วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

วาทกรรมกับ อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์ และผลประโยชน์

วาทกรรมมีความเชื่อมโยงกับ อำนาจ ความรู้ ความจริง อัตลักษณ์ และผลประโยชน์ เพราะภาษาและวาทกรรมที่ถูกเลือกมาใช้ในการสื่อสารล้วนแฝงไว้ด้วยความคิดบางประการของสังคมผ่านผู้ใช้ภาษา และผ่านการกระทำทางสังคมที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อัตลักษณ์ และอุดมการณ์ทางสังคมบางประการย่อมแทรกและทอดตัวอยู่ท่ามกลางภาษาที่ถูกใช้เหล่านั้น การศึกษาตีความข้อมูลทางภาษาในเชิงวาทกรรมย่อมทำให้เห็นอำนาจ อัตลักษณ์และอุดมการณ์ที่แฝงอยู่เบื้องหลัง (กฤษดาวรรณ หงศ์ดารมภ์ และ จันทิมา เอียมานนท์, 2549: 10)

วาทกรรมกับอำนาจ ความรู้ และความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล (2534: 49-58) สรุปว่า Foucault เสนอว่า ความรู้และอำนาจเป็นองค์เอกภาพของสิ่งเดียวกัน ระบบของความรู้ที่ถือว่าเป็นสัจจะหรือความจริงไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติเชิงญาณวิทยาใดๆ ในตัวองค์ความรู้นั้นเอง แต่เกิดจากอำนาจที่มาคู่กับความรู้นั้นและอำนาจที่ความรู้นั้นผลิตขึ้นมา ไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ปราศจากการสถาปนาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา และไม่มีความรู้ที่ดำรงอยู่โดยปราศจากอำนาจหรือโดยไม่ผลิตอำนาจ โดยสรุปคือความรู้และอำนาจก่อให้เกิดซึ่งกันและกัน Foucault กล่าวว่า กฎ (ความรู้ทั้งหลาย) ล้วนแล้วแต่ว่างเปล่าในตัวมันเอง ล้วนแต่มีความรุนแรงและไม่มีที่ยุติสิ้นสุด มันล้วนแต่ถูกบิดผันอย่างไรก็ได้ ตามแต่ความต้องการขณะเดียวกัน Foucault เชื่อว่าอำนาจมีอยู่ทุกหนแห่งแสดงตัวออกมาในความแตกต่างขัดแย้งระหว่างสิ่งต่างๆ ความสัมพันธ์ทางสังคมทุกชนิดเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สิ่งที่สำคัญคือควรสนใจอำนาจ ณ จุดต่าง หรือความสัมพันธ์ย่อยๆ ทั้งหลายในชีวิตปกติของมนุษย์ อำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกแยะได้เด็ดขาดว่าใครมีมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะอำนาจอยู่วนเวียนกระจัดกระจายไปทั่วความสัมพันธ์ทางสังคมทุกขณะที่มีวาทกรรม

วาทกรรมกับอุดมการณ์

คำว่าอุดมการณ์ (Ideology) เป็นคำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน อุดมการณ์มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ว่าหมายถึง อุดมคติอันสูงส่งที่จูงใจมนุษย์ให้พยายามบรรลุถึง ขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำนิยามว่าหมายถึง หลักการที่วางระเบียบไว้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีนักวิชาการบางคนให้ความหมายของ Ideology ว่า อุดมคติ (Ideal) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ว่าหมายถึง จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริง ทางใดทางหนึ่งที่มนุษย์ ถือว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตของตน

ขณะที่ Merriam Webster’s New Biographical Dictionary (2010: Online) ให้ความหมายของ Ideology ว่าคือ การอธิบายว่าด้วยระบบของแนวคิดที่เกี่ยวกับชีวิต และวัฒนธรรมความเชื่อของคน มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอธิบายลักษณะเฉพาะทางความคิดของบุคคล กลุ่มคน หรือสังคม ตลอดจนการอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎี และเป้าหมายที่ก่อขึ้นเป็นระบบความเชื่อทางการเมืองของสังคม

