เจ้าหนี้สามารถเลือกฟ้องเฉพาะลูกหนี้ชั้นต้น (ลูกหนี้ประธาน) โดยยังไม่ฟ้องผู้ค้ำประกันได้หรือไม่?
และหากต่อมาเจ้าหนี้ชนะคดีและดำเนินการบังคับคดีเอากับลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว
แต่พบว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้
เจ้าหนี้จะสามารถนำมูลหนี้ที่ยังค้างชำระมาฟ้องร้องบังคับเอากับผู้ค้ำประกันเป็นอีกคดีหนึ่งในภายหลังได้หรือไม่?
คำตอบคือ
สามารถทำได้ ตราบเท่าที่หนี้ประธานยังไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม
แม้ในทางกฎหมายจะสามารถทำได้
แต่ในทางปฏิบัติมีข้อกฎหมายและผลกระทบที่ซับซ้อนซึ่งเจ้าหนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ดังนี้
ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสิทธิเกี่ยง
สัญญาค้ำประกันนั้น
กฎหมายถือว่าเป็น “หนี้อุปกรณ์” ซึ่งจะผูกพันและบังคับได้ก็ต่อเมื่อมี
“หนี้ประธาน” ที่สมบูรณ์ เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
(ป.พ.พ.) มาตรา 686 ให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้
แต่กฎหมายก็รักษาสมดุลโดยให้ความคุ้มครองผู้ค้ำประกันผ่านกลไกที่เรียกว่า
“สิทธิเกี่ยง” (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 688
และ 689) กล่าวคือ
ผู้ค้ำประกันมีสิทธิขอให้เจ้าหนี้ไปเรียกร้องหรือบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ชั้นต้นก่อนได้
หากพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้และการบังคับคดีไม่เป็นการยาก
การที่เจ้าหนี้เลือกฟ้องและบังคับคดีเอากับลูกหนี้ชั้นต้นจนถึงที่สุดแล้วพบว่าไม่มีทรัพย์สิน
จึงถือเป็นการดำเนินขั้นตอนที่ทำลายข้อต่อสู้เรื่องสิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำประกันไปในตัว
เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันในภายหลังได้
ความเสี่ยงหากเจ้าหนี้เลือกฟ้องแยกลูกหนี้
หากเจ้าหนี้เลือกที่จะฟ้องเฉพาะลูกหนี้ประธานไปก่อน
จะมีหลุมพรางทางกฎหมายสำคัญ 3 ประการที่อาจทำให้เจ้าหนี้สูญเสียสิทธิในการฟ้องผู้ค้ำประกันในภายหลังได้
ดังนี้
1.
หนี้ประธานระงับจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล
หากเจ้าหนี้ฟ้องเฉพาะลูกหนี้ชั้นต้น
และในระหว่างพิจารณาคดี เจ้าหนี้ไปตกลงทำ “สัญญาประนีประนอมยอมความ”
กับลูกหนี้ชั้นต้นจนศาลมีคำพิพากษาตามยอม ผลทางกฎหมายคือ
หนี้เดิมที่เป็นหนี้ประธานจะระงับไป
และเกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (ป.พ.พ. มาตรา 852)
เมื่อหนี้ประธานเดิมระงับไปแล้ว
สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 698
ด้วย ดังที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12711/2558 วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า
การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดโดยอัตโนมัติ
2.
การไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน (ป.พ.พ. มาตรา 686 แก้ไขใหม่)
กฎหมายบังคับว่า
เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60
วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด หากฝ่าฝืนจะมีผล 2 ระดับ
1)
ส่งบอกกล่าวล่าช้า (เกิน 60 วัน)
ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2562
ผู้ค้ำประกันจะไม่หลุดพ้นจากหนี้ประธาน
แต่จะหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด
60 วันนั้นไปแล้ว
2)
ไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวเลย หรือส่งบอกกล่าวก่อนลูกหนี้ผิดนัด
ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่งตอนท้าย
บังคับว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนการใช้สิทธิทางศาล ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่
6781/2567 หากโจทก์ส่งหนังสือไปก่อนที่ลูกหนี้จะผิดนัดจริง
ถือว่าส่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันเลย
ยิ่งไปกว่านั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน
ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อยกฟ้องได้เองแม้จำเลยผู้ค้ำประกันจะขาดนัดยื่นคำให้การก็ตาม
3) อายุความ และการฟ้องกองมรดกลูกหนี้ชั้นต้น
การที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้น
จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเป็นโทษต่อผู้ค้ำประกันด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 692
แต่หากในระหว่างนั้นลูกหนี้ชั้นต้นถึงแก่ความตาย
เจ้าหนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะต้องฟ้องร้องกองมรดกภายใน 1 ปี ตามกฎหมายมรดก (มาตรา 1754 วรรคสาม) หากเจ้าหนี้ละเลย
ปล่อยให้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกขาดอายุความ ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5996/2544
ผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 694 เพื่อยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความของลูกหนี้ขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าหนี้
ส่งผลให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดและหลุดพ้นจากคดีอย่างสิ้นเชิง
คำแนะนำสำหรับเจ้าหนี้
เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายทั้งหมด
ให้ฟ้องทั้งลูกหนี้ชั้นต้นและผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยร่วมกันในคดีเดียว โดยมีขั้นตอนดังนี้
1)
ส่งหนังสือบอกกล่าวทันที เมื่อลูกหนี้ผิดนัด
ต้องรีบส่งหนังสือทวงถามไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน เพื่อรักษาสิทธิเรียกดอกเบี้ยและค่าปรับให้ครบถ้วน
และเพื่อให้เกิดอำนาจฟ้อง
2)
ฟ้องรวมกันในคดีเดียว การฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยที่
1
และผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยที่ 2 จะช่วยป้องกันปัญหาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วผู้ค้ำประกันหลุดพ้น
เพราะหากคดีสามารถไกล่เกลี่ยได้
ก็จะให้ผู้ค้ำประกันลงนามผูกพันในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยในคราวเดียวกัน
3)
ความสะดวกรวดเร็วในชั้นบังคับคดี หากฟ้องรวมกัน
มักจะมีคำพิพากษาว่า “ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หากไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน”
ในชั้นบังคับคดี หากเจ้าหนี้ไปนำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้
ก็สามารถสวมรอยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) ต่อได้ทันทีในคดีเดิม โดยไม่ต้องเสียเวลาฟ้องเป็นคดีใหม่
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
8454/2544
และ 5462/2549 วางหลักเกณฑ์ในชั้นบังคับคดีไว้ว่า
โจทก์ต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ชั้นต้นก่อน
เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกันได้ ซึ่งการฟ้องรวมกันทำให้กระบวนการนี้จบเบ็ดเสร็จในศาลเดียว
ข้อควรระวัง
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น