วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

ทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory)

ทฤษฎีวิพากษ์ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดของนักทฤษฎีที่สำคัญสามท่าน ได้แก่ Karl Marx (ค.ศ.1818-1883) Max Weber (ค.ศ.1864-1920) และ Emile Durkheim (ค.ศ.1858-1917) ที่มีแนวคิดการอธิบายสังคมที่เน้นไปในเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้หลุดพ้นออกจากกรอบแนวคิดวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในการศึกษาสังคม (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 16)

คำว่าทฤษฎีวิพากษ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหมู่นักปรัชญาที่เป็นสมาชิกของสถาบันวิจัยสังคม (Institute for Social Research) ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมันนี ในปลายทศวรรษ 1930 คำว่าทฤษฎีวิพากษ์ในยุคนั้นเป็นคำที่หมายถึงทฤษฎีทางสังคมและงานวิจัยทางสังคมภายใต้ลัทธิมาร์กซิสม์ แต่ปัจจุบันมีความหมายถึงการศึกษางานของ Karl Mark หรืองานของนักปรัชญาร่วมสมัยในสำนักแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt School)[1] (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 3)

ความหมายของคำว่า วิพากษ์ที่ปรากฏในบริบทของทฤษฎีวิพากษ์มีขอบเขตความหมายที่กว้างขวางกว่าการประเมินผลหรือชี้วัดให้เห็นเพียงด้านลบ นักทฤษฎีวิพากษ์ไม่ได้อธิบายสังคมอย่างผิวเผินทว่ามีความประสงค์ที่จะประเมินและชี้วัดคุณค่าของสังคม นักทฤษฎีวิพากษ์จะพยายามชี้ให้เห็นว่าสังคมร่วมสมัยนั้นมีทั้งศักยภาพและความบกพร่องอยู่ที่ตรงไหน

ความหมายประการแรกของคำว่า วิพากษ์ในทฤษฎีวิพากษ์คือการมุ่งเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม ความหมายประการที่สองเป็นความหมายในเชิงวิธีวิทยา หมายถึงการมุ่งสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ในสังคม และความหมายประการที่สาม หมายถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกับการสะท้อนตัวตนของผู้แสวงหาความรู้และพื้นฐานเชิงภาษาศาสตร์ของการเป็นตัวแทน (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 13)

นักสังคมวิทยาแนวทฤษฎีวิพากษ์มีแนวคิดที่สำคัญร่วมกันคือ การปฏิเสธสำนักคิดปฎิฐานนิยม การปฎิเสธวิธีการพิจารณาที่เน้นแยก ข้อเท็จจริงออกจาก คุณค่าแต่ให้ความสำคัญกับการปลดปล่อยมนุษยชาติให้พ้นจากการทารุณ การกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบ และการครอบงำทุกรูปแบบ ตลอดจนเน้นย้ำความสำคัญของการเป็นผู้กระทำการของมนุษย์ (Human Agency) ในความสัมพันธ์ทางสังคม

วิธีการศึกษาสังคมแนวทฤษฎีวิพากษ์มีลักษณะเด่นอยู่ที่การใช้ วิธีการวิพากษ์เชิงลึกหรือ การมองเห็นคุณค่าภายใน” (Immanent Critique) ซึ่งเป็นวิธีการประเมินและพรรณนาความ ที่กำเนิดมาจาก Karl Marx และ George W.F. Hegel วิธีการวิพากษ์ที่เรียกว่า Immanent Critique นี้กลายเป็นแก่นกลางของแนวคิดสหวิทยาการที่สำนักแฟรงก์เฟิร์ตนำไปใช้ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 3)

โดยสรุปแล้วทฤษฎีวิพากษ์เป็นทฤษฎีที่มุ่งศึกษาและอธิบายสังคมโดยวิธีการวิพากษ์เชิงลึกเพื่อเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม และสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ในสังคม



[1] นักคิดสำคัญของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตประกอบด้วย Freidrich Pollock, Max Horkheimer, Rheodor Adorno, Karl Wittfogel, Herbert Marcuse, Erich Fromm และ Jurgern Harbermas พื้นฐานความคิดสำคัญของสำนักนี้เกี่ยวพันกับความสนใจต่องานเขียนยุคเริ่มแรกของ Karl Marx ที่รับอิทธิพลจาก Hegel ในเรื่องจิตสำนึกและความแปลกแยก (Alienation) อันนำไปสู่การวิพากษ์ผลกระทบที่ทำลายความเป็นมนุษย์ของวัฒนธรรมกฎุมพีต่อผู้คนทั่วไป อย่างไรก็ตามแม้สำนักนี้จะได้รับอิทธิพลทางความคิดเบื้องต้นจาก Marx แต่ก็เป็นไปพร้อมกับการวิพากษ์โต้แย้ง สงวนเงื่อนไขทางความคิดที่เป็นไปอย่างอิสระจากลัทธิมาร์กซ์เช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) ของสำนักแฟรงก์เฟิร์ต ที่ยืนหยัดความเป็นอิสระจากทุกทฤษฎีรวมทั้งลัทธิมาร์กซ์ด้วย กล่าวคือนักคิดของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตปฎิเสธการปรับใช้หลักวิภาษวิธี (Dialectics) ต่อธรรมชาติ ลดความสำคัญของแนวคิดวัตถุนิยม (Materialism) และความสำคัญทางเศรษฐกิจในสังคม โดยมุ่งที่จะใช้เรื่องเหตุผล (Reason) และเจตจำนงปฏิวัติหรือบทบาทของจิตสำนึกเข้าแทนที่ผลประโยชน์ทางวัตถุและการต่อสู้ทางชนชั้น ในฐานะเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม (จรัญ โฆษณานันท์, 2550: 199)

ไม่มีความคิดเห็น:

กรอบแนวคิดการบริหารจัดการด้านการเงินในระบบสหกรณ์เพื่อความยั่งยืน

  1. บทสรุปผู้บริหาร ( Executive Summary) ระบบสหกรณ์ถือเป็นเสาหลักสำคัญของระบบเศรษฐกิจนอกจากระบบทุนนิยมและระบบสังคมนิยม ระบบสหกรณ์มีบทบาทส...