ความงาม ความจริง ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การปิดกั้นทางความคิด แนวคิดของนักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่นี้เองที่เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์วาทกรรม นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่ วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเป็นตัวแทนความจริง และความเชื่อสมัยใหม่ที่ว่าทฤษฎีเป็นกระจกเงาสะท้อนความจริง โดยแทนที่ฐานะสภาพทางทัศนียวิทยาและลักษณะสัมพัทธ์ที่ว่า ทฤษฎีต่างๆ อย่างเก่งที่สุด ก็เพียงให้ทัศนียภาพเพียงบางส่วนของวัตถุต่างๆ และการเป็นตัวแทนของการรับรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับโลกนั้นเป็นเพียงสื่อกลางทางประวัติศาสตร์และทางภาษาเท่านั้น

แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธองค์ความรู้ ทฤษฎี และค่านิยมทางพุทธิปัญญาอันเป็นผลผลิตของยุคสว่าง (The Enlightenment) ที่ได้สั่งสมถ่ายทอดกันมาหลายศตวรรษกระทั่งถึงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จุดยืนทางภววิทยาและญาณวิทยาของแนวคิดหลังสมัยนิยมเปลี่ยนแปลงไปแบบตรงกันข้ามกับจุดยืนของกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม ทัศนะของแนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเชื่อว่าความจริงไม่มี ถึงมีก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะอ้างว่าสามารถเข้าถึงได้ นักปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่ไม่เชื่อในความเป็นสากลของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้และความจริง ไม่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ เพราะความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ นั้นซับซ้อนจนเกินกว่าที่ใครจะแยกได้ว่าสิ่งหนึ่งเป็นตัวกำหนดของอีกสิ่งหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่สัมพันธ์กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย (Reciprocal Relations) คือต่างก็เป็นทั้งเหตุและผลของกันและกันได้ หลังสมัยใหม่นิยมเชื่อในความแตกต่าง ความหลากหลาย แต่ไม่เชื่อในเรื่องความเป็นตัวแทน (Representation) และไม่เชื่อในเรื่องความเป็นตัวกำหนด (Indeterminacy) ดังนั้นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์ของคตินิยมหลังแนวสมัยใหม่จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดปฏิฐานนิยม (จันทนี เจริญศรี, 2545 อ้างใน ชาย โพธิสิตา, 2550: 96-97)

กีรติ บุญเจือ (2545: 94) สรุปว่า แนวโน้มของปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่นิยมที่สำคัญได้แก่ การล้มล้างสมัยใหม่นิยม การไม่เชื่อว่าวิธีค้นหาความจริงแบบวิทยาศาสตร์จะให้ความจริงที่เป็นวัตถุวิสัย ไม่เชื่อว่าระบบความคิดของมนุษย์จะมีได้ในระบบเครือข่ายเดียว ไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมของมนุษย์ก้าวหน้าเสมอ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นจุดอ้างอิง มีแต่ความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา หลังสมัยใหม่นิยมเชื่อว่า ความจริงที่ควรสนใจคือความหมายที่หาได้ในภาษา เชื่อว่ามนุษย์ควรมีท่าทีร่วมมือกันกับทุกสิ่งมากกว่ามุ่งเอาชนะหรือครอบครอง เชื่อว่าเหตุผลเป็นเพียงศิลปะชวนเชื่อ เชื่อว่าเอกภพไม่ใช่จักรกลล้วนๆ แต่เป็นองคาพยพพิเศษที่มีการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าอารมณ์และความใฝ่ฝันเป็นความจริงที่มีค่าควรแก่การพิจารณาและศึกษา

ขณะที่สุภางค์ จันทวานิช (2551: 267-273) สรุปว่า หลังสมัยใหม่ คือ สภาวะที่มีลักษณะเฉพาะทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่แตกต่างไปจากสภาวะสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น ในแง่เศรษฐกิจ ยุคหลังสมัยใหม่คือยุคของการผลิตนวัตกรรมทางความรู้และข้อมูลข่าวสาร ระบบสื่อสารถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตด้วย ข้อมูลข่าวสารและความรู้ที่ถูกผลิตขึ้นจะถูกผลิตซ้ำโดยแหล่งต่างๆ ในตลาด ยุคหลังสมัยใหม่เน้นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นหลัก ในด้านสังคมวัฒนธรรม ยุคหลังสมัยใหม่จะพบชนชั้นใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างหลากหลาย ผู้คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งทำหน้าที่ผลิตสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้สังคมบริโภค เช่น นักข่าว คนทำโฆษณา ศิลปิน และนักวิชาการเป็นต้น ในสังคมแบบหลังสมัยใหม่การแบ่งชนชั้นทางสังคมจะไม่มีความชัดเจน ไม่มีขอบเขตที่แน่นอน ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะปรับเปลี่ยนด้วยกระบวนการต่อรองเฉพาะเรื่องในแต่ละบริบท ไม่มีกฎเกณฑ์หรือทฤษฎีสากลที่อาจใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเรื่อง ในแง่การเมือง หลังสมัยใหม่สนใจศึกษาเรื่องอำนาจ โดยเชื่อว่าไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในสังคม ความสัมพันธ์ในโครงสร้างหลักไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ขณะที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจก็ไม่มีลักษณะตายตัวตามสถานภาพของบุคคล ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเกิดขึ้นตามความแตกต่างระหว่างบทบาทของบุคคลในแต่ละบริบททางสังคม อำนาจแผ่ซ่านอยู่ทุกที่ อำนาจมีลักษณะเป็นเครือข่าย ดำรงอยู่โดยการผลิตจากวาทกรรมในสังคม

โดยสรุปจะเห็นว่าแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่นิยมเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธความรู้ ความจริง ว่ามีหนึ่งเดียวตามกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม แต่เชื่อว่าความรู้ ความจริง มีอยู่ทั่วไป ไม่มีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงตายตัว สิ่งสำคัญที่ควรศึกษาคือความหมายที่หาได้จากภาษา เป็นแนวคิดที่สนใจในเรื่องของอำนาจที่แฝงอยู่ในความรู้ ความจริงที่ถูกผลิตออกมาโดยผ่านสิ่งที่เรียกวาทกรรมในสังคม

กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical Paradigm)

กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical Science) เป็นแนวคิดที่มีลักษณะร่วมกันกับแนวคิดเชิงตีความ (Interpretive Approach) กุญแจสำคัญของวิธีการแบบวิพากษ์คือการสร้างความรู้ด้วยการกระทำ ใช้ความเชื่อ และใช้อคติในการค้นหาความจริง เนื่องจากความจริงมีความซับซ้อน มีหลายชั้น (Multilayer) แต่ละชั้นของความเป็นจริงนั้นถูกอาบเคลือบไปด้วยสิ่งลวงตา (Illusion) มายาคติ (Myth) และความบิดเบือน (Distorted Thinking) (Neuman, W. L., 2006: 44)

นักวิจัยในกลุ่มสังคมศาสตร์เชิงวิพากษ์เห็นว่าแนวคิดเชิงปฏิฐานนั้นเป็นแนวคิดที่ไม่สามารถเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่ศึกษา ไม่ให้ความสำคัญเชิงลึกของปัจเจกชนทั้งในด้านความรู้สึกนึกคิด และบริบททางสังคม นักวิจัยในกลุ่มเชิงวิพากษ์ยังชี้ให้เห็นว่าการจะเข้าถึงแก่นของปัญหาหรือความเป็นจริงได้นั้นจะต้องสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของบุคคล สนใจในบริบทระดับจุลภาค และมองบริบทในระยะสั้น การวิจัยที่มีคุณค่าควรมีกระบวนการศึกษาค้นคว้าเชิงปฏิรูปที่มุ่งค้นหาโครงสร้างที่แท้จริงของปัญหา โดยกระตุ้นให้คนในสถานการณ์นั้นๆ ได้ตระหนักถึงศักยภาพของตนเองในการเปลี่ยนแปลงสภาวะที่เป็นปัญหา (ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และ สุภาพ ฉัตราภรณ์, 2549: 10)

แนวคิดเชิงวิพากษ์ เป็นแนวคิดที่มีพื้นฐานมาจากสำนักคิด Marxist (Marxist Theory) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวใช้วิธีค้นหาความจริงที่เรียกว่า วิภาษวิธี (Dialectic)” คือการอธิบายลักษณะความสัมพันธ์แบบกำหนดซึ่งกันและกัน (กาญจนา แก้วเทพ และ สมสุข หินวิมาน, 2551: 16) โดยวิธีการค้นหาความจริงแบบวิภาษวิธีมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

