กรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้ และเจ้าหนี้ได้ให้ผู้ค้ำประกันเข้าทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้นที่ผิดนัด ถือเป็นการ “แปลงหนี้ใหม่” ซึ่งมีผลทางกฎหมายต่อทั้งตัวลูกหนี้ชั้นต้นและผู้ค้ำประกัน ดังนี้
1. ผลของการแปลงหนี้ใหม่
(หนี้เดิมระงับ)
กรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นผิดนัดชำระหนี้
และเจ้าหนี้ได้ให้ผู้ค้ำประกันเข้าทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่เพื่อนำเงินมาชำระหนี้แทนลูกหนี้ชั้นต้น
ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้
หรือเป็นการเปลี่ยนสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญแห่งหนี้ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(ป.พ.พ.) มาตรา 349 และมาตรา 350
เมื่อมีการทำสัญญาเงินกู้ฉบับใหม่ระหว่างเจ้าหนี้กับผู้ค้ำประกัน
ผลทางกฎหมายคือ หนี้ประธานเดิมที่ลูกหนี้ชั้นต้นมีต่อเจ้าหนี้ย่อมระงับสิ้นไป
ลูกหนี้ชั้นต้นจึงหลุดพ้นจากความเป็นลูกหนี้ของเจ้าหนี้เดิมทันที
2. การรับช่วงสิทธิและขอบเขตแห่งสิทธิไล่เบี้ย
แม้ลูกหนี้ชั้นต้นจะไม่ทราบหรือไม่ยินยอม
ผู้ค้ำประกันในฐานะบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสีย ย่อมมีสิทธิชำระหนี้แทนได้ตาม
ป.พ.พ. มาตรา 314 เมื่อชำระแล้ว
ป.พ.พ. มาตรา 693 บัญญัติให้เข้ารับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้
เพื่อไล่เบี้ยเอาจากลูกหนี้ชั้นต้นได้เต็มจำนวน
2.1) การรวมยอดหนี้และการคิดดอกเบี้ยไล่เบี้ย
ขอบเขตแห่งสิทธิไล่เบี้ยนั้นครอบคลุมทั้งต้นเงิน
ดอกเบี้ย และความเสียหาย ตามบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1195/2559 ยืนยันว่าผู้ค้ำประกันมีสิทธิไล่เบี้ยได้ทั้งส่วนของต้นเงินและดอกเบี้ย
นอกจากนี้ ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1922/2558 เงินที่ผู้ค้ำประกันได้สำรองจ่ายแทนไป
(รวมทั้งต้นเงินและดอกเบี้ย) จะถือเป็นต้นเงิน ของหนี้ไล่เบี้ยใหม่
ซึ่งผู้ค้ำประกันมีสิทธิคิดดอกเบี้ยผิดนัดจากยอดเงินรวมนี้ได้
โดยเริ่มคิดนับแต่ลูกหนี้ตกเป็นผู้ผิดนัดเมื่อครบกำหนดเวลาชำระเงินตามที่กำหนดในหนังสือทวงถามของผู้ค้ำประกัน
2.2) ข้อจำกัดสิทธิไล่เบี้ยกรณีหนี้มีดอกเบี้ยเป็นโมฆะ
ประเด็นที่ต้องระวังอย่างยิ่งคือ
หากสัญญากู้ยืมเงินระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้มีการคิดดอกเบี้ยเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดจนตกเป็นโมฆะ
ตามบรรทัดฐานคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8188/2568 แม้ผู้ค้ำประกันจะจ่ายเงินแทนลูกหนี้ไปเต็มจำนวน
ผู้ค้ำประกันก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิไปฟ้องไล่เบี้ยเอาดอกเบี้ยที่เป็นโมฆะ
นั้นจากลูกหนี้ได้
เพราะผู้ค้ำประกันรับช่วงสิทธิไปได้เท่าที่เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องโดยชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในส่วนดอกเบี้ยผิดนัดของต้นเงินไล่เบี้ย
ผู้ค้ำประกันยังมีสิทธิเรียกได้ทันทีที่ได้ชำระเงินให้แก่เจ้าหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา
693 วรรคหนึ่ง
3. ข้อควรระวังและหลุมพรางที่ต้องหลีกเลี่ยง
3.1) การไม่แจ้งลูกหนี้ชั้นต้น
หากผู้ค้ำประกันชำระหนี้แทนไปโดยไม่ได้บอกกล่าวให้ลูกหนี้ทราบ
และต่อมาลูกหนี้ไม่รู้เรื่องจึงนำเงินไปชำระหนี้ซ้ำซ้อน ป.พ.พ. มาตรา 696 บังคับว่า
ผู้ค้ำประกันจะสิ้นสิทธิไล่เบี้ยจากลูกหนี้ชั้นต้นทันที
และทำได้เพียงไปฟ้องเรียกเงินคืนจากเจ้าหนี้ฐานลาภมิควรได้เท่านั้น
3.2) ความเสี่ยงจากการทำสัญญากู้ใหม่เมื่อมีผู้ค้ำประกันร่วม หากผู้ค้ำประกันรับช่วงสิทธิมาแล้วไปเรียกให้ลูกหนี้ชั้นต้นมาทำสัญญากู้ยืมเงินฉบับใหม่
ถือเป็นหลุมพรางหากหนี้นั้นมีผู้ค้ำประกันร่วมหลายคน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4574/2536
วินิจฉัยอย่างเด็ดขาดว่า
การทำสัญญากู้เงินฉบับใหม่ ถือเป็นการแปลงหนี้ใหม่
ซึ่งทำให้หนี้เดิมตามสิทธิไล่เบี้ยนั้นระงับไป ผลร้ายแรงที่ตามมาคือความรับผิดของผู้ค้ำประกันร่วมย่อมระงับสิ้นไปด้วย
ผู้ค้ำประกันคนที่จ่ายเงินไปจะหมดสิทธิฟ้องเรียกเก็บเงินกึ่งหนึ่งจากเพื่อนผู้ค้ำประกันร่วมโดยทันที
แนวปฏิบัติ เพื่อรักษาสิทธิไล่เบี้ยให้ผู้ค้ำประกันร่วมคนอื่น ๆ มาร่วมรับผิด ผู้ค้ำประกันควรให้ลูกหนี้ทำหนังสือรับสภาพหนี้แทน ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2550 การทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นเพียงการยืนยันยอดหนี้และทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ หนี้ประธานและสิทธิไล่เบี้ยจึงไม่ระงับ ซึ่งจะคงสิทธิให้ไปไล่เบี้ยเอาส่วนแบ่งจากผู้ค้ำประกันร่วมได้อย่างครบถ้วน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น