ส่วนประวัติความเป็นมาของคำว่าอุดมการณ์นั้น ปรีชา ช้างขวัญยืน (2533: 2-5) ได้อธิบายเกี่ยวกับคำว่าอุดมการณ์ไว้ว่า คำว่าอุดมการณ์ (Ideology) เริ่มใช้กันครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ปีค.ศ.1797 โดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสชื่อ Antoine Louis Claude Destuttde Tracy เขาใช้คำนี้เรียกการศึกษาอย่างมีระบบของพวกพบแสงสว่าง (Enlightenment) ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 โดยที่คนกลุ่มนี้เชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงสามารถหาได้โดยอาศัยประสบการณ์ เชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำมาใช้ปรับปรุงสังคมและสภาวการณ์ทางการเมืองได้ คำว่า Ideology ในบริบทนี้จึงถูกแปลว่า ศาสตร์แห่งความรู้ที่แน่นอน (Science of Ideas)

ขณะที่กลุ่ม Marxist ใช้คำว่าอุดมการณ์ในความหมายเชิงประเมินค่า Marx ใช้คำนี้โดยหมายความว่า ความเชื่อหรือความคิดที่ผิด (False Consciousness)” ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญสามประการ คือ 1) ความคิดที่ผิดนี้ไม่นับรวมความคิดของพวก Marxist 2) ความคิดที่ผิดบางชนิดที่เกิดจากความเข้าใจผิด หรือการตั้งสมมติฐานผิด ไม่นับรวมเป็นความคิดที่ผิดพลาด และ 3) ความคิดที่ผิดที่ถือเป็นอุดมการณ์นั้นต้องเป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม เช่น ความเชื่อทางศาสนา ความคิดแบบจิตนิยม ความคิดเหล่านี้ Marx ถือเป็นความคิดที่ผิดหรืออุดมการณ์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งสิ้น

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2523: 4-10) สรุปว่า Karl Marx และ Friedrich Engels เห็นว่าอุดมการณ์เป็นความสำนึกอันจอมปลอม เพราะอุดมการณ์ถูกกำหนดโดยสภาพสังคม หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม ความเชื่อ และความรู้สึกสำนึกที่ Marx เห็นว่าเป็นสิ่งจอมปลอมนั้น มีพื้นฐานมาจากความเชื่อเกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทอันสำคัญของรัฐ ซึ่งความเชื่อของคนที่เกี่ยวกับรัฐนี้ช่วยให้ชนชั้นที่มีอำนาจในการปกครองสามารถกดขี่ และฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้ที่อยู่ใต้อำนาจการปกครองได้ ถ้ารัฐต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นหนึ่งๆ ก็จะต้องสร้างความเชื่อผิดๆ ให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับเกี่ยวกับผลประโยชน์ ที่รัฐกำลังสนับสนุนอยู่ ความสำนึกที่ผิดพลาดนี้ทำหน้าที่ในการสนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นโดยเฉพาะ อุดมการณ์ของชนชั้นที่มีอำนาจประกาศสนับสนุนผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชนชั้นที่เสียประโยชน์เชื่อมั่น และหลงคล้อยตาม ด้วยการสร้างมโนทัศน์ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งอุดมการณ์ในความหมายของ Marx นี้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางชนชั้น โดยเชื่อว่าอุดมการณ์ของฝ่ายตรงข้ามนั้นมีรากฐานมาจากผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นดังกล่าว อุดมการณ์เป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อใช้อำพรางผลประโยชน์อันแท้จริงของผู้สนับสนุนอุดมการณ์ ใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ เป็นข้ออ้างในการกดขี่ขูดรีดชนกลุ่มอื่น และใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น

นอกจากนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช (อ้างแล้ว) ยังกล่าวว่า อุดมการณ์มีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) เป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับร่วมกันในกลุ่มชน 2) ความเชื่อดังกล่าวจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีความสำคัญต่อกลุ่ม เช่น หลักในการดำเนินชีวิต 3) ความเชื่อนั้นจะต้องเป็นความเชื่อที่ผู้คนใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง และ 4) ความเชื่อนั้นต้องช่วยยึดเหนี่ยวผู้คนในกลุ่มไว้ด้วยกัน ลักษณะที่สำคัญดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นว่าอุดมการณ์มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) เพื่อธำรงรักษาระบบและสถานการณ์เดิมของสังคมไว้ 2) เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวระบบและการจัดระเบียบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ 3) เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถานการณ์ใหม่อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวในข้อสอง

กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551: 77-227) สรุปแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ของ Louis Althusser ไว้ว่า Althusser เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธวิธีคิดของ Marx ที่อธิบายว่าอุดมการณ์เป็นจิตสำนึกที่ผิดพลาด (False Consciousness) โดย Marx อธิบายว่าอุดมการณ์มีลักษณะทางสังคม ในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละสังคม แต่ละกลุ่มคนมีอุดมการณ์ทั้งร่วมและต่างกัน ทฤษฎีอุดมการณ์ของ Marx เสนอให้สนใจตอบปัญหาพื้นฐาน 3 ประการ ประการแรกความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ประการที่สองความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำไม และประการสุดท้ายความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำหน้าที่อะไรบ้าง Marx ได้สรุปกฎพื้นฐานของความสำพันธ์ระหว่างตัวแปร 3 ตัว คือ อุดมการณ์ จิตสำนึก และการปฏิบัติการทางสังคมไว้ว่า จิตสำนึกของคนเกิดมาจากปฏิบัติการในชีวิตจริง และความคิดหรืออุดมการณ์ของคนไม่ได้เกิดมาจากตัวเขาคนเดียว และไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า หากแต่เกิดมาจากความสัมพันธ์ที่ตัวเขาและกลุ่มที่มีต่อกันและกัน โดยตัวแปรทั้ง 3 นี้มีความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษวิธี คือต่างกำหนดซึ่งกันและกันขณะที่ Althusser ให้นิยามของอุดมการณ์ว่าเป็น ชุดความคิดหรือกรอบวิธีคิด (Set of Idea or Conceptual Framework) ที่ได้รับการติดตั้งไว้สำหรับการทำความเข้าใจตัวเรา โลก และสังคม หรือ กรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว Althusser ได้จำแนกประเภทของอุดมการณ์เอาไว้เป็น 3 ชุดด้วยกัน คือ

1) อุดมการณ์หลัก (Dominant Ideology) เป็นอุดมการณ์ที่ชนชั้นปกครองผลิตและผลิตซ้ำขึ้นมาเพื่อครอบงำให้มวลชนยอมรับและกลายเป็นกรอบความคิดกระแสหลักของสังคม การดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ทางการผลิตจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์หลักแบบนี้

2) อุดมการณ์ทางเลือก (Alternative Ideology) คืออุดมการณ์ที่รอมชอมกับระบบวิธีคิดหลักในระดับหนึ่ง เป็นกรอบความคิดที่ยอมรับในอุดมการณ์หลักแต่อยู่บนเงื่อนไขบางอย่าง (On Condition)

3) อุดมการณ์ตรงข้ามหรืออุดมการณ์ต่อต้าน (Oppositional or Counter-Ideology) คืออุดมการณ์ที่ปฏิเสธกรอบวิธีคิดของอุดมการณ์หลัก และมักจะนำเสนอจินตภาพของสังคมแบบใหม่ (New Social Imagination) เพื่อเรียกร้องหรือดึงดูดผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมต่อต้านกับโครงสร้างอุดมการณ์หลักของสังคม

การจำแนกอุดมการณ์ออกเป็นสามประเภท นอกจากจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าในสังคมหนึ่งๆ สามารถมีกรอบวิธีคิดที่มากไปกว่าแค่ยอมรับในอุดมการณ์หลักเท่านั้น ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม ขณะที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่เป็นโครงสร้างอุดมการณ์ชุดต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนมีความคิดยอมรับ รอมชอม หรือต่อต้านกับระบบการผลิตในสังคม