วิภาษวิธี หรือ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติค (Dialectical Materialism) เป็นปรัชญาที่ใช้วิธีการศึกษาแบบไดอาเลคติค และมีสาระเป็นวัตถุนิยม ซึ่ง Karl Marx (1818-1883) ได้วิธีการนี้มาจาก Georg Hegel (1770-1831) Hegel ให้ความหมายว่า ไดอาเล็คติค คือ แนวโน้มภายในอันทำให้สภาพด้านเดียวและข้อจำกัดของสิ่งซึ่งกำลังมีการทำความเข้าใจ ปรากฏเห็นประจักษ์แท้ ซึ่งปรากฏว่าคือสิ่งที่ปฏิเสธ หมายความว่าสิ่งของทุกชนิดมีภาคปฏิเสธในตัวเอง ทำให้สิ่งต่างๆเปลี่ยนไปจากเดิม สภาพปฏิเสธหรือตรงข้าม และการขัดแย้งเป็นคุณลักษณะของสรรพสิ่งที่เป็นอยู่ ตรงกันข้ามกับวิธีการเมตาฟิสิกส์ (Metaphysics) ซึ่งถือว่าสรรพสิ่งอยู่โดยเอกเทศไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะสำคัญของวิธีการไดอาเล็คติค คือ 1) ถือว่าสรรพสิ่งและปรากฏการณ์ทั้งหลายเกี่ยวข้องกัน ต่างกำหนดซึ่งกันและกัน 2) ถือว่าสรรพสิ่งอยู่ในสภาพเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงเป็นนิจ เสื่อมสลายเกิดขึ้นใหม่และพัฒนาการ 3) ขบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณก่อนทีละน้อย นำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพที่เห็นชัดขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพนั้นเกิดขึ้นแบบฉับพลันและก้าวกระโดด ไม่ใช่วิวัฒนาการต่อเนื่อง และ 4) ถือว่าสรรพสิ่งมีความขัดแย้งภายใน ในของสิ่งเดียวกันจะมีทั้งด้านบวกและลบ เก่าและใหม่ เสื่อมและเจริญ การต่อสู้ขัดแย้งกันภายในทำให้เกิดการพัฒนา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, 2549: 146-147)

นักปรัชญาเชิงวิพากษ์เชื่อว่า การแสวงหาความรู้เป็นการยกระดับจิตสำนึกของประชาชนผู้ถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เมื่อประชาชนเข้าใจว่าพวกเขาถูกกดขี่เพียงไร อย่างไรแล้ว เขาก็จะมีการกระทำที่มุ่งไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโลก ในมิติทางภววิทยา (Ontology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มองความจริงอย่างวิพากษ์ ไม่ใช่ความจริงอย่างไร้เดียงสา หรือความจริงอย่างเป็นกลไกทางวัตถุอย่างกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม ในมิติทางญาณวิทยา (Epistemology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มีจุดยืนเป็นอัตวิสัย (Subjectivism) เพราะเชื่อว่าการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับค่านิยมของผู้แสวงหาความรู้ ส่วนมิติทางวิธีวิทยา (Methodology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มีเป้าหมายของการแสวงหาความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ใช่เพียงยักย้ายถ่ายเทตัวแปรที่เกี่ยวข้อง วิธีการของทฤษฎีวิพากษ์เรียกว่า การสนทนาโต้ตอบ” (Dialogic Approach) อันมีทิศทางเป็นการหาวิธีขจัดจิตสำนึกที่ไม่ถูกต้องและพยายามให้ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยมีจิตสำนึกและทัศนคติที่ถูกต้องร่วมกัน เพื่อให้ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยได้เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงและพิจารณาตัดสินว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกหรือปรับปรุงโลกในด้านใดได้บ้าง เพื่อผลประโยชน์ของผู้ถูกกดขี่ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 34-35)

โดยสรุปกระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์เป็นกรอบความคิดที่ปฏิเสธกระบวนการค้นหาความจริงทางสังคมโดยวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ แต่ให้ความสำคัญกับความหมายในภาษา อุดมการณ์ ของสังคม เชื่อว่าการแสวงหาความรู้มีเป้าหมายเพื่อการยกระดับจิตสำนึกของประชาชนผู้ถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เน้นการสร้างความรู้ด้วยการกระทำ โดยใช้ความเชื่อ และอคติเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้

แนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ (Paradigm)

กระบวนทัศน์เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อแปลคำภาษาอังกฤษว่า “Paradigm” ซึ่งแผลงมาจากคำภาษาละตินว่า “Paradigma” ซึ่งแผลงมาจากภาษากรีกอีกต่อหนึ่งว่า “Paradeigma” อันเป็นคำนามในภาษากรีก แผลงมาจากคำกริยาว่า Paradiknynai แปลว่าแสดงให้เห็นเคียงคู่กันไป ส่วน Paradeigma แปลว่า แม่แบบ รูปแบบ ประมาณปี ค.ศ.1475 ได้มีผู้เริ่มใช้คำ Paradigm ให้มีความหมายพิเศษในภาษาอังกฤษว่ารูปแบบ (Model) หรือแบบแผน (Pattern) Thomas Kuhn (1922) ได้ริเริ่มใช้ศัพท์นี้ในวงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 และ J.A. Barker เริ่มใช้ในวงการจิตวิทยาสังคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 เพื่อหมายถึงกระบวนทัศน์ (กีรติ บุญเจือ, 2545: 183-185) ขณะที่พระประชา ปสนฺนธมฺโม และคณะ (2549) สรุปไว้ว่า Paradigm มาจากภาษากรีก Para (beside) บวก Deigmo (example) แปลเป็นไทยว่า ทัศนะแม่บทหรือ กระบวนทัศน์หมายถึงความคิดหรือทัศนะพื้นฐานในการมองโลกที่เป็นต้นตอบ่อเกิดของความคิดหรือทัศนะอื่นๆ 

มีผู้ให้ความหมายและอธิบายเกี่ยวกับ กระบวนทัศน์ไว้อย่างกว้างขวางซึ่งพอสรุปได้ดังต่อไปนี้

กระบวนทัศน์ หมายถึงชุดของความเชื่อพื้นฐานหรือปรัชญาว่าด้วยความจริงตามธรรมชาติที่ใช้อธิบายหลักการต่างๆ ในเชิงทัศนะที่มีต่อโลก เป็นการให้ความหมายครอบคลุมถึงธรรมชาติของโลก ปัจเจกบุคคล และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลกับโลก ชุดของความเชื่อพื้นฐานนี้มักเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าจะมีผู้คิดโต้แย้งได้เสมอ กระบวนทัศน์เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยมีลักษณะเป็นชุดของความเชื่อพื้นฐาน ที่ใช้ชี้นำการกระทำ ชุดของความเชื่อในกระบวนทัศน์ไม่ได้อยู่ในรูปความเป็นจริงขั้นสูงสุด แต่เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานทางวิชาการ ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับและสามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการอธิบายเนื้อหาของนักวิชาการ (Kuhn, 1970 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 23)

อรศรี งามวิทยาพงศ์ (2546) ได้ศึกษาแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ไว้ว่า Thomas S. Kuhn (1962) เป็นผู้ที่ใช้คำว่ากระบวนทัศน์เป็นคนแรก โดยเขาได้อธิบายว่า กระบวนทัศน์คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล เป็นตัวแบบของแนวคิด ค่านิยม ความเชื่อในการมองและวิธีแก้ปัญหาของเหล่านักวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ วิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ในช่วงคริสตทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา ขณะที่ Fritjof Capra (1997) อธิบายว่ากระบวนทัศน์เป็นชุดความคิด ค่านิยม ความเข้าใจรับรู้ และการปฏิบัติร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่ง ที่ก่อตัวเป็นแบบแผนของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่ง เกี่ยวกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นฐานของวิถีการจัดการตนเองของชุมชนนั้น เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่นำไปสู่การรับรู้และเข้าใจการดำรงอยู่ของหน่วยชีวิตและโลกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีผลต่อความรู้แบบวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์แบบเดิมที่อาศัยฟิสิกส์นิวตันเป็นฐาน ทำให้เกิดความเข้าใจชุดใหม่ในญาณวิทยาและวิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ

ขณะที่วิภาดา กิตติโกวิท (2532) สรุปไว้ว่า Fritjof Capra ให้ความหมายของทัศนะแม่บทหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) ว่า หมายถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ของความคิด การรับความรู้ และคุณค่า ที่ได้ก่อรูปจินตภาพ (Vision) อย่างใดอย่างหนึ่งต่อความเป็นจริง อันเป็นจินตภาพที่เป็นพื้นฐานของทิศทางที่สังคมได้จัดระเบียบตัวมันเองขึ้นมา ซึ่งความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับ เสรี พงศ์พิศ (2547) ที่สรุปไว้ว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง บางคนแปลว่า ทัศนะแม่บท เพราะเป็นทัศนะพื้นฐานที่เป็นตัวกำหนดวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า และชีวิตทั้งหมดของผู้คน

มีนักวิชาการบางท่านเห็นว่าแนวคิดที่มีความหมายใกล้เคียงหรือเทียบเคียงกันได้กับกระบวนทัศน์ คือ วาทกรรมแต่วาทกรรมนั้นเน้นที่กระบวนการหรือรูปแบบทางภาษาที่มีผลต่อระบบความคิดและความเข้าใจของผู้คน วาทกรรมมีความหมายกว้างขวางกว่าในด้านของโลกทัศน์และอุดมการณ์ของสังคม ตลอดจนมีผลในการตอกย้ำตราตรึงโครงสร้างอำนาจในสังคมด้วย (ธีระ นุชเปี่ยม, 2541 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 24)

