วันอาทิตย์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ฟ้องเฉพาะลูกหนี้ชั้นต้น – ยังไม่ฟ้องผู้ค้ำประกัน ทำได้หรือไม่? และมีอะไรบ้างที่ต้องระวัง?

เจ้าหนี้สามารถเลือกฟ้องเฉพาะลูกหนี้ชั้นต้น (ลูกหนี้ประธาน) โดยยังไม่ฟ้องผู้ค้ำประกันได้หรือไม่?

และหากต่อมาเจ้าหนี้ชนะคดีและดำเนินการบังคับคดีเอากับลูกหนี้ชั้นต้นแล้ว แต่พบว่าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินเพียงพอชำระหนี้ เจ้าหนี้จะสามารถนำมูลหนี้ที่ยังค้างชำระมาฟ้องร้องบังคับเอากับผู้ค้ำประกันเป็นอีกคดีหนึ่งในภายหลังได้หรือไม่?

คำตอบคือ สามารถทำได้ ตราบเท่าที่หนี้ประธานยังไม่ขาดอายุความ อย่างไรก็ตาม แม้ในทางกฎหมายจะสามารถทำได้ แต่ในทางปฏิบัติมีข้อกฎหมายและผลกระทบที่ซับซ้อนซึ่งเจ้าหนี้ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ดังนี้

ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องและสิทธิเกี่ยง

สัญญาค้ำประกันนั้น กฎหมายถือว่าเป็น “หนี้อุปกรณ์” ซึ่งจะผูกพันและบังคับได้ก็ต่อเมื่อมี “หนี้ประธาน” ที่สมบูรณ์ เมื่อลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 686 ให้สิทธิเจ้าหนี้ที่จะเรียกให้ผู้ค้ำประกันชำระหนี้ได้

แต่กฎหมายก็รักษาสมดุลโดยให้ความคุ้มครองผู้ค้ำประกันผ่านกลไกที่เรียกว่า สิทธิเกี่ยง” (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 688 และ 689) กล่าวคือ ผู้ค้ำประกันมีสิทธิขอให้เจ้าหนี้ไปเรียกร้องหรือบังคับการชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ชั้นต้นก่อนได้ หากพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้ยังมีทรัพย์สินที่จะชำระหนี้ได้และการบังคับคดีไม่เป็นการยาก การที่เจ้าหนี้เลือกฟ้องและบังคับคดีเอากับลูกหนี้ชั้นต้นจนถึงที่สุดแล้วพบว่าไม่มีทรัพย์สิน จึงถือเป็นการดำเนินขั้นตอนที่ทำลายข้อต่อสู้เรื่องสิทธิเกี่ยงของผู้ค้ำประกันไปในตัว เจ้าหนี้จึงมีสิทธิฟ้องผู้ค้ำประกันในภายหลังได้

ความเสี่ยงหากเจ้าหนี้เลือกฟ้องแยกลูกหนี้

หากเจ้าหนี้เลือกที่จะฟ้องเฉพาะลูกหนี้ประธานไปก่อน จะมีหลุมพรางทางกฎหมายสำคัญ 3 ประการที่อาจทำให้เจ้าหนี้สูญเสียสิทธิในการฟ้องผู้ค้ำประกันในภายหลังได้ ดังนี้

1. หนี้ประธานระงับจากการทำสัญญาประนีประนอมยอมความในศาล

หากเจ้าหนี้ฟ้องเฉพาะลูกหนี้ชั้นต้น และในระหว่างพิจารณาคดี เจ้าหนี้ไปตกลงทำ สัญญาประนีประนอมยอมความ กับลูกหนี้ชั้นต้นจนศาลมีคำพิพากษาตามยอม ผลทางกฎหมายคือ หนี้เดิมที่เป็นหนี้ประธานจะระงับไป และเกิดเป็นหนี้ใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ (ป.พ.พ. มาตรา 852)

เมื่อหนี้ประธานเดิมระงับไปแล้ว สัญญาค้ำประกันซึ่งเป็นหนี้อุปกรณ์ย่อมระงับสิ้นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 698 ด้วย ดังที่ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 12711/2558 วินิจฉัยไว้ชัดเจนว่า การกระทำเช่นนี้ย่อมทำให้จำเลยในฐานะผู้ค้ำประกันหลุดพ้นจากความรับผิดโดยอัตโนมัติ

2. การไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน (ป.พ.พ. มาตรา 686 แก้ไขใหม่)

กฎหมายบังคับว่า เมื่อลูกหนี้ผิดนัด เจ้าหนี้ต้องมีหนังสือบอกกล่าวไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลูกหนี้ผิดนัด หากฝ่าฝืนจะมีผล 2 ระดับ

1) ส่งบอกกล่าวล่าช้า (เกิน 60 วัน) ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 220/2562 ผู้ค้ำประกันจะไม่หลุดพ้นจากหนี้ประธาน แต่จะหลุดพ้นจากความรับผิดในส่วนของดอกเบี้ยและค่าสินไหมทดแทนที่เกิดขึ้นภายหลังจากพ้นกำหนด 60 วันนั้นไปแล้ว

