วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ความยากจนของเกษตรกรในสังคมไทย

 การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไทยภายใต้แนวคิดความทันสมัย (Modernization) เริ่มต้นอย่างเข้มข้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ภายใต้การชี้นำของประเทศมหาอำนาจตะวันตก ผ่านองค์กรทางด้านเศรษฐกิจระดับโลก โดยเฉพาะธนาคารโลก (World Bank) ความอยู่ดี กินดี ของประชาชน การหลุดพ้นจากความยกจน ภายใต้อุดมการณ์ทุนนิยม เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินผลการพัฒนา และมีอิทธิพลต่อการพัฒนาประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาเกือบ 60 ปี

การแบ่งประเทศต่างๆ ในโลกตามระดับการพัฒนา รายได้ประชาชาชาติเบื้องต้นต่อหัวประชากร (Gross Domestic Product Per Capita: GDP per capita) รายได้ต่อหัวประชากรที่มีระดับต่ำกว่าเส้นความยากจน (Poverty Line) เป็นข้อมูลสำคัญในการประเมินผลด้วยตัวชี้วัดเรื่องความยากจน (Poverty Index) การแบ่งประเทศต่างๆ ออกเป็นระดับขั้นของการพัฒนา ในรายงานการพัฒนาของโลกฉบับล่าสุด (World Development Report 2016) ซึ่งจัดทำโดยธนาคารโลก จัดแบ่งประเทศตามลำดับขั้นการพัฒนาไว้ 4 ระดับ ได้แก่ กลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำ (Lower Income Countries) กลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำถึงปานกลาง (Lower – Middle Income Countries) ประเทศที่มีรายได้ปานกลางค่อนข้างสูง (Upper – Middle Income Countries) และประเทศที่มีรายได้สูง (High Income Country) ประเทศที่ถูกจัดว่ามีรายได้ต่ำ และต่ำถึงปานกลาง มักเป็นประเทศที่ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจด้วยเกษตรกรรมและมีประชากรส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม เป็นกลุ่มคนที่มีรายได้ต่อหัวต่ำ และถ้าต่ำกว่าเส้นความยากจน ก็จะถือว่าเป็นกลุ่มคนที่ยากจน

ความยากจน

          คำว่าความยากจนปรากฏในสังคมไทยตั้งปลายสมัยรัชการที่ 5 ซึ่งสมัยนั้นมองว่าคนจนคือผู้ที่สูญเสียที่ดินทำกินและมีหนี้สินจำนวนมาก ปัจจุบันสามารถจำแนกความยากจนได้ 3 ลักษณะ คือ ความยากจนที่แท้จริง ความยากจนเชิงเปรียบเทียบ และความยากจนเชิงโครงสร้าง ซึ่งมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

          1) ความยากจนที่แท้จริง คือสภาวะที่ผู้คนไม่สามารถแสวงหาปัจจัยต่างๆ มาเพื่อตอบสนองความต้องการขั้นพื้นฐาน (Basic Needs) ของตนเองได้ โดยปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญได้แก่ อาหาร ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค และเครื่องนุ่งห่ม

2) ความยากจนเชิงเปรียบเทียบ เป็นการวัดความยากจนทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยใช้ตัวชี้วัดด้านรายได้ เช่น ช่องว่างความยากจน (Poverty Gap Ratio) ความรุนแรงของปัญหาความยากจน (Severity of Poverty) เส้นความยากจน (Poverty line) สัดส่วนคนจน จำนวนคนจน และ ค่าสัมประสิทธิ์ จีนี่ (Gini coefficient)

3) ความยากจนเชิงโครงสร้าง คือการอธิบายสาเหตุแห่งความยากจนจากโครงสร้างด้านต่างๆ ของสังคมที่ทำให้ผู้คนในสังคมเกิดความเหลื่อมล้ำกัน ไม่เท่าเทียมกัน ในการเข้าถึงทรัพยากร สิทธิเสรีภาพ คุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นต้น

มโนทัศน์เกี่ยวกับเกษตรกรไทยในสายตาของโครงสร้างส่วนบน (Supper Structure) ของสังคมไทยนั้นมองว่า เกษตรกรไทยเป็นประชากรกลุ่มที่ยากจนและมีการศึกษาต่ำ มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการพัฒนาเพื่อขจัดความยากจนให้หมดไป หรือลดจำนวนเกษตรกรยากจนลง โดยในแผนพัฒนาฯ แทบทุกฉบับของไทยจะชี้ชัดให้เห็นว่ากลุ่มคนยากจนในประเทศไทยคือกลุ่มเกษตรกรในชนบท โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบทล้าหลังห่างไกลความเจริญทางวัตถุ ซึ่งต่อไปนี้เป็นตัวอย่างข้อความที่ปรากฏในแผนพัฒนาฯ ฉบับต่างๆ

“...เกษตรกรไทยมีจำนวนมาก ส่วนใหญ่ยากจนและมีการศึกษาต่ำ เป็นการสุดวิสัยที่รัฐบาลจะเข้าไปช่วยโดยทั่วถึงได้…”

“...ในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 4 จะได้พิจารณาเพิ่มประเภทของผลิตผลเกษตรที่จะดำเนินการพยุงราคาขึ้นอีก โดยยึดถือหลักการว่าจะต้องเป็นสินค้าเกษตรที่ผลิตในเขตแห้งแล้งประชาชนยากจน...

“...กลุ่มชาวนาชาวไร่ผู้ยากจนในเขตชนบทล้าหลังที่บริการพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมยังไม่กระจายไปสู่พื้นที่ดังกล่าวมากนัก จึงทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำในฐานะทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ระหว่างคนในชนบทกับเมืองและระหว่างภาคต่างๆ มากขึ้น…”

“...กลุ่มอาชีพยากจนที่สุดยังคงเป็นกลุ่มเกษตรกร ซึ่งปรากฏว่ามีรายได้น้อยที่สุด คือเพียงครึ่งหนึ่งของรายได้เฉลี่ยทั้งประเทศเท่านั้น ส่วนกลุ่มผู้ใช้แรงงานทั่วไปและกลุ่มข้าราชการที่มีรายได้ต่ำก็ยังดีกว่ากลุ่มเกษตรกร…”

“...สร้างโอกาสให้กลุ่มคนยากจนจำนวน 8 ล้านคน ในการประกอบอาชีพการเกษตรให้มีรายได้พอเพียงและมีทางเลือกที่จะดำรงชีวิตอยู่ในชนบทได้อย่างมั่นคง…” 

“...ภาคเกษตรไม่สามารถเร่งพัฒนาผลิตภาพการผลิตได้ทันต่อสภาพการแข่งขันในตลาดโลกที่ทวีความรุนแรงมาก ขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ การส่งออกหลักของภาคเกษตรยังคงอยู่ในรูปของสินค้าขั้นปฐม และเกษตรกรส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาหนี้สินและความยากจน...

          จากมโนทัศน์ดังกล่าวทำให้เห็นว่า คำว่า เกษตรกรยากจนที่เกษตรกรในชุมชนชนบทไทยถูกประทับตรามาอย่างยาวนานกว่า 50 ปี จึงถือเป็นวาทกรรมที่สำคัญที่สุด ซึ่งวาทกรรมดังกล่าวมีผลต่อการพัฒนาวิถีเกษตรในสังคมไทย โดยเฉพาะในชุมชนชนบทไทยเป็นอย่างมาก 

สาเหตุที่ทำให้เกษตรกรยากจน

          โดยทั่วไปแล้วระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมคือระบบเศรษฐกิจที่เอกชนเป็นเจ้าของ มีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ มีสิทธิเสรีภาพในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งด้านการผลิต การจำหน่วย และการบริโภคสินค้าและบริการ โดยระบบกลไกราคา (Price Mechanism) หรือระบบตลาด จะทำหน้าที่แก้ไขปัญหาพื้นฐานทางเศรษฐกิจ (ซึ่งประกอบด้วยปัญหาพื้นฐาน 4 ด้าน คือ ผลิตสินค้าและบริการอะไร ผลิตอย่างไร ผลิตเพื่อใคร และใครเป็นเจ้าของหรือควบคุมปัจจัยการผลิต) ดังนั้นในระบบเศรษฐกิจแบบนี้เอกชนจะเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในระบบเศรษฐกิจโดยที่รัฐจะเข้ามายุ่งเกี่ยวน้อยมาก ส่วนใหญ่รัฐจะทำหน้าที่ในการดูแลด้านความปลอดภัย รวมถึงอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ระบบเศรษฐกิจดำเนินไปได้ด้วยดี (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545: 84)

ลักษณะของระบบทุนนิยมดังกล่าวสอดคล้องกับการอธิบายของ ชูศักดิ์ จรูญสวัสดิ์ (2548: 24-25) ที่อธิบายว่าเป็นระบบเศรษฐกิจที่ให้อิสระแก่เอกชนในการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ตนเองสนใจ การให้เอกชนมีสิทธิเสรีภาพในการตัดสินใจเลือกใช้ทรัพยากรธรรมชาติด้วยต้นเอง มีความเชื่อว่าการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่เสรีจะนำไปสู่การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพในการผลิตและการจ้างงาน ลักษณะโดยทั่วไปของระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมคือ เอกชนมีสิทธิเป็นเจ้าของทรัพย์สิน จึงสามารถใช้ทรัพย์สินไปในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองมากที่สุด ขณะเดียวกันเอกชนก็มีสิทธิเสรีภาพในการประกอบธุรกิจหรือขายปัจจัยการผลิตได้ตามต้องการ มีการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจผ่านกลไกราคา โดยมีกำไรเป็นสิ่งจูงใจ โดยขึ้นอยู่กับอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของสินค้านั้นเป็นสำคัญ และมีการแข่งขันกันอย่างเสรี