วิธีการที่จะทำให้อุดมการณ์ดำรงอยู่ได้จะต้องผ่านเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งระบบวิธีคิด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากลไกทางสังคม ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท คือ กลไกด้านการปราบปราม (Repressive State Apparatus: RSA) หมายถึงกลไกเกี่ยวกับการใช้กำลัง ความรุนแรง การบังคับกดขี่ และกลไกด้านอุดมการณ์ (Ideological State Apparatus: ISA) หมายถึงกลไกสังคมที่ทำงานในเชิงอุดมการณ์หรือกำหนดกรอบพฤติกรรมความเชื่อของคนในสังคมให้รู้สึกเต็มใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม

อุดมการณ์มีภาคปฏิบัติการ (Practices) ที่จะทำให้อุดมการณ์ต่างๆ ได้รับการผลิตซ้ำและดำรงไว้ในชีวิตประจำวันของผู้คน ปฏิบัติการของอุดมการณ์ (Ideological Practices) สามารถสรุปได้ดังนี้

1) การทำให้ดูราวกับเป็นธรรมชาติ (Naturalisation) ภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ไม่ได้อยู่ในระดับของจิตสำนึกแบบง่ายๆ อุดมการณ์ทำงานลึกลงไปในจิตไร้สำนึก (Unconscious) ทำให้เราไม่ได้ตระหนักถึงและรู้สึกราวกับว่ากระบวนการนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเป็นไปโดยปริยาย (Naturalised/Taken-for-Granted) โดยผ่านกลไกต่างๆ

2) การผสมกันระหว่างความจริงกับจินตนาการ (Real-and-Seemingness) การทำงานของอุดมการณ์จะใช้วิธีการผสมเรื่องจริงกับเรื่องลวงจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย วิธีการดังกล่าวเกี่ยวโยงกับเรื่องของการสื่อสารเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เราสัมผัสผ่านสื่อเป็นโลกแห่งจินตนาการ แต่อีกด้านหนึ่งในฐานะเป็นผู้รับสารก็มีโลกแห่งความจริงบางอย่างอยู่ล้อมรอบตัวเรา

3) การสร้างชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of Relations) อุดมการณ์จะทำงานผ่านชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of Relations) ลำดับแรกจะมีการแบ่งขั้วความหมายออกเป็นความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม (Binary of Positions) และลำดับถัดมาจะมีการกำหนดชั้นของคุณค่า (Hierarchy of Values) ลงไว้ในขั้วความสัมพันธ์นั้น

4) การผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Reproduction of Ideology) Althusser เชื่อว่าในมิติของจิตสำนึกและความคิดเองต้องมีการทำหน้าที่ผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Ideological Reproduction) มีคำถามที่สำคัญคือ ใครมีอำนาจในการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ และกระบวนการผลิตซ้ำดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันอุดมการณ์ก็มีหน้าที่ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย

1) หน้าที่ในการดำรงรักษาสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) แม้ในสังคมปัจจุบันจะมีความขัดแย้งหรือความไม่เท่าเทียมต่างๆ ซุกซ่อนอยู่มากมาย แต่อุดมการณ์มีหน้าที่สำคัญคือ การรักษาสภาพความไม่เท่าเทียมดังกล่าวให้สืบทอดต่อไป

2) หน้าที่ในการให้คำอธิบาย (Explanation) ในการผลิตความสัมพันธ์ทางสังคม อุดมการณ์จะทำหน้าที่ติดตั้งกรอบหรือคำอธิบายว่าทำไมความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นและไม่เป็นเช่นนั้น

3) หน้าที่ในการเรียกเพื่อกำหนดตัวตน (Interpellation) การเป็นตัวตน (Subject) ขึ้นมาของคนๆ หนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติแต่มาจากการที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกรอบตัว ขณะเดียวกันเมื่อเราเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์กับปัจเจกบุคคลและสังคมรอบตัว เราก็จะถูกเรียกเพื่อกำหนดตัวตนให้เป็นแบบต่างๆ อุดมการณ์จะทำหน้าที่ที่เรียกเร้า (Interpellate) ให้คนกลายเป็นตัวตนตัวเล็กๆ ที่ต้องอ้างอิงหรือไปขึ้นตรงต่อตัวตนตัวใหญ่ นอกจากตัวตนจะถูกเรียกเร้าได้แล้วตัวตนเล็กๆ ดังกล่าวจะผันแปรไปตามตัวตนตัวใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งทำให้อัตลักษณ์ของเราอยู่ในกระบวนการที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรืออยู่ในกระบวนการกลายมาเป็น (Process of Becoming)  ดังนั้นคำถามที่สำคัญในการวิเคราะห์อุดมการณ์ก็คือ ใครบ้างที่มีอำนาจเรียกเร้าตัวตนของเรา หรือกำลังใช้อำนาจประกอบสร้างอัตลักษณ์ของเราอยู่