จากนิยามความหมายต่างๆ ดังที่กล่าวมาสรุปได้ว่าคำว่า กระบวนทัศน์มีความหมายที่แตกต่างกันในระดับฐานคิด กล่าวคือ กระบวนทัศน์ในความหมายของ Thomas Kuhn จะหมายถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล เป็นตัวแบบของแนวคิด ค่านิยม ความเชื่อในการมองและวิธีแก้ปัญหาของเหล่านักวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ วิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่วน กระบวนทัศน์ในความหมายของ Fritjof Capra จะหมายถึงชุดความคิด ค่านิยม ความเข้าใจรับรู้ และการปฏิบัติร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่ง ที่ก่อตัวเป็นแบบแผนของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นจริง ซึ่งในงานศึกษานี้จะให้ความหมายของคำว่ากระบวนทัศน์ไปในแนวทางของ Fritjof Capra

แนวคิดเรื่องความเป็นคนชายขอบ (Marginalization)

ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล ได้สรุปลักษณะความเป็นชายขอบไว้ว่า ความเป็นชายขอบเกิดจากความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกัน อาจได้ภาพออกมาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์กลาง กับชายขอบ ศูนย์กลางเป็นบริเวณที่มีอำนาจเหนือกว่า มีทรัพยากรมากกว่า จึงมีกำลังที่จะสร้างความจริงและพูดแทนหรือสร้างภาพของความด้อยกว่าให้แก่บริเวณที่เป็นชายขอบได้ ความเป็นชายขอบไม่ใช่เรื่องของการถูกกันให้ไปอยู่ในตำแหน่งในสังคมที่ด้อยโอกาสทางเศรษฐกิจ หรืออำนาจ หรือไม่เข้าประเภทแต่เพียงอย่างเดียว หากเป็นเรื่องของความรู้และความจริงที่คนอื่นสร้างขึ้นมองเขา แทนตัวเขา ความรู้และความจริงเหล่านี้กลายเป็นสามัญสำนึกที่รับรู้เข้าใจกันได้ในสังคมโดยไม่ต้องตั้งคำถาม ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งชายขอบเอง ก็อาจจะรับหรืออ้างอิงไปเป็นความจริงเกี่ยวกับตัวเองด้วย รวมทั้งมีการต่อต้านโต้แย้งปฏิเสธในเวลาเดียวกัน[1]

ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี ได้สรุปไว้ว่า ความเป็นชายขอบไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหากแต่เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการสถาปนาอำนาจของความเป็นศูนย์กลาง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ศูนย์กลางเป็นผู้ผลิตชายขอบ กระบวนการสร้างความเป็นชายขอบโดยศูนย์กลางนั้น มีลักษณะที่ซับซ้อน ขณะเดียวกันการอยู่ในชายขอบนั้น แม้ว่าจะหมายถึงการถูกกีดกันออกจากการมีส่วนร่วมในการกำหนดความหมาย และการมีตัวตนของคนชายขอบ แต่ไม่ได้หมายถึงว่าแยกขาดและไม่ได้มีความสัมพันธ์กับศูนย์กลาง ตรงกันข้าม ในทางเศรษฐกิจและสังคมแล้วศูนย์กลางและชายขอบมีความสัมพันธ์ที่ขึ้นตรงต่อกันและพึ่งพาซึ่งกันและกัน

แต่ความเจริญและความมั่งคั่งกระจายออกอย่างไม่เท่าเทียมกันในพื้นที่ของเมือง ความเหลื่อมล้ำกันทางเศรษฐกิจ และสถานภาพสังคม ไม่เพียงแต่สร้างช่องว่างระหว่างกลุ่มทางสังคมขึ้น แต่ยังได้เบียดขับให้ชนชั้นที่ด้อยกว่าทางด้านต้นทุน และทรัพยากรทางเศรษฐกิจและสังคม ต้องตกไปอยู่ในสังคมชายขอบ ที่ซึ่งความพยายามที่จะอยู่รอดของคนเหล่านี้ ในสังคมบริโภคของศูนย์กลางจำเป็นต้องอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ทั้งแรงงานและร่างกาย เพื่อดิ้นรนและต่อรองกับสังคมและวัฒนธรรมศูนย์กลางอยู่ตลอดเวลา

ในวาทกรรมกระแสหลักว่าด้วยคนชายขอบ ความสัมพันธ์ในเชิงพึ่งพากันและกัน กลับถูกปฏิเสธ หรือมองไม่เห็น คนชายขอบถูกทำให้เป็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน ไร้คุณค่า หรือเป็นภาระแก่สังคมศูนย์กลาง วาทกรรมว่าด้วยความเป็นชายขอบจึงเป็นวาทกรรมของพวกที่ไม่พึงประสงค์ (The unwanted) ของสังคมศูนย์กลาง[2]

อานันท์ กาญจนพันธ์ ให้ความหมายว่า คนชายขอบคือกลุ่มคนทั้งหลายที่ต้องกลายเป็นเหยื่อของการลดทอนความเป็นมนุษย์ โดยมีกระแสโลกาภิวัฒน์เป็นส่วนสำคัญในการลดทอนความเป็นมนุษย์ ด้วยการผลักดันและเปลี่ยนให้วัฒนธรรมและคุณค่าต่างๆกลายเป็นสินค้าอย่างกว้างขวางตลอดจนเสริมสร้างลัทธิบริโภคนิยม จนผู้คนตกเป็นทาสของสินค้า พร้อมๆกับการยึดติดอยู่กับการสร้างภาพในลักษณะของการติดป้ายอย่างตายตัวของวัฒนธรรม จนมองข้ามความเป็นคนไปหมดสิ้น แม้ว่าในอีกด้านหนึ่งกระแสโลกาภิวัฒน์จะเรียกร้องให้สนใจในสิทธิมนุษยชนด้วยก็ตาม[3]

สุริชัย หวันแก้ว ได้สรุปความหมายของคนชายขอบ (Marginal people) ไว้ดังนี้คือ กลุ่มคนที่มีชีวิตอยู่กึ่งกลางหรือห่างไกลจากศูนย์กลางทั้งในทางภูมิศาสตร์และสังคมวัฒนธรรม ในทางภูมิศาสตร์ คนชายขอบมักจะเป็นกลุ่มคนที่ต้องเคลื่อนย้ายจากภูมิลำเนาดั้งเดิมด้วยเหตุผลทางธรรมชาติ เศรษฐกิจ การเมืองและสังคมวัฒนธรรม การตั้งถิ่นฐาน การประกอบอาชีพ หรือวิถีชีวิตของคนกลุ่มนี้ต้องเผชิญกับการแก่งแย่งแข่งขันเพื่อเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ถูกกีดกันและเอารัดเอาเปรียบจากคนกลุ่มใหญ่ซึ่งอยู่อาศัยในดินแดนหรือเขตภูมิศาสตร์นั้นมาก่อน ในทางสังคมวัฒนธรรม คนชายขอบย่อมกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในสังคมใหม่ วัฒนธรรมประจำกลุ่มจึงเป็นวัฒนธรรมย่อยที่ไม่ได้รับการยอมรับหรือได้รับการเลือกปฏิบัติจากผู้คนในกระแสวัฒนธรรมหลัก การเรียนรู้การปรับตัวและการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อที่จะเอาตัวรอดหรือมีชีวิตอยู่ภายใต้สภาพการณ์ดังกล่าวจึงเป็นสาระสำคัญของวิถีชีวิตของประชากรที่อาศัยอยู่ในวัฒนธรรมชายขอบ

ในสังคมใหญ่ทุกแห่งมี ประชากรชายขอบซึ่งอาศัยอยู่ห่างจากศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม คนกลุ่มนี้ขาดอำนาจการต่อรอง ขาดการศึกษา ขาดเครื่องมือที่เข้าถึงอำนาจ และถูกกีดกันออกจากระบบการต่อรองอำนาจและการจัดสรรทรัพยากร อำนาจและความั่งคั่งในสังคม ลักษณะของกลุ่มประชากรชายขอบอาจจะแตกต่างจากประชากรส่วนใหญ่ของสังคมในแง่ของชาติพันธุ์ ผิวพรรณ ศาสนา อุดมการณ์ การศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจและชนชั้นทางสังคม ฯลฯ ตัวอย่างของประชากรชายขอบได้แก่ ชนกลุ่มน้อย ผู้อพยพ ประชากรที่อาศัยอยู่ในสลัม ชาวนา ชาวไร่ในชนบท โสเภณี แรงงานไร้ทักษะฝีมือ แรงงานข้ามชาติ ฯลฯ[4]

