วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

แนวคิดการพัฒนาการเกษตรไทย

แนวคิดการพัฒนาวิถีเกษตรของไทยว่าอาจแบ่งออกได้เป็นสามระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) การเกษตรของไทยอยู่ภายใต้แนวคิดการผลิตเพื่อการยังชีพ ระยะหลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง การเกษตรของไทยเริ่มใช้แนวคิดการเกษตรเพื่อการค้า และระยะหลังการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) การเกษตรของไทยใช้แนวคิดการผลิตเพื่อการค้าอย่างเข้มข้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ระยะก่อนทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ถ้าย้อนไปถึงสมัยกรุงสุโขทัยวิถีเกษตรสมัยนั้นใช้แนวคิดการทำการเกษตรเพื่อการยังชีพเพื่อการบริโภคภายในเท่านั้น สมัยกรุงศรีอยุธยา มีแนวคิดการพัฒนาเป็นระบบมากขึ้นแต่ยังเป็นไปเพื่อการยังชีพ การผลิตเพื่อการบริโภคภายในอาณาจักร หากมีเหลือจากการบริโภคจึงจะส่งไปขายต่างประเทศ สมัยกรุงธนบุรี มีลักษณะเป็นการเกษตรเพื่อการยังชีพเท่านั้น สมัยรัตนโกสินทร์ก่อนปี พ.ศ.2398 ยังคงมีลักษณะการผลิตเพื่อการยังชีพ และเพื่อการค้า (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545: 252-254)

ระยะหลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริง แนวคิดการค้าเสรีภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้เข้ามามีบทบาทกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ 154 ปีก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิตในสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมเกษตรกรรม สนธิสัญญาเบาว์ริง ว่าด้วยการค้าเสรีอันเป็นระเบียบโลกใหม่ของโลกในยุคลัทธิจักรวรรดินิยมอาณานิคมตะวันตก ลงนามกันระหว่างอังกฤษและสยามเมื่อ 18 เมษายน พ.ศ.2398 ในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จฯ พระราชินีนาถวิกตอเรีย และสยามสมัยราชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สนธิสัญญานี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศสยาม มีผลบังคับใช้เป็นเวลาถึง 70 กว่าปี จนกระทั่งมีการแก้ไขและค่อยๆยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 6 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2461 และสนธิสัญญาดังกล่าวหมดบทบาทอย่างแท้จริงในปี พ.ศ.2482 ในสมัยรัฐธรรมนูญนิยมของรัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงคราม ที่มีการแก้ไขและลงนามในสนธิสัญญาใหม่ทั้งหมดกับโลกตะวันตก ข้อตกลงหลักๆในสนธิสัญญาเบาว์ริงที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่สำคัญคือ ภาษีขาเข้ากำหนดแน่นอนไว้ที่ร้อยละ 3 สินค้าขาออกจะถูกเก็บภาษีเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะเป็นภาษีภายใน หรือผ่านแดน หรือส่งออกก็ตาม พ่อค้าอังกฤษได้รับอนุญาตให้ซื้อขายโดยตรงกับชาวนาสยามโดยปราศจากการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม และถ้าฝ่ายสยามยอมให้สิ่งใดๆ แก่ชาติอื่น นอกจากหนังสือสัญญานี้ ก็จะต้องยอมให้อังกฤษ และคนในบังคับของอังกฤษเหมือนกัน (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ กัณฐิกา ศรีอุดม, 2547: 12-15)

พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม (2522: 45-80) ได้สรุปไว้ว่าผลกระทบของสนธิสัญญาเบาว์ริงที่มีต่อสังคมเกษตรไทย มีหลายประการ อันได้แก่ เรื่องการเปลี่ยนแปลงจากระบบการค้าแบบผูกขาดผู้เดียว (Monopoly) มาเป็นระบบการค้าแบบผูกขาดโดยคนมากกลุ่ม (Oligopoly) เรื่องการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตพืชหลายชนิด เปลี่ยนมาเป็นการผลิตพืชเฉพาะเพื่อการค้า และผลกระทบที่มีต่อพลังการผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิต และวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อปัจจัยทางการผลิตของเกษตรกรไทยอันได้แก่ แรงงาน ที่ดิน ทุน และวีธีการผลิต

ระยะหลังการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) การปฏิวัติเขียว เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2473 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการเริ่มทำวิจัยเพื่อให้ได้พืชและสัตว์พันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง (High Yeild Varieties: HYV) เช่น การใช้พันธุ์ข้าวโพดลูกผสม การใช้เทคนิคการผลิตทางชีววิธี (Biological Production) อันประกอบด้วยผลผลิต โครงสร้างของพืช การแก่ การเก็บเกี่ยวปริมาณอาหารพืชที่ต้องการ การผลิตพืชอุตสาหกรรม การใช้เทคนิคด้านพันธุกรรม (Genetic Technique) การใช้สารเคมี และเครื่องจักรกลเกษตรสมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมเผยแพร่นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเหล่านี้แก่ประเทศโลกที่สาม ให้สามารถพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ ให้ภาคการเกษตรมีผลผลิตสูง และเพิ่มอาหารแก่ประชาชน โดยการจัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute: IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ การจัดตั้งศูนย์วิจัยการพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย (Asian Vegetable Research and Development Center: AVRDC) ที่ประเทศใต้หวัน เป็นต้น  (สิน พันธุ์พินิจ, 2545: 20-21)

การปฏิวัติเขียวในประเทศไทยเริ่มขึ้นในปีพ.ศ.2493 โดยความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตร 2 คน เพื่อเข้ามาช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศไทย ได้แก่ Haris H. Love นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล เพื่อมาช่วยเหลือในโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าว และ Robert L. Pendleton นักปฐพีวิทยา เพื่อมาแนะนำเกี่ยวกับการสำรวจและปรับปรุงบำรุงดิน การปฏิวัติเขียวดังกล่าวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีเกษตรของไทยหลายด้าน เช่น การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการเพิ่มต้นทุนในการผลิต ขณะเดียวกันได้ส่งผลกระทบด้านลบต่อเกษตรกร ได้แก่ปัญหาหนี้สินของครัวเรือนเกษตร ปัญหาสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืชและโรคระบาด ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับพันธุวิศวกรรมด้านการเกษตรในประเทศไทย (วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ สุริบนต์ ธัญกิจจานุกิจ และคณะ, 2551: 49-237)

แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาการเกษตร (Agrarian Development Concept)

การพัฒนาการเกษตรมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบริบทและเงื่อนไขต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติทางด้านแนวคิด พื้นที่ เกษตรกร ชุมชน และสังคม ตลอดจนนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทและเงื่อนไขต่างๆ ดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยระบบเกษตรกรรม และแนวคิดการพัฒนาการเกษตรไทย ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แนวคิดว่าด้วยระบบเกษตรกรรม

ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล, นิตยา เงินประเสริฐศรี และ Guy Trebuil (2537 อ้างถึง Trebuil, Guy, 1988) ได้สรุปเกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยระบบเกษตรกรรมถึงนิยามความหมาย และองค์ประกอบต่างๆ ไว้ดังนี้

นิยามเบื้องต้น

1) ระบบการผลิต (Agricultural Production System: APS) หมายถึง หน่วยการผลิตระดับฟาร์ม (ระดับครัวเรือนเกษตรกร) ซึ่งเป็นภาพรวมของทั้งระบบของทุกประเภทการผลิตในฟาร์มนั้น (การปลูกพืชชนิดใด การเลี้ยงสัตว์ชนิดใด) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตทั้งมวล ซึ่งเกษตรกรได้เลือกปฏิบัติเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ในการผลิต ภายใต้ศักยภาพและข้อจำกัดทางด้านกายภาพและชีวภาพ และเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกษตรกรเผชิญอยู่ในช่วงเวลาขณะนั้น

2) ระบบเกษตรกรรม (Agrarian System: AS) หมายถึง ภาพรวมของสภาวะการเกษตรในระดับชุมชนที่เป็นอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นภาพสะท้อนการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของเกษตรกรในชุมชน ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา และเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนภาวะความจำเป็นของชุมชนในช่วงเวลานั้นๆ

องค์ประกอบของระบบเกษตรกรรม

การทำความเข้าใจวิวัฒนาการของระบบเกษตรกรรมจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดขององค์ประกอบ 4 กลุ่ม ต่อไปนี้

1) ระบบนิเวศ (Ecosystem) หมายถึง สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพของชุมชนเกษตรกร ซึ่งได้แก่ สภาพภูมิอากาศ ลักษณะของดิน วัฎจักรของน้ำ ตลอดจนพืชพรรณ และสัตว์ที่มีอยู่ สภาพแวดล้อมเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์เฉพาะชนิดในท้องที่หนึ่งๆ โดยธรรมชาติแล้วสภาพแวดล้อมมีแนวโน้มที่จะคงความสมดุลไว้ได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงตามปกติที่ไม่มีการแทรกแซงจากภายนอกระบบ

2) ระบบนิเวศ-เกษตร (Agro-Ecosystem) หมายถึง การปรับใช้สภาพแวดล้อมเพื่อประโยชน์ในการเกษตร โดยกรรมวิธีต่างๆ ตั้งแต่ระดับง่ายเช่นการถางป่าทำไร่เลื่อนลอย จนถึงระดับที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การใส่สารเคมีในการปลูกพืช กรรมวิธีต่างๆ เหล่านั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดล้อม กลายเป็นระบบนิเวศ-เกษตรที่ผ่านการปรับเปลี่ยนส่งผลให้สภาวะสมดุลเสียไปหรือไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