          ฉัตรทิพย์ นาถสุภา (2545: 115-116) มองว่าปัจจุบันทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นการพัฒนาแบบทุนนิยม แบบที่ถ่ายโอนทรัพย์ออกจากชุมชนหมู่บ้าน เพื่อเลี้ยงดูเมืองและเพื่อส่งออกต่างประเทศ ไม่ใช่การพัฒนาทุนนิยมแบบที่เพิ่มประสิทธิผลในกิจการอุตสาหกรรมแบบที่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ยุโรป การพัฒนาของทุนนิยมในประเทศไทยจึงเป็นไปในลักษณะที่ผลประโยชน์หรือผลได้ของการพัฒนาตกเป็นของคนเพียงกลุ่มเดียว เมืองกับชนบท ชนชั้นนายทุนและข้าราชการกับชนชั้นชาวนา มีความแตกต่างกันมากด้านความเจริญ จนมีคำกล่าวที่ว่าที่แสดงถึงความแตกต่างระหว่างเมืองกับชนบทว่า รวยกระจุก จนกระจายขณะที่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชนบทก็ถูกทำลายไปมาก

          การสรุปของฉัตรทิพย์ นาถสุภา ดังที่กล่าวไปแล้วนั้นเป็นการสรุปที่ชัดเจนมาก สอดคล้องกับสภาพการพัฒนาการเกษตรของไทยที่ผ่านมาเป็นอย่างยิ่ง คือการที่รัฐมีนโยบายใช้ฐานของการเกษตร และทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของไทยไปเพื่อการค้า เพื่อต้องการรายได้เข้ามาพัฒนาประเทศให้ทันสมัยด้วยวิธีการแบบอุตสาหกรรมดังจะเห็นได้จากความสำคัญของภาคเกษตรค่อยๆ ลดลงไปจากร้อยละ 44 ในปีพ.ศ.2503 เหลือร้อยละ 13 ในปีพ.ศ.2533 และเหลือเพียงร้อยละ 9 ในปีพ.ศ.2546

 

แนวคิดการเกษตรเพื่ออุตสาหกรรมของไทยที่เน้นการลงทุนส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมที่ต้องการสร้างขึ้นใหม่ มากกว่าการส่งเสริมภาคเกษตรกรรมที่มีมาก่อนช้านานแล้ว ทำให้การพัฒนาภาคเกษตรกรรมที่อยู่ในแผนการพัฒนาก็มีลักษณะที่สัมพันธ์กับระบบอุตสาหกรรม เช่น การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่มาเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต การเพิ่มประเภทผลผลิตเพื่อการส่งออก การแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต ตลอดจนสินค้าอุตสาหกรรมที่สืบเนื่องมาจากวัตถุดิบการเกษตร โดยสรุปแล้วจะเห็นว่ามีองค์ประกอบเชิงอุตสาหกรรมเข้ามาเกี่ยวข้องกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าเกษตรกรรมทั้งสิ้น ซึ่งหมายถึงการต้องใช้ทุนสำหรับปัจจัยการผลิตแบบใหม่ และใช้วิธีการบริหารไร่นาและจัดการตลาดตามแบบอุตสาหกรรมมากขึ้น (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2547: 53)

          เกษตรกรรมที่เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนามาในแนวทางของการผลิตเพื่อการค้า เป็นธุรกิจเชิงพาณิชย์และการผลิตที่เกี่ยวเนื่องกับวิธีการและตลาดของระบบอุตสาหกรรม ซึ่งมีอิทธิพลกว้างขวางครอบงำแทบทั้งโลกนี้ อาจมีผลกระทบที่ไม่เป็นการพัฒนาของเกษตรกรรมที่แท้จริงเสมอไปเนื่องจากมีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า วิธีการแบบใหม่ทางด้านเกษตรกรรม เช่น การใช้เครื่องจักรกลที่ทันสมัยมากขึ้น การทำเกษตรกรรมในไร่นาขนาดใหญ่ ตลอดจนการเกษตรแบบครอบวงจร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สูงขึ้น และเพื่อมีหลักประกันทางด้านการตลาด แต่ทั้งหมดนี้ก็ล้วนเป็นไปเพื่อตอบสนองภาคอุตสาหกรรมเป็นหลักยิ่งกว่าจะเป็นไปเพื่อประโยชน์ของภาคเกษตรกรรมเอง ผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการพัฒนาดังกล่าวก็คือ ผู้ผลิตและขายเครื่องจักร ปุ๋ยเคมี ยากำจัดศัตรูพืช ตลอดจนอุตสาหกรรมแปรรูปผลผลิตทางเกษตรกรรม แม้เกษตรกรอาจมีรายได้มากขึ้น แต่รายจ่ายสำหรับปัจจัยการผลิตสมัยใหม่ก็เพิ่มสูงขึ้นด้วยจนอาจเกินรายรับไปด้วยซ้ำ และในหลายกรณีก็ทำให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งตนเองได้ต้องกลายเป็นกรรมกรในแปลงไร่นาขนาดใหญ่ หรือไม่ก็เป็นลูกไร่ที่ต้องพึ่งพิงผู้ประกอบธุรกิจแบบครบวงจร (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2547: 7)

ความสำเร็จของการพัฒนาระบบการเกษตรโดยเฉพาะการพัฒนาด้านการเพิ่มจำนวนผลผลิต โดยใช้การค้นคว้า วิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศเม็กซิโก เมื่อปี พ.ศ.2486 โดยมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์ การก่อตั้งสถาบันข้าวนานาชาติหรืออีรี่ขึ้นในปี พ.ศ.2503 โดยมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์และมูลนิธิฟอร์ดที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น เป็นการเปลี่ยนแปลงการผลิตทางการเกษตรครั้งใหญ่ของโลกจนถูกเรียกขานว่าการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) (อภิพรรณ พุกภักดี, 2552: 25-46) ซึ่งต่อมาปรากฏการณ์ดังกล่าวได้มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงการผลิตทางการเกษตรของประเทศไทยเป็นอย่างมากในเวลาต่อมา โดยหลังสงครามโลกครั้งที่สองต่อเนื่องมาจนถึงช่วงที่มีการริเริ่มวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 เป็นช่วงเดียวกันที่มีการนำการปฏิวัติเขียวเข้ามาปรับเปลี่ยนโครงสร้างการผลิตทางการเกษตรของไทย ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนั้นมองว่า การที่จะขจัดความยากจนออกให้หมดไปได้นั้น ควรนำเอาแนวคิดการพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะแนวคิดการพัฒนาทางด้านการเกษตรมาจากกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยรัฐไทยขณะนั้นมองว่าประเทศพัฒนาแล้วเหล่านั้นประสบผลสำเร็จในการพัฒนาทางการเกษตรด้วยการนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ รัฐไทยจึงได้ใช้แนวทางนั้นมาเป็นแนวทางหลักในพัฒนาการเกษตรของไทยตั้งแต่แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 1 เป็นต้นมา ซึ่งก่อให้เกิดวาทกรรม เกษตรแผนใหม่ในสังคมไทยโดยเฉพาะในแวดวงการพัฒนาทางการเกษตรตลอดจนเกษตรกรทั่วประเทศ วาทกรรมเกษตรแผนใหม่มีบทบาทสำคัญมากในการเปลี่ยนแปลงวิธีการผลิตและวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยจำนวนมากจากจุดเริ่มต้นจนกระทั่งปัจจุบันนี้ จึงนับได้ว่าวาทกรรมเกษตรแผนใหม่เป็นวาทกรรมหลักที่สำคัญที่สุดวาทกรรมหนึ่งในบริบทการพัฒนาวิถีการเกษตรในสังคมไทย

          จากผลการศึกษาผลการพัฒนาวิถีเกษตรจากแผนพัฒนาฯ ฉบับต่างๆ แล้ว ยังมีผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากการพัฒนาการเกษตรของไทยที่ผ่านมา ซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้

ประภาส ปิ่นตบแต่ง, สุภาใยเมือง และบัญชร แก้วส่อง (2546) ได้ศึกษาวิจัยเรื่องการพัฒนาระบบสวัสดิการสำหรับคนจนและคนด้อยโอกาสในกลุ่มเกษตรกร ผลการวิจัยส่วนหนึ่งสรุปว่า

1) ด้านขนาดและปริมาณคนจนในกลุ่มอาชีพและชุมชนเกษตรกรรมพบว่า เกษตรกรจำนวน 5.1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 54.6 เป็นคนจน และมีคนงานเกษตรอีกร้อยละ 16.9 เป็นคนจน ถ้าใช้วิธีการประมาณการตามฐานคิดของทฤษฎีความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้เกณฑ์เส้นความยากจนที่ค่า 892 บาท ในปี 2543 แต่หากใช้การประมาณการขนาดประชากรยากจนตามแนวเศรษฐศาสตร์การเมือง โดยวิเคราะห์จากปัญหาการครอบครองที่ดินจะพบว่า มีครัวเรือนเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินไม่เพียงพอประมาณ 1.5 ล้านครอบครัว หรือ 6.75 ล้านคน และเกษตรกรที่ไม่มีความมั่นคงในที่ดินทำกินประมาณ 1.2 ล้านครอบครัว หรือ 5.5 ล้านคน หรือหากวิเคราะห์จากปัญหาหนี้สินและทุนในการผลิตพบว่า เกษตรกรประมาณ 5 ล้านครอบครัว จาเกษตรกรทั้งหมด 5.6 ล้านครอบครัวเป็นหนี้

