สิทธิมนุษยชนในมาตรา 3 ของพระราชบัญญัติสิทธิมนุษยชน ซึ่งให้คำจำกัดความว่า “สิทธิมนุษยชน” หมายความว่า สิทธิเสรีภาพของบุคคลที่ได้รับการปกป้องและคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หรือตามกฏหมายไทย หรือตามข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นภาค
ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติได้กล่าวถึงสิทธิมนุษยชนในฐานนะที่เป็นพื้นฐานอันชอบธรรมสูงสุดของมนุษย์ กล่าวคือ เป็นสิทธิในความเป็นมนุษย์ทั้งในฐานะที่เป็นบุคคลหนึ่งและเป็นสมาชิกของมนุษยชาติ ปฏิญญาฉบับนี้ระบุว่า สิทธิความเป็นมนุษย์ย่อมเป็นสิทธิทางธรรมขั้นสูงสุดในการดำเนินชีวิต เช่น สิทธิในการมีชีวิตอยู่และการที่อยู่ในสภาพที่เหมาะสมในฐานะที่เป็นมนุษย์ โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติ ศาสนา หรือการเป็นพลเมืองของประเทศใด มีสถานะทางสังคม เพศ หรือรายได้อย่างไร นอกจากนั้นสิทธินี้ยังแสดงลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในชุมชนทั้งหลาย เป็นจุดเชื่อมระหว่างบุคคลกับส่วนรวม เพื่อการพัฒนาชีวิต ทั้งส่วนบุคคลและส่วนรวม
ความหมาย “สิทธิมนุษยชน” นอกจากสืบทอดเจตนารมณ์ของ “สิทธิโดยธรรมชาติ” แล้วยังมีการเพิ่มเติมเสริมแต่งให้มนุษย์สามารถพัฒนาบุคลิกภาพ และเพื่อให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้นในแง่เกียรติภูมิและคุณค่าของชีวิต สิทธิมนุษยชนจึงเป็นอำนาจหรือประโยชน์ที่ชอบธรรม อันพึงมีได้แก่บุคคล ที่มีลักษณะเป็นสากล และเป็นสิ่งที่มีขึ้นพร้อมๆกับสภาพบุคคล ไม่ขึ้นอยู่กับสถานะในสังคม และจะล่วงละเมิด ริดรอนหรือเลือกปฏิบัติมิได้ สิทธิดังกล่าวมีพื้นฐานมาจากความต้องการของมนุษยชาติ เพื่อที่จะให้ทุกๆคนอยู่ร่วมกันได้และมีชีวิตความเป็นอยู่เยี่ยงอารยชน[1]
วิชัย ศรีรัตน์ ได้สรุปความหมายของสิทธิมนุษยชนไว้ดังนี้ สิทธิมนุษยชนเป็นสิทธิประจำตัวของมนุษย์ทุกคน สิทธินี้อยู่เหนืออำนาจของฝ่ายบ้านเมืองและฝ่ายบ้านเมืองจะต้องเคารพ สิทธิมนุษยชนนั้นสัมพันธ์กับสิทธิกฏหมายทั้งนี้เพราะเกิดจากการเรียกร้องทางการเมืองเพื่อให้กฏหมายรับรอง ดังนั้นสิทธิมนุษยชนจึงมีลักษณะเป็นสิทธิสองระดับในตัวเองคือ เป็นสิทธิทางธรรมและเป็นสิทธิทางกฏหมาย
สิทธิมนุษยชนบางด้านเป็นสิทธิเด็ดขาดไม่สามารถลดทอนได้ บางด้านอาจถูกจำกัดได้ กฏหมายระหว่างประเทศได้วางหลักเกณฑ์ในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพเพื่อไม่ให้รัฐลิดรอนสิทธิของบุคคลมากเกินความจำเป็น ส่วนหลักการไม่เลือกปฏิบัติในกฏหมายสิทธิมนุษยชนนั้นถือว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน การดำเนินการใดๆ ของรัฐต้องไม่ทำให้เกิดความแตกต่างไม่ว่าในทางที่ทำให้เสื่อมเสียสิทธิประโยชน์หรือเป็นการให้สิทธิประโยชน์[2]
ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ ได้สรุปถึงเรื่องความเป็นมาและเป็นไปในความหมายของสิทธิมนุษยชน ดังนี้ สิทธิมนุษยชน ก่อรูปขึ้นในระยะพัฒนาการของสังคมสมัยใหม่ ที่แสดงออกอย่างเป็นระบบในสังคมตะวันตกราวคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา สิทธิแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะเชิงซ้อน ค่อยแปรเปลี่ยนมาสู่สิทธิที่เป็นแบบความสัมพันธ์เชิงเดี่ยว จากสิทธิของชุมชนมาสู่สิทธิของปัจเจกบุคคล จากสิทธิที่รับรองโดยกฎเกณฑ์และธรรมเนียมของชุมชน มาสู่สิทธิที่รองรับโดยกฎหมายและรัฐ โดยเฉพาะภายหลังการปฎิวัติอเมริกาและการปฎิวัติฝรั่งเศสในช่วงปลายศตวรรษที่ 18 สิทธิมนุษยชนถูกประกาศให้เป็นสิทธิของคนทั่วไปและในทุกที่ เมื่อสิทธิมนุษยชนเป็นสิ่งสากลและดำเนินไปในกรอบของรัฐชาติสมัยใหม่ สิทธิดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่รัฐจะต้องรับรองและตอบสนองให้แก่คนและพลเมืองของตน[3]
สิทธิมนุษยชน หมายถึง สิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน ซึ่งไม่อาจจะแยกสิทธิขั้นพื้นฐานดังกล่าวออกจากความเป็นมนุษย์ได้ เป็นสิทธิที่ติดตัวมากับความเป็นมนุษย์ตามธรรมชาติหรืออาจเป็นสิทธิที่กฎหมายกำหนดให้มีขึ้น ซึ่งแท้ที่จริงสิทธิมนุษยชนที่กล่าวกันนั้น มิใช่ของใหม่เพราะเป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์ แต่เมื่อมีคำเรียกสิทธิมนุษยชนดังกล่าว เป็นคำใหม่ในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน จึงทำให้เข้าใจไปว่าสิทธิมนุษยชนเป็นของแปลกใหม่ไม่คุ้นเคย เช่น สิทธิในชีวิตร่างกายที่ทุกคนเข้าใจกันก็เป็นสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิของบุคคลในชื่อเสียงของตนเองก็เป็นสิทธิมนุษยชน เป็นต้น หรือแม้แต่ในหลักการทางศาสนาก็มุ่งเน้นความมีสิทธิในการที่เข้าถึงหรือบรรลุธรรมตามความสามารถของตน โดยที่ไม่มีใครช่วยเหลือ แต่บุคคลจะต้องลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง โดยมีพื้นฐานมาจากการไม่ล่วงละเมิดในสิทธิของผู้อื่น หรือการไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้เดือดร้อน ตามหลักศีล 5 นั่นเอง[4]
สิทธิมนุษยชน (Human Rights) เป็นสิ่งที่เกิดมาพร้อมกับความเป็นมนุษย์และเป็นสิ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม สิทธิมนุษยชนนั้น มิใช่จะเพิ่งมีหรือบัญญัติขึ้นในปัจจุบัน แต่เป็นสิ่งที่มีอยู่มาตั้งแต่ในอดีต โดยหากศึกษาหลักฐานจากคำสอนของศาสนาต่าง ๆ พบว่า สิทธิมนุษยชนแฝงอยู่ในคำสอนของศาสนาในแต่ละศาสนาซึ่งมีมากหรือน้อยแล้วแต่คำสอนของศาสดาแต่ละท่านตัวอย่างในพระพุทธศาสนา เช่น ศีล 5 ที่เกี่ยวกับการงดเว้นหรือการห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิตทั้งคนและสรรพสัตว์ทั้งหลาย การแย่งชิงสิทธิในความเป็นเจ้าของหรือการลักขโมย และการไม่ล่วงละเมิดทางเพศต่อบุคคลอื่น ในศีลข้อที่ หนึ่ง สอง และ สาม ตามลำดับ ซึ่งก็ถือได้ว่าเป็นสิทธิมนุษยชนในการที่คนมีสิทธิที่จะไม่ถูกทำร้ายหรือถูกฆ่า กล่าวคือ ต่างคนต่างก็ไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน นอกจากนี้พระพุทธศาสนายังมองถึงความเป็นอิสระแห่งตนที่มีพื้นฐานมาจากจิตที่ดีงาม ปราศจากมลทิน คือ โลภ โกรธหลง โดยมองว่าคนที่มีจิตใจดี มีคุณธรรม ย่อมไม่เบียดเบียนหรือทำร้ายผู้อื่น สิทธิมนุษยชนนั้น จึงมีพื้นฐานจากการที่มีจิตใจที่ดีงาม มีคุณธรรมเป็นหลักสำคัญ จิตใจดีงาม ที่สงบ และเป็นอิสระแห่งตนนั้นเป็นที่มาแห่งสิทธิมนุษยชน สันติสุขภายนอก ย่อมเกิดมาจากสันติสุขภายในของมนุษย์ (Outer peace comes from inner peace) หรือตัวอย่าง ในคริสต์ศาสนา ที่เรียกว่าหลัก Golden Rule ที่สอนให้รักเพื่อนบ้านเหมือนกับการรักตนเอง ก็เป็นหลักสิทธิมนุษยชนเช่นเดียวกัน[5]
