กระบวนทัศน์เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อแปลคำภาษาอังกฤษว่า
“Paradigm”
ซึ่งแผลงมาจากคำภาษาละตินว่า “Paradigma” ซึ่งแผลงมาจากภาษากรีกอีกต่อหนึ่งว่า
“Paradeigma” อันเป็นคำนามในภาษากรีก แผลงมาจากคำกริยาว่า Paradiknynai
แปลว่าแสดงให้เห็นเคียงคู่กันไป ส่วน Paradeigma แปลว่า แม่แบบ รูปแบบ ประมาณปี ค.ศ.1475 ได้มีผู้เริ่มใช้คำ Paradigm
ให้มีความหมายพิเศษในภาษาอังกฤษว่ารูปแบบ (Model) หรือแบบแผน (Pattern) Thomas Kuhn (1922) ได้ริเริ่มใช้ศัพท์นี้ในวงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปี
ค.ศ.1962 และ J.A. Barker เริ่มใช้ในวงการจิตวิทยาสังคมตั้งแต่ปี
ค.ศ.1992 เพื่อหมายถึงกระบวนทัศน์ (กีรติ บุญเจือ, 2545: 183-185) ขณะที่พระประชา ปสนฺนธมฺโม และคณะ (2549) สรุปไว้ว่า
Paradigm มาจากภาษากรีก
มีผู้ให้ความหมายและอธิบายเกี่ยวกับ “กระบวนทัศน์” ไว้อย่างกว้างขวางซึ่งพอสรุปได้ดังต่อไปนี้
กระบวนทัศน์ หมายถึงชุดของความเชื่อพื้นฐานหรือปรัชญาว่าด้วยความจริงตามธรรมชาติที่ใช้อธิบายหลักการต่างๆ ในเชิงทัศนะที่มีต่อโลก เป็นการให้ความหมายครอบคลุมถึงธรรมชาติของโลก ปัจเจกบุคคล และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลกับโลก ชุดของความเชื่อพื้นฐานนี้มักเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าจะมีผู้คิดโต้แย้งได้เสมอ กระบวนทัศน์เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยมีลักษณะเป็นชุดของความเชื่อพื้นฐาน ที่ใช้ชี้นำการกระทำ ชุดของความเชื่อในกระบวนทัศน์ไม่ได้อยู่ในรูปความเป็นจริงขั้นสูงสุด แต่เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานทางวิชาการ ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับและสามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการอธิบายเนื้อหาของนักวิชาการ (Kuhn, 1970 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 23)
อรศรี งามวิทยาพงศ์ (2546) ได้ศึกษาแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ไว้ว่า Thomas S. Kuhn (1962) เป็นผู้ที่ใช้คำว่ากระบวนทัศน์เป็นคนแรก โดยเขาได้อธิบายว่า กระบวนทัศน์คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล เป็นตัวแบบของแนวคิด ค่านิยม ความเชื่อในการมองและวิธีแก้ปัญหาของเหล่านักวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ วิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ในช่วงคริสตทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา ขณะที่ Fritjof Capra (1997) อธิบายว่ากระบวนทัศน์เป็นชุดความคิด ค่านิยม ความเข้าใจรับรู้ และการปฏิบัติร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่ง ที่ก่อตัวเป็นแบบแผนของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่ง เกี่ยวกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นฐานของวิถีการจัดการตนเองของชุมชนนั้น เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่นำไปสู่การรับรู้และเข้าใจการดำรงอยู่ของหน่วยชีวิตและโลกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีผลต่อความรู้แบบวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์แบบเดิมที่อาศัยฟิสิกส์นิวตันเป็นฐาน ทำให้เกิดความเข้าใจชุดใหม่ในญาณวิทยาและวิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ
ขณะที่วิภาดา กิตติโกวิท (2532) สรุปไว้ว่า Fritjof Capra ให้ความหมายของทัศนะแม่บทหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) ว่า หมายถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ของความคิด การรับความรู้ และคุณค่า ที่ได้ก่อรูปจินตภาพ (Vision) อย่างใดอย่างหนึ่งต่อความเป็นจริง อันเป็นจินตภาพที่เป็นพื้นฐานของทิศทางที่สังคมได้จัดระเบียบตัวมันเองขึ้นมา ซึ่งความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับ เสรี พงศ์พิศ (2547) ที่สรุปไว้ว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง บางคนแปลว่า ทัศนะแม่บท เพราะเป็นทัศนะพื้นฐานที่เป็นตัวกำหนดวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า และชีวิตทั้งหมดของผู้คน
มีนักวิชาการบางท่านเห็นว่าแนวคิดที่มีความหมายใกล้เคียงหรือเทียบเคียงกันได้กับกระบวนทัศน์ คือ “วาทกรรม” แต่วาทกรรมนั้นเน้นที่กระบวนการหรือรูปแบบทางภาษาที่มีผลต่อระบบความคิดและความเข้าใจของผู้คน วาทกรรมมีความหมายกว้างขวางกว่าในด้านของโลกทัศน์และอุดมการณ์ของสังคม ตลอดจนมีผลในการตอกย้ำตราตรึงโครงสร้างอำนาจในสังคมด้วย (ธีระ นุชเปี่ยม, 2541 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 24)
จากนิยามความหมายต่างๆ ดังที่กล่าวมาสรุปได้ว่าคำว่า “กระบวนทัศน์” มีความหมายที่แตกต่างกันในระดับฐานคิด กล่าวคือ “กระบวนทัศน์” ในความหมายของ Thomas Kuhn จะหมายถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล เป็นตัวแบบของแนวคิด ค่านิยม ความเชื่อในการมองและวิธีแก้ปัญหาของเหล่านักวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ วิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่วน “กระบวนทัศน์” ในความหมายของ Fritjof Capra จะหมายถึงชุดความคิด ค่านิยม ความเข้าใจรับรู้ และการปฏิบัติร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่ง ที่ก่อตัวเป็นแบบแผนของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นจริง ซึ่งในงานศึกษานี้จะให้ความหมายของคำว่ากระบวนทัศน์ไปในแนวทางของ Fritjof Capra
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น