ทฤษฎีวิพากษ์ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดของนักทฤษฎีที่สำคัญสามท่าน ได้แก่ Karl Marx (ค.ศ.1818-1883) Max Weber (ค.ศ.1864-1920) และ Emile Durkheim (ค.ศ.1858-1917) ที่มีแนวคิดการอธิบายสังคมที่เน้นไปในเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้หลุดพ้นออกจากกรอบแนวคิดวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในการศึกษาสังคม (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 16)
คำว่าทฤษฎีวิพากษ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหมู่นักปรัชญาที่เป็นสมาชิกของสถาบันวิจัยสังคม
(Institute
for Social Research) ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมันนี
ในปลายทศวรรษ 1930
คำว่าทฤษฎีวิพากษ์ในยุคนั้นเป็นคำที่หมายถึงทฤษฎีทางสังคมและงานวิจัยทางสังคมภายใต้ลัทธิมาร์กซิสม์
แต่ปัจจุบันมีความหมายถึงการศึกษางานของ Karl Mark หรืองานของนักปรัชญาร่วมสมัยในสำนักแฟรงก์เฟิร์ต
(
ความหมายของคำว่า “วิพากษ์” ที่ปรากฏในบริบทของทฤษฎีวิพากษ์มีขอบเขตความหมายที่กว้างขวางกว่าการประเมินผลหรือชี้วัดให้เห็นเพียงด้านลบ นักทฤษฎีวิพากษ์ไม่ได้อธิบายสังคมอย่างผิวเผินทว่ามีความประสงค์ที่จะประเมินและชี้วัดคุณค่าของสังคม นักทฤษฎีวิพากษ์จะพยายามชี้ให้เห็นว่าสังคมร่วมสมัยนั้นมีทั้งศักยภาพและความบกพร่องอยู่ที่ตรงไหน
ความหมายประการแรกของคำว่า “วิพากษ์” ในทฤษฎีวิพากษ์คือการมุ่งเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม ความหมายประการที่สองเป็นความหมายในเชิงวิธีวิทยา หมายถึงการมุ่งสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ในสังคม และความหมายประการที่สาม หมายถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกับการสะท้อนตัวตนของผู้แสวงหาความรู้และพื้นฐานเชิงภาษาศาสตร์ของการเป็นตัวแทน (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 13)
นักสังคมวิทยาแนวทฤษฎีวิพากษ์มีแนวคิดที่สำคัญร่วมกันคือ การปฏิเสธสำนักคิดปฎิฐานนิยม การปฎิเสธวิธีการพิจารณาที่เน้นแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “คุณค่า” แต่ให้ความสำคัญกับการปลดปล่อยมนุษยชาติให้พ้นจากการทารุณ การกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบ และการครอบงำทุกรูปแบบ ตลอดจนเน้นย้ำความสำคัญของการเป็นผู้กระทำการของมนุษย์ (Human Agency) ในความสัมพันธ์ทางสังคม
วิธีการศึกษาสังคมแนวทฤษฎีวิพากษ์มีลักษณะเด่นอยู่ที่การใช้ “วิธีการวิพากษ์เชิงลึก” หรือ “การมองเห็นคุณค่าภายใน” (Immanent Critique) ซึ่งเป็นวิธีการประเมินและพรรณนาความ ที่กำเนิดมาจาก Karl Marx และ George W.F. Hegel วิธีการวิพากษ์ที่เรียกว่า Immanent Critique นี้กลายเป็นแก่นกลางของแนวคิดสหวิทยาการที่สำนักแฟรงก์เฟิร์ตนำไปใช้ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 3)
โดยสรุปแล้วทฤษฎีวิพากษ์เป็นทฤษฎีที่มุ่งศึกษาและอธิบายสังคมโดยวิธีการวิพากษ์เชิงลึกเพื่อเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม และสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ในสังคม
[1] นักคิดสำคัญของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตประกอบด้วย
Freidrich
Pollock, Max Horkheimer, Rheodor Adorno, Karl Wittfogel, Herbert Marcuse, Erich
Fromm และ
Jurgern
Harbermas พื้นฐานความคิดสำคัญของสำนักนี้เกี่ยวพันกับความสนใจต่องานเขียนยุคเริ่มแรกของ
Karl
Marx ที่รับอิทธิพลจาก
Hegel
ในเรื่องจิตสำนึกและความแปลกแยก
(Alienation)
อันนำไปสู่การวิพากษ์ผลกระทบที่ทำลายความเป็นมนุษย์ของวัฒนธรรมกฎุมพีต่อผู้คนทั่วไป
อย่างไรก็ตามแม้สำนักนี้จะได้รับอิทธิพลทางความคิดเบื้องต้นจาก Marx แต่ก็เป็นไปพร้อมกับการวิพากษ์โต้แย้ง
สงวนเงื่อนไขทางความคิดที่เป็นไปอย่างอิสระจากลัทธิมาร์กซ์เช่นเดียวกัน
ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) ของสำนักแฟรงก์เฟิร์ต
ที่ยืนหยัดความเป็นอิสระจากทุกทฤษฎีรวมทั้งลัทธิมาร์กซ์ด้วย
กล่าวคือนักคิดของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตปฎิเสธการปรับใช้หลักวิภาษวิธี (Dialectics)
ต่อธรรมชาติ
ลดความสำคัญของแนวคิดวัตถุนิยม (Materialism) และความสำคัญทางเศรษฐกิจในสังคม
โดยมุ่งที่จะใช้เรื่องเหตุผล (Reason) และเจตจำนงปฏิวัติหรือบทบาทของจิตสำนึกเข้าแทนที่ผลประโยชน์ทางวัตถุและการต่อสู้ทางชนชั้น
ในฐานะเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม (จรัญ โฆษณานันท์, 2550:
199)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น