3) โครงสร้างพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรม (Agrarian Structure) หมายถึง ลักษณะความสัมพันธ์ในแง่มุมต่างๆ ของทรัพยากรการผลิต อันได้แก่ ที่ดิน น้ำ แรงงาน เครื่องมือการผลิต และทุน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอกทั้งทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม โครงสร้างดังกล่าวเป็นสิ่งกำหนดลักษณะการครอบครองการผลิต ผลผลิต และการใช้ประโยชน์ของผู้คนกลุ่มต่างๆ ในชุมชน

4) แหล่งความรู้ความคิด[1] (Ideology Institutions) หมายถึง แหล่งกำเนิดและแหล่งเผยแพร่ความรู้ความคิดทั้งในด้านกรรมวิธีการผลิตทางเกษตรโดยตรง และด้านอื่นที่มีอิทธิพลต่อวิถีทางการเกษตร อันได้แก่ ระบบการบริหาร การเมือง ศาสนาและความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจจะได้แก่ ระบบที่เป็นทางการที่เป็นผลผลิตมาจากวิวัฒนาการในยุคใหม่ หรือระบบไม่เป็นทางการที่เป็นแหล่งของเทคนิควิทยา ตลอดจนความเชื่อพื้นบ้านที่ได้สั่งสมในชุมชน การศึกษากลไกและบทบาทของแหล่งความรู้ความคิดเหล่านี้อย่างครอบคลุม จะช่วยให้เข้าใจกฎเกณฑ์ที่เป็นอยู่ในสังคมเกษตรกรรม รวมทั้งเหตุและผลของการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรกรรมที่ได้เกิดขึ้นในชุมชน

โดยสรุปแนวคิดว่าด้วยระบบเกษตรกรรมเป็นแนวคิดที่ใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาระบบเกษตรกรรม ด้วยการให้ความหมายของระบบการผลิตและระบบเกษตรกรรมอย่างเจน และอธิบายให้เห็นถึงองค์ประกอบต่างๆ ของระบบเกษตรกรรมซึ่งประกอบไปด้วย ระบบนิเวศ ระบบนิเวศเกษตร โครงสร้างด้านเกษตรกรรม และอุดมการณ์ของสถาบันต่างๆ ทางการเกษตร ซึ่งแนวคิดดังกล่าวช่วยให้สามารถศึกษาวิเคราะห์ระบบเกษตรกรรมได้อย่างครอบคลุมและเป็นระบบ


[1] อ้างอิงตามต้นฉบับเดิม ซึ่งในที่นี้น่าจะหมายถึง สถาบันที่กำหนดอุดมการณ์ทางการเกษตร

แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาชนบท (Rural Development Concept)

การพัฒนาชนบทไทยเป็นแนวคิดที่รัฐบาลแทบทุกรัฐบาลให้ความสำคัญเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่ในเขตชนบท ในมิติทางการเมืองถือว่าผู้คนในชนบทมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อนักการเมือง เพราะคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของนักการเมืองมาจากเขตชนบท ดังทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (2550) ที่กล่าวไว้ว่า ในการเมืองระดับชาติ คนชนบทคือผู้สร้างรัฐบาล คนกรุงเทพมหานครคือคนล้มรัฐบาล ในมิติทางเศรษฐกิจถือว่าผู้คนในชนบทเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนทั้งประเทศ และยังส่งออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก ในมิติทางด้านสังคมวัฒนธรรมถือว่าสังคมชนบทคือพื้นที่ที่เป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมมาช้านาน และยังทำหน้าที่รักษาวัฒนธรรมต่างๆ ที่หลากหลายตามบริบทของพื้นที่ไว้ได้ดีกว่าผู้คนในเขตเมืองที่ถูกกระแสโลกาภิวัตน์กลืนกิน การพัฒนาชนบทไทยจึงมีความสำคัญยิ่ง

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2550: (10-5)-(10-9)) ได้สรุปไว้ว่า พัฒนาการของแนวคิดการพัฒนาชนบทไทยมีความเป็นมาอย่างต่อเนื่องควบคู่กันมากับการพัฒนาประเทศโดยอาศัยแนวคิดต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานของไทย และการรับเอาแนวคิดจากประเทศตะวันตกเข้ามา ซึ่งสามารถสรุปแนวคิดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบทไทยได้ดังนี้

1) แนวคิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งพาอาศัย (Inter-Dependence) เชื่อว่าการดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์ต้องมีการพึ่งพาอาศัยกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บนหลักการของความเป็นพี่น้อง เป็นเพื่อนบ้าน หรือเป็นคนละแวกบ้านเดียวกัน เป็นแนวคิดของการช่วยเหลือเกื้อกูลที่ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ ร่วมกันทำกิจกรรมหรือการสร้างสาธารณประโยชน์ที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกัน มีการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนกับประชาชน มีการพัฒนาเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่น

2) แนวคิดการพัฒนาชนบทแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เป็นแนวคิดของการใช้สิทธิและอำนาจเพื่อการจัดการทรัพยากรและการบริหารราชการแผ่นดิน มีความเกี่ยวข้องกับการรวมอำนาจ การแบ่งปันอำนาจ และการกระจายอำนาจ ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา สาธารณะสุข การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำแนวคิดทุนนิยมมาใช้ในการพัฒนาชนบทเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีของประชาชน

3) แนวคิดการพัฒนาชนบทตามแนวเศรษฐศาสตร์ เช่น ทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory) เป็นแนวคิดและทฤษฏีการกระจายรายได้และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญในเรื่องของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจน การว่างงานและความไม่เสมอภาค มีอิทธิพลต่อการพัฒนาประเทศและการพัฒนาชนบทเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

จากแนวคิดการพัฒนาชนบทไทยที่สรุปไว้ดังที่กล่าวมานั้น จะเห็นว่าแม้ทั้งสามแนวคิดจะมีฐานคิดในการพัฒนาที่แตกต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายร่วมกันคือ ต้องการให้ผู้คนในชนบทมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น โดยการสร้างความกินดีอยู่ดีของประชาชน มุ่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชนบท และส่งเสริมให้ผู้คนในชนบทมีความเสมอภาคเท่าเทียมกับผู้คนในเมือง

แนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรมการพัฒนา (Development Discourse)

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) อธิบายไว้ว่า การพัฒนา (Development) เป็นประดิษฐกรรมทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในสังคมยุคปัจจุบัน การพัฒนาถูกสร้างขึ้นมาโดยประเทศมหาอำนาจตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความหมายของการพัฒนาค่อนข้างมีความเป็นพลวัตรมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ในยุคเริ่มแรกของการพัฒนานั้น การพัฒนาหมายถึงการทำให้ทันสมัยอย่างสังคมตะวันตกโดยให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาการเมือง ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีการทำให้ทันสมัย” (Modernization Theory) เมื่อเวลาผ่านมาจนผลของการพัฒนาได้ปรากฏให้ผู้คนในสังคมได้เห็นชัดว่าการพัฒนาได้ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ผู้คนในสังคมจำนวนมากยากจนลง แต่ผู้คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนา จนมีที่มาของคำว่า ด้อยพัฒนา จึงทำให้เริ่มมีผู้คนในแวดวงการพัฒนาเริ่มออกมาต่อต้านแนวคิดการพัฒนาตามแบบของทฤษฎีความทันสมัย ก่อให้เกิดการต่อสู้กันทั้งทางแนวคิด ทฤษฎี และวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามากมายในปัจจุบัน เช่น การก่อเกิดของทฤษฎีพึ่งพิง (Dependency Theory) ทฤษฎีระบบโลก (World System Theory) และแนวความคิดว่าด้วยความด้อยพัฒนาแนวมาร์กซิสต์ใหม่ (Neo-Marxist) ทั้งหลายเป็นต้น

การวิเคราะห์วาทกรรมจะช่วยให้เห็นทั้งด้านที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมของการพัฒนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วยให้ตระหนักว่า เรื่องของจุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมายของผู้คนในสังคม เนื่องจากวาทกรรมเป็นตัวกำหนดจุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมาย ฯลฯ ของเรามากกว่าเราเองเป็นผู้กำหนดสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น จุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมาย ฯลฯ ของผู้คนในสังคมเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา จึงขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นรับเอาวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนาแบบใด

โดยสรุปแนวคิดวาทกรรมการพัฒนาของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร น่าจะเป็นแนวคิดที่อธิบายเกี่ยวกับระบบและกระบวนการในการสร้างหรือผลิต (Constitution) เอกลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) ให้กับสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา เพื่อให้เกิดมุมมองที่แตกต่างในการรับรู้ ไม่ยึดติดอยู่กับเรื่องของการพัฒนาเพียงอย่างเดียว

วาทกรรมกับ อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์ และผลประโยชน์

วาทกรรมมีความเชื่อมโยงกับ อำนาจ ความรู้ ความจริง อัตลักษณ์ และผลประโยชน์ เพราะภาษาและวาทกรรมที่ถูกเลือกมาใช้ในการสื่อสารล้วนแฝงไว้ด้วยความคิดบางประการของสังคมผ่านผู้ใช้ภาษา และผ่านการกระทำทางสังคมที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อัตลักษณ์ และอุดมการณ์ทางสังคมบางประการย่อมแทรกและทอดตัวอยู่ท่ามกลางภาษาที่ถูกใช้เหล่านั้น การศึกษาตีความข้อมูลทางภาษาในเชิงวาทกรรมย่อมทำให้เห็นอำนาจ อัตลักษณ์และอุดมการณ์ที่แฝงอยู่เบื้องหลัง (กฤษดาวรรณ หงศ์ดารมภ์ และ จันทิมา เอียมานนท์, 2549: 10)

