วันเสาร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2565

ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์เจ้าหน้าที่สหกรณ์

 1. ข้อกฎหมาย

          1.1 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

                   มาตรา 41 สหกรณ์ตามมาตรา 33/1 อาจรับสมาชิกสมทบได้

สมาชิกสมทบต้องเป็นบุคคลธรรมดาซึ่งบรรลุนิติภาวะ เว้นแต่สหกรณ์ตาม มาตรา 33/1 (4) (6) หรือ (7) ที่ตั้งอยู่ในสถานศึกษาอาจรับผู้ศึกษาในสถานศึกษานั้นซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะให้เป็นสมาชิกสมทบได้

สมาชิกสมทบต้องมีความสัมพันธ์กับสหกรณ์หรือสมาชิกสหกรณ์ตามหลักเกณฑ์ที่นายทะเบียนสหกรณ์ประกาศกำหนด

คุณสมบัติอื่น วิธีรับสมัคร และการขาดจากสมาชิกภาพ ตลอดจนสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกสมทบ ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับโดยความเห็นชอบของนายทะเบียนสหกรณ์

ห้ามมิให้สหกรณ์ให้สิทธิแก่สมาชิกสมทบในการนับชื่อของสมาชิกสมทบเข้าเป็นองค์ประชุมในการประชุมใหญ่ การออกเสียงในเรื่องใด ๆ หรือเป็นกรรมการดำเนินการ หรือกู้ยืมเงินเกินกว่าเงินฝากและทุนเรือนหุ้นของตนเองจากสหกรณ์

มาตรา 60 ในการจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์ ให้จัดสรรเป็นทุนสำรองไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของกำไรสุทธิ และเป็นค่าบำรุงสันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทยตามอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง แต่ต้องไม่เกินร้อยละห้าของกำไรสุทธิ

กำไรสุทธิประจำปีที่เหลือจากการจัดสรรเป็นทุนสำรองและค่าบำรุงสันนิบาต สหกรณ์แห่งประเทศไทย ที่ประชุมใหญ่อาจจัดสรรได้ภายใต้ข้อบังคับ ดังต่อไปนี้

(1) จ่ายเป็นเงินปันผลตามหุ้นที่ชำระแล้ว แต่ต้องไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง สำหรับสหกรณ์แต่ละประเภท

(2) จ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนให้แก่สมาชิกตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกได้ทำไว้กับสหกรณ์ในระหว่างปี

(3) จ่ายเป็นเงินโบนัสแก่กรรมการและเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ไม่เกินร้อยละสิบของกำไรสุทธิ

(4) จ่ายเป็นทุนสะสมไว้ เพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดของสหกรณ์ตามที่กำหนดในข้อบังคับ

          1.2 ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการรับจดทะเบียนข้อบังคับเกี่ยวกับสมาชิกสมทบของสหกรณ์ พ.ศ.2563

          1.3 ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องความสัมพันธ์ของสมาชิกสมทบกับสหกรณ์หรือสมาชิกสหกรณ์

                   1. ผู้ที่จะสมัครเป็นสมาชิกสมทบของสหกรณ์จะต้องเป็นผู้ที่มีความสะดวกที่จะดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์ และต้องมีความสัมพันธ์กับสหกรณ์หรือสมาชิกสหกรณ์ตามหลักเกณฑ์ในประกาศนี้

2. สหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน สมาชิกสมทบจะต้องมีความสัมพันธ์กับสหกรณ์หรือสมาชิกสหกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

2.1 เป็นบิดา มารดา สามี ภรรยาหรือบุตรของสมาชิก หรือ

2.2 เป็นบุคลากรหรือลูกจ้างที่ปฏิบัติงานอยู่ในหน่วยงานต้นสังกัดเดียวกันกับสมาชิกและได้รับเงินเดือนหรือค่าจ้างจากหน่วยงานต้นสังกัดนั้น แต่ข้อบังคับไม่ได้กำหนดคุณสมบัติให้ตำแหน่งดังกล่าวเป็นสมาชิกของสหกรณ์ได้

