แนวคิดเรื่องวาทกรรม
(Discourse)
และการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) เป็นแนวคิดที่กลุ่มนักปรัชญาและกลุ่มนักคิดหลังสมัยใหม่
(Postmodernism) ให้ความสำคัญว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้
เนื่องจากนักคิดในกลุ่มนี้เชื่อว่าภาษามีความสำคัญที่สามารถกำหนดความเป็นไปของมนุษย์ได้
นักคิดชาวฝรั่งเศส Michel Foucault และนักคิดชาวเยอรมัน
Jurgens Habermas ของสำนักแฟรงค์เฟิร์ต
เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ามีอิทธิพลมากต่อการเสนอทฤษฎีการสื่อสารในทวีปยุโรป Foucault มีแนวคิดที่โดดเด่นมากใน 3
เรื่อง คือ 1) ความรู้เฉพาะยุค (Episteme) หรือการฟอร์มตัวของวาทกรรม
(Discursive Formations) 2) ระเบียบวิธีศึกษาแนววงศาวิทยา (Archaeological
– Genealogical Method of Inquiry) และ 3) แนวคิดเรื่องอำนาจ ส่วน Habermas
มีความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเป็นวิธีการที่ไม่เพียงพอที่จะศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์
เขาจึงเน้นการสื่อสารและการให้เหตุผล เขาเสนอทฤษฎีประสิทธิผลของการสื่อสาร (Communication
Competence) หรือชื่อทางการว่า Universal Pragmatics (อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท, 2550: 224-226)
จากการสรุปของ จันทนี เจริญศรี (2545) ประกอบกับการสรุปของ กาญจนา
แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551) พบว่าพื้นฐานของแนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรม
ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดวิภาษวิธี หรือ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติค (Dialectical
Materialism) แนวคิดหรือกระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical
Sciences Paradigm) และแนวคิดการรื้อสร้าง (Deconstruction) ซึ่งแนวคิดวิภาษวิธี
และแนวคิดเชิงวิพากษ์นั้นได้อธิบายไปแล้วในหัวข้อที่ผ่าน ขณะที่แนวคิดการรื้อสร้างมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้
การรื้อสร้าง (Deconstruction) คือวิธีการอ่านตัวบท
(Text) ที่ทำให้ค้นพบความหมายอื่นๆ ที่ตัวบทกดทับเอาไว้
เป็นการหาความหมายหรือความหมายอื่นๆ (Polysemy) ซึ่งความหมายอื่นๆ
หมายถึง
ความคลุมเครือของคำหรือวลีที่มีความหมายมากกว่าสองอย่างขึ้นไปเมื่อใช้ในบริบทที่ต่างกัน
วิธีการรื้อถอนจะแสวงหารายละเอียดว่าตัวบทได้บดบังเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่เป็นพื้นฐานของตัวมันเองเอาไว้โดยไม่รู้ตัว
เงื่อนไขเหล่านี้แย้งกับตรรกะที่ตัวบทนั้นเสนอออกมา
การวิเคราะห์หาจุดที่ระบบกดทับไว้พบแล้วดึงออกมาให้เห็นจะเป็นการรื้อสร้างของตัวบทนั้นๆ
เผยให้เห็นความย้อนแย้งในโครงสร้างเดิม วิธีการรื้อสร้างคือ
การรื้อให้เห็นความหมายที่ถูกกดไว้ (Ward, 1977: 211-212 อ้างใน
สุภางค์ จันทวานิช, 2551: 234-235)
แนวคิดทั้งสามดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแนวความคิดเรื่องการวิเคราะห์วาทกรรมตามมา
โดยมี Michel Foucault เป็นนักคิดที่สำคัญที่เสนอความคิดเรื่องการวิเคราะห์วาทกรรม
ซึ่งจะได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับวาทกรรมพอสังเขปดังนี้
ความหมายของวาทกรรม (Discourse)
Discourse เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน
โดยมาจากคำว่า Discursus เป็นคำนามที่ผันมาจากคำว่า Discurrere
ซึ่งเป็นคำกิริยา แปลว่า
การวิ่งไปมาระหว่างที่ตรงนี้กับที่ซึ่งไกลออกไป Discourse คือการพูด
การคุย ที่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีความยาวของคำเหล่านั้นเท่าไร
เป็นการพูดที่เป็นไปโดยธรรมชาติ มีเจตนาตรงไปตรงมาไม่มีนัยแอบแฝง ซึ่ง
Discourse หรือวาทกรรมในที่นี่มีความหมายแตกต่างไปจากการสัมมนาหรือการพูดในที่ประชุมที่ต้องการผลจากการพูด
(Conference) ในสังคมฝรั่งเศส วาทกรรม
มีความหมายใกล้เคียงกับ การพูดคุย (Chat) การสนทนา (Chinwag)
การสนทนาอย่างอิสระ (Free Conversation) การสื่อสารที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน
(Improvisation) การแสดงออก (Expose) การเล่าเรื่อง
(Narration) บทสรุป (Perolation) ภาษา (Langage)
หรือคำสาบาน (Parole) วาทกรรมในความหมายต่างๆ เหล่าเป็นวาทกรรมในความหมายทางภาษาที่ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน
ซึ่งห่างไกลมากจากการให้ความหมายของ Habermas
เขาได้ให้ความหมายของวาทกรรมไว้ว่า
วาทกรรมคือการสื่อสารที่อ้างถึงเกี่ยวกับเหตุผลที่ค้นพบ โดยการให้ความหมายดังกล่าวของ
Habermas ใกล้เคียงกับการให้ความหมายของ Foucault ที่กล่าวว่าวาทกรรมเป็นสิ่งที่ออกมาจากความรู้สึกต่อต้านแข็งขืนต่อกฎระเบียบต่างๆ
เป็นสิ่งที่อยู่ท่ามกลางระหว่างรูปแบบของภาษาศาสตร์และเหตุผลส่วนตัวของบุคคลในการใช้ภาษา
(Timothy J. Armstrong, 1992: 99-100)
มีนักวิชาการ นักคิด
ของไทยหลายคนที่ได้ศึกษาเรื่องวาทกรรมและการวิเคราะห์วาทกรรมซึ่งส่วนใหญ่ได้ให้ความหมายและอธิบายแนวคิดเรื่องวาทกรรม
โดยอ้างอิงมาจาก Michel Foucault เช่น
กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551) ได้สรุปไว้ว่า Michel
Foucault กล่าวว่าวาทกรรมคือสิ่งที่เป็นทั้งวิธีการสื่อสารด้วยภาษาแบบต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาภาพ
และอวัจนภาษาที่อยู่ภายใต้กรอบของผู้บงการอัตลักษณ์ ของบุคคล ชุดความรู้
ระบบความสัมพันธ์ ความหมายของสรรพสิ่งต่างๆ
ความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) ที่สรุปไว้ว่า
วาทกรรมหมายถึง ระบบและกระบวนการในการสร้างหรือผลิต (Constitution)
เอกลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance)
ให้กับสรรพสิ่งต่างๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้
ความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง วาทกรรมทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่สร้างขึ้นให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง
(Valorize) กลายสภาพเป็นสิ่งที่เรียกว่าวาทกรรมหลัก (Domonance
Discourse) ขณะเดียวกันวาทกรรมก็ทำหน้าที่เก็บกด
ปิดกั้นไม่ให้เอกลักษณ์และความหมายของบางอย่างเกิดขึ้น (Subjugate) หรือไม่ก็ทำให้เอกลักษณ์และความหมายของบางสิ่งที่ดำรงอยู่แล้วในสังคมเลือนหายไปพร้อมๆ
กันด้วย (Displace) วาทกรรมเป็นมากกว่าเรื่องภาษาหรือคำพูด
แต่มีภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ซึ่งรวมถึงจารีตปฏิบัติ
ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และสถาบันต่างๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ
(ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2551: 50-51)
ส่วนกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ และ