2) ด้านนโยบายรัฐที่เกี่ยวกับคนจนในชุมชนภาคเกษตรกรรมพบว่า นโยบายด้านการหนุนเสริมเกษตรกรเพื่อสร้างประสิทธิภาพการผลิตในรูปแบบต่างๆ ยังเป็นเพียงแค่การช่วยเหลือที่ยังอยู่ในระบบเกษตรกรที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ เป็นการช่วยเหลือเพียงชั่วครั้งชั่วคราว ในขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างยังดำรงอยู่ และยังเป็นการลดทอนการมองปัญหาเชิงโครงสร้างด้วย ส่วนนโยบายด้านสังคมสงเคราะห์ สวัสดิการสังคม แก่ผู้ด้อยโอกาส คนจนในอาชีพและชุมชนเกษตรกรที่เกิดขึ้นบนฐานคิดเรื่องวัฒนธรรมความยากจน พบว่ายังไม่มีประสิทธิภาพ การจัดสรรงบประมาณไม่เพียงพอ การเมืองในเรื่องนโยบายการจัดสรรงบประมาณระหว่างการสนับสนุนภาคเกษตรกับภาคอุตสาหกรรมยังมีความเหลื่อมล้ำ ในมิติด้านการให้อำนาจแก่กลุ่มอาชีพและกลุ่มเกษตรกรพบว่า การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมืองเป็นประเด็นที่สำคัญต่อเกษตรกร ปัญหาการกระจุกตัวของทรัพยากรที่ดินเป็นนโยบายที่รัฐไม่ได้ให้ความสนใจมากนัก นโยบายการแก้ปัญหากลุ่มอาชีพและชุมชนเกษตรกรจึงไม่ได้มีการปฏิรูประบบเศรษฐกิจในเชิงโครงสร้าง

3) ด้านสภาพชีวิตและวิถีการผลิตของกลุ่มเกษตรกรพบว่า คนจนในกลุ่มเกษตรกรมี 3 ลักษณะ ได้แก่ ลักษณะแรกเป็นเกษตรกรที่มีที่ดินทำกินหรือฐานปัจจัยการผลิตเป็นของตนเอง แต่เป็นกลุ่มที่มีฐานการผลิตแบบดั้งเดิมและอาศัยการดำรงชีพจากธรรมชาติเป็นด้านหลัก หรือกลุ่มที่มีฐานการผลิตสองฐาน แต่ฐานหนึ่งถูกทำลาย กลุ่มที่ผลิตเชิงเดี่ยวที่ต้องลงทุนทางการผลิตสูง กลุ่มที่ผลิตแบบพันธะสัญญาที่ต้องขึ้นกับบริษัท และกลุ่มที่มีการปรับตัวมาทำการเกษตรระบบผสมผสาน กลุ่มเหล่านี้ไม่สามารถดำรงอาชีพด้วยฐานการผลิตเดียว เกษตรกรจะมีปัญหาหนี้สินทางออกของกลุ่มนี้จึงมักจะเป็นการรับจ้าง ลักษณะที่สองได้แก่เกษตรกรที่ไม่มีที่ดินทำกินหรือมีที่ดินน้อยต้องเช่าเพิ่มและเสียค่าเช่า ส่วนลักษณะที่สามเป็นกลุ่มเกษตรกรรับจ้าง

ส่วนสภาพความยากจนของเกษตรกรมีหลายมิติ มิติแรกเป็นความขาดแคลนในทรัพย์สินที่สะท้อนให้เห็นจากการขาดที่ดินและปัจจัยการผลิต ต้องพึ่งพิงภายนอก และตกอยู่ในภาวะหนี้สินรายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ไม่สามารถดำรงชีวิตได้ด้วยอาชีพเกษตรเพียงอย่างเดียว มิติที่สองเป็นความขาดแคลนในโอกาสของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ความต้องการของตลาด ทำให้เกิดความผิดพลาดในการผลิต มิติที่สามเป็นความจนในอำนาจ ขาดอำนาจต่อรอง ตลอดจนขาดอำนาจในการมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และมิติที่สี่คือความไร้ศักดิ์ศรีของคนจนภาคเกษตร เพราะอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่ถูกคนดูถูก

สาเหตุสำคัญแห่งปัญหาความยากจนมาจากการรวมศูนย์การพัฒนาของรัฐที่ไม่เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีสาวนร่วมในการกำหนดนโยบาย การไร้สิทธิและอำนาจในการดูแลและการใช้ประโยชน์ในฐานทรัพยากรของชุมชน การพึ่งพิงภายนอกของเกษตรกรกับวิถีการผลิตในระบบเศรษฐกิจการตลาด วิธีคิดเชิงเดี่ยวที่เน้นความรู้แบบเดียว ทำให้ฐานความรู้และภูมิปัญญาของเกษตรกรและชุมชนถูกเบียดขับ ทำให้ฐานการพึ่งตนเองลดลง ประกอบกับเกษตรกรไม่มีสวัสดิการ ไร้หลักประกันและความมั่นคงในชีวิต จึงมีผลต่อความยากจนของเกษตรกรในชุมชนชนบท

งามพิศ สัตย์สงวน (2545) ทำการวิจัยเรื่องวัฒนธรรมข้าว: การคงอยู่และการเปลี่ยนแปลง ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งใช้นามสมติว่าหมู่บ้านบ้านนา อำเภอภาชี จังหวัดพระนครศรีอยุธยาพบว่า

1) การชลประทานทำให้วัฒนธรรมข้าว วิถีชีวิตของชาวนา และแบบแผนการทำนาในชุมชนเปลี่ยนแปลงไปมาก ขณะเดียวกันก็ทำให้วัฒนธรรมข้าวยังคงมีอยู่ในชุมชน เพราะการมีระบบชลประทานทำให้ชาวนาทำการผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง หากไม่มีระบบชลประทานชาวนาจะเลิกทำนาเพราะการทำนาเพียงครั้งเดียวได้ผลผลิตไม่พอเลี้ยงชีพ

2) การเข้ามามีบทบาทในการทำการค้าข้าวของพ่อค้าชาวจีนส่งผลให้เกิดการล่มสลายของหัตถกรรมพื้นบ้าน โดยพ่อค้าชาวจีนผลักดันให้ชาวนาผลิตข้าวเพื่อการค้า ชาวนาจึงผลิตข้าวเพื่อขายเพียงอย่างเดียว เพื่อนำเงินที่ได้จากการขายข้าวไปซื้อสิ่งของจำเป็นอย่างอื่น ละเลยการผลิตสิ่งของที่จำเป็นใช้เองเช่นในอดีต เศรษฐกิจของหมู่บ้านที่ทำการศึกษาขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจภายนอกที่ชาวนาในชุมชนควบคุมไม่ได้

3) การคมนาคมทำให้วัฒนธรรมข้าวในชุมชนเปลี่ยนแปลง โดยตั้งแต่ปีพ.ศ.2501 เป็นต้นมาการคมนาคมด้วยถนนสายต่างๆ ของหมู่บ้านบ้านนามีความสะดวกสบายมากขึ้น ทำให้เส้นทางคมนาคมสายหลักในอดีตทั้งทางน้ำและทางเกวียนถูกเลิกใช้ การคมนาคมที่ดีขึ้นทำให้ชาวนาปลูกข้าวเพื่อขายมากขึ้น ทำให้วิถีชีวิตของชาวนาเปลี่ยนแปลงไปมาก

4) การวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติทำให้วัฒนธรรมข้าวในชุมชนเปลี่ยนแปลง เพราะเป็นการวางแผนที่เปลี่ยนวิถีชีวิตจากการผลิตข้าวเพื่อการยังชีพ มาเป็นการผลิตเพื่อการค้าขายเป็นหลัก โดยวางแผนให้หน่วยงานต่างๆ ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรเข้าไปศึกษาค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับเทคโนโลยีทางการเกษตรสมัยใหม่ เช่น การส่งเสริมให้เกษตรกรใช้ข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง การส่งเสริมการใช้สารเคมีต่างๆ รวมถึงเครื่องจักรกลการเกษตรต่างๆ เป็นต้น

5) การรับนวัตกรรมทางการเกษตรใหม่ๆ ทั้งที่เป็นรูปธรรมและนามธรรมทำให้วัฒนธรรมข้าวในชุมชนเปลี่ยนแปลง แม้จะไม่ทำให้เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง แต่ก็ทำให้ชาวเปลี่ยนแปลงวิถีการทำนาไปมากโดยไม่สามารถปฎิเสธการใช้นวัตกรรมใหม่ๆ ในการทำนาได้ และยังส่งผลให้ชาวนาผลิตข้าวเพื่อการค้าเป็นหลักเพิ่มขึ้น ส่งผลให้วิถีการผลิตของชาวนาผูกติดอยู่กับการค้าข้าวระดับโลกมากขึ้น

6) แหล่งเงินกู้ทำให้วัฒนธรรมข้าวคงมีอยู่ในชุมชน ชาวนาในชุมชนบ้านนาส่วนใหญ่มีฐานะยากจนและไม่มีที่ดินทำกินเป็นของตนเอง ขาดแคลนปัจจัยการผลิตต่างๆ เช่น ที่ดิน ทุน แรงงาน และเครื่องมือการผลิตต่างๆ แต่ชาวนาเหล่านั้นยังประกอบอาชีพทำนาได้เพราะอาศัยแหล่งเงินกู้ทั้งในระบบและนอกระบบ หากไม่มีแหล่งเงินกู้ชาวนาส่วนใหญ่ก็ไม่อาจทำนาต่อไปได้

7) เทคโนโลยีสมัยใหม่ทางการเกษตรทำให้วัฒนธรรมข้าวยังคงมีอยู่ในชุมชน โดยปัจจุบันชาวนาส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีสมัยใหม่ในการทำนาเกือบทุกขั้นตอน ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าถ้าหากชาวนาในยุคนี้ไม่ใช้เทคโนโลยีหรือวิทยาการสมัยใหม่ทางการเกษตร ก็ไม่อาจจะปลูกข้าวได้อีกต่อไป