วาทกรรมกับอำนาจ ความรู้ และความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล (2534: 49-58) สรุปว่า Foucault เสนอว่า ความรู้และอำนาจเป็นองค์เอกภาพของสิ่งเดียวกัน ระบบของความรู้ที่ถือว่าเป็นสัจจะหรือความจริงไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติเชิงญาณวิทยาใดๆ ในตัวองค์ความรู้นั้นเอง แต่เกิดจากอำนาจที่มาคู่กับความรู้นั้นและอำนาจที่ความรู้นั้นผลิตขึ้นมา ไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ปราศจากการสถาปนาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา และไม่มีความรู้ที่ดำรงอยู่โดยปราศจากอำนาจหรือโดยไม่ผลิตอำนาจ โดยสรุปคือความรู้และอำนาจก่อให้เกิดซึ่งกันและกัน Foucault กล่าวว่า กฎ (ความรู้ทั้งหลาย) ล้วนแล้วแต่ว่างเปล่าในตัวมันเอง ล้วนแต่มีความรุนแรงและไม่มีที่ยุติสิ้นสุด มันล้วนแต่ถูกบิดผันอย่างไรก็ได้ ตามแต่ความต้องการขณะเดียวกัน Foucault เชื่อว่าอำนาจมีอยู่ทุกหนแห่งแสดงตัวออกมาในความแตกต่างขัดแย้งระหว่างสิ่งต่างๆ ความสัมพันธ์ทางสังคมทุกชนิดเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สิ่งที่สำคัญคือควรสนใจอำนาจ ณ จุดต่าง หรือความสัมพันธ์ย่อยๆ ทั้งหลายในชีวิตปกติของมนุษย์ อำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกแยะได้เด็ดขาดว่าใครมีมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะอำนาจอยู่วนเวียนกระจัดกระจายไปทั่วความสัมพันธ์ทางสังคมทุกขณะที่มีวาทกรรม

วาทกรรมกับอุดมการณ์

คำว่าอุดมการณ์ (Ideology) เป็นคำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน อุดมการณ์มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ว่าหมายถึง อุดมคติอันสูงส่งที่จูงใจมนุษย์ให้พยายามบรรลุถึง ขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำนิยามว่าหมายถึง หลักการที่วางระเบียบไว้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีนักวิชาการบางคนให้ความหมายของ Ideology ว่า อุดมคติ (Ideal) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ว่าหมายถึง จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริง ทางใดทางหนึ่งที่มนุษย์ ถือว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตของตน

ขณะที่ Merriam Webster’s New Biographical Dictionary (2010: Online) ให้ความหมายของ Ideology ว่าคือ การอธิบายว่าด้วยระบบของแนวคิดที่เกี่ยวกับชีวิต และวัฒนธรรมความเชื่อของคน มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอธิบายลักษณะเฉพาะทางความคิดของบุคคล กลุ่มคน หรือสังคม ตลอดจนการอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎี และเป้าหมายที่ก่อขึ้นเป็นระบบความเชื่อทางการเมืองของสังคม

ส่วนประวัติความเป็นมาของคำว่าอุดมการณ์นั้น ปรีชา ช้างขวัญยืน (2533: 2-5) ได้อธิบายเกี่ยวกับคำว่าอุดมการณ์ไว้ว่า คำว่าอุดมการณ์ (Ideology) เริ่มใช้กันครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ปีค.ศ.1797 โดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสชื่อ Antoine Louis Claude Destuttde Tracy เขาใช้คำนี้เรียกการศึกษาอย่างมีระบบของพวกพบแสงสว่าง (Enlightenment) ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 โดยที่คนกลุ่มนี้เชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงสามารถหาได้โดยอาศัยประสบการณ์ เชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำมาใช้ปรับปรุงสังคมและสภาวการณ์ทางการเมืองได้ คำว่า Ideology ในบริบทนี้จึงถูกแปลว่า ศาสตร์แห่งความรู้ที่แน่นอน (Science of Ideas)

ขณะที่กลุ่ม Marxist ใช้คำว่าอุดมการณ์ในความหมายเชิงประเมินค่า Marx ใช้คำนี้โดยหมายความว่า ความเชื่อหรือความคิดที่ผิด (False Consciousness)” ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญสามประการ คือ 1) ความคิดที่ผิดนี้ไม่นับรวมความคิดของพวก Marxist 2) ความคิดที่ผิดบางชนิดที่เกิดจากความเข้าใจผิด หรือการตั้งสมมติฐานผิด ไม่นับรวมเป็นความคิดที่ผิดพลาด และ 3) ความคิดที่ผิดที่ถือเป็นอุดมการณ์นั้นต้องเป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม เช่น ความเชื่อทางศาสนา ความคิดแบบจิตนิยม ความคิดเหล่านี้ Marx ถือเป็นความคิดที่ผิดหรืออุดมการณ์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งสิ้น

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2523: 4-10) สรุปว่า Karl Marx และ Friedrich Engels เห็นว่าอุดมการณ์เป็นความสำนึกอันจอมปลอม เพราะอุดมการณ์ถูกกำหนดโดยสภาพสังคม หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม ความเชื่อ และความรู้สึกสำนึกที่ Marx เห็นว่าเป็นสิ่งจอมปลอมนั้น มีพื้นฐานมาจากความเชื่อเกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทอันสำคัญของรัฐ ซึ่งความเชื่อของคนที่เกี่ยวกับรัฐนี้ช่วยให้ชนชั้นที่มีอำนาจในการปกครองสามารถกดขี่ และฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้ที่อยู่ใต้อำนาจการปกครองได้ ถ้ารัฐต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นหนึ่งๆ ก็จะต้องสร้างความเชื่อผิดๆ ให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับเกี่ยวกับผลประโยชน์ ที่รัฐกำลังสนับสนุนอยู่ ความสำนึกที่ผิดพลาดนี้ทำหน้าที่ในการสนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นโดยเฉพาะ อุดมการณ์ของชนชั้นที่มีอำนาจประกาศสนับสนุนผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชนชั้นที่เสียประโยชน์เชื่อมั่น และหลงคล้อยตาม ด้วยการสร้างมโนทัศน์ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งอุดมการณ์ในความหมายของ Marx นี้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางชนชั้น โดยเชื่อว่าอุดมการณ์ของฝ่ายตรงข้ามนั้นมีรากฐานมาจากผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นดังกล่าว อุดมการณ์เป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อใช้อำพรางผลประโยชน์อันแท้จริงของผู้สนับสนุนอุดมการณ์ ใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ เป็นข้ออ้างในการกดขี่ขูดรีดชนกลุ่มอื่น และใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น

นอกจากนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช (อ้างแล้ว) ยังกล่าวว่า อุดมการณ์มีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) เป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับร่วมกันในกลุ่มชน 2) ความเชื่อดังกล่าวจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีความสำคัญต่อกลุ่ม เช่น หลักในการดำเนินชีวิต 3) ความเชื่อนั้นจะต้องเป็นความเชื่อที่ผู้คนใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง และ 4) ความเชื่อนั้นต้องช่วยยึดเหนี่ยวผู้คนในกลุ่มไว้ด้วยกัน ลักษณะที่สำคัญดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นว่าอุดมการณ์มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) เพื่อธำรงรักษาระบบและสถานการณ์เดิมของสังคมไว้ 2) เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวระบบและการจัดระเบียบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ 3) เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถานการณ์ใหม่อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวในข้อสอง

กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551: 77-227) สรุปแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ของ Louis Althusser ไว้ว่า Althusser เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธวิธีคิดของ Marx ที่อธิบายว่าอุดมการณ์เป็นจิตสำนึกที่ผิดพลาด (False Consciousness) โดย Marx อธิบายว่าอุดมการณ์มีลักษณะทางสังคม ในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละสังคม แต่ละกลุ่มคนมีอุดมการณ์ทั้งร่วมและต่างกัน ทฤษฎีอุดมการณ์ของ Marx เสนอให้สนใจตอบปัญหาพื้นฐาน 3 ประการ ประการแรกความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ประการที่สองความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำไม และประการสุดท้ายความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำหน้าที่อะไรบ้าง Marx ได้สรุปกฎพื้นฐานของความสำพันธ์ระหว่างตัวแปร 3 ตัว คือ อุดมการณ์ จิตสำนึก และการปฏิบัติการทางสังคมไว้ว่า จิตสำนึกของคนเกิดมาจากปฏิบัติการในชีวิตจริง และความคิดหรืออุดมการณ์ของคนไม่ได้เกิดมาจากตัวเขาคนเดียว และไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า หากแต่เกิดมาจากความสัมพันธ์ที่ตัวเขาและกลุ่มที่มีต่อกันและกัน โดยตัวแปรทั้ง 3 นี้มีความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษวิธี คือต่างกำหนดซึ่งกันและกันขณะที่ Althusser ให้นิยามของอุดมการณ์ว่าเป็น ชุดความคิดหรือกรอบวิธีคิด (Set of Idea or Conceptual Framework) ที่ได้รับการติดตั้งไว้สำหรับการทำความเข้าใจตัวเรา โลก และสังคม หรือ กรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว Althusser ได้จำแนกประเภทของอุดมการณ์เอาไว้เป็น 3 ชุดด้วยกัน คือ