จันทิมา เอียมานนท์ (2549) สรุปไว้ว่า คำว่า Discourse ในภาษาอังกฤษมีความหมายในสองนัยยะด้วยกัน
คือ การว่าด้วยเรื่องของภาษา และการว่าด้วยเรื่องสังคมและวิถีปฏิบัติ
ซึ่งวาทกรรมในมิติทางภาษาเป็นการมองที่ตัวข้อมูลภาษา ซึ่งโดยทั่วไปวาทกรรมมีความหมายเท่ากับตัวบท
(Text) ที่ประกอบไปด้วยรูปภาษาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันภายในตัวบทเดียวกัน
เป็นการวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหา ความสัมพันธ์
และโครงสร้างของรูปภาษาที่เป็นองค์ประกอบในตัวบท
การวิเคราะห์วาทกรรมในมุมมองเช่นนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกับการวิเคราะห์ตัวบท (Text
Analysis) ส่วนวาทกรรมในมิติทางสังคมมองภาษาในสภาพเป็นพลวัตที่อยู่ท่ามกลางวิถีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
ได้เปิดทางให้ผู้ใช้ภาษาและบริบททางสังคม
วัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพิจารณากิจกรรมการสื่อสาร
อันเป็นการโต้ตอบกับกระแสการมองภาษาที่เป็นสภาวะคงตัวอยู่ในระบบและอยู่ในฐานะคลังข้อมูลแห่งการศึกษาสภาพและลักษณะที่เป็นอยู่ในโครงสร้างภายในระบบ
วาทกรรมในแนวคิดนี้จึงหมายรวมถึงถ้อยคำ ความคิด ผู้ใช้ภาษา
และปฏิสัมพันธ์ในสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ผู้ใช้ภาษา วาทกรรม
และสังคมจึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้
ความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับสมเกียรติ ตั้งนโม (2547) ที่สรุปไว้ว่า
วาทกรรมคือการพูดออกมาอย่างชัดเจน (Articulation) การแสดงสุ้มเสียงหรือการนำเสนอเกี่ยวกับความคิดเห็น
ปฏิบัติการดังกล่าวเกี่ยวกับการพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ปกติแล้ว
เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา หรือการแลกเปลี่ยนกันทางความคิดต่างๆ
ท่ามกลางผู้พูดหลายๆ คนหรือกลุ่ม ด้วยเหตุดังนั้น "วาทกรรม"
จึงเป็นกระบวนการหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการสร้างความหมาย
ขณะที่ธงชัย
วินิจจะกูล (2534:
18-24) สรุปไว้ว่า วาทกรรม (Discourse) ในความหมายทั่วไปหมายถึงการแสดงออก
การสื่อสาร การสื่อความ และสิ่งที่แสดงออกที่สื่อสาร หรือสิ่งที่สื่อความกัน แต่ Foucault มิได้หมายความถึงเพียงแค่นั้น Foucault
เชื่อว่าวาทกรรมเป็นเครือข่ายของกฎเกณฑ์ ค่านิยม ความรับรู้ ความเข้าใจร่วม
มาตรฐาน ความเชื่อ ในเรื่องต่างๆ ของชีวิตมนุษย์
ที่เกิดจากการแสดงออกและสื่อสารร่วมกัน
ไม่ว่าจะมีระบบความคิดหรืออุดมการณ์แน่ชัดอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ก็ตาม
เครือข่ายดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสอดคล้องต้องกันเป็นระบบหรือมีตรรกะที่เป็นระเบียบหรือมีรากเหง้าจากระบบความเชื่ออุดมการณ์เดียวกัน
ไม่จำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดจากนักคิดหรือสกุลความคิดใดโดยเฉพาะ
แต่มาจากการแสดงออกและการสื่อความของคนจำนวนมากจนไม่รู้ที่มาที่แน่ชัด
และจนกระทั่งไม่มีใครสามารถอ้างความเป็นเจ้าของหรือผู้ให้กำเนิดวาทกรรมได้
จากความหมายของวาทกรรมดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมด
สรุปได้ว่า วาทกรรมเป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับการสร้างความหมาย เป็นภาษาชนิดหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารลึกกว่าภาษาโดยทั่วไป