โดยสรุปแล้วจะเห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ที่อธิบายโดยนักปรัชญาต่างๆ โดยเฉพาะนักปรัชญาในกลุ่ม Marxist และกลุ่มที่วิพากษ์ Marxist โดยเฉพาะ Althusser นั้น ให้ความหมายของคำว่าอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ มองว่าอุดมการณ์เป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม ขณะที่มีความแตกต่างกันในการมองภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ โดยนักปรัชญากลุ่ม Marxist มองว่าอุดมการณ์เป็นระบบความเชื่อความคิดที่ผิดพลาดเพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นที่มีอำนาจเหนือกว่าในการกดขี่ขูดรีดชนชั้นที่ด้อยกว่า ขณะที่ Althusser มองว่า อุดมการณ์ คือกรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม

จากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดวาทกรรม และแนวคิดอุดมการณ์ดังที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมและอุดมการณ์มีความสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะที่เอื้อต่อการส่งผลให้เกิดซึ่งกันและกัน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมก่อให้เกิดอุดมการณ์ หรืออุดมการณ์ก่อให้เกิดวาทกรรม แต่ทั้งวาทกรรมและอุดมการณ์ต่างก็สามารถเอื้อให้เกิดกันและกันได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม ณ ขณะนั้น วาทกรรมและอุดมการณ์มีจุดที่คล้ายกันและแตกต่างกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังตาราง 

ตารางแสดงจุดร่วม และจุดต่างระหว่างวาทกรรมกับอุดมการณ์ 

 

จุดร่วม

จุดต่าง

 

 

 

วาทกรรม

 

 

 

 

 

 

 

- เป็นผลผลิตของอำนาจ ความรู้ ความจริง ขณะเดียวกันก็สร้างอำนาจ ความรู้ ความจริงขึ้นมา โดยมีผลประโยชน์เป็นเป้าหมาย

- มีการต่อสู้กันตลอดเวลา

 

 

 

- เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่ถูกกำหนดความคิดโดยอุดมการณ์

อุดมการณ์

- เชื่อว่าความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยวาทกรรม โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีอุดมการณ์หรือระบบความคิดที่อยู่เบื้องหลังเสมอไป แต่เป็นเครือข่ายของมนุษย์ที่เกิดจากการแสดงออกและสื่อความกัน


จากการศึกษาเรื่อง วาทกรรม อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์และผลประโยชน์ จะเห็นว่าทั้งอุดมการณ์และวาทกรรมนั้นต่างก็มีผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง โดยกระบวนการสร้างวาทกรรมและอุดมการณ์นั้นล้วนอาศัยอำนาจ ความรู้ ความจริง เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ขณะที่อำนาจกับความรู้หรือความจริงนั้น ต่างก็อาศัยซึ่งกันและกันในการสถาปนาตัวเอง วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่ถูกสร้างโดยกลุ่ม หรือชนชั้นที่มีอำนาจมากว่าย่อมสามารถสถาปนาวาทกรรมหรืออุดมการณ์ของตนเองให้กลายเป็นกระแสหลัก เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในสังคม ขณะที่วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่มีอำนาจน้อยกว่าก็จะถูกผลักดันให้กลายเป็นอื่น เป็นชายขอบ หรือเป็นทางเลือก ซึ่งวาทกรรมและอุดมการณ์ทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่กันตลอดเวลาในสังคม โดยมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเป้าหมาย

ไม่มีความคิดเห็น:

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...