วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนด้วยการแปลงหนี้ใหม่

กรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ และเจ้าหนี้ได้ให้ผู้ค้ำประกันเข้าทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้นที่ผิดนัด ถือเป็นการ “แปลงหนี้ใหม่” ซึ่งมีผลทางกฎหมายต่อทั้งตัวลูกหนี้ชั้นต้นและผู้ค้ำประกัน ดังนี้

1. ผลของการแปลงหนี้ใหม่ (หนี้เดิมระงับ) 

กรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ และเจ้าหนี้ได้ให้ผู้ค้ำประกันเข้าทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้น ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หรือเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 349 และมาตรา 350 เมื่อมีการทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่ระหว่างเจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกัน ผลทางกฎหมายคือ หนี้ประธานเดิมที่ลูกหนี้ชั้นต้นมีต่อเจ้าหนี้ย่อมระงับสิ้นไป ลูกหนี้ชั้นต้นจึงหลุดพ้นจากความเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้เดิมทันที

2. การรับช่วงสิทธิและขอบเขตแห่งสิทธิไล่เบี้ย

แม้ลูกหนี้ชั้นต้นจะไม่ทราบหรือไม่ยินยอม ผู้ค้ำประกันในฐานะบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมมีสิทธิชำระหนี้แทนได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 314 เมื่อชำระแล้ว ป.พ.พ. มาตรา 693 บัญญัติให้เข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้ เพื่อไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ชั้นต้นได้เต็มจำนวน

2.1) การรวมยอดหนี้และการคิดดอกเบี้ยไล่เบี้ย ขอบเขตแห่งสิทธิไล่เบี้ยนั้นครอบคลุมทั้งต้นเงิน ดอกเบี้ย และความเสียหาย ตามบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1195/2559 ยืนยันว่าผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยได้ทั้งส่วนของต้นเงินและดอกเบี้ย นอกจากนี้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2558 เงินที่ผู้ค้ำประกันได้สำรองจ่ายแทนไป (รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย) จะถือเป็นต้นเงิน ของหนี้ไล่เบี้ยใหม่ ซึ่งผู้ค้ำประกันมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากยอดเงินรวมนี้ได้ โดยเริ่มคิดนับแต่ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาชำระเงินตามที่กำหนดในหนังสือทวงถามของผู้ค้ำประกัน

2.2) ข้อจำกัดสิทธิไล่เบี้ยกรณีหนี้มีดอกเบี้ยเป็นโมฆะ ประเด็นที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือ หากสัญญากู้ยืมเงินระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้มีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจนตกเป็นโมฆะ ตามบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568 แม้ผู้ค้ำประกันจะจ่ายเงินแทนลูกหนี้ไปเต็มจำนวน ผู้ค้ำประกันก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิไปฟ้องไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ นั้นจากลูกหนี้ได้ เพราะผู้ค้ำประกันรับช่วงสิทธิไปได้เท่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ในส่วนดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินไล่เบี้ย ผู้ค้ำประกันยังมีสิทธิเรียกได้ทันทีที่ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 693 วรรคหนึ่ง

3. ข้อควรระวังและหลุมพรางที่ต้องหลีกเลี่ยง

3.1) การไม่แจ้งลูกหนี้ชั้นต้น หากผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนไปโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ทราบ และต่อมาลูกหนี้ไม่รู้เรื่องจึงนำเงินไปชำระหนี้ซ้ำซ้อน ป.พ.พ. มาตรา 696 บังคับว่า ผู้ค้ำประกันจะสิ้นสิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ชั้นต้นทันที และทำได้เพียงไปฟ้องเรียกเงินคืนจากเจ้าหนี้ฐานลาภมิควรได้เท่านั้น

3.2) ความเสี่ยงจากการทำสัญญากู้ใหม่เมื่อมีผู้ค้ำประกันร่วม หากผู้ค้ำประกันรับช่วงสิทธิมาแล้วไปเรียกให้ลูกหนี้ชั้นต้นมาทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่ ถือเป็นหลุมพรางหากหนี้นั้นมีผู้ค้ำประกันร่วมหลายคน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2536 วินิจฉัยอย่างเด็ดขาดว่า การทำสัญญากู้เงินฉบับใหม่ ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ ซึ่งทำให้หนี้เดิมตามสิทธิไล่เบี้ยนั้นระงับไป ผลร้ายแรงที่ตามมาคือความรับผิดของผู้ค้ำประกันร่วมย่อมระงับสิ้นไปด้วย ผู้ค้ำประกันคนที่จ่ายเงินไปจะหมดสิทธิฟ้องเรียกเก็บเงินกึ่งหนึ่งจากเพื่อนผู้ค้ำประกันร่วมโดยทันที

แนวปฏิบัติ เพื่อรักษาสิทธิไล่เบี้ยให้ผู้ค้ำประกันร่วมคนอื่น ๆ มาร่วมรับผิด ผู้ค้ำประกันควรให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้แทน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2550 การทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเพียงการยืนยันยอดหนี้และทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ หนี้ประธานและสิทธิไล่เบี้ยจึงไม่ระงับ ซึ่งจะคงสิทธิให้ไปไล่เบี้ยเอาส่วนแบ่งจากผู้ค้ำประกันร่วมได้อย่างครบถ้วน

ไม่มีความคิดเห็น:

ว่าด้วยอายุความมรดกและความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีภาระผูกพันเป็นหนี้สินในทางแพ่งได้ถึงแก่ความตายลง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้จัดวางกลไกทางกฎหมายไว้อย่างรัดกุมเพ...