วาทกรรมใช้สื่อความหมายเชิงสัญญะออกมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอิทธิพลต่อทัศนคติ
วิธีคิด ของผู้คนในสังคม
การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis)
การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) คือการพยายามศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์
และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ
ในการสร้างเอกลักษณ์และความหมายให้กับสรรพสิ่งที่ห่อหุ้มเราอยู่ในสังคมในรูปแบบของวาทกรรมและภาคปฏิบัติการของวาทกรรม
(Discursive Practice) ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ
ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำ (Hegemony) ในการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ อย่างไรบ้าง
มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคล สถาบัน สถานที่ เหตุการณ์อะไรบ้าง
และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้าง ตลอดจนรวมไปถึงการเก็บกด ปิดกั้น
สิ่งเหล่านี้ของวาทกรรมมีอย่างไร
หัวใจของวิเคราะห์วาทกรรมอยู่ที่การพิจารณาค้นหาว่าด้วยวิธีการหรือกระบวนการใดที่สิ่งต่างๆ
ในสังคมถูกทำให้กลายเป็นวัตถุเพื่อการศึกษาหรือการพูดถึงของวาทกรรม (ไชยรัตน์
เจริญสินโอฬาร, 2551: 98)
วิธีการวิเคราะห์วาทกรรมตามแนวคิดของ Foucalt มี 2 วิธี ได้แก่ วิธีการ Archaeology และ Genealogy
ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ขุดค้นและแกะรอยไปตามช่วงชั้นและเครือข่ายของบริบททางประวัติศาสตร์เพื่อหาความจริงที่ถูกปิดบังอำพรางด้วยอำนาจแห่งวาทกรรม
(เยาวนุช เวศร์ภาดา , 2545: 19) ซึ่งวิธีการทั้งสองมีรายละเอียดดังนี้
Archaeology
เยาวนุช
เวศร์ภาดา (2545) สรุปไว้ว่า เครื่องมือวิเคราะห์วาทกรรมที่เรียกว่า Archaeology เป็นวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ
ที่ประกอบขึ้นเป็นวาทกรรมหนึ่งๆ
ทีละชิ้นทีละส่วนที่มาประมวลกันเข้าแล้วเกิดเป็นวาทกรรมใหม่ๆ
เท่ากับเป็นการทำความเข้าใจเงื่อนไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดให้วาทกรรมดำรงอยู่
วิธีการวิเคราะห์วาทกรรมแบบ Archaeology
จึงเป็นวิธีที่ช่วยเผยให้เห็นเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ
ที่ประกอบกันขึ้นเป็นวาทกรรมนั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลา ในแต่ละบริบท
ดังนั้นประวัติศาสตร์ในมุมมองของ Foucalt
จึงไม่ใช่เรื่องของกระแสเวลาที่ก้าวต่อเนื่อง แต่เป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ใหม่ของกฎเกณฑ์ต่างๆ
ภายในวาทกรรมต่างๆ
ขณะที่
ธีรยุทธ บุญมี (2551) สรุปไว้ว่า Foucault กล่าวถึง
การวิเคราะห์วาทกรรมในแนวโบราณคดีทางความรู้ (Archeology of Knowledge) แทนที่จะใช้แนวประวัติศาสตร์ทางความคิด (History of Idea) ว่าแนวประวัติศาสตร์ความคิดปกติมักมองพัฒนาการความคิดอย่างเป็นของสูง
เป็นพัฒนาการของสิ่งดีงาม หรือเป็นเหตุเป็นผลมากเกินไป
ประวัติศาสตร์ความคิดปกติมองพัฒนาการความคิดเป็นความต่อเนื่อง
เป็นเส้นทางเดียวที่ละเอียดอ่อนหรือก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มากเกินไป
ไม่มองเป็นการก้าวกระโดดที่เกิดจากความหลากหลายเหตุปัจจัยที่ต้องการการวิเคราะห์พิจารณาอย่างถี่ถ้วนในช่วงประวัติศาสตร์หนึ่งๆ การศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดแนวปกติ
ความผิดพลาดที่แฝงฝังอยู่ นั่นคือ
ภายใต้ความคิดหนึ่งยังมีสิ่งหรือความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง
การค้นหาสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังต้องทำผ่านภาษาหรือวาทกรรม
การศึกษาแนวนี้จึงเป็นการขยายตัวของวาทกรรมต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ ส่วนแนวทาง Archeology
ต้องการศึกษาวาทกรรมแบบให้จำกัดอยู่ในตัวของมันเองให้มากที่สุด
Foucalt มักมองการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์
ว่าเป็นกระบวนการแปรรูป อันเป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับความไม่ต่อเนื่อง
แทนที่จะมองการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ว่าเป็นพัฒนาการ
ซึ่งอิงอยู่กับภาพของการสั่งสมหรือก้าวหน้าที่ต่อเนื่อง ประวัติศาสตร์ในแบบของ Foucalt
ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอันสั่งสมต่อเนื่องตามแบบแผนของเหตุปัจจัยและผลสืบเนื่อง
แต่เขาสนใจพิจารณาการตัดขาดที่เกิดขึ้นระหว่างยุคสมัยต่างๆ ในอดีต
การตัดขาดเหล่านี้คือคำอธิบายถึงสภาวะที่เป็นอยู่ในสังคม
ไม่ใช่ความต่อเนื่องตามแนวทางของประวัติศาสตร์กระแสหลัก
(นพพร ประชากุล, 2552:
179-181)
ส่วนธงชัย
วินิจจะกูล (2534:
28-31) สรุปไว้ว่า Archaeology ในความมุ่งหมายของ
Foucault
อยู่ที่การแสดงให้เห็นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่อำนวยให้แบบแผนการคิดการรับรู้แบบหนึ่งเป็นไปได้
ซึ่งก็คือ การเปิดเผยยุทธศาสตร์และกลวิธีที่วาทกรรมต่างๆ ประสานกันเข้าจนก่อให้เกิดเป็นตัวตน
(Subject) ของมนุษย์ขึ้นมา Foucault ใช้วิธีเสนอให้เห็นสภาวการณ์ต่างๆ ขณะที่วาทกรรมหนึ่งๆ ก่อตัวขึ้นแล้วเปิดเผยบทบาทของวาทกรรมนั่นเองในการสถาปนาความรู้หนึ่งๆ
ขึ้น ซึ่งมนุษย์ยึดถือจนกระทั่งประมวลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนของเขา
เป็นการขุดค้นเปิดเผยให้เห็นส่วนประกอบต่างๆ และชั้นต่างๆ ของความรู้ ซึ่งเรียกว่า
Archaeology of Knowledge วิธีการศึกษาแบบ Archaeology
จึงหมายถึงการพิจารณาลงไปที่ Discursive Practice แล้วทำการวิเคราะห์ให้เห็นปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ที่ประมวลกันเข้ามาเป็นวาทกรรมหนึ่งๆ
หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ทำการขุดค้นเพื่อเปิดเผยให้เห็นวาทกรรมต่างๆ ทีละชั้นทีละส่วนที่ประมวลกันเข้ามาจนเกิดเป็นปริมณฑลของวาทกรรมใหม่ๆ
เป็นวิธีการที่ทำความเข้าใจเงื่อนไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดหรือแวดล้อมให้ปริมณฑลของวาทกรรมใหม่ดำรงอยู่ได้
Genealogy ธีรยุทธ บุญมี (2551) สรุปว่า Genealogy เป็นวิธีวิทยาในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่ง Foucault พัฒนาต่อมาจากวิธีแบบ
Archeology ซึ่งถ้ามองว่า Archeology
คือการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ความคิดในรูปแบบใหม่ ก็อาจมองได้ว่า Genealogy เป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ซึ่งกว้างกว่าประวัติศาสตร์ของความคิด Genealogy สืบเนื่องวิธีคิดแบบ Archeology คือไม่มองว่าสิ่งใดเป็นแก่นแท้
เป็นสิ่งสากลแน่นอนคงตัว หรือมีสิ่งที่เป็นประจักษ์ชัดเจนอยู่แล้ว
แต่มองว่าทุกประเด็นแนวคิดที่เราศึกษาถูกสร้างขึ้น สังเคราะห์ขึ้น