8) การผลิตข้าวเพื่อการค้าทำให้วัฒนธรรมข้าวคงมีอยู่ในชุมชน เนื่องจากชาวนาส่วนใหญ่ผลิตเพื่อขาย การผลิตเพื่อขายทำให้ชาวนาสามารถมีเงินไปจ่ายเงินกู้และสามารถกู้เงินมาทำการผลิตได้อีก หากชาวนาไม่ทำการผลิตเพื่อการค้า ชาวนาก็จะไม่มีเงินไปใช้หนี้ และไม่สามารถกู้เงินมาเพื่อทำการเพราะปลูกได้อีก

9) ครอบครัวและเครือญาติทำให้วัฒนธรรมข้าวยังคงมีอยู่ในชุมชน โดยการทำนาในปัจจุบันชาวนาจะอาศัยเงินที่ได้รับจากลูกหลานส่วนหนึ่งมาเป็นทุนในการทำนา หากไม่ได้รับความช่วยเหลือจากลูกหลาน การลงทุนในการทำนาก็จะมีความลำบากมากขึ้น

อภิพรรณ พุกภักดี (2552) ได้สรุปความยากจนในประเทศไทยกับการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมว่า โลกาภิวัตน์ซึ่งมาในรูปของการยึดเอาวัตถุนิยมเป็นสาเหตุสำคัญของความยากจน การที่รัฐมุ่งที่จะเร่งรัดการผลิตสินค้าเกษตรเพื่อทำรายได้เข้าสู่ประเทศและได้ใช้จ่ายรายได้จากภาคเกษตรเหล่านั้นนำไปพัฒนาเศรษฐกิจด้านอื่นๆ เช่น ภาคอุตสาหกรรม การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ซึ่งการพัฒนาดังกล่าวหากเป็นไปด้วยความไม่ระมัดระวังก็อาจส่งผลทำให้เกิดผลกระทบในหลายด้าน ซึ่งในที่สุดก็ได้แก่ความยากจนนั่นเอง การพัฒนาที่รัฐตีค่าการยกระดับทางเศรษฐกิจว่าเป็นการพัฒนา โดยเอาแบบอย่างมาจากประเทศที่พัฒนาแล้ว การเร่งรัดการส่งออกภาคเกษตรให้สูงขึ้น การนำเข้าวัตถุดิบที่จะใช้เป็นปัจจัยทางการผลิตในภาคอุตสาหกรรม การกู้เงินจากต่างประเทศเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น ทำให้ทัศนคติของผู้คนเปลี่ยนแปลงไป โดยให้ความสำคัญกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ของตนเองโดยเฉพาะที่เป็นรูปตัวเงิน การแก่งแย่งกันในเชิงรายได้ในสังคมจึงมีมากขึ้น รวมทั้งการคอรัปชั่นในระดับต่างๆ ส่งผลให้จำนวนคนยากจนมีมากขึ้น อีกทั้งการเร่งรัดพัฒนาประเทศโดยใช้ฐานการผลิตทางการเกษตรเป็นหลัก ได้ก่อให้เกิดความเสื่อมโทรมของสภาพแวดล้อม ความยากจนในชนบท ตลอดจนผลกระทบที่ทำให้ผลผลิตทางการเกษตรลดลง ขณะที่ในด้านแรงงานก็มีการอพยพโยกย้ายจากแรงงานภาคเกษตรเข้าสู่เมืองเพื่อเพิ่มโอกาสในการหารายได้ที่มากขึ้นกว่าจากการเกษตร ผลจากการพัฒนาของรัฐในองค์รวมก่อให้เกิดการขาดแคลนแรงงานภาคเกษตร เกิดความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชเชิงเดี่ยว (Monoculture) การเร่งรัดการผลิตโดยใช้สารเคมีต่างๆ ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น ขณะที่เกษตรกรยากจนลง

ขณะเดียวกัน อภิพรรณ พุกภักดี (อ้างแล้ว) มองว่าการปฏิวัติเขียวก็เป็นเฉกเช่นเดียวกับผลงานของวิทยาศาสตร์อื่นๆ ซึ่งมีทั้งด้านบวกและด้านลบ ในด้านบวกการปฏิวัติเขียวถูกยกย่องว่าเป็นกระบวนการในการแก้ไขปัญหาความอดอยากยากแค้นของมนุษยชาติ ขณะเดียวการปฏิวัติเขียวกันก็ถูกโจมตีว่าเป็นสาเหตุของการบ่อนทำลายสภาพแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม เนื่องจากพืชที่ให้ผลผลิตสูงจำเป็นจะต้องได้รับสารเคมี น้ำชลประทาน และเครื่องจักรกลการเกษตร ผลของการใช้พันธุ์พืชที่ให้ผลผลิตสูงทำให้เกษตรกรยิ่งเพิ่มความถี่ของการเพราะปลูกต่อปีให้มากขึ้น จนเกิดเป็นการปลูกพืชแบบเชิงเดี่ยว ซึ่งส่งผลให้เกิดการสะสมโรคและแมลงในแปลงปลูก ทำให้เกษตรกรจำเป็นต้องใช้สารเคมีมากขึ้น เกิดผลต่อความอุดมสมบูรณ์ของดิน การใช้น้ำมากขึ้น การลงทุนด้านเมล็ดพันธุ์พืช ยิ่งทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เกิดช่องทางการเอารัดเอาเปรียบเกษตรกรโดยนายทุนและพ่อค้าคนกลาง ตลอดจนเป็นการทำลายระบบเกษตรแบบพึ่งพาซึ่งมีพืชและสัตว์เป็นองค์ประกอบร่วมกัน

สรุป

          แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศไทยที่ผ่านมา ภายใต้อุดมการณ์ทุนนิยม โดยการครอบงำของประเทศมาหาอำนาจตะวันตก ทำให้ประเทศไทยต้องพยายามพัฒนาประเทศให้ผ่านการประเมินตามตัวชี้วัดขององค์กรทางเศรษฐกิจของโลกที่เป็นผู้ประเมินผล ซึ่งแนวทางพัฒนาดังกล่าว ได้ผลักใสให้ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งเป็นเกษตรกรถูกมองว่ามีวิถีการผลิตที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย เป็นเหตุแห่งความล้าหลังของการพัฒนาระดับประเทศ ต้องแก้ไขตามแนวทางของตะวันตก โดยการทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผ่านวิถีการผลิตที่สามารถเพิ่มผลิตภาพได้เพิ่มขึ้น โดยมีการเกษตรแผนใหม่เป็นกลไกสำคัญของการพัฒนา

          เมื่อการผลิตเพื่อการยังชีพ (Extensive Farming) ถูกทำกลายกลายเป็นการเกษตรแผนใหม่เพื่อการค้า (Extensive Farming) ความรู้ ความจริง ภูมิปัญญาที่เคยสั่งสมมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี ที่ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากต่างประเทศ และมีค่าใช้จ่ายสูง เช่น เครื่องจักรกลทางการเกษตร ปุ๋ยเคมี สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดศัตรูพืช ทำให้เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้นมาก ขณะที่องค์ประกอบทางการผลิตและการตลาดยังไม่ได้รับการพัฒนาให้สอดคล้องกัน เช่น ระบบชลประทานที่ไม่มั่นคงและเท่าเทียม ระบบการตลาดที่ถูกผูกขาดในการสร้างมูลค่าส่วนเกินด้วยพ่อค้า ทำให้เกษตรกรไทยเป็นเพียงพลังการผลิตที่สร้างมูลค่าทางการตลาดให้แก่ประเทศได้เป็นจำนวนมาก แต่ไม่สามารถสร้างความมั่นคงทางด้านเศรษฐกิจและสังคมให้กับตนเองและครอบครัวได้ อย่างยั่งยืน แม้ปัจจุบันนี้ จำนวนคนยากจนที่วัดตามเส้นความยากจนจะลดลงเป็นจำนวนมากเมื่อเปรียบเทียบกับอดีตที่ผ่านมา แต่ความจริงที่ปรากฏ เกษตรกรรายย่อยจำนวนมาก ยังคงต้องการการพัฒนา ทั้งปัญหาหนี้สิน ปัญหาต้นทุนการผลิตสูง ปัญหาไม่มีผู้สืบทอดธุรกิจการเกษตรของครัวเรือน และปัญหาคุณภาพชีวิตที่ยังมีความเหลื่อมล้ำอยู่มาก

การสร้างความเข้มแข็งภายในชุมชนด้วยการสหกรณ์

ตามประสาคนแก่ อยู่ว่าง ๆ ก็ท่องโลกออนไลน์ไปเรื่อยเปื่อย บังเอิญไปเจอบทความ เรื่อง 7 Reasons Cooperatives are Important to Poverty Reduction น่าสนใจมาก

ผู้เขียนจั่วหัวแบบฟันธงสรุปไว้ว่า “สหกรณ์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการลดความยากจน เป็นกลไกที่ประกันการเติบโตและความมั่งคั่งของชุมชน…”

เขาว่า 7 เหตุผลสำคัญในการใช้การสหกรณ์แก้ไขปัญหาความยากจน ได้แก่

1. สหกรณ์ตอบสนองความต้องการของชุมชนโดยตรง มีความคล่องตัวในการกระจายทรัพยากร ทุน ผลกำไร และผลประโยชน์หมุนเวียนอยู่ในชุมชนเดียวกัน

2. สหกรณ์ช่วยสร้างสังคมแห่งสันติสุข โดยช่วยในการพัฒนาทักษะด้านงานพัฒนา และการศึกษา ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศ ส่งเสริมสุขภาพ และยกระดับมาตรฐานการดำรงชีวิตของผู้คนทั้งชุมชน

