กรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นเสียชีวิตและต่อมาทายาทได้เข้าทำสัญญารับสภาพหนี้นั้น ผู้ค้ำประกันจะยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในทันที เนื่องจากในทางกฎหมายถือว่าหนี้ประธานยังไม่ระงับ แต่ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะยังคงมีอยู่หรือไม่ หรือสามารถต่อสู้เพื่อหลุดพ้นได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการทำสัญญารับสภาพหนี้ของทายาทเป็นสำคัญ
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อลูกหนี้ชั้นต้นเสียชีวิต
กองมรดกซึ่งรวมถึงทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่างๆ ย่อมตกทอดแก่ทายาท
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1599
และมาตรา 1600 ทายาทจึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้เดิม
(แต่รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601)
การที่ทายาทเข้าทำหนังสือรับสภาพหนี้
เพื่อผ่อนชำระหนี้ของลูกหนี้เดิมที่เสียชีวิตไปนั้น
กฎหมายมองว่าเป็นการเพียงยอมรับว่ามีหนี้อยู่และจะชำระหนี้ให้
มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือ “แปลงหนี้ใหม่” ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หรือเปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349
แต่อย่างใด เมื่อไม่ได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่
หนี้ประธานเดิมจึงยังไม่ระงับสิ้นไป
สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงย่อมไม่ระงับ
และผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2550 และ 7187/2540 วางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่า
การทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นการยอมรับว่าเป็นหนี้ ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่
มูลหนี้เดิมจึงไม่ระงับ การที่ลูกหนี้หรือทายาททำหนังสือรับสภาพหนี้
ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิด
ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเดิม
ข้อควรระมัดระวัง แม้การรับสภาพหนี้จะไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น
แต่เจ้าหนี้ต้องระวังเรื่องอายุความมรดก 1 ปี กล่าวคือ
เมื่อลูกหนี้เสียชีวิต ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม บังคับให้เจ้าหนี้ต้องฟ้องร้องทายาทหรือกองมรดกภายใน 1 ปี นับแต่ทราบหรือควรได้รู้ถึงความตายของลูกหนี้
หากเกิน 1 ปี หนี้จะขาดอายุความ
ซึ่งผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขาดนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้เพื่อให้ตนปฏิเสธการจ่ายเงินได้
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 694
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2512 และ 5996/2544 วินิจฉัยไว้ว่า
เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อกองมรดกลูกหนี้ขาดอายุความ 1 ปีไปแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้และไม่ต้องรับผิด
ดังนั้น
ผลกระทบต่อผู้ค้ำประกันจึงต้องแยกพิจารณาตามเวลาที่ทายาทมาทำสัญญารับสภาพหนี้
ดังนี้
กรณีที่ 1 ทายาททำสัญญารับสภาพหนี้ “ก่อน” หนี้ขาดอายุความมรดก 1 ปี การรับสภาพหนี้จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 692 บังคับว่า อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น
ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย กรณีนี้ ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิด และไม่หลุดพ้น
กรณีที่ 2 ทายาททำสัญญารับสภาพหนี้ “หลัง” หนี้ขาดอายุความมรดก 1 ปีไปแล้ว หากปล่อยจนหนี้ขาดอายุความ 1 ปีไปแล้ว การที่ทายาทเพิ่งมาทำสัญญารับสภาพหนี้ภายหลัง
กฎหมายถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความ ซึ่งผูกพันเฉพาะตัวทายาท แต่ ป.พ.พ.
มาตรา 193/24 และมาตรา 193/28 วรรคสอง
บังคับไว้ชัดเจนว่า
การกระทำดังกล่าวของลูกหนี้จะนำมาอ้างเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้ กรณีนี้ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด
เพราะสามารถยกข้อต่อสู้ว่าหนี้ประธานขาดอายุความแล้วขึ้นอ้างได้เต็มที่
คำแนะนำ หากลูกหนี้ชั้นต้นเสียชีวิต
เจ้าหนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจและไม่ควรชะล่าใจเพียงแค่ให้ทายาทมาลงนามรับสภาพหนี้เพียงลำพัง
วิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยที่สุดมีดังนี้
1) เรียกผู้ค้ำประกันมาลงนามยินยอมด้วย หากทายาทมาทำสัญญารับสภาพหนี้หรือตกลงผ่อนชำระหนี้ใหม่
เจ้าหนี้ควรเรียกผู้ค้ำประกัน มาร่วมรับรู้
และให้ลงนามยินยอมผูกพันตนค้ำประกันในหนังสือรับสภาพหนี้นั้นด้วย
เพื่อป้องกันข้อครหาและการยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความในอนาคต
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น