คำว่า “สิทธิมนุษยชน” ที่มาจากแนวความคิดของทางตะวันตกที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิตามธรรมชาติที่มีความหมายว่า “มนุษย์เกิดมาเท่าเทียมกัน” และพระเจ้าซึ่งเป็นผู้สร้างมนุษย์ได้ให้สิทธิบางอย่างแก่มนุษย์ สิ่งเหล่านี้ไม่อาจโอนให้แก่กันได้ และไม่มีใครจะล่วงละเมิดได้ เช่น สิทธิในชีวิต สิทธิและเสรีภาพที่จะแสวงหาความสุข และรัฐทั้งหลายจะต้องกระทำทุกอย่างเพื่อให้มนุษย์มีสิทธิเหล่านี้อย่างเต็มที่ วิธีการเช่นนี้จะทำให้มนุษย์ซึ่งเป็นสัตว์โลกมีศักดิ์ศรีในตนเอง ซึ่งแนวคิดดังกล่าวได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักการที่ดีและเชื่อว่าจะทำให้มนุษย์อยู่ในสังคมอย่างสันติและมีความสุข แต่ในขณะเดียวกัน แนวคิดนี้ก็โน้มเอียงไปทางอำนาจของชนชั้นปกครองที่ทำให้มีอำนาจมากเกินไปเพราะอ้างสิทธิที่รัฐต้องกระทำต่อประชาชนและเพื่อแสดงถึงพื้นฐานของสิทธิดังกล่าว บรรดานักวิชาการจึงอ้างถึงความเสมอภาคของสิทธินี้เป็น “สิทธิธรรมชาติ” (Natural Rights) ซึ่งสืบเนื่องมาจาก “กฎหมายธรรมชาติ (Natural Law) และต่อมาจึงมีคำว่า สิทธิมนุษยชน (Human Rights) ในศตวรรษที่ 20[6]
สิทธิมนุษยชนเป็นเรื่องของการที่มนุษย์เรามาตกลงยอมรับกัน ให้บุคคลในฐานะที่เป็นมนุษย์แต่ละคนได้รับความเคารพ นับถือ เอาใจใส่ ดูแล คุ้มครองรักษา และได้รับประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ซึ่งอาจพูดว่า อย่างดีที่สุด มนุษย์ที่มาตกลงกันในที่นี้หมายถึงชุมชนระดับโลก คือ องค์การสหประชาชาติ ได้แก่ชาติต่างๆทั้งหลายในโลก ที่ได้ตกลงกันและได้วางเป็นข้อกำหนดกฏเกณฑ์ขึ้น ซึ่งยอมให้บุคคลยกขึ้นเป็นข้ออ้าง เพื่อเป็นหลักประกันหรือเป็นมาตรฐานที่เขาจะมีชีวิตอยู่อย่างดี สามารถเข้าถึงความดีงามและประโยชน์สุขที่ควรจะได้รับ[7]
จากแนวคิดทางด้านสิทธิมนุษยชนดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นได้มีองค์กรระหว่างประเทศ และองค์กรภายในประเทศ รวมถึงสภานิติบัญญัติของประเทศ ได้นำแนวคิดดังกล่าวเข้ามาบรรจุเป็นแนวทางในการสร้างสรรสังคมให้ผู้คนในสังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพสิทธิมนุษยชนต่อกัน ดังจะเห็นได้จากกฎหมายและอนุสัญญาต่างๆดังต่อไปนี้
1) ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน
ข้อที่ 1 มนุษย์ทั้งหลายเกิดมามีอิสระเสรีและเท่าเทียมกันทั้งศักดิ์ศรีและสิทธิทุกคนได้รับการประสิทธิ์ประสาทเหตุผล มโนธรรมและควรปฏิบัติต่อกันฉันท์พี่น้อง
ข้อที่ 2 บุคคลชอบที่จะมีสิทธิเสรีภาพประดาที่ระบุได้ในปฏิญญานี้โดยไม่จำแนกความแตกต่างในเรื่องใดๆ เช่น สีผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความเห็นต่างทางการเมืองหรือทางอื่นใด
ข้อที่ 4 บุคคลใดจะถูกบังคับให้เป็นทาส หรืออยู่ในภาวะจำยอมใดๆ มิได้ การเป็นทาสและการค้าทาสจะมีไม่ได้ทุกรูปแบบ
ข้อที่ 23 (1) บุคคลมีสิทธิที่จะทำงานที่จะเลือกงานอย่างเสรี ที่จะมีสภาวะการทำงานที่ยุติธรรม และพอใจที่จะได้รับการคุ้มครองจากการว่างงาน