3. สหกรณ์ช่วยให้เกษตรกรได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น เป็นกลไกในการพัฒนาทักษะและองค์ความรู้ กระจายทรัพยากร และทุน (สินเชื่อ) ให้แก่เกษตรกร สร้างรายได้ สร้างมูลค่าเพิ่ม และลดต้นทุนด้วยกลไกรวมกันซื้อ รวมกันขาย ช่วยยกระดับราคาผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ของชุมชน

4. สหกรณ์ส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการที่ทำงานร่วมกันและสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกัน มีความเสี่ยงน้อยกว่าการดำเนินธุรกิจเพียงลำพัง เป็นกลไกในการรวมทุน กระจายทุน หนุนเสริมให้เกิดโครงการขนาดใหญ่ในชุมชน ช่วยให้สมาชิกแต่ละคนและชุมชนโดยรวมอยู่รอดร่วมกัน

5. สหกรณ์สร้างการแข่งขันภายในตลาดท้องถิ่น กลไกด้านราคาในสหกรณ์ช่วยสร้างสมดุลราคาตลาดในชุมชน และถ้าสหกรณ์ทำอย่างมีประสิทธิภาพกลไกราคาดังกล่าวอาจมีผลกว้างขวางกว้างไกลออกไปถึงระดับประเทศ

6. สหกรณ์ช่วยสร้างสรรค์ความเข้มแข็งทางการเงินให้แก่ชุมชนและสมาชิก ด้วยการกระจายทุน (ให้สินเชื่อ) เพื่อการลงทุนในชุมชน ช่วยให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นเติบโตขึ้น

7. สหกรณ์สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกและชุมชน โดยการหนุนเสริมด้านทรัพยากรที่จำเป็น เช่น วัตถุดิบ อุปกรณ์การตลาด สถานที่การผลิต เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรม (การแปรรูป) และการสร้างผลิตภัณฑ์ของชุมชน ช่วยสร้างโอกาสให้สมาชิกมีความสามารถในการผลิตภายในชุมชนของตนเอง ลดต้นทุนในการออกไปแสวงหาโอกาสจากพื้นที่อื่น (พื้นที่เมือง)

ที่มาของบทความต้นฉบับ

https://borgenproject.org/reasons-why-cooperatives-are-important-to-poverty-reduction/

ปัญหาภาวะภูมิอากาศโลกเปลี่ยนแปลง (Climate Change)

เมื่อวันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม 2563 ผมเขียนบทความสั้น ๆ เกี่ยวกับ วันสหกรณ์สากล ตอนหนึ่งผมเขียนถึงประเด็นท้าทายในปัจจุบันที่ขบวนการสหกรณ์โลกให้ความสำคัญ โดยองค์การสหประชาชาติ (United nations) สรุปและเชิญชวนว่า “Let's cooperate and invite everyone to fight for climate action” ให้ขบวนการสหกรณ์โลกและผู้คนบนโลกนี้ร่วมกันต่อสู้กับภัยธรรมชาติที่เรียกว่า “การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของโลก (Climate Changed)”

ความตั้งใจจริงในการเขียนครั้งนั้นก็เพื่อให้ผู้คนในขบวนการสหกรณ์ไม่ลืมวันสำคัญของขบวนการสหกรณ์โลก

ปัจจุบันความคิดวน ๆ เวียน ๆ อยู่กับเรื่องหนี้สินภาคการเกษตร เพราะมีคนมาให้ช่วยคิดเรื่องนี้บ่อย ๆ คิดเรื่องมาตรการแก้หนี้ หาวิธีวิธีมาบรรเทาแก้ไข คิดแล้วคิดอีก แก้ได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่ยังหาแนวทางแก้อย่างยั่งยืนไม่เจอ

คิดไปคิดมาก็นึกถึงคำพูดของลุงท่านหนึ่ง เมื่อคราวเราประชุมหารือกัน ประเด็นการสนทนาก็ปรับทุกข์สุขกันเรื่องหนี้สิน และตัวร้ายของเรื่องหนี้สินก็คือ ภัยแล้งคุณลุงพูดได้น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งว่า เรามันไม่เข้าใจกันเอง ทำการเกษตรฝืนธรรมชาติมันก็มีแต่เจ๊ง ต้องปรับตัวให้เข้ากับฤดูกาลที่เปลี่ยนไปแล้ว...

ความคิดและคำพูดของคุณลุงช่างทันสมัย และล้ำลึก จนผมอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าหากเราไม่พิจารณากันที่ต้นเหตุของปัญหาหนี้สิน ก็คงต้องแก้หนี้กันไปไม่รู้จบ

ใครจะไปคิดว่าเอาเข้าจริงแล้วการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลกมีผลต่อปัญหาหนี้สินภาคเกษตรเด่นชัดขึ้นมาทุกขณะ หากยังเพิกเฉยต่อการเปลี่ยนแปลงของระบบภูมิอากาศโลก บางทีอาจสายเกินไป

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก เป็นภาวะที่อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกมีแนวโน้มสูงขึ้น ฤดูกาลต่าง ๆ คลาดเคลื่อน เปลี่ยนแปลงไปจากสภาวะปกติธรรมดา ส่งผลโดยตรงต่อการวิถีการดำเนินชีวิตของมนุษย์ และสิ่งมีชีวิตอื่นทั้งพืชและสัตว์

ขณะที่สังคมโลกให้ความสำคัญต่อการเอาชนะความอดอยากหิวโหย เอาชนะความยากจน ลดทอนความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียม แต่การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกกลับยิ่งส่งผลให้ปัญหาต่าง ๆ ดังกล่าวหนักหนายิ่งกว่าเดิม

การเปลี่ยนแปลงของฤดูกาลส่งผลให้วิถีการผลิตทางการเกษตรเปลี่ยนแปลงไป เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตที่สูงขึ้น มีความเสี่ยงในการผลิตมากขึ้น สังคมโลกเผชิญกับความไม่มั่นคงด้านอาหาร การแก่งแย่งแข่งขันกันครอบครองทรัพยากรทวีความรุนแรงขึ้น ความเหลื่อมล้ำไม่เท่าเทียมยังดำรงอยู่

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก ส่งผลให้พืชและสัตว์บางชนิด ต้องสูญพันธุ์หรือกลายพันธุ์ ส่งผลต่อความสมดุลของระบบนิเวศทั่วโลก ความหลากหลายทางชีวภาพลดลง โลกต้องเผชิญภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรง อาทิ ไฟป่าที่เกิดขึ้นทั่วโลก ปัญหาหมอกควันพิษ น้ำท่วมใหญ่ อากาศที่หนาวจัด ร้อนจัด ฝนทิ้งช่วงยาวนาน ภัยธรรมชาติต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนสร้างความยากลำบากให้แก่มนุษย์และสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกจึงเป็น ฤดูมหาพิบัติภัยที่คุกคามทุกชีวิตบนโลก

การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก อาจเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติหรือเป็นภาวะการณ์ที่มนุษย์มีส่วนทำให้มันเกิดขึ้น มนุษย์คิดค้นนวัตกรรมและเทคโนโลยีต่าง ๆ เพื่อเอาชนะธรรมชาติ ตอบสนองความต้องการด้านการบริโภค ผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจ มีเป้าหมายสำคัญคือการสร้างความสะดวกสบาย และความมั่งคั่งทางเศรษฐศาสตร์ จนละเลยเรื่องความสมดุล ความผาสุกของสังคมที่อยู่บนพื้นฐานความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ระบบภูมิอากาศของโลกจะกลับสู่ภาวะสมดุล สรรพชีวิตจะได้รับการฟื้นฟู ก็ด้วยสองมือของแต่ละคนช่วยกันสร้างโลกที่ดีขึ้น การรับรู้เข้าใจและตระหนักเกี่ยวกับสาเหตุ ปัญหา ผลทางตรง และผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก

เชื่อมั่นและปฏิบัติการพัฒนาที่ยั่งยืน เปลี่ยนเป้าหมายการใช้ชีวิต กิจกรรมทางเศรษฐกิจต้องเป็นไปเพื่อความพอเพียง สมดุล ลดการแข่งขัน เพิ่มความร่วมมือระหว่างกัน สร้างเศรษฐกิจแบบแบ่งปัน กระจายความกินดีอยู่ดี ไปสู่ทุกชุนชน และทุกสังคมบนโลก ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งในการฟื้นฟูโลก ช่วยกันสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ เรียนรู้อยู่กับธรรมชาติอย่างสร้างสรรค์ ไม่ทำลาย เพื่อฤดูกาลปกติของโลกกลับคืนสู่ทุกชีวิต

#วิถีสหกรณ์-วิถีเกษตรกรรมยั่งยืน-ฟื้นโลกฟื้นเรา

ห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chains : GVCs)

 จากห่วงโซ่คุณค่าชุมชน (Community Value Chains : CVCs) สู่ ห่วงโซ่คุณค่าโลก (Global Value Chains : GVCs)

ตามประสาคนฟุ้งซ่าน ก็มักคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อย วันนี้นึกครึ้ม ๆ ตามอากาศ ว่าเราจะสร้างความสมดุลระหว่างเศรษฐกิจชุมชนกับเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างไร ให้เกิดผลที่เรียกว่า การสร้างความเข้มแข็งจากภายในเป็นฐานของการพัฒนาอย่างยั่งยืนในสถานการณ์ที่โครงสร้างรายได้ของประเทศ มาจากภาคการค้า+บริการ อุตสาหกรรม และภาคเกษตรตามลำดับ (ภาคเกษตรสัดส่วนรายได้น้อยมาก เมื่อเทียบกับภาคการค้า+บริการ และภาคอุตสาหกรรม แต่ผู้คนที่อยู่ในภาคเกษตรกลับยังมีอยู่เป็นจำนวนมากแม้จะมีแนวโน้มจำนวนลดลง) นำมาซึ่งความเหลื่อมล้ำ และซ้ำเติมในสภาวะวิกฤติการระบาดของเชื้อไวรัส Corona