3. สหกรณ์การเกษตร  สหกรณ์นิคม  สหกรณ์ประมง สหกรณ์บริการ และสหกรณ์ร้านค้า สมาชิกสมทบจะต้องมีความสัมพันธ์กับสหกรณ์หรือสมาชิกสหกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้

3.1 เป็นบิดา มารดา สามี ภรรยาหรือบุตรของสมาชิก หรือ

3.2 เป็นเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ที่ขาดคุณสมบัติเกี่ยวกับการประกอบอาชีพหลักที่จะสมัครเข้าเป็นสมาชิกตามข้อบังคับ

2. คำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

          2.1 หนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1108/346 ลงวันที่ 15 มกราคม 2550 เรื่อง การกำหนดระเบียบขึ้นถือใช้ของสหกรณ์

          การที่สหกรณ์กำหนดระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการเงินที่มีผลทำให้ค่าใช้จ่ายของสหกรณ์เพิ่มขึ้นในลักษณะที่เอื้อประโยชน์ต่อกรรมการดำเนินการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์โดยตรงไม่สามารถกระทำได้ หากสหกรณ์กำหนดระเบียบขึ้นถือใช้เพื่อเป็นการให้สวัสดิการแก่กรรมการดำเนินการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ โดยการนำเงินจากการจัดสรรกำไรสุทธิที่เหลือจากการหักทุนสำรองและเงินบำรุงสันนิบาตสหกรณ์มาจัดเป็นสวัสดิการให้กู้ยืมแก่กรรมการดำเนินการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์ การจัดสรรเงินทุนดังกล่าวตามพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 มาตรา 60 (4) ทุนสะสมไว้เพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดของสหกรณ์นั้น ควรผ่านการจัดสรรมาเป็นลำดับตามที่กฎหมายกำหนดมาก่อน และการกำหนดระเบียบการให้เงินสงเคราะห์ในรูปเงินกู้ยืมควรให้เฉพาะเจ้าหน้าที่สหกรณ์เท่านั้น และต้องไม่ซ้ำซ้อนกับการให้เงินสวัสดิการอื่นที่สหกรณ์กำหนดไว้ สำหรับการคิดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ยืมและระยะเวลาการส่งชำระคืน สหกรณ์ควรกำหนดไม่ต่ำกว่า หรือระยะเวลานานกว่าที่สหกรณ์คิดกับสมาชิกสหกรณ์ รวมทั้งระเบียบดังกล่าวควรผ่านความเห็นชอบจากที่ประชุมใหญ่โดยกำหนดเป็นวาระการประชุมที่ชัดเจน และเปิดโอกาสให้สมาชิกได้ร่วมกันอภิปราย ซักถามอย่างละเอียดก่อนลงมติให้ความเห็นชอบ

          2.2 หนังสือกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ กษ 0404/ ว 40 ลงวันที่ 29 เมษายน 2559 เรื่องแจ้งเวียนหนังสือจากกรมส่งเสริมสหกรณ์

การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์ตามมาตรา 60 (4) เพื่อจ่ายเป็นทุนสะสมเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดของสหกรณ์ตามที่กำหนดในข้อบังคับเห็นว่า กฎหมายสหกรณ์มีเจตนารมณ์ให้สหกรณ์สะสมทุนเพื่อดำเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดต่างหากไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานปกติของสหกรณ์จึงเป็นอำนาจและดุลยพินิจของที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีไว้เป็นทุนสวัสดิการหรือการสงเคราะห์แก่เจ้าหน้าที่สหกรณ์ สหกรณ์ควรจัดสรรทุนดังกล่าวเพียงทุนเดียว เช่น "เป็นทุนสวัสดิการหรือการสงเคราะห์ตามสมควรแก่เจ้าหน้าที่สหกรณ์" เมื่อสหกรณ์กำหนดระเบียบเพื่อรองรับการใช้จ่ายเงินของทุนสะสมดังกล่าวก็สามารถจำแนกเป็นเงินสวัสดิการหรือการสงเคราะห์ของเจ้าหน้าที่สหกรณ์ตามเจตนารมณ์ได้ แต่ทั้งนี้กเกณฑ์และจำนวนเงินที่จะให้สวัสดิการหรือเงินกู้แก่เจ้าหน้าที่สหกรณ์ต้องไม่ดีกว่าหรือสูงกว่าสมาชิกที่เป็นเจ้าของสหกรณ์

