วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยม (Postmodernism)

ประมาณปี ค.ศ.1500 เป็นต้นมาโลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่ากระบวนทัศน์สมัยใหม่ (Modern Paradigm) เป็นยุคที่เปลี่ยนผ่านมาจากกระบวนทัศน์แบบดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm) กระบวนทัศน์โบราณ (Ancient Paradigm) และกระบวนทัศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) ตามลำดับ โลกที่อยู่ในยุคกระบวนทัศน์ใหม่เชื่อว่า เหตุผล และวิธีการทางวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ สามารถวางระเบียบสังคมให้มนุษย์ได้ กระบวนทัศน์สมัยใหม่เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ตายตัว การรู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ของโลกจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับมนุษย์และอำนวยความสุขมาสู่มนุษย์ได้ หลังจากนั้นประมาณปี ค.ศ.1800 เป็นต้นมาเริ่มมีผู้ตั้งคำถามกับกระบวนทัศน์สมัยใหม่โดยได้รับอิทธิพลจากความคิดของ Immanuel Kant (1724-1804) เขาได้เสนอความคิดเห็นไว้ว่า อย่าหลงใหลในวิทยาศาสตร์เพราะวิทยาศาสตร์มิได้ให้ความจริง ให้เพียงสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราต้องใช้วิทยาศาสตร์เพื่อรับใช้มนุษย์ในขอบข่ายของศีลธรรมและศาสนา ซึ่งต้องอาศัยความสำนึกร่วมของมนุษยชาติเป็นเกณฑ์ ไม่ควรเอาวิชาการอื่นๆ มาตัดสินศีลธรรมและศาสนา เพราะวิชาการต่างๆ ให้ความรู้ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากต้องผ่านกรรมวิธีของสมอง เป็นเหตุให้สมองถูกแปรสภาพไป จนเราไม่อาจรู้ว่าอะไรจริง วิชาการต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ต้องใช้ภายใต้ขอบข่ายของศีลธรรมด้วยอิทธิพลทางความคิดของ Kant ก่อให้เกิดกระบวนทัศน์แบบปัจจุบัน (Contemporary Paradigm) ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ที่ต่อต้านแนวความคิดของกระทัศน์ใหม่ ไม่เชื่อในหลักเหตุผล และความรู้อย่างวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญความหมายในภาษา และมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (กีรติ บุญเจือ, 2545: 186-201)

นักปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่นิยมที่สำคัญเป็นนักคิดในกลุ่มเดียวกันกับนักคิดในกลุ่มหลังโครงสร้างนิยม (Poststructuralists) เช่น Jacques Derrida, Michel Foucault, Jean-Fancios Lyotard และ Jean Baudrillard ในราวทศวรรษที่ 1960 แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเป็นที่รู้จักกันในสาขาวิชาต่างๆ ของมนุษยศาสตร์ เช่น ในทางศิลปะและทางวรรณกรรม รวมทั้งศิลปะวิจารณ์ นักสังคมศาสตร์รับเอาแนวคิดหลังสมัยใหม่มาใช้ในการมองปรากฏการณ์ทางสังคมในราวทศวรรษที่ 1980 และ 1990 ปัจจุบันแนวคิดหลังสมัยใหม่ถูกนำมาใช้เป็นกรอบในการศึกษาและอธิบายสังคมในแทบทุกสาขาวิชาของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Bloland, 1995; Creswell, 1998 อ้างใน ชาย โพธิสิตา, 2550: 94)

จันทนี เจริญศรี (2545) สรุปว่า ในช่วงแรกของการปฏิวัติทางภาษาได้กำเนิดวิธีคิดที่เรียกว่า โครงสร้างนิยม” (Structuralism) นักคิดของสำนักหลังสมัยใหม่ (Postmodernist) ถือว่า สังคมวิทยาแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์ และเนื้อหาในการศึกษาเป็นมโนทัศน์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น แนวคิดดังกล่าวเท่ากับเป็นการแสดงว่า ผลงานในทางสังคมวิทยา โดยเฉพาะที่มีลักษณะเป็นมหทฤษฎี (Grand Sociological Master) นั้นอาจมองได้ว่าเป็นตัวบทชนิดหนึ่งที่สร้างระเบียบของสรรพสิ่งขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของประวัติศาสตร์ โดยที่ระเบียบดังกล่าวมิได้มีอยู่จริง แต่เป็นระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนจุดประสงค์ทางอุดมการณ์ รวมทั้งต้องการที่จะควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม ในขณะที่นักคิดในกลุ่มโครงสร้างนิยมเห็นว่าภาษามีโครงสร้างสากลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งหากเราค้นพบโครงสร้างดังกล่าวก็จะสามารถอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่มองว่าภาษามีธรรมชาติที่ไร้ระเบียบและไม่มีเสถียรภาพ ความหมายของภาษาผันแปรไปตามบริบทที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการแสวงหาแบบแผนที่อยู่เบื้องหลังภาษาย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่ ไม่เชื่อว่าจะมีระบบสากลที่จะบอกอะไรได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือ ความถูกต้อง ความงาม ความจริง ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การปิดกั้นทางความคิด แนวคิดของนักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่นี้เองที่เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์วาทกรรม นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่ วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเป็นตัวแทนความจริง และความเชื่อสมัยใหม่ที่ว่าทฤษฎีเป็นกระจกเงาสะท้อนความจริง โดยแทนที่ฐานะสภาพทางทัศนียวิทยาและลักษณะสัมพัทธ์ที่ว่า ทฤษฎีต่างๆ อย่างเก่งที่สุด ก็เพียงให้ทัศนียภาพเพียงบางส่วนของวัตถุต่างๆ และการเป็นตัวแทนของการรับรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับโลกนั้นเป็นเพียงสื่อกลางทางประวัติศาสตร์และทางภาษาเท่านั้น

แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธองค์ความรู้ ทฤษฎี และค่านิยมทางพุทธิปัญญาอันเป็นผลผลิตของยุคสว่าง (The Enlightenment) ที่ได้สั่งสมถ่ายทอดกันมาหลายศตวรรษกระทั่งถึงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จุดยืนทางภววิทยาและญาณวิทยาของแนวคิดหลังสมัยนิยมเปลี่ยนแปลงไปแบบตรงกันข้ามกับจุดยืนของกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม ทัศนะของแนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเชื่อว่าความจริงไม่มี ถึงมีก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะอ้างว่าสามารถเข้าถึงได้ นักปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่ไม่เชื่อในความเป็นสากลของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้และความจริง ไม่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ เพราะความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ นั้นซับซ้อนจนเกินกว่าที่ใครจะแยกได้ว่าสิ่งหนึ่งเป็นตัวกำหนดของอีกสิ่งหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่สัมพันธ์กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย (Reciprocal Relations) คือต่างก็เป็นทั้งเหตุและผลของกันและกันได้ หลังสมัยใหม่นิยมเชื่อในความแตกต่าง ความหลากหลาย แต่ไม่เชื่อในเรื่องความเป็นตัวแทน (Representation) และไม่เชื่อในเรื่องความเป็นตัวกำหนด (Indeterminacy) ดังนั้นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์ของคตินิยมหลังแนวสมัยใหม่จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดปฏิฐานนิยม (จันทนี เจริญศรี, 2545 อ้างใน ชาย โพธิสิตา, 2550: 96-97)

กีรติ บุญเจือ (2545: 94) สรุปว่า แนวโน้มของปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่นิยมที่สำคัญได้แก่ การล้มล้างสมัยใหม่นิยม การไม่เชื่อว่าวิธีค้นหาความจริงแบบวิทยาศาสตร์จะให้ความจริงที่เป็นวัตถุวิสัย ไม่เชื่อว่าระบบความคิดของมนุษย์จะมีได้ในระบบเครือข่ายเดียว ไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมของมนุษย์ก้าวหน้าเสมอ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นจุดอ้างอิง มีแต่ความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา หลังสมัยใหม่นิยมเชื่อว่า ความจริงที่ควรสนใจคือความหมายที่หาได้ในภาษา เชื่อว่ามนุษย์ควรมีท่าทีร่วมมือกันกับทุกสิ่งมากกว่ามุ่งเอาชนะหรือครอบครอง เชื่อว่าเหตุผลเป็นเพียงศิลปะชวนเชื่อ เชื่อว่าเอกภพไม่ใช่จักรกลล้วนๆ แต่เป็นองคาพยพพิเศษที่มีการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าอารมณ์และความใฝ่ฝันเป็นความจริงที่มีค่าควรแก่การพิจารณาและศึกษา

ขณะที่สุภางค์ จันทวานิช (2551: 267-273) สรุปว่า หลังสมัยใหม่ คือ สภาวะที่มีลักษณะเฉพาะทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่แตกต่างไปจากสภาวะสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น ในแง่เศรษฐกิจ ยุคหลังสมัยใหม่คือยุคของการผลิตนวัตกรรมทางความรู้และข้อมูลข่าวสาร ระบบสื่อสารถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตด้วย ข้อมูลข่าวสารและความรู้ที่ถูกผลิตขึ้นจะถูกผลิตซ้ำโดยแหล่งต่างๆ ในตลาด ยุคหลังสมัยใหม่เน้นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นหลัก ในด้านสังคมวัฒนธรรม ยุคหลังสมัยใหม่จะพบชนชั้นใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างหลากหลาย ผู้คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งทำหน้าที่ผลิตสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้สังคมบริโภค เช่น นักข่าว คนทำโฆษณา ศิลปิน และนักวิชาการเป็นต้น ในสังคมแบบหลังสมัยใหม่การแบ่งชนชั้นทางสังคมจะไม่มีความชัดเจน ไม่มีขอบเขตที่แน่นอน ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะปรับเปลี่ยนด้วยกระบวนการต่อรองเฉพาะเรื่องในแต่ละบริบท ไม่มีกฎเกณฑ์หรือทฤษฎีสากลที่อาจใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเรื่อง ในแง่การเมือง หลังสมัยใหม่สนใจศึกษาเรื่องอำนาจ โดยเชื่อว่าไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในสังคม ความสัมพันธ์ในโครงสร้างหลักไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ขณะที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจก็ไม่มีลักษณะตายตัวตามสถานภาพของบุคคล ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเกิดขึ้นตามความแตกต่างระหว่างบทบาทของบุคคลในแต่ละบริบททางสังคม อำนาจแผ่ซ่านอยู่ทุกที่ อำนาจมีลักษณะเป็นเครือข่าย ดำรงอยู่โดยการผลิตจากวาทกรรมในสังคม

โดยสรุปจะเห็นว่าแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่นิยมเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธความรู้ ความจริง ว่ามีหนึ่งเดียวตามกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม แต่เชื่อว่าความรู้ ความจริง มีอยู่ทั่วไป ไม่มีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงตายตัว สิ่งสำคัญที่ควรศึกษาคือความหมายที่หาได้จากภาษา เป็นแนวคิดที่สนใจในเรื่องของอำนาจที่แฝงอยู่ในความรู้ ความจริงที่ถูกผลิตออกมาโดยผ่านสิ่งที่เรียกวาทกรรมในสังคม

ไม่มีความคิดเห็น:

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...