รายงานประจำปีของธนาคารโลก (World Bank: WB) ที่ชื่อ World Development Report ปีนี้ ธนาคารโลกนำเสนอรายงาน ชื่อ World Development Report 2020: Trading for Development in The Age of Global Value Chains “การค้าเพื่อการพัฒนาในยุคของห่วงโซ่คุณค่าโลก

คำสำคัญคือ “Global Value Chains (GVCs)”

ผมสรุปเอาเองว่า GVCs คือ ห่วงโซ่คุณค่าโลก ลักษณะคล้าย ๆ การแบ่งงานกันทำตามหลักเศรษฐศาสตร์แต่ไม่ใช่ลักษณะของการแลกเปลี่ยนสินค้า แต่เป็นการส่งต่อผลผลิตจากต้นทาง สู่กลางทาง และปลายทางของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ เป็นการแบ่งงานกันผลิตตามศักยภาพ ใครถนัดอะไรก็ทำสิ่งนั้น แล้วก็ส่งต่อผลผลิต จนไปถึงผลิตภัณฑ์สุดท้าย มูลค่าทางธุรกิจก็จะเกิดขึ้นในทุก ๆ ห่วงโซ่คุณค่า เกิดการแบ่งปันผลประโยชน์ในตัวสินค้าหนึ่ง ๆ เช่น ในการผลิตรถยนต์ เทคโนโลยีมาจากประเทศหนึ่ง เหล็กมาจากประเทศหนึ่ง ยางรถยนต์มาจากประเทศหนึ่ง ชิ้นส่วนมาจากประเทศหนึ่ง และสุดท้ายก็มาจบตรงที่ประเทศผู้ประกอบรถยนต์ และจำหน่ายไปยังประเทศต่าง ๆ รวมถึงประเทศต้นทางของแต่ห่วงโซ่คุณค่าของการผลิตรถยนต์คันหนึ่ง

ธนาคารโลกกำหนดกรอบแนวคิดไว้ว่า GVCs จะสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจร่วมกันได้ แต่ละห่วงโซ่คุณค่าของโลกจะต้องขับเคลื่อนโดย Openness, Connectivity, Cooperation ผ่านกลไกของ GVCs ที่มีลักษณะ Hyperspecialization and firm-to-firm relationships อันจะนำไปสู่ Social and Environmental Protection เป็นแนวคิดที่สุดยอดจริง ๆ ครับ

เศรษฐกิจชุมชนเป็นฐานรากที่สำคัญ ถ้าลองขับเคลื่อนด้วยแนวคิดแบบ GVCs ดูบ้างโดยปรับเป็น CVCs: Community Value Chains “ห่วงโซ่คุณค่าชุมชนมันจะเป็นไปได้ไหม

รถยนต์คันหนึ่งมูลค่าเท่าไรก็ตาม ทำอย่างไรจะกระจายกำไรไปสู่ผู้คนในแต่ละห่วงโซ่คุณค่าของรถคันนี้อย่างยุติธรรมเท่าเทียม ถ้าเปลี่ยนจากรถยนต์เป็นสินค้าอื่น ๆ โดยเฉพาะสินค้าที่มีต้นทางของผลิตภัณฑ์เป็นผลผลิตทางการเกษตร ก็ให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ถ้ามันเป็นไปได้จริง ความเหลื่อมล้ำย่อมลดลงแน่นอน และเชื่อว่าหากความเหลื่อมล้ำมันเหลือน้อยหรือไม่มีเลย ประเทศต่าง ๆ จะรับมือกับวิกฤติการต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี

ปัญหาคือ มันจะเป็นจริงได้ปุ๊นิ ที่ การค้าโลกหนุนเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละประเทศ โดยมีชุมชนเป็นฐานแบบ CVCs to GVCs ในเมื่อความขัดแย้งยังดำรงอยู่อย่างมากมายแม้ในท่างกลางวิกฤติ Where are  Cooperation?

ทางเลือก ทางรอด ของวิถีเกษตรไทย ด้วยแนวคิดสหกรณ์และแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน

 ปัญหาของเกษตรกรไทยในปัจจุบัน

หากย้อนอดีตไปเมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา คำกล่าวที่ว่า ในน้ำมีปลา ในนามีข้าวน่าจะสะท้อนภาพของวิถีเกษตรไทยได้เป็นอย่างดี ซึ่งทำให้เห็นภาพว่าการเกษตรในสมัยนั้นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมยังมีความอุดมสมบูรณ์และเกษตรกรน่าจะมีความผาสุกในระดับที่น่าพอใจ ซึ่งถ้าหากเปรียบเทียบกับวิถีเกษตรไทยในยุคปัจจุบันนี้ คำกล่าวที่ว่า ในน้ำมียา ในนามีหนี้ก็น่าจะสะท้อนภาพของวิถีเกษตรไทยในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี เช่นกัน การเปลี่ยนผ่านจากการทำการเกษตรเพื่อการยังชีพ (Extensive Farming) ไปเป็นการทำการเกษตรเพื่อการค้าหรือการเกษตรแบบเข้มข้น (Intensive Farming) ส่งผลให้เกษตรกรไม่สามารถพึ่งตนเองได้ เนื่องจากการเกษตรเพื่อการค้านั้น เน้นการทำการเกษตรเชิงเดี่ยว เน้นผลผลิตต่อไร่ที่สูง ทำให้ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่ส่วนใหญ่ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ให้ความสำคัญต่อประเพณีวัฒธรรมและภูมิปัญญาที่เกี่ยวข้องกับวิถีการผลิตที่สืบทอดกันมา ใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มข้น ผลสะท้อนของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการผลิตดังกล่าวส่งผลให้เกษตรกรไทยในปัจจุบันพึ่งตนเองไม่ได้ในวิถีการผลิตทางการเกษตร

ในปี 2555 ภาคเกษตรมีสัดส่วนมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (Gross Domestic Product: GDP) อยู่ที่เพียงร้อยละ 12.19 ของมูลค่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศทั้งหมด ขณะที่มีครัวเรือนเกษตร จำนวน 5.911 ล้านครัวเรือน หรือประมาณ 22.93 ล้านคน[1] และมีเนื้อที่ที่ใช้ประโยชน์ทางการเกษตรถึง ร้อยละ 46.54 ของเนื้อที่ทั้งหมดประเทศไทย จะเห็นว่าปัจจุบันยังมีผู้คนจำนวนมากมายที่อยู่ในภาคเกษตร และยังใช้ทรัพยากรที่ดินมากกว่าภาคการผลิตอื่นๆ แต่กลับมีส่วนร่วมในมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเพียง ร้อยละ 12.19 เท่านั้น และหากพิจารณาไปที่ครัวเรือนเกษตรกรจะพบว่า ครัวเรือนเกษตรมีรายได้สุทธิเฉลี่ยทั้งประเทศเพียง 57,448 บาท/ครัวเรือน ขณะที่มีหนี้สินเฉลี่ยทั้งประเทศถึง 59,808 บาท/ครัวเรือน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2556: 1-4) ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรส่วนใหญ่มีหนี้สินมากกว่ารายได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันเกษตรกรส่วนใหญ่ของไทยยังพึ่งตนเองไม่ได้

ปัญหาดังกล่าวของเกษตรกรไทยผนวกกับวิถีสังคมปัจจุบันของเกษตรไทยที่เน้นการพึ่งพาทั้งจากภาครัฐและนายทุน แต่ไม่เน้นการพึ่งตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนในอดีต ทำให้เกษตรกรไทยยังอยู่ในวังวนของการพึ่งตนเองไม่ได้ในการประกอบอาชีพเกษตรกรรม ทางออกของปัญหาดังกล่าวน่าจะเกิดขึ้นได้ถ้าเกษตรกรไทยมีแนวทางการผลิตที่แตกต่างไปจากวิถีการผลิตในปัจจุบัน ซึ่งแนวคิดสหกรณ์และแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนน่าจะเป็นทางออกหนึ่งที่เกษตรกรไทยควรจะได้เรียนรู้ และทดลองปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตทางการเกษตรของตนเอง จากเดิมไปสู่วิถีการผลิตใหม่ เพื่อให้การดำเนินชีวิตในวิถีเกษตรสร้างความกินดี อยู่ดี มีความสุข พึ่งตนเองเองอย่างแท้จริง 

แนวคิดสหกรณ์

          แนวคิดเรื่องการสหกรณ์เกิดขึ้นครั้งแรกที่ประเทศอังกฤษโดย Robert Owen ผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการสหกรณ์โลก เขามองเห็นปัญหาต่างๆ ของคนงานในโรงงานทอผ้า โดยเฉพาะการถูกเอารัดเอาเปรียบต่างๆ จากนายทุนเจ้าของโรงงาน ในปี ค.ศ.1800 เขาจึงคิดวิธีการแก้ไขปัญหาโดยการซื้อโรงงานทอผ้าชื่อ NEW LANARK เป็นของตนเองและหุ้นส่วน เขาบริหารงานโดยให้ความสำคัญกับความเป็นอยู่ของคนงาน และที่เป็นพื้นฐานของการสหกรณ์ในเวลาต่อมาคือการที่เขาเปิดร้านค้าในโรงงานแบบใหม่ โดยเลือกสินค้าที่ดี และขายให้คนงานในราคาต่ำพอคุ้มทุน และยกประโยชน์ที่ได้จาการที่ร้านค้าสามารถซื้อของจำนวนมากในราคาต่ำลงให้แก่คนงาน (วิทยากร เชียงกูล, 2550: 13-15)