2.3 คำแนะนำวิธีปฏิบัติทางบัญชีเกี่ยวกับระเบียบของสหกรณ์ว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ (บันทึกข้อความ กรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ที่ 0406/12491 ลงวันที่ 17 ตุลาคม 2533)

1. ความพร้อมของสหกรณ์ในการให้ความช่วยเหลือสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ที่ประสงค์จะกำหนดให้มีระเบียบว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงาน ควรกระทำต่อเมื่อสหกรณ์นั้นมีฐานะการเงินมั่นคงและมีเงินส่วนเหลือจากการทำธุรกิจปกติกับสมาชิกโดยทั่วไปของสหกรณ์เป็นที่เพียงพอแล้วจึงจะมีวามพร้อมในการแบ่งปันความช่วยเหลือไปให้แก่พนักงานของสหกรณ์ได้บ้าง ในการนี้ ให้ผู้สอบบัญชีสหกรณ์ที่มีการกำหนดระเบียบว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ขึ้นถือใช้ให้ข้อสังเกตไว้ในรายงานการสอบบัญชีด้วยว่าสหกรณ์มีความพร้อมในการช่วยเหลือสงเคราะห์พนักงานหรือไม่เมื่อพิจารณาเทียบกับความเพียงพอในการให้บริการด้านต่าง ๆ แก่สมาชิกในระหว่างปีและความมั่นคงของฐานะการเงินของสหกรณ์ขณะนั้น

2. การพิจารณาวงเงินช่วยเหลือสงเคราะห์พนักงาน ตามหลักการในระเบียบว่าด้วยเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานสหกรณ์ดังกล่าว สหกรณ์จะจ่ายเงินยืมเพื่อสงเคราะห์พนักงานทั้งหลายได้ไม่เกินจำนวนเงินที่คำนวณจากยอดคงเหลือตามบัญชีต่าง ๆ ในข้อ 3. (1) ถึง (4) รวมกัน

3. บัญชีที่เกี่ยวข้อง

1) "บัญชีทุนสะสมเพื่อวงเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงาน" ใช้บันทึกรายการเงินที่สหกรณ์โอนจัดสรรจากกำไรสุทธิประจำปีเพื่อกันเป็นวงเงินสำหรับการสงเคราะห์พนักงาน ยอดคงเหลือของบัญชีนี้จะแสดงในงบดุลหัวข้อทุนสะสมตามข้อบังคับ ระเบียบและอื่น ๆ  อย่างไรก็ตาม หากสหกรณ์เห็นว่าวงเงินที่จะให้พนักงานสหกรณ์กู้ยืมซึ่งคำนวณได้จากบัญชีอื่นนอกเหนือจากบัญชีนี้มีเพียงพอแล้วให้สหกรณ์โอนปิดบัญชีทุนสะสมเพื่อวงเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงานนี้เข้าบัญชีเงินสำรองต่อไป

2) "บัญชีเงินสะสมพนักงาน" ใช้บันทึกรายการเงินฝากสะสมของพนักงานที่สหกรณ์หักไว้เป็นปกติตามระเบียบว่าด้วยพนักงานและลูกจ้าง ยอดคงเหลือจากบัญชีนี้จะแสดงในงบดุลภายใต้หัวข้อหนี้สินอื่น

3) "บัญชีเงินรับฝากประจำจากพนักงาน" ใช้บันทึกรายการเงินรับฝากจากพนักงาน ซึ่งสหกรณ์ทำโครงการไว้เฉพาะเพื่อกองทุนสงเคราะห์ โดยให้บันทึกบัญชีแยกต่างหากจากบัญชีเงินรับฝากประจำที่สหกรณ์รับฝากสมาชิกทั่วไป ยอดคงเหลือของบัญชีนี้จะแสดงในงบดุลภายใต้หัวข้อหนี้สินหมุนเวียนโดยแสดงแยกเฉพาะออกจากรายการเงินรับฝาก เพื่อให้เห็นซัด