2) ไม่ส่งหนังสือบอกกล่าวเลย หรือส่งบอกกล่าวก่อนลูกหนี้ผิดนัด ป.พ.พ. มาตรา 686 วรรคหนึ่งตอนท้าย บังคับว่าการส่งหนังสือบอกกล่าวเป็นเงื่อนไขบังคับก่อนการใช้สิทธิทางศาล ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6781/2567 หากโจทก์ส่งหนังสือไปก่อนที่ลูกหนี้จะผิดนัดจริง ถือว่าส่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส่งผลให้โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องผู้ค้ำประกันเลย ยิ่งไปกว่านั้น ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าปัญหาเรื่องอำนาจฟ้องนี้เป็นข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลสามารถยกขึ้นวินิจฉัยเพื่อยกฟ้องได้เองแม้จำเลยผู้ค้ำประกันจะขาดนัดยื่นคำให้การก็ตาม

3) อายุความ และการฟ้องกองมรดกลูกหนี้ชั้นต้น การที่เจ้าหนี้ฟ้องลูกหนี้ชั้นต้น จะทำให้อายุความสะดุดหยุดลงและเป็นโทษต่อผู้ค้ำประกันด้วยตาม ป.พ.พ. มาตรา 692 แต่หากในระหว่างนั้นลูกหนี้ชั้นต้นถึงแก่ความตาย เจ้าหนี้ต้องระมัดระวังอย่างยิ่งที่จะต้องฟ้องร้องกองมรดกภายใน 1 ปี ตามกฎหมายมรดก (มาตรา 1754 วรรคสาม) หากเจ้าหนี้ละเลย ปล่อยให้สิทธิเรียกร้องต่อกองมรดกขาดอายุความ ตาม คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5996/2544 ผู้ค้ำประกันย่อมมีสิทธิอ้าง ป.พ.พ. มาตรา 694 เพื่อยกข้อต่อสู้เรื่องอายุความของลูกหนี้ขึ้นมาต่อสู้กับเจ้าหนี้ ส่งผลให้ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดและหลุดพ้นจากคดีอย่างสิ้นเชิง

คำแนะนำสำหรับเจ้าหนี้

เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมายทั้งหมด ให้ฟ้องทั้งลูกหนี้ชั้นต้นและผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยร่วมกันในคดีเดียว โดยมีขั้นตอนดังนี้

1) ส่งหนังสือบอกกล่าวทันที เมื่อลูกหนี้ผิดนัด ต้องรีบส่งหนังสือทวงถามไปยังผู้ค้ำประกันภายใน 60 วัน เพื่อรักษาสิทธิเรียกดอกเบี้ยและค่าปรับให้ครบถ้วน และเพื่อให้เกิดอำนาจฟ้อง

2) ฟ้องรวมกันในคดีเดียว การฟ้องลูกหนี้เป็นจำเลยที่ 1 และผู้ค้ำประกันเป็นจำเลยที่ 2 จะช่วยป้องกันปัญหาการทำสัญญาประนีประนอมยอมความแล้วผู้ค้ำประกันหลุดพ้น เพราะหากคดีสามารถไกล่เกลี่ยได้ ก็จะให้ผู้ค้ำประกันลงนามผูกพันในสัญญาประนีประนอมยอมความด้วยในคราวเดียวกัน

3) ความสะดวกรวดเร็วในชั้นบังคับคดี หากฟ้องรวมกัน มักจะมีคำพิพากษาว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ หากไม่ชำระ ให้จำเลยที่ 2 ชำระแทน ในชั้นบังคับคดี หากเจ้าหนี้ไปนำยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 1 แล้วได้เงินไม่พอชำระหนี้ ก็สามารถสวมรอยให้เจ้าพนักงานบังคับคดีไปยึดทรัพย์ของจำเลยที่ 2 (ผู้ค้ำประกัน) ต่อได้ทันทีในคดีเดิม โดยไม่ต้องเสียเวลาฟ้องเป็นคดีใหม่

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8454/2544 และ 5462/2549 วางหลักเกณฑ์ในชั้นบังคับคดีไว้ว่า โจทก์ต้องดำเนินการบังคับชำระหนี้เอาแก่ทรัพย์สินของลูกหนี้ชั้นต้นก่อน เมื่อไม่พอจึงจะบังคับชำระหนี้เอาจากผู้ค้ำประกันได้ ซึ่งการฟ้องรวมกันทำให้กระบวนการนี้จบเบ็ดเสร็จในศาลเดียว

ข้อควรระวัง

สิทธิเกี่ยงเทียบกับการจำนอง พึงระวังว่า สิทธิเกี่ยง ให้ไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ก่อน (ตามมาตรา 688, 689) มีไว้คุ้มครองเฉพาะบุคคลที่ทำสัญญาค้ำประกันด้วยบุคคลเท่านั้น หากเป็นกรณีที่ญาติพี่น้องหรือบุคคลภายนอกนำที่ดินมาจดทะเบียนจำนองเป็นประกันหนี้ของลูกหนี้ (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 702) บริบททางกฎหมายจะบังคับตามลักษณะจำนอง ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1187/2517 ผู้จำนองที่เป็นบุคคลภายนอกจะ ไม่มีสิทธิเกี่ยง ให้เจ้าหนี้ไปยึดทรัพย์ลูกหนี้ก่อนแต่อย่างใด เจ้าหนี้มีสิทธิฟ้องบังคับจำนองเอากับทรัพย์นั้นได้ทันที

ไม่มีความคิดเห็น:

ว่าด้วยอายุความมรดกและความรับผิดของผู้ค้ำประกัน

เมื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่มีภาระผูกพันเป็นหนี้สินในทางแพ่งได้ถึงแก่ความตายลง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ได้จัดวางกลไกทางกฎหมายไว้อย่างรัดกุมเพ...