โดยวาทกรรมและอำนาจ ทั้งยังมีลักษณะไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะกลายรูป แปรรูปด้วย
การสรุปดังกล่าวสอดคล้องกับ เยาวนุช เวศร์ภาดา (2545) สรุปว่า Genealogy เป็นวิธีแก้ไขจุดอ่อนของ
Archaeology
ที่ให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์รูปแบบ ทฤษฎี และระบบกฎเกณฑ์
จนละเลยอำนาจบางอย่างที่ถูกผลิตควบคู่กันไปกับวาทกรรมนั้นๆ นั่นคือ
การสถาปนาอำนาจแห่งความจริง หรือที่เรียกว่า ระบอบของสัจจะ (Regime of Truth) ที่ค้ำจุนวาทกรรมนั้นๆ
ให้ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นสัจจะ Genealogy
มุ่งเผยให้เห็นว่าวาทกรรมที่ได้รับการสถาปนาให้กลายเป็นสัจจะนั้น
มีกลวิธีในการกำราบ ปราบปราม ปิดกั้นวาทกรรมย่อยอื่นๆ ไม่ให้ปรากฏตัวอย่างไร
ขณะเดียวกันวาทกรรมย่อยต่างๆ
ก็พยายามดิ้นรนที่จะเผยตัวเองหรือต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ในการสถาปนาวาทกรรมของตนขึ้นมาบ้าง
ส่วน
ศรีชัย พรประชาธรรม (2549) สรุปไว้ว่า Genealogy หรือ
วงศาวิทยา หมายถึงกระบวนการวิเคราะห์และเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัจจะ
(Truth) ความรู้ (Knowledge) และอำนาจ (Power)
หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง แนวการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคม
เพื่อสืบสาวให้เห็นภาคปฏิบัติการทางสังคมอันหลากหลาย
โดยเฉพาะภาคปฏิบัติการพื้นถิ่น (Local Discuvsivities) ที่ก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเฉพาะ หรือแปรเปลี่ยน
แตกหักไปตามยุคสมัย กระทั่งเห็นเป็นตัวตนของสรรพสิ่งในปัจจุบัน
ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างโอกาสให้กับบรรดาสรรพสิ่งที่ถูกละเลย ถูกทำให้ยอม
ถูกกดบังคับ ได้มีโอกาสปรากฏตัวตน นำเสนอมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องเล่ากระแสหลัก
หรือประวัติศาสตร์กระแสหลัก
ขณะที่ธงชัย
วินิจจะกูล (2534:
16-48) สรุปไว้ว่า Genealogy (วงศาวิทยา) คือการวิเคราะห์ความเป็นมาของวาทกรรมต่างๆ
ที่ประกอบกันเข้าเป็นเรือนร่างของมนุษย์ในมิติประวัติศาสตร์ Genealogy ต้องการเปิดเผยให้เห็นเรือนร่างมนุษย์ในมิติประวัติศาสตร์
ต้องการเปิดเผยให้เห็นเรือนร่างของมนุษย์ที่ถูกประทับถูกกระทำขึ้นในประวัติศาสตร์
และเปิดเผยกระบวนการที่ประวัติศาสตร์ทำลายเรือนร่างนั้น Genealogy คือการพัฒนาอีกก้าวหนึ่งของ Foucault ไปสู่การท้าทายความรู้ของเราเกี่ยวกับมนุษย์
เป็นวิธีการทางประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผยและรุนแรงขึ้น เป็นกลวิธีที่พยายามเปิดทางให้แก่วาทกรรมย่อยต่างๆ ที่ถูกบดบังหรือถูกกำราบปราบปรามหรือถูกครอบงำด้วยอำนาจของวาทกรรมที่ถูกเชื่อว่าเป็นสัจจะ
ให้วาทกรรมย่อยต่างๆสามารถออกมามีบทบาทได้โดยการเปิดเผยว่าความเป็นสัจจะแท้ที่จริงดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจ
Genealogy จึงเป็นวิธีการวิพากษ์สังคมและมนุษย์
ซึ่งกระทำโดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือเล็งเป้าหมายไปที่อุดมคติใดๆ Genealogy เป็นวิธีที่ไม่ได้ให้ทางออกใดๆ แก่มนุษย์ แต่จะทำให้เราตื่นตระหนักรู้
และกระตุ้นการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ Genealogy
ปฏิเสธกำเนิดสัจจะที่ถาวรตายตัว ปฏิเสธความเชื่อในการพัฒนาหรือก้าวหน้าใดๆ
ปฏิเสธธาตุแท้ จุดหมายปลายทาง มุมมองที่เหนือประวัติศาสตร์