4) "บัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงาน" ใช้บันทึกรายการรับเงินอุดหนุน เงินบริจาคเงินช่วยเหลือ หรือเงินอื่นใดที่ได้รับจากบุคคล องค์การ หรือสถาบันเพื่อกองทุนสงเคราะห์ รวมทั้งใช้บันทึกรายการดอกผลที่เกิดจากเงินกองทุนสงเคราะห์ อาทิเช่น ค่าตอบแทนและค่าปรับที่ได้รับจากพนักงานผู้ยืม ฯลฯ ยอดคงเหลือของบัญชีนี้จะแสดงในงบดุลภายใต้หัวข้อหนี้สินอื่น โดยให้แสดงต่อจากรายการเงินสะสมพนักงาน

อนึ่ง ถ้าสหกรณ์ประสงค์จะจัดสรรเงินเฉลี่ยคืนให้กับพนักงานที่ร่วมกิจกรรมกับเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงาน ให้โอนจัดสรรจาก "บัญชีเงินกองทุนสงเคราะห์พนักงาน" นี้แทนการจัดสรรจากกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์ ทั้งนี้การคำนวณเงินเฉลี่ยคืนควรคิดจากยอดดอกผลที่เกิดจากเงินกองทุนฯ ในระหว่างปี อันได้แก่ค่าตอบแทนและค่าปรับที่ได้รับจากพนักงานเท่านั้น

5) "บัญชีลูกหนี้เงินยืมพนักงาน" ใช้บันทึกรายการที่สหกรณ์จ่ายเงินยืมเพื่อเป็นการสงเคราะห์ช่วยเหลือแก่พนักงาน โดยบันทึกพนักงานผู้ยืมไว้เป็นลูกหนี้ของสหกรณ์ ยอดคงเหลือของบัญชีนี้จะแสดงในงบดุลหัวข้อลูกหนี้อื่น

ทั้งนี้ ให้สหกรณ์จัดทำบัญชีย่อยเพื่อเป็นรายละเอียดประกอบบัญชีแยกประเภท (2) , (3) และ

(5) ที่ระบุไว้ข้างต้นด้วย

2.4 แนวทางปฏิบัติกรณีหักเงินค่าจ้างเป็นเงินสะสมของพนักงาน (หนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1110/10165 ลงวันที่ 15 กันยายน 2543)

ลักษณะของเงินกองทุนสะสมตามพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน หากจะมีขึ้นจะต้องเป็นข้อตกลงระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างในสถานประกอบกิจการด้วยความสมัครใจ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสวัสดิการแก่ลูกจ้างเมื่อออกจากงาน โดยที่มาของเงินทุนอาจเกิดจากเงินสะสมของลูกจ้างฝ่ายเดียวหรือนายจ้างจ่ายเงินสมทบให้อีกส่วนหนึ่งด้วยก็ได้ โดยต้องไม่กำหนดเงื่อนไขให้เงินสะสมเป็นเงินประกันความเสียหายจากการทำงาน และต้องจัดทำข้อตกลงระหว่างพนักงานกับสหกรณ์ไว้อย่างชัดเจน 

3. ข้อเสนอแนะ

          เจ้าหน้าที่สหกรณ์สามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกสมทบของสหกรณ์ได้ ตาม พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 41 และ ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการรับจดทะเบียนข้อบังคับเกี่ยวกับสมาชิกสมทบของสหกรณ์ พ.ศ. 2563 และประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่องความสัมพันธ์ของสมาชิกสมทบกับสหกรณ์หรือสมาชิกสหกรณ์ และเมื่อเป็นสมาชิกสมทบของสหกรณ์แล้วก็ให้มีสิทธิและหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของสหกรณ์

