วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทายาทเข้าทำสัญญารับสภาพหนี้ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นหรือไม่

กรณีที่ลูกหนี้ชั้นต้นเสียชีวิตและต่อมาทายาทได้เข้าทำสัญญารับสภาพหนี้นั้น ผู้ค้ำประกันจะยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดในทันที เนื่องจากในทางกฎหมายถือว่าหนี้ประธานยังไม่ระงับ แต่ความรับผิดของผู้ค้ำประกันจะยังคงมีอยู่หรือไม่ หรือสามารถต่อสู้เพื่อหลุดพ้นได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับระยะเวลาในการทำสัญญารับสภาพหนี้ของทายาทเป็นสำคัญ

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เมื่อลูกหนี้ชั้นต้นเสียชีวิต กองมรดกซึ่งรวมถึงทรัพย์สิน สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่างๆ ย่อมตกทอดแก่ทายาท ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1599 และมาตรา 1600 ทายาทจึงเป็นผู้รับช่วงสิทธิและหน้าที่ของลูกหนี้เดิม (แต่รับผิดไม่เกินทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1601)

การที่ทายาทเข้าทำหนังสือรับสภาพหนี้ เพื่อผ่อนชำระหนี้ของลูกหนี้เดิมที่เสียชีวิตไปนั้น กฎหมายมองว่าเป็นการเพียงยอมรับว่ามีหนี้อยู่และจะชำระหนี้ให้ มิได้เป็นการยกเลิกหลักประกันหรือ แปลงหนี้ใหม่ ด้วยการเปลี่ยนตัวลูกหนี้ หรือเปลี่ยนสาระสำคัญแห่งหนี้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 349 แต่อย่างใด เมื่อไม่ได้เป็นการแปลงหนี้ใหม่ หนี้ประธานเดิมจึงยังไม่ระงับสิ้นไป สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์จึงย่อมไม่ระงับ และผู้ค้ำประกันก็ยังไม่หลุดพ้นจากความรับผิดตาม ป.พ.พ. มาตรา 698

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 393/2550 และ 7187/2540 วางบรรทัดฐานไว้ชัดเจนว่า การทำหนังสือรับสภาพหนี้เป็นการยอมรับว่าเป็นหนี้ ไม่ใช่การแปลงหนี้ใหม่ มูลหนี้เดิมจึงไม่ระงับ การที่ลูกหนี้หรือทายาททำหนังสือรับสภาพหนี้ ไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันพ้นความรับผิด ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ตามสัญญาค้ำประกันเดิม

ข้อควรระมัดระวัง แม้การรับสภาพหนี้จะไม่ทำให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น แต่เจ้าหนี้ต้องระวังเรื่องอายุความมรดก 1 ปี กล่าวคือ เมื่อลูกหนี้เสียชีวิต ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคสาม บังคับให้เจ้าหนี้ต้องฟ้องร้องทายาทหรือกองมรดกภายใน 1 ปี นับแต่ทราบหรือควรได้รู้ถึงความตายของลูกหนี้ หากเกิน 1 ปี หนี้จะขาดอายุความ ซึ่งผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความขาดนี้ขึ้นต่อสู้เจ้าหนี้เพื่อให้ตนปฏิเสธการจ่ายเงินได้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 694

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 964/2512 และ 5996/2544 วินิจฉัยไว้ว่า เมื่อสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อกองมรดกลูกหนี้ขาดอายุความ 1 ปีไปแล้ว ผู้ค้ำประกันย่อมยกอายุความขึ้นต่อสู้โจทก์ได้และไม่ต้องรับผิด

ดังนั้น ผลกระทบต่อผู้ค้ำประกันจึงต้องแยกพิจารณาตามเวลาที่ทายาทมาทำสัญญารับสภาพหนี้ ดังนี้

กรณีที่ 1 ทายาททำสัญญารับสภาพหนี้ ก่อนหนี้ขาดอายุความมรดก 1 ปี การรับสภาพหนี้จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/14 (1) ซึ่ง ป.พ.พ. มาตรา 692 บังคับว่า อายุความสะดุดหยุดลงเป็นโทษแก่ลูกหนี้นั้น ย่อมเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันด้วย กรณีนี้ ผู้ค้ำประกันยังคงต้องรับผิด และไม่หลุดพ้น

กรณีที่ 2 ทายาททำสัญญารับสภาพหนี้ หลัง หนี้ขาดอายุความมรดก 1 ปีไปแล้ว หากปล่อยจนหนี้ขาดอายุความ 1 ปีไปแล้ว การที่ทายาทเพิ่งมาทำสัญญารับสภาพหนี้ภายหลัง กฎหมายถือเป็นการสละประโยชน์แห่งอายุความ ซึ่งผูกพันเฉพาะตัวทายาท แต่ ป.พ.พ. มาตรา 193/24 และมาตรา 193/28 วรรคสอง บังคับไว้ชัดเจนว่า การกระทำดังกล่าวของลูกหนี้จะนำมาอ้างเป็นโทษแก่ผู้ค้ำประกันเดิมไม่ได้ กรณีนี้ ผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิด เพราะสามารถยกข้อต่อสู้ว่าหนี้ประธานขาดอายุความแล้วขึ้นอ้างได้เต็มที่

คำแนะนำ หากลูกหนี้ชั้นต้นเสียชีวิต เจ้าหนี้ไม่ควรนิ่งนอนใจและไม่ควรชะล่าใจเพียงแค่ให้ทายาทมาลงนามรับสภาพหนี้เพียงลำพัง วิธีปฏิบัติที่ปลอดภัยที่สุดมีดังนี้

1) เรียกผู้ค้ำประกันมาลงนามยินยอมด้วย หากทายาทมาทำสัญญารับสภาพหนี้หรือตกลงผ่อนชำระหนี้ใหม่ เจ้าหนี้ควรเรียกผู้ค้ำประกัน มาร่วมรับรู้ และให้ลงนามยินยอมผูกพันตนค้ำประกันในหนังสือรับสภาพหนี้นั้นด้วย เพื่อป้องกันข้อครหาและการยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความในอนาคต

2) ฟ้องคดีภายใน 1 ปี หากผู้ค้ำประกันไม่ยอมมาเซ็นเอกสารรับรู้ หรือทายาทมีท่าทีบ่ายเบี่ยง เจ้าหนี้ต้องรีบดำเนินการฟ้องร้องทั้งกองมรดก (ทายาท) และผู้ค้ำประกัน เป็นจำเลยร่วมกันในคดีเดียว ภายในกำหนด 1 ปี นับแต่ทราบถึงความตายของลูกหนี้ชั้นต้น เพื่อรักษาสิทธิในการเรียกร้องและตัดปัญหาเรื่องหนี้ประธานขาดอายุความอันจะเป็นเหตุให้ผู้ค้ำประกันอ้างเพื่อหลุดพ้นจากความรับผิด

ไม่มีความคิดเห็น:

ว่าด้วยอายุความมรดกและความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีภาระผูกพันเป็นหนี้สินในทางแพ่งได้ถึงแก่ความตายลง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้จัดวางกลไกทางกฎหมายไว้อย่างรัดกุมเพ...