และปฏิเสธความต่อเนื่องที่ไม่สิ้นสุดไม่ขาดสาย Genealogy
จงใจและตระหนักรู้ว่าจะพยายามหาความไม่ต่อเนื่อง หาการวนเวียนซ้ำซากไม่ก้าวหน้า
หาความไม่จีรัง ไม่มีเอกลักษณ์ Genealogy
ศึกษาอดีตเพื่อเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงของความไม่มีกฎเกณฑ์
โดยสรุปแล้วการวิเคราะห์วาทกรรมคือ
การพยายามจะที่เปิดเผยให้เห็นถึงกระบวนการในการสร้างวาทกรรมและผลของการปฏิบัติการของวาทกรรมว่ามีความเป็นมาอย่างไร
เกี่ยวข้องกับใครและอะไรบ้าง และสร้างผลกระทบอย่างไร
โดยมีวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมสองวิธีตามแนวคิดของ Foucalt ได้แก่ วิธีการ Archaeology และ Genealogy
บทบาทและความสำคัญของการวิเคราะห์วาทกรรม
จากความหมายของวาทกรรม
และการวิเคราะห์วาทกรรมดังที่กล่าวมา ทำให้เห็นว่าการการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ด้วยการวิเคราะห์วาทกรรมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ในกระบวนทัศน์ต่างๆ
โดยเฉพาะกระบวนทัศน์การพัฒนา ซึ่งสามารถสรุปบทบาทและความสำคัญของการวิเคราะห์วาทกรรม
โดยสรุปจากงานเขียนของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) ได้ดังต่อไปนี้
1)
ช่วยให้มองเห็นประเด็นปัญหาอื่นที่ไม่ได้พูดถึงกันหรือสิ่งที่เรียกว่า “ความเป็นอื่น” ซึ่งหมายถึงเอกลักษณ์หรือตัวตนของสิ่งนั้นๆ
ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพื่อนำไปสู่การพูดถึงสิ่งที่ไม่ได้มีการพูดถึง
ที่เป็นผลมาจากระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่วาทกรรมนั้นๆ กำหนดขึ้น
2) ทำให้เห็นถึงฐานของการเป็นวาทกรรมของสิ่งนั้น
การวิเคราะห์วาทกรรมจึงเป็นความพยายามเผยให้เห็นถึงฐานะการเป็นวาทกรรมในเรื่องนั้นๆ
เช่น เรื่องของการพัฒนาแห่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
จะสร้างเอกลักษณ์หรือตัวตนชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า “ความด้อยพัฒนา”
ในฐานะที่เป็นความเป็นอื่นหรือคู่ตรงข้ามของ “การพัฒนา”
ด้วยการผูกขาดรูปแบบ ทิศทางการเปลี่ยนแปลงสังคมว่ามีเพียงแบบเดียว
คือ แบบของสังคมตะวันตก และทำหน้าที่กดทับ ปิดกั้น วัฒนธรรมท้องถิ่น
ภูมิปัญญาพื้นบ้านในประเทศโลกที่สามไว้ ภายใต้เอกลักษณ์หรือตัวตนที่เรียกว่า “ความด้อยพัฒนา”
3) สามารถทำให้มนุษย์ฉีกออกไปจากกระแสหลักหรือวาทกรรมหลัก
เพื่อแสวงหารูปแบบอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องผูกยึดติดกับเรื่องที่ถูกครอบงำหรือกำลังจะถูกครอบงำ
4) เป็นการเปิดโปงเผยให้เห็นธาตุแท้
หรือฐานะความเป็นวาทกรรมของสรรพสิ่งในสังคม
โดยแสดงให้เห็นว่าวาทกรรมคือระบบของอำนาจ ระบบของการผลิตหรือสร้าง
และการเก็บกดปิดกั้นที่ยิ่งใหญ่ วาทกรรมเป็นเรื่องของระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์
เงื่อนไขและความเป็นไปได้ของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง
วาทกรรมพยายามปิดบังฐานะของตัวเองในรูปของความรู้ ความจริง ความเป็นธรรมชาติ
หรือความเป็นปกติธรรมดา
เพื่อช่วงชิงการนำในการสร้างหรือกำหนดกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นกรอบในการพูด
เขียนถึง อธิบาย ทำความเข้าใจ ตลอดทั้งการตัดสินสิ่งนั้นๆ
5) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เรามอง “ความรู้”
ในฐานะที่เป็นทัศนะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงสูงสุดหรือสัจธรรม
แต่เป็นเพียงทัศนะหนึ่งว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสังคม
ไม่มีความเป็นสากลหรือเป็นธรรมชาติแต่อย่างใดทั้งสิ้น
แต่การที่วาทกรรมชุดหนึ่งสามารถกลายสภาพเป็น “ความรู้”
และ “ความจริง” ได้นั้น
ก็เพราะมีกระบวนการเฉพาะบางอย่างทำให้กลายเป็นเช่นนั้น
ดังนั้นการวิเคราะห์วาทกรรมจึงทำให้มองเห็นถึงอำนาจ ความรุนแรง
มากกว่าเรื่องของข้อเท็จจริง
6) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เราเห็นว่า งานเขียนทางวิชาการต่างๆ มิได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางหรือเป็นวิทยาศาสตร์อย่างที่มักนิยมเข้าใจกัน
แต่งานเขียนเหล่านี้ทำหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง คือ ประการแรก
สร้างและตรึงเอกลักษณ์ภาพลักษณ์
รวมตลอดถึงความหมายของสิ่งที่เป็นวาทกรรมชุดหนึ่งขึ้นมา ดังนั้น
การวิเคราะห์วาทกรรมจึงช่วยให้เราเห็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าธรรมดาสามัญ และไม่มีปัญหา
อย่างหนังสือ ตำรา หรืองานเขียนทางวิชาการ
รวมถึงตัวนักวิชาการเองในฐานะที่เป็นผู้เขียนผู้แต่งนั้น จริงๆ แล้วมีปัญหาและความยุ่งยากสลับซับซ้อนมาก
ประการที่สอง ในฐานะที่เป็นวาทกรรมชุดหนึ่ง ย่อมมิใช่เรื่องของความรู้ เทคนิค
วิทยาการ ความจริงล้วนๆ อย่างที่นิยมเข้าใจกัน
แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำในการสร้าง
และกำหนดกฎเกณฑ์ว่าอะไรเป็นและอะไรไม่เป็น ในรูปของวาทกรรม
และการทำให้วาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากกว่าเป็นมันจะเป็นจริงโดยตัวของมันเอง
ในทำนองเดียวกัน การวิเคราะห์วาทกรรมทำให้เห็นว่า
ไม่มีสิ่งใดชัดแจ้งหรือชัดเจนในตัวของมันเอง มีแต่ถูกทำให้ชัดแจ้งผ่านมาตรฐาน
กฎเกณฑ์ เงื่อนไขบางชนิด การวิเคราะห์สิ่งที่เรียกว่า “เหตุการณ์” และ “การทำให้เป็นประเด็นปัญหา”
ทำให้เห็นว่า สรรพสิ่งในสังคมเป็นเรื่องของการสร้าง
หรือสถาปนาขึ้นของวาทกรรมมากกว่าเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ
ซึ่งแท้ที่จริงแล้วล้วนแต่เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากเรื่องของอำนาจในการสร้างความรู้
และความจริง
7) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เราสามารถสงสัย ตั้งคำถาม
และตรวจสอบบรรดาสรรพสิ่งในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ทำให้สิ่งเหล่านี้กลายสภาพเป็น “ประเด็นปัญหา” ที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างวิพากษ์รุนแรง
มากกว่าเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เคยชิน และยอมรับโดยปราศจากการตั้งคำถาม ตรวจสอบ
ดังนั้น
สำหรับการวิเคราะห์วาทกรรมแล้วไม่มีสิ่งใดที่ได้รับการยกเว้นหรือยอมรับโดยปราศจากการตั้งคำถามหรือตรวจสอบ
ขณะเดียวกันก็ไม่มองสรรพสิ่งในฐานะที่หยุดนิ่ง เป็นเอกภาพ แน่นอน และตายตัว
แต่ลื่นไหลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นกับการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำในการนิยาม
สร้างความหมายให้กับสิ่งนั้นๆ
8)
การวิเคราะห์วาทกรรมเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการต่อสู้ในสังคมและระหว่างสังคมให้กว้างไกลไปจากเดิมที่วนเวียนอยู่แต่เรื่องของการเมืองแบบสถาบัน
เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยเพิ่มพื้นที่การต่อสู้ในเรื่องของวาทกรรมเข้าไป