นอกจากนั้นสุริชัย หวันแก้วยังได้ให้ความหมายของคำว่าชายขอบตามขอบเขตต่างๆไว้ดังนี้

1) ชายขอบของภูมิศาสตร์ ซึ่งในแง่นี้เราทุกคนต่างเห็นได้ชัดว่า ใครก็ตามที่อยู่ขอบบริบทของแผนที่ คนเหล่านั้นก็คือคนชายขอบ แต่รายละเอียดของความเป็นชายขอบนั้นอาจมีเนื้อหาแตกต่างกัน เช่นบางคนอยู่ชายขอบ กลับเป็นการเอื้อต่อการลงทุนที่ข้ามไปลงทุนในชายแดนกับอีกประเทศหนึ่ง บางคนเป็นผู้ซึ่งมีอิทธิพลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจอยู่ตรงบริเวณนั้น เช่น มีโรงงานอุตสาหกรรม มีการร่วมลงทุนในทางธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจบ่อนการพนัน การฟอกเงินต่างๆ ส่วนบางคน กลับถูกกีดกันในการเข้าถึงทรัพยากรในระดับพื้นฐานที่สุด เช่น ไม่มีที่ทำกิน ถูกเอาเปรียบขูดรีดแรงงาน และถูกใช้เป็นกันชนในเขตชายแดนที่มีปัญหาข้อพิพาท เป็นต้น

2) ชายขอบของประวัติศาสตร์ สำหรับเรื่องนี้มีพลวัตรเปลี่ยนแปลงไปมา และสัมพันธ์กับสภาพภูมิศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างเช่น สมัยอาณาจักรสุโขทัย อยุธยาก็เป็นเพียงเมืองชายขอบ มาถึงสมัยอยุธยา สุโขทัยก็เปลี่ยนแปลงความสำคัญของตัวเองไป และศูนย์กลางอย่างกรุงเทพฯก็จัดว่าเป็นดินแดนชายขอบของอาณาจักรอยุธยา เป็นต้น จะเห็นว่า หากมองจากแง่ของประวัติศาสตร์จะเห็นว่ามีความเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นพลวัตร

3) ชายขอบของความรู้ หากมามองกันที่ตัวของความรู้ ความรู้ใดที่ไม่สอดคล้องกับความรู้อื่นๆ ความรู้ใดที่ไม่ใช่กระแสหลัก ความรู้นั้นก็เป็นชายขอบ แม้แต่คนที่อยู่ที่ศูนย์กลางขอบเขตทางภูมิศาสตร์ หากมีความรู้ต่างไปจากสังคม ต่างไปจากความเชื่อ ความคิด ความเห็นของคนส่วนใหญ่ ความรู้นั้นก็เป็นชายขอบในท่ามกลางศูนย์กลางนั่นเอง


[1] ปริตตา เฉลิมเผ่า กออนันตกูล,  ชีวิตชายขอบ ตัวตนกับความหมาย (กรุงเทพมหานคร: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด มหาชน, 2545),  น.  10-12.

[2] ปิ่นแก้วเหลืองอร่ามศรี,  อัตลักษณ์ ชาติพันธ์ และความเป็นชายขอบ  (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ แปลน พริ้นติ้ง จำกัด, 2546),  น.  14-15.

[3] อานันท์ กาญจนพันธ์,  รวมบทความเนื่องในวาระครบรอบ 60 ปี ฉลาดชาย รมิตานนท์ : อยู่ชายขอบมองลอดความรู้(กรุงเทพมหานคร: มติชน, 2549)น.  3.

[4] สุริชัย หวันแก้ว,  กระบวนการกลายเป็นคนชายขอบ  Marginalization  (กรุงเทพมหานคร: สาขาสังคมวิทยา สำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ, 2546)น.  9-10.

แนวคิดสิทธิแรงงาน (Labour Rights)

แนวคิดสิทธิแรงงาน เป็นแนวคิดที่มีพื้นฐานมาจากแนวคิดสิทธิมนุษยชน (Human Rights) โดยมองว่าผู้ใช้แรงงานทุกคนรวมทั้งแรงงานข้ามชาติเป็นมนุษย์ มีสิทธิเสมอภาคในการได้รับสวัสดิการแรงงานและความยุติธรรมตามกรอบที่กฎหมายกำหนด ทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ มีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน โดยไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ถูกกดขี่ ถูกแบ่งแยกกีดกันเพราะความแตกต่างของเชื้อชาติ สัญชาติ สีผิว ศาสนา และเพศ เป็นต้น โดยนายจ้างและรัฐบาลควรปฏิบัติต่อแรงงานทุกคนอย่างยุติธรรม ตามบทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน ทั้งกฎหมายภายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

โดยแนวคิดสิทธิแรงงานดังกล่าว มีทั้งกฎหมายระหว่างประเทศ และกฎหมายของไทยที่รองรับแนวคิดสิทธิแรงงาน ดังเช่นกฎหมายต่อไปนี้

1) อนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการคุ้มครองสิทธิแรงงานย้ายถิ่นและสมาชิกครอบครัว (Convention on the Protection on the Rights of All Migrant Workers and Members of Their Families)

อนุสัญญานี้จัดทำและเปิดให้เข้าเป็นภาคีตั้งแต่ พ.ศ.2533 แต่มีผลบังคับใช้เมื่อกลาง พ.ศ.2546 หลังจากที่ประเทศติมอร์เลสเต (Timor-Leste) เข้าเป็นภาคี อนุสัญญานี้ถือได้ว่าเป็นบรรทัดฐานในการคุ้มครองสิทธิของแรงงานย้ายถิ่นและสมาชิกครอบครัว โดยครอบคลุมทั้งแรงงานย้ายถิ่นที่ผ่านการรับรองของรัฐ และแรงงานย้ายถิ่นที่ผ่านช่องทางที่ไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ซึ่งเหยื่อของการค้ามนุษย์ที่เป็นแรงงานย้ายถิ่นผิดกฎหมาย และตกอยู่ในสภาพแรงงานบังคับเยี่ยงทาส สามารถที่จะได้รับการคุ้มครองจากอนุสัญญานี้ได้ แต่ผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐจะไม่ได้รับการคุ้มครองจากอนุสัญญานี้

อนุสัญญากำหนดให้รัฐภาคีมีความรับผิดชอบในการคุ้มครองสิทธิด้านต่างๆของแรงงานย้ายถิ่น อันเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามที่ได้รับรองไว้ในปฏิญญาสากลว่าด้วยเรื่องสิทธิมนุษยชน พ.ศ.2491 เด็กที่เป็นสมาชิกของแรงงานย้ายถิ่นจะต้องได้รับสิทธิเช่นเดียวกับที่ได้ระบุไว้ในอนุสัญญาเรื่องสิทธิเด็ก เช่น การได้รับชื่อ การลงทะเบียนการเกิด สัญชาติ และการศึกษา

สิทธิต่างๆที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาเป็นสิทธิที่ครอบคลุมรอบด้าน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ประเทศที่รับและจ้างแรงงานข้ามชาติไม่ร่วมเข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา ประเทศภาคีที่มีอยู่ในปัจจุบันล้วนแล้วแต่เป็นประเทศที่มีแรงงานย้ายถิ่นไปทำงานนอกประเทศ ดังนั้นอนุสัญญานี้จึงยังไม่สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการเรียกร้องความรับผิดชอบของรัฐที่รับแรงงานย้ายถิ่นเข้าไปทำงานได้อย่างเต็มที่ นอกจากนั้นอนุสัญญานี้ยังได้รับการวิเคราะห์ว่าขาดมิติในเรื่องเพศสภาพเพราะยังมีมายาคติว่าแรงงานย้ายถิ่นนั้นเป็นชาย ส่วนหญิงอยู่ในสถานภาพของสมาชิกครอบครัวเท่านั้น

การที่อนุสัญญานี้ใช้เวลาร่วมสองทศวรรษกว่าจะมีผลบังคับใช้สะท้อนให้เห็นว่าประเทศส่วนใหญ่โดยเฉพาะประเทศที่ว่าจ้างแรงงานข้ามชาติให้ทำงานประเภทสกปรก อันตราย และยากลำบากนั้น ไม่มีความจริงใจที่จะคุ้มครองสิทธิของแรงงานย้ายถิ่น แต่สนใจในอันที่จะปราบปรามการเคลื่อนย้ายของแรงงานในกรอบของการค้ามนุษย์และการลักลอบพาคนเข้าเมืองมากกว่า[1]

ประเทศที่เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยเรื่องแรงงานย้ายถิ่นได้แก่

อาเซอร์ไบจัน เบลิซ โบลิเวีย บอซเนียเฮร์เซโกวินา เคปเวอร์ด โคลัมเบีย เอกวาดอร์ อียิปต์ เอลซัลวาดอร์ กานา กัวเตมาลา กินี มาลี เม็กซิโก โมร็อกโก ฟิลิปปินส์ เซเนกัล เซคิลีส ศรีลังกา ตาจิกสถาน ติมอร์เลสเต ยูกันดา อุรุกวัย

2) อนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ

องค์กรแรงงานระหว่างประเทศ (ILO: International Labour Organization) เป็นหน่วยงานชำนัญพิเศษที่ดูแลและกำหนดมาตรฐานในการทำงาน สิทธิของแรงงานเพื่อขจัดและป้องกันมิให้มีการบังคับใช้ หรือใช้แรงงานเยี่ยงทาส โดยมีกระบวนการทำงานในลักษณะไตรภาคี (นายจ้าง ลูกจ้าง และรัฐ) ดังนั้นองค์กรเอกชนจึงมีบทบาทจำกัดในกระบวนการทำงานของหน่วยงานแรงงานระหว่างประเทศ องค์การแรงงานระหว่างประเทศได้จัดทำอนุสัญญา ฉบับที่ 29 และข้อเสนอแนะ ฉบับที่ 36 ใน พ.ศ.2473 เรื่องการบังคับใช้แรงงาน (มีเพียง 5 ประเทศที่ไม่ได้เข้าเป็นภาคีของอนุสัญญา ฉบับที่ 29 ได้แก่ ประเทศ อาร์มีเนีย โบลิเวีย แคนาดา โมนาโก และฟิลิปปินส์) แต่เครื่องมือทั้งสองนี้มีข้อจำกัดในอันที่จะดำเนินการให้ความคุ้มครองผู้ตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ที่ถูกบังคับให้ค้าประเวณี เพราะยังมิได้มีการยอมรับว่าการค้าบริการทางเพศเป็นรูปแบบหนึ่งของการทำงานที่จำเป็นต้องมีการกำหนดมาตรฐานในการจ้างงาน และสภาพการทำงาน อย่างไรก็ตามได้มีความพยายามที่จะใช้คำนิยามเรื่องแรงงานบังคับมาเป็นแนวทางในการกำหนดคำนิยามของการค้ามนุษย์ เพื่อวัตถุประสงค์อื่นๆที่กว้างกว่าเพื่อการบังคับค้าประเวณี เช่น การใช้แรงงานเยี่ยงทาสในโรงงาน งานรับใช้ในบ้านและงานรับใช้ในประมง เป็นต้น

นอกจากนั้นองค์การแรงงานระหว่างประเทศยังมีอนุสัญญา ฉบับที่ 97 เรื่องการย้ายถิ่นเพื่อได้รับการจ้างงาน พ.ศ.2542 และอนุสัญญาฉบับที่ 143 เรื่องแรงงานย้ายถิ่น พ.ศ.2518 โดยตระหนักถึงปัญหาที่แรงงานย้ายถิ่นต้องประสบ อนุสัญญาฉบับที่ 97 เรียกร้องให้รัฐภาคีจัดหาบริการที่เหมาะสมและไม่ต้องเสียเงินแก่แรงงานที่ย้ายถิ่นเพื่อหางานทำ และสร้างหลักประกันว่าแรงงานย้ายถิ่นข้ามชาติจะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับแรงงานท้องถิ่น ทั้งในเรื่องค่าจ้าง สภาพการทำงาน และการเข้าเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน ส่วนในอนุสัญญาฉบับที่ 143 เรียกร้องให้รัฐภาคีเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของแรงงานย้ายถิ่นซึ่งรวมถึงแรงงานย้ายถิ่นที่ผิดกฎหมายด้วย เป็นที่น่าสังเกตว่าอนุสัญญาทั้งสองมีประเทศที่เข้าเป็นอนุสัญญาฉบับที่ 97 เพียง 42 ประเทศ และอนุสัญญาฉบับที่ 143 เพียง 18 ประเทศเท่านั้น[2]

ประเทศที่เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาฉบับที่ 143 แรงงานย้ายถิ่นได้แก่

เบนิน บอซเนีย เฮร์เซโกวินา บูรกินาฟาโซ แคเมอรูน ไซปรัส กินี อิตาลี อดีตสาธารณรัฐยูโกสลาเวียและมาเซโดเนีย นอร์เวย์ โปรตุเกส ซานมารีโน เซอร์เบียมอนเตนีโกร สโลเวเนีย สวีเดน โทโก ยูกันดา และเวเนซูเอลา

3) กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองสิทธิของแรงงานในประเทศไทย

กฎหมายคุ้มครองแรงงานเป็นกฎหมายที่บทบัญญัติถึงสิทธิและหน้าที่ระหว่าง นายจ้างและลูกจ้างโดยกำหนดมาตรฐานขั้นต่ำในการใช้แรงงานและการจ่ายค่าตอบแทน ในการทำงานเพื่อให้ลูกจ้างทำงานด้วยความปลอดภัย มีสุขภาพอนามัยอันดีได้รับค่าตอบแทนและสวัสดิการตามสมควร ทั้งนี้เพื่อให้การใช้แรงงานเกิดประโยชน์สูงสุด แก่นายจ้าง ลูกจ้าง และประเทศและโดยที่ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มประเทศ ที่พัฒนาแล้ว โครงสร้างด้าน เศรษฐกิจจะต้องเป็นไปในลักษณะเปิดและเข้าสู่ระบบ การแข่งขัน มาตรฐานการใช้แรงงานจะถูกกำกับดูแลโดยกลุ่มประเทศคู่ค้า จึงจำเป็น ต้องเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ใช้แรงงานในการสร้างความอยู่ดีกินดี ยกระดับ รายได้ และมีหลักเกณฑ์การจ้างงานที่เป็นธรรมเพื่อยกระดับมาตรฐานแรงงานไทย ให้ทัดเทียมมาตรฐานสากลในฐานะประเทศสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO)

พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 ได้ผ่านรัฐสภาเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2541 และได้ประกาศในราชกิจจนุเบกษา เมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2541 และมีผล บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน คือ ตั้งแต่ วันที่ 20 สิงหาคม 2541 เป็นต้นไป  

สาระสำคัญของพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 สรุปได้ดังนี้  

1) กำหนดเวลาทำงานปกติในทุกประเภทงานไม่เกิน 8 ชั่วโมง/วัน และไม่เกิน 48 ชั่วโมง/สัปดาห์ (เดิมกำหนดตามประเภทงาน) เว้นแต่งานที่อาจเป็นอันตรายไม่เกิน 7 ชั่วโมง/วัน และไม่เกิน 42 ชั่วโมง/สัปดาห์  

2) ให้จัดวันหยุดประจำสัปดาห์ไม่น้อยกว่า 1 วัน/สัปดาห์ วันหยุดตามประเพณี ไม่น้อยกว่า 13 วัน/ปีและวันหยุดพักผ่อนประจำปีไม่น้อยกว่า 6 วันทำงาน/ปี วันหยุดตามประเพณี ให้กำหนดจากวันหยุดราชการประจำปี วันหยุดทางศาสนาหรือ ขนบธรรมเนียม ประเพณีแห่งท้องถิ่น "ในกรณีลักษณะงานไม่อาจหยุดตามประเพณี ได้ให้ตกลงกันหยุดในวันอื่นชดเชยหรือจ่ายค่าทำงานในวันหยุดแทน"  

3) ให้สิทธิลากิจ ลาเพื่อทำหมัน และลาเพื่อฝึกอบรมหรือพัฒนาความรู้ ความสามารถ เพิ่มจากสิทธิ ลาป่วย ลาเพื่อคลอดบุตร และลาเพื่อรับราชการทหาร  

4) กำหนดพิกัดน้ำหนักขั้นสูงเพื่อให้ลูกจ้างยก แบก หาม เพื่อคุ้มครอง ทั้งลูกจ้างชาย หญิง และเด็ก และเป็นการสอดคล้องกับอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 127  

5) ขยายการคุ้มครองแรงงานหญิงโดยห้ามใช้ลูกจ้างหญิงมีครรภ์ทำงาน ที่เป็นอันตรายต่อสภาวะการตั้งครรภ์ ห้ามเลิกจ้าง เพราะเหตุมีครรภ์  

6) ขยายอายุขั้นต่ำของลูกจ้างเด็กจาก 13 ปี เป็น 15 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับ แผนพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และอนุสัญญา ILO  

7) การจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นลูกจ้าง ต้องแจ้งต่อพนักงานตรวจแรงงาน ภายใน 15 วัน จัดทำบันทึกสภาพการจ้างกรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมเก็บไว้ ณ สถานประกอบกิจการ และแจ้งการสิ้นสุดการจ้างต่อพนักงานตรวจแรงงานภายใน 7 วันเพื่อให้ทราบความเคลื่อนไหวของเด็กซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการคุ้มครองดูแล แรงงานเด็กผู้ด้อยโอกาส  

8) ให้ลูกจ้างเด็กมีเวลาพักไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง/วัน หลังจากทำงานมากแล้ว ไม่เกิน 4 ชั่วโมง และใน 4 ชั่วโมงนั้นให้มีเวลาพักตามที่นายจ้างกำหนดเพื่อให้เด็ก ได้มีโอกาสพักผ่อนเปลี่ยนอิริยาบถขณะที่กำหนดเวลาพักลูกจ้างทั่วไปไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง/วัน ซึ่งจะจัดเวลาพักครั้งเดียวหลังจากทำงานมาแล้วไม่เกิน 5 ชั่วโมงก็ได้ หรือจัดเป็นช่วง ๆ ก็ได้โดยรวมเวลาพักทุกช่วงแล้วต้องไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อให้สอดคล้องกับทางปฏิบัติ  

9) ห้ามใช้ลูกจ้างเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปีทำงานในเวลาวิกาลเว้นแต่ได้รับอนุญาต จากอธิบดีให้ทำงานล่วงเวลา ทำงานในวันหยุด และงานบางประเภทที่เป็นผลร้ายเด็ก ขณะที่ลูกจ้างทั่วไปนายจ้างให้ทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุดได้ ถ้าลูกจ้าง ยินยอมโดยมีชั่วโมงทำงานไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด เว้นงานบางประเภทที่นายจ้าง สั่งให้ลูกจ้างทำได้เท่าที่จำเป็น แต่ห้ามใช้ลูกจ้างทำงานล่วงเวลาหรือทำงานในวันหยุด ในงานที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและความปลอดภัยของลูกจ้าง  

10) การคุ้มครองค่าตอบแทนในการทำงาน ได้กำหนดประเภทหนี้ที่นำมาหัก ค่าตอบแทนในการทำงานได้และกำหนดเงื่อนไขการจ่ายเงินช่วยเหลือการดำรงชีพ ของลูกจ้างไม่น้อยกว่า 50% ของค่าจ้างในกรณีนายจ้างหยุดกิจการชั่วคราว  

11) ปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการค่าจ้างให้มีขอบข่ายที่กว้างขึ้นกว่าเดิม และปรับปรุงโครงสร้าง อัตราค่าจ้างขั้นต่ำใหม่ โดยมีอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ 2 ระดับ คือ                        

11.1) อัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างกำหนดเพื่อใช้เป็นพื้นฐาน ในการกำหนดอัตราค่าจ้าง ขั้นต่ำ  

11.2) อัตราค่าจ้างขั้นต่ำซึ่งคณะกรรมการค่าจ้างกำหนดให้ใช้เฉพาะกิจการประเภทใด ประเภทหนึ่งหรือทุกประเภท หรือในท้องที่ใดท้องที่หนึ่งก็ได้ ซึ่งมีอัตรา ไม่ต่ำกว่าอัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐาน ถ้าไม่มีกำหนดอัตรา ค่าจ้างขั้นต่ำ ในท้องที่ใด ให้ถืออัตราค่าจ้างขั้นต่ำพื้นฐานเป็นอัตราค่าจ้างขั้นต่ำ ของท้องที่นั้น  

12) กำหนดให้มีคณะกรรมการสวัสดิการ ได้แก่ คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติเพื่อกำหนดนโยบายสวัสดิการระดับชาติ และให้มี คณะกรรมการสวัสดิการประจำสถานประกอบกิจการเพื่อร่วม ประชุมปรึกษาหารือกับนายจ้างเกี่ยวกับการจัดสวัสดิการในสถาน ประกอบกิจการ และควบคุมดูแลการจัดสวัสดิการที่นายจ้างจัด ให้แก่ลูกจ้าง  

13) ให้มีคณะกรรมการความปลอดภัยระดับชาติ เพื่อกำหนดทิศทางการบริหาร ความปลอดภัยอาชีวอนามัยและสภาพในการทำงาน และมีองค์กรเอกชนให้บริการ ทางด้านวิชาการและเทคนิคแก่สถานประกอบกิจการได้ภายใต้การควบคุมดูแลของรัฐ  

14) กำหนดห้ามนายจ้างสั่งพักงานเพื่อสอบสวนความผิดของลูกจ้าง เว้นแต่มี ข้อบังคับหรือตกลงกำหนดให้มีการพักงานได้ แต่นายจ้างจะสั่งพักงานได้ไม่เกิน 7 วัน และต้องจ่ายเงินในช่วงพักงานตามอัตราที่กำหนดซึ่งไม่ต่ำกว่า 50% ของค่าจ้าง  

15) กำหนดอัตราค่าชดเชยกรณีเลิกจ้างเป็น 5 อัตรา คือ ทำงานครบ 120 วัน แต่ไม่ครบ 1 ปี ได้ค่าชดเชยไม่น้อยกว่าค่าจ้างอัตราสุดท้าย 30 วัน ทำงานครบ 1 ปี แต่ไม่ครบ 3 ปี ได้ 90 วัน ทำงานครบ 3 ปี แต่ไม่ครบ 6 ปี ได้ 180 วัน ทำงานครบ 6 ปี แต่ไม่ครบ 10 ปี ได้ 240 วัน ทำงานครบ 10 ปีแต่ไม่ครบ 20 ปี ได้ 300 วัน และทำงาน 20 ขึ้นไปได้ 400 วัน เว้นแต่จะเข้า ข้อยกเว้นให้ไม่ต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด  

16) กำหนดให้มีการจ่ายค่าชดเชยพิเศษนอกเหนือการค่าชดเชยปกติ กรณี นายจ้างเลิกจ้างเพราะปรับปรุงหน่วยงาน กระบวนการผลิต เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง ทางเทคโนโลยี โดยลูกจ้างต้องทำงานมาครบ 6 ปี และได้ค่าชดเชยพิศษปีละไม่น้อยกว่า 15 วัน รวมแล้วไม่เกิน 360 วัน  

17) ให้การคุ้มครองลูกจ้างกรณีนายจ้างย้ายสถานประกอบกิจการไปตั้งท้องที่อื่น ซึ่งมีผลกระทบสำคัญต่อการดำรงชีพปกติของลูกจ้างหรือครอบครัว โดยให้นายจ้าง บอกกล่าวล่วงหน้าและให้ลูกจ้างบอกเลิกสัญญาจ้างได้ถ้าไม่ประสงค์จะย้ายตามโดยมี สิทธิ์ได้รับค่าชดเชยพิเศษเป็นเงินช่วยเหลือ 50% ของค่าชดเชยปกติ  

18) จัดตั้งกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างโดยให้นายจ้างที่ไม่ได้จัดตั้งกองทุนสำรอง เลี้ยงชีพส่งเงินสมทบกองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเท่ากับจำนวนเงินสะสมที่หักจากค่าจ้าง นำเข้าส่งเข้ากองทุน เพื่อจ่ายให้ลูกจ้างเมื่อสิ้นสุดการจ้าง เจตนารมณ์ในการจัดตั้ง กองทุนนี้เพื่อสร้างหลักประกันในการทำงาน ป้องกันมิให้มีการย้ายงานบ่อยครั้ง และเป็นการส่งเสริมระบบการออมทรัพย์ของลูกจ้าง  

19) ห้ามเรียกเงินประกันจากลูกจ้างเว้นแต่ลูกจ้างจะทำงานเกี่ยวกับการเงิน และทรัพย์สิน เพื่อป้องกันมิให้นายจ้างแสวงหาประโยชน์จากลูกจ้างในทางมิชอบ  

20) กำหนดให้บรรดาเงินตาม พ.ร.บ. ที่นายจ้างค้างจ่ายแก่ลูกจ้าง และเงินสะสม เงินสมทบ กองทุนสงเคราะห์ลูกจ้างเป็นหนี้บุริมสิทธิลำดับเดียวกับภาษีอากร เพื่อคุ้มครองสิทธิของลูกจ้างในการ ได้รับชำระหนี้มิให้เจ้าหนี้ในลำดับอื่นขอรับไปหมด  

21) การรับเหมาค่าแรง ให้เจ้าของสถานประกอบกิจการและผู้รับเหมาค่าแรง ต่างมีฐานะเป็นนายจ้างของลูกจ้างที่ผู้รับเหมาค่าแรงจัดหามา  

22) ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงนายจ้าง ให้นายจ้างใหม่รับไปทั้งสิทธิและหน้าที่ ที่นายจ้างเดิมเคยมีต่อลูกจ้างทุกประการ เพื่อเป็นการรับรองสิทธิของลูกจ้างมิให้ ถูกลดลงเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงตัวนายจ้าง

23) กำหนดให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างตามบทบัญญัติ ป.พ.พ. บรรพ 3 ลักษณะ 6 ว่าด้วยจ้างแรงงานด้วย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือทางคดี แก่ลูกจ้างได้  

24) กำหนดเงื่อนไขการบอกกล่าวล่วงหน้าเพื่อเลิกสัญญาจ้างที่ไม่มีกำหนด ระยะเวลา และถ้านายจ้างเป็นฝ่ายบอกกล่าวล่วงหน้า จะต้องระบุเหตุผลในการบอกเลิก สัญญา ถ้าไม่ระบุไว้นายจ้างจะยกข้อเว้นขึ้นอ้างในภายหลัง เพื่อไม่จ่ายค่าชดเชยให้ แก่ลูกจ้างไม่ได้  

25) กำหนดให้นายจ้างปฏิบัติต่อลูกจ้างหญิงและชายโดยเท่าเทียมกัน ในการจ้างงาน เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานไม่อาจปฏิบัติเช่นนั้นได้เพื่อ ให้สอดคล้องกับบทบัญญัติรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน  

26) ห้ามนายจ้าง หัวหน้างาน ผู้ควบคุม หรือผู้ตรวจงานกระทำการล่วงเกิน ทางเพศต่อลูกจ้างซึ่งเป็นหญิงหรือเด็กเพื่อเป็นการป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวใช้อำนาจ ในทางมิชอบ โดยการกล่าวถ้อยคำหยาบคาย วิพากษ์วิจารณ์ทางเพศ ลวนลาม ซึ่งพฤติการณ์บางอย่างไม่รุนแรงถึงขึ้นอนาจารแต่ไม่เหมาะสมที่จะปฏิบัติต่อลูกจ้างหญิง และเด็ก  