          แนวคิดสหกรณ์มีการพัฒนาและแพร่หลายไปยังประเทศต่างๆ ทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยโดยที่พระราชวรวงค์เธอ กรมหมื่นพิทยาลงกรณ พระบิดาแห่งการสหกรณ์ไทยได้ทรงริเริ่มที่จะใช้แนวคิดสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนของชาวนา ซึ่งเริ่มขึ้นในปี พ.ศ.2458 และมีการก่อตั้งสหกรณ์แห่งแรกขึ้นในประเทศไทยในปี พ.ศ.2459 ชื่อว่าสหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ ตั้งอยู่ในท้องที่อำเภอเมืองพิษณุโลก จังหวัดพิษณุโลก

          เนื้อหาสาระสำคัญของแนวคิดสหกรณ์ คือ สหกรณ์อยู่บนพื้นฐานแห่งคุณค่าของการช่วยตนเอง ความรับผิดชอบต่อตนเอง ความเป็นประชาธิปไตย ความเสมอภาค ความเที่ยงธรรม และความเป็นเอกภาพ สมาชิกสหกรณ์เชื่อมั่นในคุณค่าทางจริยธรรมแห่งความสุจริต ความเปิดเผย ความรับผิดชอบต่อสังคม และความเอื้ออาทรต่อผู้อื่น โดยสืบทอดประเพณีปฏิบัติของผู้ริเริ่มการสหกรณ์ มีความเชื่อร่วมกันที่ว่าการช่วยตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามหลักการสหกรณ์ซึ่งจะนำไปสู่การกินดี อยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุขในสังคม โดยยึดแนวทางที่สหกรณ์ยึดถือปฏิบัติเพื่อให้คุณค่าของสหกรณ์เกิดผล เป็นรูปธรรม[2] 

แนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน

ขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืนในสังคมไทยกำเนิดขึ้นมาจากปัญหาของการปฏิวัติเขียว[3] (Green Revolution) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตทางการเกษตรของไทย ซึ่งผลกระทบของการปฏิวัติเขียวที่เห็นได้ชัดเจนคือมีการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรเพียงร้อยละ 30 เท่านั้นในรอบ 40 ปี ที่ผ่านมา ในขณะที่เกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยและสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเพิ่มขึ้น โดยต้นทุนค่าปุ๋ยและสารเคมีนั้นคิดเป็นประมาณร้อยละ 30 ของต้นทุนการผลิตทางการเกษตร ความหวังที่จะผลิตอาหารได้มากขึ้นก็ไม่เป็นความจริง เพราะการทำการเกษตรเชิงเดี่ยวได้ทำลายระบบการผลิตแบบดั้งเดิมที่มีการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์หลายๆ ชนิดในพื้นที่เดียวกัน การเกษตรแบบปฏิวัติเขียวส่งผลให้ เกษตรกรเป็นทาส ประเทศชาติไม่เป็นไทเนื่องจากการผลิตที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นไทยและการใช้ภูมิปัญญาของไทย การเดินตามแนวทางเกษตรกรรมเพื่อการพาณิชย์ มุ่งหวังการส่งออกเพื่อเงินตรา นำเข้าเทคโนโลยีการเกษตรจากตะวันตกที่เน้นการให้ผลผลิตสูงโดยละเลยการใช้ความหลากหลายระโยชน์ ล้วนส่งผลให้เกษตรกรพึ่งตนเองไม่ได้

          จากปัญหาทางการเกษตรดังกล่าว ทำให้เกษตรกร นักคิด นักพัฒนา หรือขบวนการภาคประชาชนได้พยายามหาทางออกโดยเริ่มเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณปลายทศวรรษ 2520 เกิดจากการผสมผสานองค์ความรู้ 3 ประการคือ

1) การรวบรวมองค์ความรู้และประสบการณ์ของเกษตรกรที่ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการทำการเกษตร เช่น ประสบการณ์ของพ่อมหาอยู่ สุนทรธัย จังหวัดสุรินทร์ ลุงฉลวย แก้วคง จังหวัดนครสวรรค์ ป๊ะหรน หมัดหลี จังหวัดสงขลา และผู้ใหญ่วิบูลย์ เข็มเฉลิม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นต้น

2) การส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรแบบผสมผสาน เช่น การเลี้ยงปลานาข้าวขององค์กรพัฒนาเอกชน

3) การนำเอาประสบการณ์และแนวคิดเรื่องเกษตรกรรมทางเลือก (Alternative Agriculture) จากประเทศต่างๆ เช่น เกษตรกรรมธรรมชาติจากชาวนาญี่ปุ่นชื่อ มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ประสบการณ์เกษตรกรรมอินทรีย์ในยุโรป เป็นต้น เข้ามาประสานและสังเคราะห์ขึ้นเป็นชุดความรู้และความคิดของคนไทยเอง

และในปี 2532 เครือข่ายองค์กรพัฒนาเอกชนและเกษตรกรได้รวมตัวกันจัดตั้ง เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกขึ้นเป็นขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืนขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย และในปี 2535 องค์กรพันธมิตร เช่น กลุ่มสันติอโศก มหาวิทยาลัยและหน่วยงานราชการต่างๆ ได้ร่วมกันจัดงาน สมัชชาเกษตรกรรมทางเลือก ครั้งที่ 1ขึ้น อันถือว่าเป็นการเริ่มต้นขบวนการเกษตรกรรมยั่งยืนอย่างเป็นทางการของประเทศไทย (วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ, 2554: 149-152)

        เนื้อหาที่สำคัญที่สุดของแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนก็คือการผลิตทางการเกษตรที่สอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมชุมชน เน้นการพึ่งตนเอง ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน เน้นการผลิตที่ปลอดภัย ไม่ทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป้าหมายไม่ใช่ความมั่งคั่งทางวัตถุเป็นสำคัญ แต่ให้ความสำคัญต่อความกินดีอยู่ดีมีความสุขของเกษตรกร ชุมชน และสังคม อย่างยั่งยืน 

ต้นแบบความสำเร็จ จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ

          สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด เป็นสหกรณ์ที่เล็งเห็นความสำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้แก่สมาชิกและเกษตรกร ได้จัดทำโครงการพัฒนาการผลิตและการตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์ เพื่อสร้างเครือข่ายร่วมกันในการแลกเปลี่ยนความรู้ของสมาชิกและคนในชุมชน เพื่อพัฒนาไปสู่ชุมชนเกษตรอินทรีย์เน้นความปลอดภัยของผู้ผลิตและผู้บริโภค ส่งเสริมให้มีการผลิตเอง บริโภคเอง และยังเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจของชุมชน อีกทั้งช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้สมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในชุมชนให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และสหกรณ์ได้ดำเนินการก่อตั้งตลาดเกษตรกร (FARMER MARKET) เพื่อจำหน่ายสินค้าเกษตรอินทรีย์และผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพสหกรณ์ที่มีคุณภาพ (Coopinthailand, 2557) ซึ่งในปี พ.ศ.2555 ซึ่งเป็นปีสหกรณ์สากล สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานรางวัลแก่เกษตรกรตัวอย่างในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกในงานวันอาหารโลก 4 คน จากประเทศ มาเลเซีย มองโกเลีย สาธารณรัฐสังคมนิยมประชาธิปไตยศรีลังกา และประเทศไทย คือ นางสาวสุมาลี ทองธีระ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด ในฐานะเกษตรกรผู้ผลิตข้าวและผักอินทรีย์ตำเมืองปัก อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งปลูกข้าวต้นเดี่ยวโดยใช้แหนแดง ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ช่วยลดต้นทุน ได้ผลผลิตมาก ขายได้ราคา ปัจจุบันสหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด สามารถสร้างตราสินค้าข้าวอินทรีย์ให้เป็นที่รู้จักกันมากขึ้นทั้งในประเทศ และเตรียมพร้อมที่ขยายไปยังตลาดต่างประเทศ เช่น จีนและภูฏาน เป็นต้น (เพ็ญพิชญา เตียว, 2555) 

ทางเลือก ทางรอดของเกษตรกรไทย

          จะเห็นว่าแนวคิดสหกรณ์และแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน มีเป้าหมายร่วมกันคือ นำไปสู่การกินดี อยู่ดี มีความเป็นธรรม และสันติสุขในสังคมและถ้าลงลึกไปในรายละเอียดแล้วจะเห็นว่าวิธีการปฏิบัติของทั้งสองแนวคิดนั้นเอื้อต่อการช่วยให้เกษตรกรไทยพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืนอย่างแท้จริง แนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนภาคการผลิต ขณะที่แนวคิดสหกรณ์เป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนทั้งการสนับสนุนภาคการผลิต และภาคการตลาด โดยเฉพาะสหกรณ์ภาคเกษตรมีการดำเนินธุรกิจที่สามารถตอบสนองวงจรธุรกิจได้ตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ดังนั้นหากเกษตรกรไทยนำแนวคิดทั้งสองไปเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนวิถีเกษตรของตน ของชุมชน ของสังคม เกษตรกรไทยก็อาจหลุดออกจากวังวนของการพึ่งตนเองไม่ได้ในวิถีเกษตร และเปลี่ยนไปเป็นเกษตรกรที่มีความกินดีอยู่ดีมีความสุข พึ่งตนเองได้ อย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิดสหกรณ์และแนวคิดเกษตรกรรมยั่งยืน

 

เอกสารและสิ่งอ้างอิง

 

เพ็ญพิชญา เตียว.  2555.  ปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยแหนแดง FAO ยอมรับ ผลิตผลคุณภาพ.  (ออนไลน์).  http://www.thairath.co.th/content/305780, 5 พฤษภาคม 2557.

วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ.  2554.  ปฏิรูปเกษตรกรรมเพื่อความมั่นคงทางอาหาร: บทวิเคราะห์ และปฏิบัติการทางนโยบาย.  กรุงเทพมหานคร: มูลนิธิชีววิถี.

วิทยา เชียงกูล.  2550.  หยุดวิกฤติซ้ำซาก ด้วยระบบสหกรณ์.  กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์บ้านพระอาทิตย์.

สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร. 2556.  ข้อมูลพื้นฐานเศรษฐกิจการเกษตร ปี 2555.  กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

Coopinthailand.  2557.  สหกรณ์การเกษตรลำพระเพลิง จำกัด(ออนไลน์).  http://www.coopinthailand.com/1517, 5 พฤษภาคม 2557.



[1] ขนาดครัวเรือนเกษตรเท่ากับ 3.88 คน/ครัวเรือน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2556: 4)

[2] พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2553

[3] ความสำเร็จของการพัฒนาระบบการเกษตรโดยเฉพาะการพัฒนาด้านการเพิ่มจำนวนผลผลิต โดยใช้การค้นคว้า วิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือสำคัญที่เริ่มต้นขึ้นในประเทศเม็กซิโก เมื่อปี พ.ศ.2486 โดยมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์ การก่อตั้งสถาบันข้าวนานาชาติหรืออีรี่ขึ้นในปี พ.ศ.2503 โดยมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์และมูลนิธิฟอร์ดที่ประเทศฟิลิปปินส์ เป็นต้น เป็นการเปลี่ยนแปลงการผลิตทางการเกษตรครั้งใหญ่ของโลกจนถูกเรียกขานว่าการปฏิวัติเขียว (Green Revolution)

จิตสำนึกสหกรณ์ (Cooperative Consciousness)

 ความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์ (Cooperative Literacy)

ตอนที่ 9 : จิตสำนึกสหกรณ์ (Cooperative Consciousness) 

ผมพยายามทำความเข้าใจกับคำว่า การคุ้มครองระบบสหกรณ์และตั้งใจจะเขียนให้เป็นตอนหนึ่งของ ความรู้ความเข้าใจเรื่องการสหกรณ์แต่เมื่อลองเขียนดูแล้ว กลายเป็นเรื่องหนึ่งที่ยากที่สุดของผม ก็เลยหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ และหาโอกาสเหมาะ ๆ เมื่อสมองปลอดโปร่งพร้อมจะเขียน วันนี้ก็เลยลองหาข้อมูลดูอีกหน่อย พอดีเจอบทความชื่อ Cooperatives: A Short History เขียนโดย Jennifer Wilhoit เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2548 (ค.ศ.2005) เผยแพร่ทาง https://www.culturalsurvival.org/publications/cultural-survival-quarterly/cooperatives-short-history   

ผมอ่านเจอประโยคหนึ่งในบทความ ซึ่งทำให้ผมซึ้งในรสพระธรรมมากขึ้น จึงเปลี่ยนความตั้งใจมาเขียนเรื่อง จิตสำนึกสหกรณ์แทน เรื่องการคุ้มครองระบบสหกรณ์เดี่ยวค่อยว่ากัน ประโยคที่ดึงดูดความสนใจของผม คือ “Cooperatives are organizations of people who have the same needs.” ผมแปลเอาเองว่า สหกรณ์คือองค์กรของคนที่มีความต้องการเหมือนกันขยายความได้ว่า สหกรณ์เป็นองค์กรของผู้คนที่ประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคม มีความต้องการที่จะแก้ไขเยียวยาปัญหาดังกล่าว โดยเชื่อในการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มาร่วมมือร่วมใจกันแก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมด้วยวิธีการสหกรณ์ ตามหลักการสหกรณ์ บนพื้นฐานอุดมการณ์สหกรณ์ 

ความเชื่อดังกล่าวก่อให้เกิดการสหกรณ์ที่เป็นรูปธรรมขึ้นเป็นครั้งแรก ณ ประเทศอังกฤษ โดยสหกรณ์ Rochdale จดทะเบียนเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ.2387 (ค.ศ.1844) สมาชิกแรกเริ่ม 28 คน ทุนดำเนินงาน 28 ปอนด์ (ประมาณ 168 บาท อัตราแลกเปลี่ยนในสมัยนั้น 1 ปอนด์ เท่ากับ 6 บาท) เริ่มซื้อขายในวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2387 (ค.ศ.1844) ช่วงแรกร้านค้าขายสินค้าพื้นฐานเพียง 5 รายการเท่านั้น ได้แก่ เนย แป้ง น้ำตาล ข้าวโอ๊ต และเทียน การดำเนินการของ Rochdale Pioneer ก็เพื่อช่วยลดค่าครองชีพของกรรมกรช่างทอผ้าที่มีรายได้ลดลง โดยได้รับผลกระทบจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ที่ใช้เครื่องจักรกลทดแทนแรงงานคนในการทอผ้า รายได้ลดลง ค่าครองชีพเท่าเดิมหรือเพิ่มขึ้น จึงจัดตั้งร้านสหกรณ์ Rochdale ขึ้นมาเพื่อช่วยลดค่าครองชีพ 

สำหรับประเทศไทยมีการศึกษาเรื่องการสหกรณ์เพื่อแก้ไขปัญหาให้แก่ชาวนา โดยมีการจัดตั้งสหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสินใช้ จดทะเบียนเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2459 (ค.ศ.1916) สมาชิกแรกเริ่ม 16 คน ทุนดำเนินงาน 3,080 บาท ซึ่งมาจากค่าธรรมเนียมแรกเข้า 80 บาท และเงินกู้จากแบงก์สยามกัมมาจล (ธนาคารไทยพาณิชย์ในปัจจุบัน) จำนวน 3,000 บาท (ธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6 ต่อปี) สหกรณ์ดำเนินธุรกิจโดยให้สมาชิกกู้ยืมเงินอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี สมาชิกนำเงินกู้จากสหกรณ์ไปชำระหนี้เก่าที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง เงินส่วนที่เหลือนำมาลงทุนทำนา ช่วยให้ชาวนาไม่ต้องสูญเสียที่ดินทำกินอันเกิดจากหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูง ณ ขณะนั้น 

จิตสำนึกที่ว่า สหกรณ์คือองค์กรของคนที่มีความต้องการเหมือนกัน เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนขบวนการสหกรณ์ให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง บรรลุเป้าหมายที่สำคัญคือ สมาชิกพึ่งพาตนเองได้ พึ่งพากันเองได้ แก้ไขปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมของตนเองได้ บนพื้นฐานของความยุติธรรม และนำไปสู่สันติสุขร่วมกัน 

เป็นที่น่าสังเกตว่า ปัจจุบัน มีสหกรณ์จำนวนหนึ่งไม่สามารถบรรลุเป้าหมายแห่งอุดมการณ์สหกรณ์ได้ ปัจจัยสาเหตุก็คงมีหลากหลาย แต่ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งคือ สหกรณ์ดังว่ามีบรรดาสมาชิกที่มีความต้องการแตกต่างกัน ไม่เหมือนกัน เช่น สมาชิกกลุ่มหนึ่งต้องการดอกเบี้ยงเงินฝากสูง ๆ โดยไม่ต้องเสียภาษี กลุ่มหนึ่งต้องการเงินปันผลสูง ๆ กลุ่มหนึ่งต้องการดอกเบี้ยเงินกู้ถูก ๆ  ไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของการช่วยเหลือตนเองและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มันก็ไม่แตกต่างอะไรกับระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรี 

แต่หากสมาชิกกลุ่มหนึ่งนำเงินมาฝากสหกรณ์เพราะเชื่อว่าเงินของตนเองนั้นช่วยเป็นทุนให้สหกรณ์นำไปดำเนินธุรกิจเพื่อช่วยเหลือเพื่อนสมาชิกที่ขาดแคลนเงินทุน โดยเพื่อนสมาชิกกู้เงินไปในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าตลาด หรืออัตราเท่ากับตลาด แต่ในที่สุดก็ต่ำกว่าเพราะสมาชิกผู้กู้และชำระเงินต้นพร้อมดอกเบี้ย (ตรงเวลา) ได้เงินเฉลี่ยคืน ขณะที่ผู้ฝากเงินกับสหกรณ์ก็ได้รับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่สูงกว่าตลาดนิดหน่อย (โดยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้จากดอกเบี้ยที่ได้รับ) ส่วนผู้ถือหุ้นก็ตระหนักว่าผลตอบแทนที่แท้จริงคือผลของการดำเนินธุรกิจที่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิกได้นั้นสำคัญกว่าเงินปันผล (ถ้าบริหารจัดการมีประสิทธิภาพย่อมได้รับเงินปันผลอยู่แล้วแต่ควรเป็นอัตราที่ไม่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากมากนัก) สหกรณ์เช่นนี้ก็ย่อมอยู่บนพื้นฐานของ สหกรณ์คือองค์กรของคนที่มีความต้องการเหมือนกัน

 

ขบวนการสหกรณ์ส่วนใหญ่คงไม่ประสงค์จะเห็นสหกรณ์เป็นองค์กรที่ดำเนินการแบบ จิตสำนึกที่ผิดพลาด (False Consciousness)”  ไม่อยู่บนพื้นฐาน สหกรณ์คือองค์กรของคนที่มีความต้องการเหมือนกัน เพราะนอกจากจะช่วยเหลือสมาชิกไม่ได้แล้ว ความยุติธรรมก็มักจะไม่เกิด สุดท้ายก็เกิดความขัดแย้ง ไม่สันติสุข

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...