1) อุดมการณ์หลัก (Dominant Ideology) เป็นอุดมการณ์ที่ชนชั้นปกครองผลิตและผลิตซ้ำขึ้นมาเพื่อครอบงำให้มวลชนยอมรับและกลายเป็นกรอบความคิดกระแสหลักของสังคม การดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ทางการผลิตจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์หลักแบบนี้

2) อุดมการณ์ทางเลือก (Alternative Ideology) คืออุดมการณ์ที่รอมชอมกับระบบวิธีคิดหลักในระดับหนึ่ง เป็นกรอบความคิดที่ยอมรับในอุดมการณ์หลักแต่อยู่บนเงื่อนไขบางอย่าง (On Condition)

3) อุดมการณ์ตรงข้ามหรืออุดมการณ์ต่อต้าน (Oppositional or Counter-Ideology) คืออุดมการณ์ที่ปฏิเสธกรอบวิธีคิดของอุดมการณ์หลัก และมักจะนำเสนอจินตภาพของสังคมแบบใหม่ (New Social Imagination) เพื่อเรียกร้องหรือดึงดูดผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมต่อต้านกับโครงสร้างอุดมการณ์หลักของสังคม

การจำแนกอุดมการณ์ออกเป็นสามประเภท นอกจากจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าในสังคมหนึ่งๆ สามารถมีกรอบวิธีคิดที่มากไปกว่าแค่ยอมรับในอุดมการณ์หลักเท่านั้น ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม ขณะที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่เป็นโครงสร้างอุดมการณ์ชุดต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนมีความคิดยอมรับ รอมชอม หรือต่อต้านกับระบบการผลิตในสังคม

วิธีการที่จะทำให้อุดมการณ์ดำรงอยู่ได้จะต้องผ่านเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งระบบวิธีคิด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากลไกทางสังคม ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท คือ กลไกด้านการปราบปราม (Repressive State Apparatus: RSA) หมายถึงกลไกเกี่ยวกับการใช้กำลัง ความรุนแรง การบังคับกดขี่ และกลไกด้านอุดมการณ์ (Ideological State Apparatus: ISA) หมายถึงกลไกสังคมที่ทำงานในเชิงอุดมการณ์หรือกำหนดกรอบพฤติกรรมความเชื่อของคนในสังคมให้รู้สึกเต็มใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม

อุดมการณ์มีภาคปฏิบัติการ (Practices) ที่จะทำให้อุดมการณ์ต่างๆ ได้รับการผลิตซ้ำและดำรงไว้ในชีวิตประจำวันของผู้คน ปฏิบัติการของอุดมการณ์ (Ideological Practices) สามารถสรุปได้ดังนี้

1) การทำให้ดูราวกับเป็นธรรมชาติ (Naturalisation) ภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ไม่ได้อยู่ในระดับของจิตสำนึกแบบง่ายๆ อุดมการณ์ทำงานลึกลงไปในจิตไร้สำนึก (Unconscious) ทำให้เราไม่ได้ตระหนักถึงและรู้สึกราวกับว่ากระบวนการนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเป็นไปโดยปริยาย (Naturalised/Taken-for-Granted) โดยผ่านกลไกต่างๆ

2) การผสมกันระหว่างความจริงกับจินตนาการ (Real-and-Seemingness) การทำงานของอุดมการณ์จะใช้วิธีการผสมเรื่องจริงกับเรื่องลวงจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย วิธีการดังกล่าวเกี่ยวโยงกับเรื่องของการสื่อสารเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เราสัมผัสผ่านสื่อเป็นโลกแห่งจินตนาการ แต่อีกด้านหนึ่งในฐานะเป็นผู้รับสารก็มีโลกแห่งความจริงบางอย่างอยู่ล้อมรอบตัวเรา

3) การสร้างชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of Relations) อุดมการณ์จะทำงานผ่านชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of Relations) ลำดับแรกจะมีการแบ่งขั้วความหมายออกเป็นความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม (Binary of Positions) และลำดับถัดมาจะมีการกำหนดชั้นของคุณค่า (Hierarchy of Values) ลงไว้ในขั้วความสัมพันธ์นั้น

4) การผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Reproduction of Ideology) Althusser เชื่อว่าในมิติของจิตสำนึกและความคิดเองต้องมีการทำหน้าที่ผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Ideological Reproduction) มีคำถามที่สำคัญคือ ใครมีอำนาจในการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ และกระบวนการผลิตซ้ำดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันอุดมการณ์ก็มีหน้าที่ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย

1) หน้าที่ในการดำรงรักษาสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) แม้ในสังคมปัจจุบันจะมีความขัดแย้งหรือความไม่เท่าเทียมต่างๆ ซุกซ่อนอยู่มากมาย แต่อุดมการณ์มีหน้าที่สำคัญคือ การรักษาสภาพความไม่เท่าเทียมดังกล่าวให้สืบทอดต่อไป

2) หน้าที่ในการให้คำอธิบาย (Explanation) ในการผลิตความสัมพันธ์ทางสังคม อุดมการณ์จะทำหน้าที่ติดตั้งกรอบหรือคำอธิบายว่าทำไมความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นและไม่เป็นเช่นนั้น

3) หน้าที่ในการเรียกเพื่อกำหนดตัวตน (Interpellation) การเป็นตัวตน (Subject) ขึ้นมาของคนๆ หนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติแต่มาจากการที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกรอบตัว ขณะเดียวกันเมื่อเราเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์กับปัจเจกบุคคลและสังคมรอบตัว เราก็จะถูกเรียกเพื่อกำหนดตัวตนให้เป็นแบบต่างๆ อุดมการณ์จะทำหน้าที่ที่เรียกเร้า (Interpellate) ให้คนกลายเป็นตัวตนตัวเล็กๆ ที่ต้องอ้างอิงหรือไปขึ้นตรงต่อตัวตนตัวใหญ่ นอกจากตัวตนจะถูกเรียกเร้าได้แล้วตัวตนเล็กๆ ดังกล่าวจะผันแปรไปตามตัวตนตัวใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งทำให้อัตลักษณ์ของเราอยู่ในกระบวนการที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรืออยู่ในกระบวนการกลายมาเป็น (Process of Becoming)  ดังนั้นคำถามที่สำคัญในการวิเคราะห์อุดมการณ์ก็คือ ใครบ้างที่มีอำนาจเรียกเร้าตัวตนของเรา หรือกำลังใช้อำนาจประกอบสร้างอัตลักษณ์ของเราอยู่

โดยสรุปแล้วจะเห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ที่อธิบายโดยนักปรัชญาต่างๆ โดยเฉพาะนักปรัชญาในกลุ่ม Marxist และกลุ่มที่วิพากษ์ Marxist โดยเฉพาะ Althusser นั้น ให้ความหมายของคำว่าอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ มองว่าอุดมการณ์เป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม ขณะที่มีความแตกต่างกันในการมองภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ โดยนักปรัชญากลุ่ม Marxist มองว่าอุดมการณ์เป็นระบบความเชื่อความคิดที่ผิดพลาดเพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นที่มีอำนาจเหนือกว่าในการกดขี่ขูดรีดชนชั้นที่ด้อยกว่า ขณะที่ Althusser มองว่า อุดมการณ์ คือกรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม

จากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดวาทกรรม และแนวคิดอุดมการณ์ดังที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมและอุดมการณ์มีความสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะที่เอื้อต่อการส่งผลให้เกิดซึ่งกันและกัน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมก่อให้เกิดอุดมการณ์ หรืออุดมการณ์ก่อให้เกิดวาทกรรม แต่ทั้งวาทกรรมและอุดมการณ์ต่างก็สามารถเอื้อให้เกิดกันและกันได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม ณ ขณะนั้น วาทกรรมและอุดมการณ์มีจุดที่คล้ายกันและแตกต่างกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังตาราง 

ตารางแสดงจุดร่วม และจุดต่างระหว่างวาทกรรมกับอุดมการณ์ 

 

จุดร่วม

จุดต่าง

 

 

 

วาทกรรม

 

 

 

 

 

 

 

- เป็นผลผลิตของอำนาจ ความรู้ ความจริง ขณะเดียวกันก็สร้างอำนาจ ความรู้ ความจริงขึ้นมา โดยมีผลประโยชน์เป็นเป้าหมาย

- มีการต่อสู้กันตลอดเวลา

 

 

 

- เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่ถูกกำหนดความคิดโดยอุดมการณ์

อุดมการณ์

- เชื่อว่าความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยวาทกรรม โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีอุดมการณ์หรือระบบความคิดที่อยู่เบื้องหลังเสมอไป แต่เป็นเครือข่ายของมนุษย์ที่เกิดจากการแสดงออกและสื่อความกัน


จากการศึกษาเรื่อง วาทกรรม อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์และผลประโยชน์ จะเห็นว่าทั้งอุดมการณ์และวาทกรรมนั้นต่างก็มีผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง โดยกระบวนการสร้างวาทกรรมและอุดมการณ์นั้นล้วนอาศัยอำนาจ ความรู้ ความจริง เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ขณะที่อำนาจกับความรู้หรือความจริงนั้น ต่างก็อาศัยซึ่งกันและกันในการสถาปนาตัวเอง วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่ถูกสร้างโดยกลุ่ม หรือชนชั้นที่มีอำนาจมากว่าย่อมสามารถสถาปนาวาทกรรมหรืออุดมการณ์ของตนเองให้กลายเป็นกระแสหลัก เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในสังคม ขณะที่วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่มีอำนาจน้อยกว่าก็จะถูกผลักดันให้กลายเป็นอื่น เป็นชายขอบ หรือเป็นทางเลือก ซึ่งวาทกรรมและอุดมการณ์ทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่กันตลอดเวลาในสังคม โดยมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเป้าหมาย