27) ปรับปรุงบทกำหนดโทษจากเดิมที่กำหนดโทษอัตราเดียวเป็นการกำหนดโทษ ตามความหนักเบาของความผิดที่ได้กระทำโดยมีอัตราโทษสูงสุดจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับและโทษต่ำสุดปรับไม่เกิน 5,000 บาท และให้อธิบดีกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานและผู้ว่าราชการจังหวัด หรือผู้ซึ่ง ได้รับมอบหมายจากบุคคลดังกล่าวมีอำนาจเปรียบเทียบปรับการกระทำความผิดตาด พ.ร.บ. นี้ได้ตามที่เห็นสมควรนอกนั้นเป็นการแก้ไขเล็กน้อย

สิทธิในการเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคม

พ.ร.บ.ประกันสังคม พ.ศ.2533  และ พ.ร.บ.เงินทดแทน พ.ศ.2537 ไม่มีข้อยกเว้นการคุ้มครองแรงงาน เฉพาะสัญาติไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม สำหรับแรงงานข้ามชาติจะเป็นสมาชิกกองทุนประกันสังคมได้หรือไม่ สำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่า นายจ้างที่มีลูกจ้างที่เป็นคนไทยหรือแรงงานข้ามชาติรวมกันตั้งแต่ 1 คนขึ้นไป ต้องแจ้งขึ้นทะเบียนประกันสังคมโดยลูกจ้างแรงงานข้ามชาติจะต้องมีหลักฐานประกอบการขึ้นทะเบียนคือ ใบอนุญาติทำงาน (Work permit) และหนังสือเดินทางเข้าเมืองถูกต้องตามกฏหมาย (Passport) หรือใบสำคัญประจำตัวคนข้ามชาติ ส่วนลูกจ้างต่างชาติเข้าเมืองผิดกฏหมายที่ไม่มีหลักฐานดังกล่าว ไม่สามารถเข้าประกันสังคมได้

สิทธิในการสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน

ตามพระราชบัญญัติแรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2518 กำหนดชัดเจนว่าลูกจ้างที่มีสิทธิจัดตั้งสหภาพแรงงานต้องเป็นลูกจ้างของนายจ้างคนเดียวกันหรือเป็นลูกจ้างซึ่งทำงานในกิจการประเภทเดียวกัน บรรลุนิติภาวะและมีสัญชาติไทย (มาตรา 88)

ลูกจ้างที่ได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งเป็นกรรมการหรืออนุกรรมการของสหภาพแรงงาน ต้องมีคุณสมบัติเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานนั้น มีสัญชาติไทยโดยการเกิด มีอายุไม่ต่ำกว่า 20 ปี (มาตรา101) เพราะฉะนั้นลูกจ้างแรงงานข้ามชาติจะสมัครเป็นสมาชิกสหภาพแรงงานได้เท่านั้น ไม่มีสิทธิจัดตั้งสหภาพและเป็นกรรมการสหภาพแรงงานได้


[1] ศิริพร สโครบาเนคการค้ามนุษย์ แนวคิด กลไก และประเด็นท้าทาย  (กรุงเทพมหานคร: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซชิ่ง จำกัด มหาชน), 2548),  น.  58-59.

[2] ศิริพร สโครบาเนคการค้ามนุษย์ แนวคิด กลไก และประเด็นท้าทาย  (กรุงเทพมหานคร: บริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิซชิ่ง จำกัด มหาชน), 2548)น.  58-59.

[3] บัณทิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ, เหลียวหลังแลหน้า วิกฤตการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ  (กรุงเทพฯ: บริษัทโปรโตไทป์ จำกัด, 2548),  น.  29.

[4] บัณทิตย์ ธนชัยเศรษฐวุฒิ, เหลียวหลังแลหน้า วิกฤตการคุ้มครองสิทธิแรงงานข้ามชาติ  (กรุงเทพฯ: บริษัทโปรโตไทป์ จำกัด, 2548)น.  29.

แนวคิดสิทธิมนุษยชน (Human Rights)

สิทธิมนุษยชนในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้คำจำกัดความว่า สิทธิมนุษยชนหมายความว่า สิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับการปกป้องและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฏหมายไทย หรือตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาค

ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติได้กล่าวถึงสิทธิมนุษยชนในฐานนะที่เป็นพื้นฐานอันชอบธรรมสูงสุดของมนุษย์ กล่าวคือ เป็นสิทธิในความเป็นมนุษย์ทั้งในฐานะที่เป็นบุคคลหนึ่งและเป็นสมาชิกของมนุษยชาติ ปฏิญญาฉบับนี้ระบุว่า สิทธิความเป็นมนุษย์ย่อมเป็นสิทธิทางธรรมขั้นสูงสุดในการดำเนินชีวิต เช่น สิทธิในการมีชีวิตอยู่และการที่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมในฐานะที่เป็นมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือการเป็นพลเมืองของประเทศใด มีสถานะทางสังคม เพศ หรือรายได้อย่างไร นอกจากนั้นสิทธินี้ยังแสดงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในชุมชนทั้งหลาย เป็นจุดเชื่อมระหว่างบุคคลกับส่วนรวม เพื่อการพัฒนาชีวิต ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม

ความหมาย สิทธิมนุษยชนนอกจากสืบทอดเจตนารมณ์ของ สิทธิโดยธรรมชาติแล้วยังมีการเพิ่มเติมเสริมแต่งให้มนุษย์สามารถพัฒนาบุคลิกภาพ และเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในแง่เกียรติภูมิและคุณค่าของชีวิต สิทธิมนุษยชนจึงเป็นอำนาจหรือประโยชน์ที่ชอบธรรม อันพึงมีได้แก่บุคคล ที่มีลักษณะเป็นสากล และเป็นสิ่งที่มีขึ้นพร้อมๆกับสภาพบุคคล ไม่ขึ้นอยู่กับสถานะในสังคม และจะล่วงละเมิด ริดรอนหรือเลือกปฏิบัติมิได้ สิทธิดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากความต้องการของมนุษยชาติ เพื่อที่จะให้ทุกๆคนอยู่ร่วมกันได้และมีชีวิตความเป็นอยู่เยี่ยงอารยชน[1]

วิชัย ศรีรัตน์ ได้สรุปความหมายของสิทธิมนุษยชนไว้ดังนี้ สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิประจำตัวของมนุษย์ทุกคน สิทธินี้อยู่เหนืออำนาจของฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายบ้านเมืองจะต้องเคารพ สิทธิมนุษยชนนั้นสัมพันธ์กับสิทธิกฏหมายทั้งนี้เพราะเกิดจากการเรียกร้องทางการเมืองเพื่อให้กฏหมายรับรอง ดังนั้นสิทธิมนุษยชนจึงมีลักษณะเป็นสิทธิสองระดับในตัวเองคือ เป็นสิทธิทางธรรมและเป็นสิทธิทางกฏหมาย

สิทธิมนุษยชนบางด้านเป็นสิทธิเด็ดขาดไม่สามารถลดทอนได้ บางด้านอาจถูกจำกัดได้ กฏหมายระหว่างประเทศได้วางหลักเกณฑ์ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพเพื่อไม่ให้รัฐลิดรอนสิทธิของบุคคลมากเกินความจำเป็น ส่วนหลักการไม่เลือกปฏิบัติในกฏหมายสิทธิมนุษยชนนั้นถือว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน การดำเนินการใดๆ ของรัฐต้องไม่ทำให้เกิดความแตกต่างไม่ว่าในทางที่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิประโยชน์หรือเป็นการให้สิทธิประโยชน์[2]

ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ได้สรุปถึงเรื่องความเป็นมาและเป็นไปในความหมายของสิทธิมนุษยชน ดังนี้ สิทธิมนุษยชน ก่อรูปขึ้นในระยะพัฒนาการของสังคมสมัยใหม่ ที่แสดงออกอย่างเป็นระบบในสังคมตะวันตกราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา สิทธิแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะเชิงซ้อน ค่อยแปรเปลี่ยนมาสู่สิทธิที่เป็นแบบความสัมพันธ์เชิงเดี่ยว จากสิทธิของชุมชนมาสู่สิทธิของปัจเจกบุคคล จากสิทธิที่รับรองโดยกฎเกณฑ์และธรรมเนียมของชุมชน มาสู่สิทธิที่รองรับโดยกฎหมายและรัฐ โดยเฉพาะภายหลังการปฎิวัติอเมริกาและการปฎิวัติฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 สิทธิมนุษยชนถูกประกาศให้เป็นสิทธิของคนทั่วไปและในทุกที่ เมื่อสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสากลและดำเนินไปในกรอบของรัฐชาติสมัยใหม่ สิทธิดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องรับรองและตอบสนองให้แก่คนและพลเมืองของตน[3]

สิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่อาจจะแยกสิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าวออกจากความเป็นมนุษย์ได้ เป็นสิทธิที่ติดตัวมากับความเป็นมนุษย์ตามธรรมชาติหรืออาจเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้มีขึ้น ซึ่งแท้ที่จริงสิทธิมนุษยชนที่กล่าวกันนั้น มิใช่ของใหม่เพราะเป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อมีคำเรียกสิทธิมนุษยชนดังกล่าว เป็นคำใหม่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน จึงทำให้เข้าใจไปว่าสิทธิมนุษยชนเป็นของแปลกใหม่ไม่คุ้นเคย เช่น สิทธิในชีวิตร่างกายที่ทุกคนเข้าใจกันก็เป็นสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิของบุคคลในชื่อเสียงของตนเองก็เป็นสิทธิมนุษยชน เป็นต้น หรือแม้แต่ในหลักการทางศาสนาก็มุ่งเน้นความมีสิทธิในการที่เข้าถึงหรือบรรลุธรรมตามความสามารถของตน โดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือ แต่บุคคลจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยมีพื้นฐานมาจากการไม่ล่วงละเมิดในสิทธิของผู้อื่น หรือการไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน ตามหลักศีล 5 นั่นเอง[4]

สิทธิมนุษยชน (Human Rights) เป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์และเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม สิทธิมนุษยชนนั้น มิใช่จะเพิ่งมีหรือบัญญัติขึ้นในปัจจุบัน แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่มาตั้งแต่ในอดีต โดยหากศึกษาหลักฐานจากคำสอนของศาสนาต่าง ๆ พบว่า สิทธิมนุษยชนแฝงอยู่ในคำสอนของศาสนาในแต่ละศาสนาซึ่งมีมากหรือน้อยแล้วแต่คำสอนของศาสดาแต่ละท่านตัวอย่างในพระพุทธศาสนา เช่น ศีล 5 ที่เกี่ยวกับการงดเว้นหรือการห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งคนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย การแย่งชิงสิทธิในความเป็นเจ้าของหรือการลักขโมย และการไม่ล่วงละเมิดทางเพศต่อบุคคลอื่น ในศีลข้อที่ หนึ่ง สอง และ สาม ตามลำดับ ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นสิทธิมนุษยชนในการที่คนมีสิทธิที่จะไม่ถูกทำร้ายหรือถูกฆ่า กล่าวคือ ต่างคนต่างก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้พระพุทธศาสนายังมองถึงความเป็นอิสระแห่งตนที่มีพื้นฐานมาจากจิตที่ดีงาม ปราศจากมลทิน คือ โลภ โกรธหลง โดยมองว่าคนที่มีจิตใจดี มีคุณธรรม ย่อมไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายผู้อื่น สิทธิมนุษยชนนั้น จึงมีพื้นฐานจากการที่มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรมเป็นหลักสำคัญ จิตใจดีงาม ที่สงบ และเป็นอิสระแห่งตนนั้นเป็นที่มาแห่งสิทธิมนุษยชน สันติสุขภายนอก ย่อมเกิดมาจากสันติสุขภายในของมนุษย์ (Outer peace comes from inner peace) หรือตัวอย่าง ในคริสต์ศาสนา ที่เรียกว่าหลัก Golden Rule ที่สอนให้รักเพื่อนบ้านเหมือนกับการรักตนเอง ก็เป็นหลักสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน[5]

คำว่าสิทธิมนุษยชนที่มาจากแนวความคิดของทางตะวันตกที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิตามธรรมชาติที่มีความหมายว่ามนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกันและพระเจ้าซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์ได้ให้สิทธิบางอย่างแก่มนุษย์ สิ่งเหล่านี้ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ และไม่มีใครจะล่วงละเมิดได้ เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิและเสรีภาพที่จะแสวงหาความสุข และรัฐทั้งหลายจะต้องกระทำทุกอย่างเพื่อให้มนุษย์มีสิทธิเหล่านี้อย่างเต็มที่ วิธีการเช่นนี้จะทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์โลกมีศักดิ์ศรีในตนเอง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักการที่ดีและเชื่อว่าจะทำให้มนุษย์อยู่ในสังคมอย่างสันติและมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน แนวคิดนี้ก็โน้มเอียงไปทางอำนาจของชนชั้นปกครองที่ทำให้มีอำนาจมากเกินไปเพราะอ้างสิทธิที่รัฐต้องกระทำต่อประชาชนและเพื่อแสดงถึงพื้นฐานของสิทธิดังกล่าว บรรดานักวิชาการจึงอ้างถึงความเสมอภาคของสิทธินี้เป็นสิทธิธรรมชาติ” (Natural Rights) ซึ่งสืบเนื่องมาจากกฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) และต่อมาจึงมีคำว่า สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ในศตวรรษที่ 20[6]

สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของการที่มนุษย์เรามาตกลงยอมรับกัน ให้บุคคลในฐานะที่เป็นมนุษย์แต่ละคนได้รับความเคารพ นับถือ เอาใจใส่ ดูแล คุ้มครองรักษา และได้รับประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งอาจพูดว่า อย่างดีที่สุด มนุษย์ที่มาตกลงกันในที่นี้หมายถึงชุมชนระดับโลก คือ องค์การสหประชาชาติ ได้แก่ชาติต่างๆทั้งหลายในโลก ที่ได้ตกลงกันและได้วางเป็นข้อกำหนดกฏเกณฑ์ขึ้น ซึ่งยอมให้บุคคลยกขึ้นเป็นข้ออ้าง เพื่อเป็นหลักประกันหรือเป็นมาตรฐานที่เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างดี สามารถเข้าถึงความดีงามและประโยชน์สุขที่ควรจะได้รับ[7]

จากแนวคิดทางด้านสิทธิมนุษยชนดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นได้มีองค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรภายในประเทศ รวมถึงสภานิติบัญญัติของประเทศ ได้นำแนวคิดดังกล่าวเข้ามาบรรจุเป็นแนวทางในการสร้างสรรสังคมให้ผู้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนต่อกัน ดังจะเห็นได้จากกฎหมายและอนุสัญญาต่างๆดังต่อไปนี้

1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน

ข้อที่ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรีและเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผล มโนธรรมและควรปฏิบัติต่อกันฉันท์พี่น้อง

ข้อที่ 2 บุคคลชอบที่จะมีสิทธิเสรีภาพประดาที่ระบุได้ในปฏิญญานี้โดยไม่จำแนกความแตกต่างในเรื่องใดๆ เช่น สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นต่างทางการเมืองหรือทางอื่นใด

ข้อที่ 4 บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาวะจำยอมใดๆ มิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม่ได้ทุกรูปแบบ

ข้อที่ 23 (1) บุคคลมีสิทธิที่จะทำงานที่จะเลือกงานอย่างเสรี ที่จะมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรม และพอใจที่จะได้รับการคุ้มครองจากการว่างงาน

(2) บุคคลมีสิทธิในการรับค่าตอบแทนเท่ากันสำหรับการทำงานที่เท่ากัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ

(3) บุคคลผู้ทำงานมีสิทธิในรายได้ที่ยุติธรรมและเอื้อประโยชน์เพื่อเป็นประกันสำหรับตนเองและครอบครัวให้การดำรงชีวิตมีค่าควรแก่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆเพิ่มเติม

(4) บุคคลมีสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตน

ข้อที่ 24 บุคคลมีสิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง รวมทั้งการจำกัดเวลาทำงานที่ชอบด้วยเหตุผล และมีวันหยุดครั้งคราวที่ได้รับค่าตอบแทน

ข้อที่ 25 (1) บุคคลมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพ ความอยู่ดีของตนและครอบครัว รวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล บริการสังคมที่จำเป็น สิทธิในความมั่นคงในกรณีว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เป็นหม้าย วัยชรา หรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนจะควบคุมได้

(2) มารดาและบุตรชอบที่จะได้รับการดูแล และการช่วยเหลือพิเศษ เด็กทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุตรในหรือนอกสมรสย่อมได้รับการคุ้มครองทางสังคมเช่นเดียวกัน[8]


[1] ขัตติยา กรรณสูต และ จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร,  ายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์: การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาส: กลุ่มนอกกำลังแรงงาน  (กรุงเทพมหานคร: บริษัทเอดิสันเพรส โปรดักส์ จำกัด, 2546), น.  132.

[2] สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย, สาขาวิชานิติศาสตร์,  เอกสารการสอนชุดวิชากฏหมายสิทธิมนุษยชน หน่วยที่ 1-4  (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2548),  น.  2.

[3] ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ,  กำเนิดและความเป็นมาของสิทธิมนุษยชน, (กรุงเทพมหานคร: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2549), น.  17.

[4] พระมหาสุทิตย์ อาภากโร,  “พระพุทธศาสนากับสิทธิมนุษยชน: แนวคิด หลักการ และวิธีการปฏิบัติ”,  (สารนิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสนาดุษฏีบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,  2545), น. 18.

[5] สกล สกลเดช,  50 ปี แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กับ ทัศนคติที่เป็นตัวฉุดสิทธิมนุษยชน,”  เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการในเนื่องโอกาสครบรอบ 18 ปี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.  (อัดสำเนา)น.  1.

[6] กุลพล พลวัน,  พัฒนาการแห่งสิทธิมนุษยชน   (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2542)น.  25-35.

[7] พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต),  สิทธิมนุษยชนสร้างสันติสุขหรือสลายสังคม  (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก จำกัด, 2541)น.  1.

[8] คณะกรรมการประสานงานองค์กรสิทธิมนุษยชน,  สิทธิมนุษยชน  (กรุงเทพมหานคร, 2540), น.  4-9.

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...