การกำหนดหลักประกันการทำงานของเจ้าหน้าที่สหกรณ์

 1. ข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

1.1 พระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

        มาตรา 10 ภายใต้บังคับมาตรา 51 วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงาน ไม่ว่าจะเป็นเงิน ทรัพย์สินอื่นหรือการค้ำประกันด้วยบุคคลจากลูกจ้าง เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพของงานที่ทำนั้นลูกจ้างต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของนายจ้าง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่นายจ้างได้ทั้งนี้ ลักษณะหรือสภาพของงานที่ให้เรียกหรือรับหลักประกันจากลูกจ้าง ตลอดจนประเภทของหลักประกัน จำนวนมูลค่าของหลักประกัน และวิธีการเก็บรักษา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน หรือทำสัญญาประกันกับลูกจ้างเพื่อชดใช้ความเสียหายที่ลูกจ้างเป็นผู้กระทำ เมื่อนายจ้างเลิกจ้าง หรือลูกจ้างลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้นายจ้างคืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ย ถ้ามี ให้แก่ลูกจ้างภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่นายจ้างเลิกจ้างหรือวันที่ลูกจ้างลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี

มาตรา 51 ห้ามมิให้นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเพื่อการใด ๆ จากฝ่ายลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก

ห้ามมิให้นายจ้างจ่ายค่าจ้างของลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กให้แก่บุคคลอื่น

ในกรณีที่นายจ้างจ่ายเงินหรือประโยชน์ตอบแทนใด ๆ ให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็ก บิดามารดา ผู้ปกครอง หรือบุคคลอื่น เป็นการล่วงหน้าก่อนมีการจ้าง ขณะแรกจ้าง หรือก่อนถึงงวดการจ่ายค่าจ้างในแต่ละคราว มิให้ถือว่าเป็นการจ่ายหรือรับค่าจ้างสำหรับลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กนั้น และห้ามมิให้นายจ้างนำเงินหรือประโยชน์ตอบแทนดังกล่าวมาหักจากค่าจ้างซึ่งต้องจ่ายให้แก่ลูกจ้างซึ่งเป็นเด็กตามกำหนดเวลา

มาตรา 144 นายจ้างผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติดังต่อไปนี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

(1) มาตรา 10 ...

1.2 ประกาศกระทรวงแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้าง พ.ศ.2551

ข้อ 4 ลักษณะหรือสภาพของงานที่นายจ้างจะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างได้ ได้แก่

(1) งานสมุห์บัญชี

(2) พนักงานเก็บหรือจ่ายเงิน

(3) งานควบคุมหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุมีค่าคือ เพชร พลอย เงิน ทองคำ ทองคำขาว

(4) งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของนายจ้างหรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายจ้าง

(5) งานติดตามหรือเร่งรัดหนี้สิน

(6) งานควบคุมหรือรับผิดชอบยานพาหนะ

(7) งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการคลังสินค้า ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่าทรัพย์ให้เช่าซื้อ ให้กู้ยืม รับฝากทรัพย์ รับจำนอง รับจำนำ รับประกันภัย รับโอนหรือรับจัดส่งเงิน หรือการ ธนาคาร ทั้งนี้ เฉพาะลูกจ้างซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้น

ข้อ 5 หลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานมีสามประเภท

(1) เงินสด

(2) ทรัพย์สิน

(3) การค้ำประกันด้วยบุคคล

ข้อ 6 ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเป็นเงินสด จำนวนเงินที่เรียกหรือรับต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ

ข้อ 7 ในกรณีที่เงินประกันซึ่งนายจ้างเรียกหรือรับไว้ตามข้อ 6 ลดลง เนื่องจากนำไปชดใช้ค่าเสียหายให้แก่นายจ้างตามเงื่อนไขของการเรียกหรือรับเงินประกัน หรือตามข้อตกลง หรือได้รับความยินยอมจากลูกจ้างแล้ว นายจ้างจะเรียกหรือรับเงินประกันเพิ่มได้เท่าจำนวนเงินที่ลดลงดังกล่าว

ข้อ 8 ให้นายจ้างนำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น โดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของลูกจ้างแต่ละคน และให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชี และเลขที่บัญชี ให้ลูกจ้างทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน

ค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินการตามวรรคหนึ่งให้นายจ้างเป็นผู้ออก