แนวคิดเรื่องวาทกรรม (Discourse) และการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis)

แนวคิดเรื่องวาทกรรม (Discourse) และการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) เป็นแนวคิดที่กลุ่มนักปรัชญาและกลุ่มนักคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) ให้ความสำคัญว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้ เนื่องจากนักคิดในกลุ่มนี้เชื่อว่าภาษามีความสำคัญที่สามารถกำหนดความเป็นไปของมนุษย์ได้

นักคิดชาวฝรั่งเศส Michel Foucault และนักคิดชาวเยอรมัน Jurgens Habermas ของสำนักแฟรงค์เฟิร์ต เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ามีอิทธิพลมากต่อการเสนอทฤษฎีการสื่อสารในทวีปยุโรป Foucault  มีแนวคิดที่โดดเด่นมากใน 3 เรื่อง คือ 1) ความรู้เฉพาะยุค (Episteme) หรือการฟอร์มตัวของวาทกรรม (Discursive Formations) 2) ระเบียบวิธีศึกษาแนววงศาวิทยา (Archaeological – Genealogical Method of Inquiry) และ 3) แนวคิดเรื่องอำนาจ ส่วน Habermas มีความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเป็นวิธีการที่ไม่เพียงพอที่จะศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ เขาจึงเน้นการสื่อสารและการให้เหตุผล เขาเสนอทฤษฎีประสิทธิผลของการสื่อสาร (Communication Competence) หรือชื่อทางการว่า Universal Pragmatics (อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท, 2550: 224-226)

จากการสรุปของ จันทนี เจริญศรี (2545) ประกอบกับการสรุปของ กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551) พบว่าพื้นฐานของแนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรม ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดวิภาษวิธี หรือ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติค (Dialectical Materialism) แนวคิดหรือกระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical Sciences Paradigm) และแนวคิดการรื้อสร้าง (Deconstruction) ซึ่งแนวคิดวิภาษวิธี และแนวคิดเชิงวิพากษ์นั้นได้อธิบายไปแล้วในหัวข้อที่ผ่าน ขณะที่แนวคิดการรื้อสร้างมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

การรื้อสร้าง (Deconstruction) คือวิธีการอ่านตัวบท (Text) ที่ทำให้ค้นพบความหมายอื่นๆ ที่ตัวบทกดทับเอาไว้ เป็นการหาความหมายหรือความหมายอื่นๆ (Polysemy) ซึ่งความหมายอื่นๆ หมายถึง ความคลุมเครือของคำหรือวลีที่มีความหมายมากกว่าสองอย่างขึ้นไปเมื่อใช้ในบริบทที่ต่างกัน วิธีการรื้อถอนจะแสวงหารายละเอียดว่าตัวบทได้บดบังเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่เป็นพื้นฐานของตัวมันเองเอาไว้โดยไม่รู้ตัว เงื่อนไขเหล่านี้แย้งกับตรรกะที่ตัวบทนั้นเสนอออกมา การวิเคราะห์หาจุดที่ระบบกดทับไว้พบแล้วดึงออกมาให้เห็นจะเป็นการรื้อสร้างของตัวบทนั้นๆ เผยให้เห็นความย้อนแย้งในโครงสร้างเดิม วิธีการรื้อสร้างคือ การรื้อให้เห็นความหมายที่ถูกกดไว้ (Ward, 1977: 211-212 อ้างใน สุภางค์ จันทวานิช, 2551: 234-235)

แนวคิดทั้งสามดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแนวความคิดเรื่องการวิเคราะห์วาทกรรมตามมา โดยมี Michel Foucault เป็นนักคิดที่สำคัญที่เสนอความคิดเรื่องการวิเคราะห์วาทกรรม ซึ่งจะได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับวาทกรรมพอสังเขปดังนี้

ความหมายของวาทกรรม (Discourse)

Discourse เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน โดยมาจากคำว่า Discursus เป็นคำนามที่ผันมาจากคำว่า Discurrere ซึ่งเป็นคำกิริยา แปลว่า การวิ่งไปมาระหว่างที่ตรงนี้กับที่ซึ่งไกลออกไป Discourse คือการพูด การคุย ที่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีความยาวของคำเหล่านั้นเท่าไร เป็นการพูดที่เป็นไปโดยธรรมชาติ มีเจตนาตรงไปตรงมาไม่มีนัยแอบแฝง ซึ่ง Discourse หรือวาทกรรมในที่นี่มีความหมายแตกต่างไปจากการสัมมนาหรือการพูดในที่ประชุมที่ต้องการผลจากการพูด (Conference) ในสังคมฝรั่งเศส วาทกรรม มีความหมายใกล้เคียงกับ การพูดคุย (Chat) การสนทนา (Chinwag) การสนทนาอย่างอิสระ (Free Conversation) การสื่อสารที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน (Improvisation) การแสดงออก (Expose) การเล่าเรื่อง (Narration) บทสรุป (Perolation) ภาษา (Langage) หรือคำสาบาน (Parole) วาทกรรมในความหมายต่างๆ เหล่าเป็นวาทกรรมในความหมายทางภาษาที่ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งห่างไกลมากจากการให้ความหมายของ Habermas เขาได้ให้ความหมายของวาทกรรมไว้ว่า วาทกรรมคือการสื่อสารที่อ้างถึงเกี่ยวกับเหตุผลที่ค้นพบ โดยการให้ความหมายดังกล่าวของ Habermas ใกล้เคียงกับการให้ความหมายของ Foucault ที่กล่าวว่าวาทกรรมเป็นสิ่งที่ออกมาจากความรู้สึกต่อต้านแข็งขืนต่อกฎระเบียบต่างๆ เป็นสิ่งที่อยู่ท่ามกลางระหว่างรูปแบบของภาษาศาสตร์และเหตุผลส่วนตัวของบุคคลในการใช้ภาษา (Timothy J. Armstrong, 1992: 99-100)

มีนักวิชาการ นักคิด ของไทยหลายคนที่ได้ศึกษาเรื่องวาทกรรมและการวิเคราะห์วาทกรรมซึ่งส่วนใหญ่ได้ให้ความหมายและอธิบายแนวคิดเรื่องวาทกรรม โดยอ้างอิงมาจาก Michel Foucault เช่น

กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551) ได้สรุปไว้ว่า Michel Foucault กล่าวว่าวาทกรรมคือสิ่งที่เป็นทั้งวิธีการสื่อสารด้วยภาษาแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาภาพ และอวัจนภาษาที่อยู่ภายใต้กรอบของผู้บงการอัตลักษณ์ ของบุคคล ชุดความรู้ ระบบความสัมพันธ์ ความหมายของสรรพสิ่งต่างๆ

ความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) ที่สรุปไว้ว่า วาทกรรมหมายถึง ระบบและกระบวนการในการสร้างหรือผลิต (Constitution) เอกลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) ให้กับสรรพสิ่งต่างๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง วาทกรรมทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่สร้างขึ้นให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง (Valorize) กลายสภาพเป็นสิ่งที่เรียกว่าวาทกรรมหลัก (Domonance Discourse) ขณะเดียวกันวาทกรรมก็ทำหน้าที่เก็บกด ปิดกั้นไม่ให้เอกลักษณ์และความหมายของบางอย่างเกิดขึ้น (Subjugate) หรือไม่ก็ทำให้เอกลักษณ์และความหมายของบางสิ่งที่ดำรงอยู่แล้วในสังคมเลือนหายไปพร้อมๆ กันด้วย (Displace) วาทกรรมเป็นมากกว่าเรื่องภาษาหรือคำพูด แต่มีภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ซึ่งรวมถึงจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และสถาบันต่างๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2551: 50-51)

ส่วนกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ และ จันทิมา เอียมานนท์ (2549) สรุปไว้ว่า คำว่า Discourse ในภาษาอังกฤษมีความหมายในสองนัยยะด้วยกัน คือ การว่าด้วยเรื่องของภาษา และการว่าด้วยเรื่องสังคมและวิถีปฏิบัติ ซึ่งวาทกรรมในมิติทางภาษาเป็นการมองที่ตัวข้อมูลภาษา ซึ่งโดยทั่วไปวาทกรรมมีความหมายเท่ากับตัวบท (Text) ที่ประกอบไปด้วยรูปภาษาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันภายในตัวบทเดียวกัน เป็นการวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหา ความสัมพันธ์ และโครงสร้างของรูปภาษาที่เป็นองค์ประกอบในตัวบท การวิเคราะห์วาทกรรมในมุมมองเช่นนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกับการวิเคราะห์ตัวบท (Text Analysis) ส่วนวาทกรรมในมิติทางสังคมมองภาษาในสภาพเป็นพลวัตที่อยู่ท่ามกลางวิถีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ได้เปิดทางให้ผู้ใช้ภาษาและบริบททางสังคม วัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพิจารณากิจกรรมการสื่อสาร อันเป็นการโต้ตอบกับกระแสการมองภาษาที่เป็นสภาวะคงตัวอยู่ในระบบและอยู่ในฐานะคลังข้อมูลแห่งการศึกษาสภาพและลักษณะที่เป็นอยู่ในโครงสร้างภายในระบบ วาทกรรมในแนวคิดนี้จึงหมายรวมถึงถ้อยคำ ความคิด ผู้ใช้ภาษา และปฏิสัมพันธ์ในสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ผู้ใช้ภาษา วาทกรรม และสังคมจึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับสมเกียรติ ตั้งนโม (2547) ที่สรุปไว้ว่า วาทกรรมคือการพูดออกมาอย่างชัดเจน (Articulation) การแสดงสุ้มเสียงหรือการนำเสนอเกี่ยวกับความคิดเห็น ปฏิบัติการดังกล่าวเกี่ยวกับการพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ปกติแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา หรือการแลกเปลี่ยนกันทางความคิดต่างๆ ท่ามกลางผู้พูดหลายๆ คนหรือกลุ่ม ด้วยเหตุดังนั้น "วาทกรรม" จึงเป็นกระบวนการหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการสร้างความหมาย