(2) บุคคลมีสิทธิในการรับค่าตอบแทนเท่ากันสำหรับการทำงานที่เท่ากัน โดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ
(3) บุคคลผู้ทำงานมีสิทธิในรายได้ที่ยุติธรรมและเอื้อประโยชน์เพื่อเป็นประกันสำหรับตนเองและครอบครัวให้การดำรงชีวิตมีค่าควรแก่ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และถ้าจำเป็นก็ชอบที่จะได้รับการคุ้มครองทางสังคมอื่นๆเพิ่มเติม
(4) บุคคลมีสิทธิที่จะก่อตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงานเพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของตน
ข้อที่ 24 บุคคลมีสิทธิในการพักผ่อนและเวลาว่าง รวมทั้งการจำกัดเวลาทำงานที่ชอบด้วยเหตุผล และมีวันหยุดครั้งคราวที่ได้รับค่าตอบแทน
ข้อที่ 25 (1) บุคคลมีสิทธิในมาตรฐานการครองชีพที่เพียงพอสำหรับสุขภาพ ความอยู่ดีของตนและครอบครัว รวมทั้งอาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย การรักษาพยาบาล บริการสังคมที่จำเป็น สิทธิในความมั่นคงในกรณีว่างงาน เจ็บป่วย ทุพพลภาพ เป็นหม้าย วัยชรา หรือการขาดปัจจัยในการเลี้ยงชีพใดในพฤติการณ์อันเกิดจากที่ตนจะควบคุมได้
(2) มารดาและบุตรชอบที่จะได้รับการดูแล และการช่วยเหลือพิเศษ เด็กทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นบุตรในหรือนอกสมรสย่อมได้รับการคุ้มครองทางสังคมเช่นเดียวกัน[8]
[1] ขัตติยา
กรรณสูต และ จตุรงค์ บุณยรัตนสุนทร, รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์:
การพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาส: กลุ่มนอกกำลังแรงงาน (กรุงเทพมหานคร: บริษัทเอดิสันเพรส
โปรดักส์ จำกัด, 2546), น.
132.
[2] สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย, สาขาวิชานิติศาสตร์, เอกสารการสอนชุดวิชากฏหมายสิทธิมนุษยชน หน่วยที่ 1-4 (กรุงเทพมหานคร:
โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2548), น. 2.
[3] ธเนศ
อาภรณ์สุวรรณ, กำเนิดและความเป็นมาของสิทธิมนุษยชน,
(กรุงเทพมหานคร: โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2549),
น. 17.
[4] พระมหาสุทิตย์ อาภากโร, “พระพุทธศาสนากับสิทธิมนุษยชน:
แนวคิด หลักการ และวิธีการปฏิบัติ”, (สารนิพนธ์หลักสูตรปริญญาพุทธศาสนาดุษฏีบัณฑิต
สาขาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2545), น. 18.
[5] สกล สกลเดช, “50 ปี
แห่งปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กับ ทัศนคติที่เป็นตัวฉุดสิทธิมนุษยชน,” เอกสารประกอบการสัมมนาทางวิชาการในเนื่องโอกาสครบรอบ
18 ปี สาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (อัดสำเนา), น. 1.
[6] กุลพล พลวัน, พัฒนาการแห่งสิทธิมนุษยชน (กรุงเทพมหานคร: วิญญูชน, 2542), น. 25-35.
[7] พระธรรมปิฏก (ป.อ. ปยุตฺโต), สิทธิมนุษยชนสร้างสันติสุขหรือสลายสังคม (กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ บริษัท สหธรรมิก
จำกัด, 2541),
น. 1.
[8] คณะกรรมการประสานงานองค์กรสิทธิมนุษยชน, สิทธิมนุษยชน (กรุงเทพมหานคร, 2540), น. 4-9.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น