กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical Science) เป็นแนวคิดที่มีลักษณะร่วมกันกับแนวคิดเชิงตีความ (Interpretive Approach) กุญแจสำคัญของวิธีการแบบวิพากษ์คือการสร้างความรู้ด้วยการกระทำ ใช้ความเชื่อ และใช้อคติในการค้นหาความจริง เนื่องจากความจริงมีความซับซ้อน มีหลายชั้น (Multilayer) แต่ละชั้นของความเป็นจริงนั้นถูกอาบเคลือบไปด้วยสิ่งลวงตา (Illusion) มายาคติ (Myth) และความบิดเบือน (Distorted Thinking) (Neuman, W. L., 2006: 44)
นักวิจัยในกลุ่มสังคมศาสตร์เชิงวิพากษ์เห็นว่าแนวคิดเชิงปฏิฐานนั้นเป็นแนวคิดที่ไม่สามารถเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่ศึกษา ไม่ให้ความสำคัญเชิงลึกของปัจเจกชนทั้งในด้านความรู้สึกนึกคิด และบริบททางสังคม นักวิจัยในกลุ่มเชิงวิพากษ์ยังชี้ให้เห็นว่าการจะเข้าถึงแก่นของปัญหาหรือความเป็นจริงได้นั้นจะต้องสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของบุคคล สนใจในบริบทระดับจุลภาค และมองบริบทในระยะสั้น การวิจัยที่มีคุณค่าควรมีกระบวนการศึกษาค้นคว้าเชิงปฏิรูปที่มุ่งค้นหาโครงสร้างที่แท้จริงของปัญหา โดยกระตุ้นให้คนในสถานการณ์นั้นๆ ได้ตระหนักถึงศักยภาพของตนเองในการเปลี่ยนแปลงสภาวะที่เป็นปัญหา (ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และ สุภาพ ฉัตราภรณ์, 2549: 10)
แนวคิดเชิงวิพากษ์ เป็นแนวคิดที่มีพื้นฐานมาจากสำนักคิด Marxist (Marxist Theory) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวใช้วิธีค้นหาความจริงที่เรียกว่า “วิภาษวิธี (Dialectic)” คือการอธิบายลักษณะความสัมพันธ์แบบกำหนดซึ่งกันและกัน (กาญจนา แก้วเทพ และ สมสุข หินวิมาน, 2551: 16) โดยวิธีการค้นหาความจริงแบบวิภาษวิธีมีรายละเอียดดังต่อไปนี้
วิภาษวิธี หรือ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติค (Dialectical Materialism) เป็นปรัชญาที่ใช้วิธีการศึกษาแบบไดอาเลคติค และมีสาระเป็นวัตถุนิยม ซึ่ง Karl Marx (1818-1883) ได้วิธีการนี้มาจาก Georg Hegel (1770-1831) Hegel ให้ความหมายว่า ไดอาเล็คติค คือ แนวโน้มภายในอันทำให้สภาพด้านเดียวและข้อจำกัดของสิ่งซึ่งกำลังมีการทำความเข้าใจ ปรากฏเห็นประจักษ์แท้ ซึ่งปรากฏว่าคือสิ่งที่ปฏิเสธ หมายความว่าสิ่งของทุกชนิดมีภาคปฏิเสธในตัวเอง ทำให้สิ่งต่างๆเปลี่ยนไปจากเดิม สภาพปฏิเสธหรือตรงข้าม และการขัดแย้งเป็นคุณลักษณะของสรรพสิ่งที่เป็นอยู่ ตรงกันข้ามกับวิธีการเมตาฟิสิกส์ (Metaphysics) ซึ่งถือว่าสรรพสิ่งอยู่โดยเอกเทศไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะสำคัญของวิธีการไดอาเล็คติค คือ 1) ถือว่าสรรพสิ่งและปรากฏการณ์ทั้งหลายเกี่ยวข้องกัน ต่างกำหนดซึ่งกันและกัน 2) ถือว่าสรรพสิ่งอยู่ในสภาพเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงเป็นนิจ เสื่อมสลายเกิดขึ้นใหม่และพัฒนาการ 3) ขบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณก่อนทีละน้อย นำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพที่เห็นชัดขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพนั้นเกิดขึ้นแบบฉับพลันและก้าวกระโดด ไม่ใช่วิวัฒนาการต่อเนื่อง และ 4) ถือว่าสรรพสิ่งมีความขัดแย้งภายใน ในของสิ่งเดียวกันจะมีทั้งด้านบวกและลบ เก่าและใหม่ เสื่อมและเจริญ การต่อสู้ขัดแย้งกันภายในทำให้เกิดการพัฒนา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, 2549: 146-147)
นักปรัชญาเชิงวิพากษ์เชื่อว่า “การแสวงหาความรู้” เป็นการยกระดับจิตสำนึกของประชาชนผู้ถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เมื่อประชาชนเข้าใจว่าพวกเขาถูกกดขี่เพียงไร อย่างไรแล้ว เขาก็จะมีการกระทำที่มุ่งไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโลก ในมิติทางภววิทยา (Ontology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มองความจริงอย่างวิพากษ์ ไม่ใช่ความจริงอย่างไร้เดียงสา หรือความจริงอย่างเป็นกลไกทางวัตถุอย่างกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม ในมิติทางญาณวิทยา (Epistemology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มีจุดยืนเป็นอัตวิสัย (Subjectivism) เพราะเชื่อว่าการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับค่านิยมของผู้แสวงหาความรู้ ส่วนมิติทางวิธีวิทยา (Methodology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มีเป้าหมายของการแสวงหาความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ใช่เพียงยักย้ายถ่ายเทตัวแปรที่เกี่ยวข้อง วิธีการของทฤษฎีวิพากษ์เรียกว่า “การสนทนาโต้ตอบ” (Dialogic Approach) อันมีทิศทางเป็นการหาวิธีขจัดจิตสำนึกที่ไม่ถูกต้องและพยายามให้ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยมีจิตสำนึกและทัศนคติที่ถูกต้องร่วมกัน เพื่อให้ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยได้เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงและพิจารณาตัดสินว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกหรือปรับปรุงโลกในด้านใดได้บ้าง เพื่อผลประโยชน์ของผู้ถูกกดขี่ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 34-35)
โดยสรุปกระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์เป็นกรอบความคิดที่ปฏิเสธกระบวนการค้นหาความจริงทางสังคมโดยวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ แต่ให้ความสำคัญกับความหมายในภาษา อุดมการณ์ ของสังคม เชื่อว่าการแสวงหาความรู้มีเป้าหมายเพื่อการยกระดับจิตสำนึกของประชาชนผู้ถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เน้นการสร้างความรู้ด้วยการกระทำ โดยใช้ความเชื่อ และอคติเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น