ขณะที่ธงชัย วินิจจะกูล (2534: 18-24) สรุปไว้ว่า วาทกรรม (Discourse) ในความหมายทั่วไปหมายถึงการแสดงออก การสื่อสาร การสื่อความ และสิ่งที่แสดงออกที่สื่อสาร หรือสิ่งที่สื่อความกัน แต่ Foucault มิได้หมายความถึงเพียงแค่นั้น Foucault เชื่อว่าวาทกรรมเป็นเครือข่ายของกฎเกณฑ์ ค่านิยม ความรับรู้ ความเข้าใจร่วม มาตรฐาน ความเชื่อ ในเรื่องต่างๆ ของชีวิตมนุษย์ ที่เกิดจากการแสดงออกและสื่อสารร่วมกัน ไม่ว่าจะมีระบบความคิดหรืออุดมการณ์แน่ชัดอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ก็ตาม เครือข่ายดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสอดคล้องต้องกันเป็นระบบหรือมีตรรกะที่เป็นระเบียบหรือมีรากเหง้าจากระบบความเชื่ออุดมการณ์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดจากนักคิดหรือสกุลความคิดใดโดยเฉพาะ แต่มาจากการแสดงออกและการสื่อความของคนจำนวนมากจนไม่รู้ที่มาที่แน่ชัด และจนกระทั่งไม่มีใครสามารถอ้างความเป็นเจ้าของหรือผู้ให้กำเนิดวาทกรรมได้

จากความหมายของวาทกรรมดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า วาทกรรมเป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับการสร้างความหมาย เป็นภาษาชนิดหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารลึกกว่าภาษาโดยทั่วไป วาทกรรมใช้สื่อความหมายเชิงสัญญะออกมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอิทธิพลต่อทัศนคติ วิธีคิด ของผู้คนในสังคม

การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis)

การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) คือการพยายามศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์ และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ในการสร้างเอกลักษณ์และความหมายให้กับสรรพสิ่งที่ห่อหุ้มเราอยู่ในสังคมในรูปแบบของวาทกรรมและภาคปฏิบัติการของวาทกรรม (Discursive Practice) ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำ (Hegemony) ในการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ อย่างไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคล สถาบัน สถานที่ เหตุการณ์อะไรบ้าง และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้าง ตลอดจนรวมไปถึงการเก็บกด ปิดกั้น สิ่งเหล่านี้ของวาทกรรมมีอย่างไร หัวใจของวิเคราะห์วาทกรรมอยู่ที่การพิจารณาค้นหาว่าด้วยวิธีการหรือกระบวนการใดที่สิ่งต่างๆ ในสังคมถูกทำให้กลายเป็นวัตถุเพื่อการศึกษาหรือการพูดถึงของวาทกรรม (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2551: 98)

วิธีการวิเคราะห์วาทกรรมตามแนวคิดของ Foucalt มี 2 วิธี ได้แก่ วิธีการ Archaeology และ Genealogy ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ขุดค้นและแกะรอยไปตามช่วงชั้นและเครือข่ายของบริบททางประวัติศาสตร์เพื่อหาความจริงที่ถูกปิดบังอำพรางด้วยอำนาจแห่งวาทกรรม (เยาวนุช เวศร์ภาดา , 2545: 19) ซึ่งวิธีการทั้งสองมีรายละเอียดดังนี้

Archaeology เยาวนุช เวศร์ภาดา (2545) สรุปไว้ว่า เครื่องมือวิเคราะห์วาทกรรมที่เรียกว่า Archaeology เป็นวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นวาทกรรมหนึ่งๆ ทีละชิ้นทีละส่วนที่มาประมวลกันเข้าแล้วเกิดเป็นวาทกรรมใหม่ๆ เท่ากับเป็นการทำความเข้าใจเงื่อนไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดให้วาทกรรมดำรงอยู่ วิธีการวิเคราะห์วาทกรรมแบบ Archaeology จึงเป็นวิธีที่ช่วยเผยให้เห็นเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นวาทกรรมนั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลา ในแต่ละบริบท ดังนั้นประวัติศาสตร์ในมุมมองของ Foucalt จึงไม่ใช่เรื่องของกระแสเวลาที่ก้าวต่อเนื่อง แต่เป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ใหม่ของกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายในวาทกรรมต่างๆ

ขณะที่ ธีรยุทธ บุญมี (2551) สรุปไว้ว่า Foucault กล่าวถึง การวิเคราะห์วาทกรรมในแนวโบราณคดีทางความรู้ (Archeology of Knowledge) แทนที่จะใช้แนวประวัติศาสตร์ทางความคิด (History of Idea) ว่าแนวประวัติศาสตร์ความคิดปกติมักมองพัฒนาการความคิดอย่างเป็นของสูง เป็นพัฒนาการของสิ่งดีงาม หรือเป็นเหตุเป็นผลมากเกินไป ประวัติศาสตร์ความคิดปกติมองพัฒนาการความคิดเป็นความต่อเนื่อง เป็นเส้นทางเดียวที่ละเอียดอ่อนหรือก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มากเกินไป ไม่มองเป็นการก้าวกระโดดที่เกิดจากความหลากหลายเหตุปัจจัยที่ต้องการการวิเคราะห์พิจารณาอย่างถี่ถ้วนในช่วงประวัติศาสตร์หนึ่งๆ  การศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดแนวปกติ ความผิดพลาดที่แฝงฝังอยู่ นั่นคือ ภายใต้ความคิดหนึ่งยังมีสิ่งหรือความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง การค้นหาสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังต้องทำผ่านภาษาหรือวาทกรรม การศึกษาแนวนี้จึงเป็นการขยายตัวของวาทกรรมต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ ส่วนแนวทาง Archeology ต้องการศึกษาวาทกรรมแบบให้จำกัดอยู่ในตัวของมันเองให้มากที่สุด

Foucalt มักมองการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ ว่าเป็นกระบวนการแปรรูป อันเป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับความไม่ต่อเนื่อง แทนที่จะมองการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ว่าเป็นพัฒนาการ ซึ่งอิงอยู่กับภาพของการสั่งสมหรือก้าวหน้าที่ต่อเนื่อง ประวัติศาสตร์ในแบบของ Foucalt ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอันสั่งสมต่อเนื่องตามแบบแผนของเหตุปัจจัยและผลสืบเนื่อง แต่เขาสนใจพิจารณาการตัดขาดที่เกิดขึ้นระหว่างยุคสมัยต่างๆ ในอดีต การตัดขาดเหล่านี้คือคำอธิบายถึงสภาวะที่เป็นอยู่ในสังคม ไม่ใช่ความต่อเนื่องตามแนวทางของประวัติศาสตร์กระแสหลัก (นพพร ประชากุล, 2552: 179-181)

ส่วนธงชัย วินิจจะกูล (2534: 28-31) สรุปไว้ว่า Archaeology ในความมุ่งหมายของ Foucault อยู่ที่การแสดงให้เห็นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่อำนวยให้แบบแผนการคิดการรับรู้แบบหนึ่งเป็นไปได้ ซึ่งก็คือ การเปิดเผยยุทธศาสตร์และกลวิธีที่วาทกรรมต่างๆ ประสานกันเข้าจนก่อให้เกิดเป็นตัวตน (Subject) ของมนุษย์ขึ้นมา Foucault ใช้วิธีเสนอให้เห็นสภาวการณ์ต่างๆ ขณะที่วาทกรรมหนึ่งๆ ก่อตัวขึ้นแล้วเปิดเผยบทบาทของวาทกรรมนั่นเองในการสถาปนาความรู้หนึ่งๆ ขึ้น ซึ่งมนุษย์ยึดถือจนกระทั่งประมวลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนของเขา เป็นการขุดค้นเปิดเผยให้เห็นส่วนประกอบต่างๆ และชั้นต่างๆ ของความรู้ ซึ่งเรียกว่า Archaeology of Knowledge วิธีการศึกษาแบบ Archaeology จึงหมายถึงการพิจารณาลงไปที่ Discursive Practice แล้วทำการวิเคราะห์ให้เห็นปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ที่ประมวลกันเข้ามาเป็นวาทกรรมหนึ่งๆ หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ทำการขุดค้นเพื่อเปิดเผยให้เห็นวาทกรรมต่างๆ ทีละชั้นทีละส่วนที่ประมวลกันเข้ามาจนเกิดเป็นปริมณฑลของวาทกรรมใหม่ๆ เป็นวิธีการที่ทำความเข้าใจเงื่อนไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดหรือแวดล้อมให้ปริมณฑลของวาทกรรมใหม่ดำรงอยู่ได้