ข้อ 9 ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันเป็นทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่เรียกหรือรับเป็นหลักประกันได้ ได้แก่ทรัพย์สิน ดังต่อไปนี้

(1) สมุดเงินฝากประจำธนาคาร

(2) หนังสือค้ำประกันของธนาคาร

ทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นต้องมีมูลค่าไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ โดยให้นายจ้างเป็นผู้เก็บรักษาหลักประกันไว้

ห้ามมิให้นายจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้ลูกจ้างแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ไนทรัพย์สินตาม (1) เป็นของนายจ้าง หรือของบุคคลอื่น

ข้อ 10 ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกัน โดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่นายจ้างเรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวัน โดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ

ให้นายจ้างจัดทำหนังสือสัญญาค้ำประกันสามฉบับ โดยให้นายจ้าง ลูกจ้าง และผู้ค้ำประกันเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ

ข้อ 11 ในกรณีที่นายจ้างเรียกหรือรับหลักประกันตามข้อ 5 หลายประเภทรวมกัน เมื่อคำนวณจำนวนมูลค่าของหลักประกันทุกประเภทรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่ลูกจ้างได้รับ

ข้อ 12 ในกรณีที่นายจ้างได้เรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากลูกจ้างเป็นทรัพย์สินหรือให้บุคคลค้ำประกัน ซึ่งลูกจ้างทำงานที่มีลักษณะหรือสภาพของงานตามข้อ 4 แต่มิใช่ทรัพย์สินตามข้อ 9 หรือมีจำนวนมูลค่าของหลักประกันเกินจากที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ อยู่ก่อนวันที่ประกาศนี้ใช้บังคับ ให้นายข้างดำเนินการให้มีหลักประกัน ไม่เกินจำนวนมูลค่าของหลักประกันตามที่กำหนดไว้ในประกาศนี้ ทั้งนี้ ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ประกาศนี้มีผลใช้บังคับ

1.3 (ร่าง) ระเบียบสหกรณ์ ….. จำกัด ว่าด้วยเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสหกรณ์ พ.ศ. …. (กรมส่งเสริมสหกรณ์)

          ข้อ 19 ในการจ้างหรือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ ห้ามมิให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากเจ้าหน้าที่ หรือลูกจ้างของสหกรณ์ ไม่ว่าเงิน ทรัพย์สินอื่น หรือการค้ำประกันด้วยบุคคล เว้นแต่ลักษณะหรือสภาพ ของงานที่ทำนั้น เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ต้องรับผิดชอบเกี่ยวกับการเงินหรือทรัพย์สินของสหกรณ์ ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ได้ และในกรณีที่สหกรณ์เรียกหรือรับหลักประกันหรือทำสัญญาประกันกับเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ เพื่อชดใช้ความเสียหายที่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ เป็นผู้กระทำ เมื่อสหกรณ์เลิกจ้างหรือเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ลาออกหรือสัญญาประกันสิ้นอายุ ให้สหกรณ์คืนหลักประกันพร้อมดอกเบี้ยถ้ามีให้แก่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ ภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่สหกรณ์เลิกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ลาออก หรือวันที่สัญญาประกันสิ้นอายุ แล้วแต่กรณี

          ลักษณะหรือสภาพของงานที่สหกรณ์จะเรียกหรือรับหลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานจากเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสหกรณ์ ได้แก่

(1) งานสมุห์บัญชี

(2) งานเจ้าหน้าที่เก็บหรือจ่ายเงิน

(3) งานควบคุมหรือรับผิดชอบเกี่ยวกับวัตถุมีค่า

(4) งานเฝ้าหรือดูแลสถานที่หรือทรัพย์สินของสหกรณ์หรือที่อยู่ในความรับผิดชอบของสหกรณ์

(5) งานติดตามหรือเร่งรัดหนี้สิน

(6) งานควบคุมหรือรับผิดชอบยานพาหนะ

(7) งานที่มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการคลังสินค้า ซื้อขาย แลกเปลี่ยน ให้เช่าทรัพย์ ให้เช่าซื้อ ให้กู้ยืม รับฝากทรัพย์ รับจำนอง รับจำนำ รับโอนหรือรับจัดส่งเงิน หรือการธนาคาร ทั้งนี้ เฉพาะเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสหกรณ์ซึ่งเป็นผู้ควบคุมเงินหรือทรัพย์สินเพื่อการที่ว่านั้น