Genealogy ธีรยุทธ บุญมี (2551) สรุปว่า Genealogy เป็นวิธีวิทยาในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่ง Foucault พัฒนาต่อมาจากวิธีแบบ Archeology ซึ่งถ้ามองว่า Archeology คือการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ความคิดในรูปแบบใหม่ ก็อาจมองได้ว่า Genealogy เป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ซึ่งกว้างกว่าประวัติศาสตร์ของความคิด Genealogy สืบเนื่องวิธีคิดแบบ Archeology คือไม่มองว่าสิ่งใดเป็นแก่นแท้ เป็นสิ่งสากลแน่นอนคงตัว หรือมีสิ่งที่เป็นประจักษ์ชัดเจนอยู่แล้ว แต่มองว่าทุกประเด็นแนวคิดที่เราศึกษาถูกสร้างขึ้น สังเคราะห์ขึ้น โดยวาทกรรมและอำนาจ ทั้งยังมีลักษณะไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะกลายรูป แปรรูปด้วย

การสรุปดังกล่าวสอดคล้องกับ เยาวนุช เวศร์ภาดา (2545) สรุปว่า Genealogy เป็นวิธีแก้ไขจุดอ่อนของ Archaeology ที่ให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์รูปแบบ ทฤษฎี และระบบกฎเกณฑ์ จนละเลยอำนาจบางอย่างที่ถูกผลิตควบคู่กันไปกับวาทกรรมนั้นๆ นั่นคือ การสถาปนาอำนาจแห่งความจริง หรือที่เรียกว่า ระบอบของสัจจะ (Regime of Truth) ที่ค้ำจุนวาทกรรมนั้นๆ ให้ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นสัจจะ Genealogy มุ่งเผยให้เห็นว่าวาทกรรมที่ได้รับการสถาปนาให้กลายเป็นสัจจะนั้น มีกลวิธีในการกำราบ ปราบปราม ปิดกั้นวาทกรรมย่อยอื่นๆ ไม่ให้ปรากฏตัวอย่างไร ขณะเดียวกันวาทกรรมย่อยต่างๆ ก็พยายามดิ้นรนที่จะเผยตัวเองหรือต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ในการสถาปนาวาทกรรมของตนขึ้นมาบ้าง

ส่วน ศรีชัย พรประชาธรรม (2549) สรุปไว้ว่า Genealogy หรือ วงศาวิทยา หมายถึงกระบวนการวิเคราะห์และเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัจจะ (Truth) ความรู้ (Knowledge) และอำนาจ (Power) หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง แนวการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคม เพื่อสืบสาวให้เห็นภาคปฏิบัติการทางสังคมอันหลากหลาย โดยเฉพาะภาคปฏิบัติการพื้นถิ่น (Local Discuvsivities) ที่ก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเฉพาะ หรือแปรเปลี่ยน แตกหักไปตามยุคสมัย กระทั่งเห็นเป็นตัวตนของสรรพสิ่งในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างโอกาสให้กับบรรดาสรรพสิ่งที่ถูกละเลย ถูกทำให้ยอม ถูกกดบังคับ ได้มีโอกาสปรากฏตัวตน นำเสนอมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องเล่ากระแสหลัก หรือประวัติศาสตร์กระแสหลัก

ขณะที่ธงชัย วินิจจะกูล (2534: 16-48) สรุปไว้ว่า Genealogy (วงศาวิทยา) คือการวิเคราะห์ความเป็นมาของวาทกรรมต่างๆ ที่ประกอบกันเข้าเป็นเรือนร่างของมนุษย์ในมิติประวัติศาสตร์ Genealogy ต้องการเปิดเผยให้เห็นเรือนร่างมนุษย์ในมิติประวัติศาสตร์ ต้องการเปิดเผยให้เห็นเรือนร่างของมนุษย์ที่ถูกประทับถูกกระทำขึ้นในประวัติศาสตร์ และเปิดเผยกระบวนการที่ประวัติศาสตร์ทำลายเรือนร่างนั้น Genealogy คือการพัฒนาอีกก้าวหนึ่งของ Foucault ไปสู่การท้าทายความรู้ของเราเกี่ยวกับมนุษย์ เป็นวิธีการทางประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผยและรุนแรงขึ้น เป็นกลวิธีที่พยายามเปิดทางให้แก่วาทกรรมย่อยต่างๆ ที่ถูกบดบังหรือถูกกำราบปราบปรามหรือถูกครอบงำด้วยอำนาจของวาทกรรมที่ถูกเชื่อว่าเป็นสัจจะ ให้วาทกรรมย่อยต่างๆสามารถออกมามีบทบาทได้โดยการเปิดเผยว่าความเป็นสัจจะแท้ที่จริงดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจ Genealogy จึงเป็นวิธีการวิพากษ์สังคมและมนุษย์ ซึ่งกระทำโดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือเล็งเป้าหมายไปที่อุดมคติใดๆ Genealogy เป็นวิธีที่ไม่ได้ให้ทางออกใดๆ แก่มนุษย์ แต่จะทำให้เราตื่นตระหนักรู้ และกระตุ้นการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ Genealogy ปฏิเสธกำเนิดสัจจะที่ถาวรตายตัว ปฏิเสธความเชื่อในการพัฒนาหรือก้าวหน้าใดๆ ปฏิเสธธาตุแท้ จุดหมายปลายทาง มุมมองที่เหนือประวัติศาสตร์ และปฏิเสธความต่อเนื่องที่ไม่สิ้นสุดไม่ขาดสาย Genealogy จงใจและตระหนักรู้ว่าจะพยายามหาความไม่ต่อเนื่อง หาการวนเวียนซ้ำซากไม่ก้าวหน้า หาความไม่จีรัง ไม่มีเอกลักษณ์ Genealogy ศึกษาอดีตเพื่อเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงของความไม่มีกฎเกณฑ์

โดยสรุปแล้วการวิเคราะห์วาทกรรมคือ การพยายามจะที่เปิดเผยให้เห็นถึงกระบวนการในการสร้างวาทกรรมและผลของการปฏิบัติการของวาทกรรมว่ามีความเป็นมาอย่างไร เกี่ยวข้องกับใครและอะไรบ้าง และสร้างผลกระทบอย่างไร โดยมีวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมสองวิธีตามแนวคิดของ Foucalt ได้แก่ วิธีการ Archaeology และ Genealogy

บทบาทและความสำคัญของการวิเคราะห์วาทกรรม

จากความหมายของวาทกรรม และการวิเคราะห์วาทกรรมดังที่กล่าวมา ทำให้เห็นว่าการการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ด้วยการวิเคราะห์วาทกรรมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ในกระบวนทัศน์ต่างๆ โดยเฉพาะกระบวนทัศน์การพัฒนา ซึ่งสามารถสรุปบทบาทและความสำคัญของการวิเคราะห์วาทกรรม โดยสรุปจากงานเขียนของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) ได้ดังต่อไปนี้

1) ช่วยให้มองเห็นประเด็นปัญหาอื่นที่ไม่ได้พูดถึงกันหรือสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นอื่นซึ่งหมายถึงเอกลักษณ์หรือตัวตนของสิ่งนั้นๆ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพื่อนำไปสู่การพูดถึงสิ่งที่ไม่ได้มีการพูดถึง ที่เป็นผลมาจากระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่วาทกรรมนั้นๆ กำหนดขึ้น

2) ทำให้เห็นถึงฐานของการเป็นวาทกรรมของสิ่งนั้น การวิเคราะห์วาทกรรมจึงเป็นความพยายามเผยให้เห็นถึงฐานะการเป็นวาทกรรมในเรื่องนั้นๆ เช่น เรื่องของการพัฒนาแห่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสร้างเอกลักษณ์หรือตัวตนชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า ความด้อยพัฒนาในฐานะที่เป็นความเป็นอื่นหรือคู่ตรงข้ามของ การพัฒนาด้วยการผูกขาดรูปแบบ ทิศทางการเปลี่ยนแปลงสังคมว่ามีเพียงแบบเดียว คือ แบบของสังคมตะวันตก และทำหน้าที่กดทับ ปิดกั้น วัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้านในประเทศโลกที่สามไว้ ภายใต้เอกลักษณ์หรือตัวตนที่เรียกว่า ความด้อยพัฒนา

3) สามารถทำให้มนุษย์ฉีกออกไปจากกระแสหลักหรือวาทกรรมหลัก เพื่อแสวงหารูปแบบอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องผูกยึดติดกับเรื่องที่ถูกครอบงำหรือกำลังจะถูกครอบงำ

4) เป็นการเปิดโปงเผยให้เห็นธาตุแท้ หรือฐานะความเป็นวาทกรรมของสรรพสิ่งในสังคม โดยแสดงให้เห็นว่าวาทกรรมคือระบบของอำนาจ ระบบของการผลิตหรือสร้าง และการเก็บกดปิดกั้นที่ยิ่งใหญ่ วาทกรรมเป็นเรื่องของระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ เงื่อนไขและความเป็นไปได้ของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง วาทกรรมพยายามปิดบังฐานะของตัวเองในรูปของความรู้ ความจริง ความเป็นธรรมชาติ หรือความเป็นปกติธรรมดา เพื่อช่วงชิงการนำในการสร้างหรือกำหนดกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นกรอบในการพูด เขียนถึง อธิบาย ทำความเข้าใจ ตลอดทั้งการตัดสินสิ่งนั้นๆ 

5) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เรามอง ความรู้ในฐานะที่เป็นทัศนะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงสูงสุดหรือสัจธรรม แต่เป็นเพียงทัศนะหนึ่งว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่มีความเป็นสากลหรือเป็นธรรมชาติแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่การที่วาทกรรมชุดหนึ่งสามารถกลายสภาพเป็น ความรู้และ ความจริงได้นั้น ก็เพราะมีกระบวนการเฉพาะบางอย่างทำให้กลายเป็นเช่นนั้น ดังนั้นการวิเคราะห์วาทกรรมจึงทำให้มองเห็นถึงอำนาจ ความรุนแรง มากกว่าเรื่องของข้อเท็จจริง

6) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เราเห็นว่า งานเขียนทางวิชาการต่างๆ มิได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางหรือเป็นวิทยาศาสตร์อย่างที่มักนิยมเข้าใจกัน แต่งานเขียนเหล่านี้ทำหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง คือ ประการแรก สร้างและตรึงเอกลักษณ์ภาพลักษณ์ รวมตลอดถึงความหมายของสิ่งที่เป็นวาทกรรมชุดหนึ่งขึ้นมา  ดังนั้น การวิเคราะห์วาทกรรมจึงช่วยให้เราเห็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าธรรมดาสามัญ และไม่มีปัญหา อย่างหนังสือ ตำรา หรืองานเขียนทางวิชาการ รวมถึงตัวนักวิชาการเองในฐานะที่เป็นผู้เขียนผู้แต่งนั้น จริงๆ แล้วมีปัญหาและความยุ่งยากสลับซับซ้อนมาก ประการที่สอง ในฐานะที่เป็นวาทกรรมชุดหนึ่ง ย่อมมิใช่เรื่องของความรู้ เทคนิค วิทยาการ ความจริงล้วนๆ อย่างที่นิยมเข้าใจกัน แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำในการสร้าง และกำหนดกฎเกณฑ์ว่าอะไรเป็นและอะไรไม่เป็น ในรูปของวาทกรรม และการทำให้วาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากกว่าเป็นมันจะเป็นจริงโดยตัวของมันเอง ในทำนองเดียวกัน การวิเคราะห์วาทกรรมทำให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดชัดแจ้งหรือชัดเจนในตัวของมันเอง มีแต่ถูกทำให้ชัดแจ้งผ่านมาตรฐาน กฎเกณฑ์ เงื่อนไขบางชนิด การวิเคราะห์สิ่งที่เรียกว่า เหตุการณ์และ การทำให้เป็นประเด็นปัญหาทำให้เห็นว่า สรรพสิ่งในสังคมเป็นเรื่องของการสร้าง หรือสถาปนาขึ้นของวาทกรรมมากกว่าเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วล้วนแต่เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากเรื่องของอำนาจในการสร้างความรู้ และความจริง

7) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เราสามารถสงสัย ตั้งคำถาม และตรวจสอบบรรดาสรรพสิ่งในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ทำให้สิ่งเหล่านี้กลายสภาพเป็น ประเด็นปัญหาที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างวิพากษ์รุนแรง มากกว่าเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เคยชิน และยอมรับโดยปราศจากการตั้งคำถาม ตรวจสอบ ดังนั้น สำหรับการวิเคราะห์วาทกรรมแล้วไม่มีสิ่งใดที่ได้รับการยกเว้นหรือยอมรับโดยปราศจากการตั้งคำถามหรือตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็ไม่มองสรรพสิ่งในฐานะที่หยุดนิ่ง เป็นเอกภาพ แน่นอน และตายตัว แต่ลื่นไหลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นกับการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำในการนิยาม สร้างความหมายให้กับสิ่งนั้นๆ

8) การวิเคราะห์วาทกรรมเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการต่อสู้ในสังคมและระหว่างสังคมให้กว้างไกลไปจากเดิมที่วนเวียนอยู่แต่เรื่องของการเมืองแบบสถาบัน เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยเพิ่มพื้นที่การต่อสู้ในเรื่องของวาทกรรมเข้าไป

ทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory)

ทฤษฎีวิพากษ์ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดของนักทฤษฎีที่สำคัญสามท่าน ได้แก่ Karl Marx (ค.ศ.1818-1883) Max Weber (ค.ศ.1864-1920) และ Emile Durkheim (ค.ศ.1858-1917) ที่มีแนวคิดการอธิบายสังคมที่เน้นไปในเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้หลุดพ้นออกจากกรอบแนวคิดวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในการศึกษาสังคม (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 16)

คำว่าทฤษฎีวิพากษ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหมู่นักปรัชญาที่เป็นสมาชิกของสถาบันวิจัยสังคม (Institute for Social Research) ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมันนี ในปลายทศวรรษ 1930 คำว่าทฤษฎีวิพากษ์ในยุคนั้นเป็นคำที่หมายถึงทฤษฎีทางสังคมและงานวิจัยทางสังคมภายใต้ลัทธิมาร์กซิสม์ แต่ปัจจุบันมีความหมายถึงการศึกษางานของ Karl Mark หรืองานของนักปรัชญาร่วมสมัยในสำนักแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt School)[1] (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 3)

ความหมายของคำว่า วิพากษ์ที่ปรากฏในบริบทของทฤษฎีวิพากษ์มีขอบเขตความหมายที่กว้างขวางกว่าการประเมินผลหรือชี้วัดให้เห็นเพียงด้านลบ นักทฤษฎีวิพากษ์ไม่ได้อธิบายสังคมอย่างผิวเผินทว่ามีความประสงค์ที่จะประเมินและชี้วัดคุณค่าของสังคม นักทฤษฎีวิพากษ์จะพยายามชี้ให้เห็นว่าสังคมร่วมสมัยนั้นมีทั้งศักยภาพและความบกพร่องอยู่ที่ตรงไหน

ความหมายประการแรกของคำว่า วิพากษ์ในทฤษฎีวิพากษ์คือการมุ่งเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม ความหมายประการที่สองเป็นความหมายในเชิงวิธีวิทยา หมายถึงการมุ่งสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ในสังคม และความหมายประการที่สาม หมายถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกับการสะท้อนตัวตนของผู้แสวงหาความรู้และพื้นฐานเชิงภาษาศาสตร์ของการเป็นตัวแทน (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 13)

นักสังคมวิทยาแนวทฤษฎีวิพากษ์มีแนวคิดที่สำคัญร่วมกันคือ การปฏิเสธสำนักคิดปฎิฐานนิยม การปฎิเสธวิธีการพิจารณาที่เน้นแยก ข้อเท็จจริงออกจาก คุณค่าแต่ให้ความสำคัญกับการปลดปล่อยมนุษยชาติให้พ้นจากการทารุณ การกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบ และการครอบงำทุกรูปแบบ ตลอดจนเน้นย้ำความสำคัญของการเป็นผู้กระทำการของมนุษย์ (Human Agency) ในความสัมพันธ์ทางสังคม

วิธีการศึกษาสังคมแนวทฤษฎีวิพากษ์มีลักษณะเด่นอยู่ที่การใช้ วิธีการวิพากษ์เชิงลึกหรือ การมองเห็นคุณค่าภายใน” (Immanent Critique) ซึ่งเป็นวิธีการประเมินและพรรณนาความ ที่กำเนิดมาจาก Karl Marx และ George W.F. Hegel วิธีการวิพากษ์ที่เรียกว่า Immanent Critique นี้กลายเป็นแก่นกลางของแนวคิดสหวิทยาการที่สำนักแฟรงก์เฟิร์ตนำไปใช้ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 3)

โดยสรุปแล้วทฤษฎีวิพากษ์เป็นทฤษฎีที่มุ่งศึกษาและอธิบายสังคมโดยวิธีการวิพากษ์เชิงลึกเพื่อเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม และสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ในสังคม



[1] นักคิดสำคัญของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตประกอบด้วย Freidrich Pollock, Max Horkheimer, Rheodor Adorno, Karl Wittfogel, Herbert Marcuse, Erich Fromm และ Jurgern Harbermas พื้นฐานความคิดสำคัญของสำนักนี้เกี่ยวพันกับความสนใจต่องานเขียนยุคเริ่มแรกของ Karl Marx ที่รับอิทธิพลจาก Hegel ในเรื่องจิตสำนึกและความแปลกแยก (Alienation) อันนำไปสู่การวิพากษ์ผลกระทบที่ทำลายความเป็นมนุษย์ของวัฒนธรรมกฎุมพีต่อผู้คนทั่วไป อย่างไรก็ตามแม้สำนักนี้จะได้รับอิทธิพลทางความคิดเบื้องต้นจาก Marx แต่ก็เป็นไปพร้อมกับการวิพากษ์โต้แย้ง สงวนเงื่อนไขทางความคิดที่เป็นไปอย่างอิสระจากลัทธิมาร์กซ์เช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) ของสำนักแฟรงก์เฟิร์ต ที่ยืนหยัดความเป็นอิสระจากทุกทฤษฎีรวมทั้งลัทธิมาร์กซ์ด้วย กล่าวคือนักคิดของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตปฎิเสธการปรับใช้หลักวิภาษวิธี (Dialectics) ต่อธรรมชาติ ลดความสำคัญของแนวคิดวัตถุนิยม (Materialism) และความสำคัญทางเศรษฐกิจในสังคม โดยมุ่งที่จะใช้เรื่องเหตุผล (Reason) และเจตจำนงปฏิวัติหรือบทบาทของจิตสำนึกเข้าแทนที่ผลประโยชน์ทางวัตถุและการต่อสู้ทางชนชั้น ในฐานะเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม (จรัญ โฆษณานันท์, 2550: 199)

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...