ข้อ 20 หลักประกันการทำงานหรือหลักประกันความเสียหายในการทำงานมี 3 ประเภท ได้แก่

(1) เงินสด

(2) ทรัพย์สิน

(3) การค้ำประกันด้วยบุคคล

          ในกรณีที่สหกรณ์เรียกหรือรับหลักประกันเป็นเงินสด จำนวนเงินที่เรียกหรือรับต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ได้รับ และในกรณีที่เงินประกันซึ่งสหกรณ์รับไว้ดังกล่าวลดลง เนื่องจากนำไปชดใช้ค่าเสียหายให้แก่สหกรณ์ตามเงื่อนไขของการเรียก หรือรับเงินประกันหรือตามข้อตกลง หรือได้รับความยินยอมจากเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์แล้วสหกรณ์จะเรียกหรือรับเงินประกันเพิ่มได้เท่าจำนวนเงินที่ลดลง

ข้อ 21 ให้สหกรณ์นำเงินประกันฝากไว้กับธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น โดยจัดให้มีบัญชีเงินฝากของเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์แต่ละคน และให้แจ้งชื่อธนาคารพาณิชย์หรือสถาบันการเงินอื่น ชื่อบัญชีและเลขที่บัญชี ให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ทราบภายในเจ็ดวันนับแต่วันที่รับเงินประกัน ค่าใช้จ่ายใด ๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินการดังกล่าวให้สหกรณ์เป็นผู้ออก

ข้อ 22 ในกรณีที่สหกรณ์เรียกหรือรับหลักประกันเป็นทรัพย์สิน ทรัพย์สินที่เรียกหรือรับเป็นหลักประกันได้ ได้แก่ทรัพย์สินดังต่อไปนี้

(1) สมุดเงินฝากประจำธนาคาร

(2) หนังสือค้ำประกันของธนาคาร

          ทรัพย์สินดังกล่าวข้างต้นต้องมีมูลค่าไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ได้รับ โดยให้สหกรณ์เป็นผู้เก็บรักษาหลักประกันไว้

          ห้ามมิให้สหกรณ์แก้ไขเปลี่ยนแปลง หรือกระทำการใด ๆ เพื่อให้เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์แก้ไขเปลี่ยนแปลงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตาม 22 (1) เป็นของสหกรณ์ หรือของบุคคลอื่น

ข้อ 23 ในกรณีที่สหกรณ์เรียกหรือรับหลักประกัน โดยการค้ำประกันด้วยบุคคล วงเงินค้ำประกันที่สหกรณ์เรียกให้ผู้ค้ำประกันรับผิดชอบต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ได้รับ

ให้สหกรณ์จัดทำหนังสือสัญญาค้ำประกันสามฉบับ โดยให้สหกรณ์ เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ และผู้ค้ำประกันเก็บไว้ฝ่ายละฉบับ

ข้อ 24 ในกรณีที่สหกรณ์เรียกหรือรับหลักประกันตามข้อ 20 หลายประเภทรวมกัน เมื่อคำนวณจำนวนมูลค่าของหลักประกันทุกประเภทรวมกันแล้วต้องไม่เกินหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ได้รับ

ข้อ 25 ในกรณีที่สหกรณ์ได้เรียกหรือรับหลักประกันความเสียหายจากการทำงานจากเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์เป็นทรัพย์สินหรือให้บุคคลค้ำ ซึ่งเจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ที่มีลักษณะและสภาพของงานตามข้อ 19 แต่มิใช่ทรัพย์สินตามข้อ 22 หรือมีจำนวนมูลค่าของหลักประกันเกินกว่าหกสิบเท่าของอัตราค่าจ้างรายวันโดยเฉลี่ยที่เจ้าหน้าที่หรือลูกจ้างของสหกรณ์ได้รับ ให้สหกรณ์ดำเนินการให้มีหลักประกันไม่เกินจำนวนมูลค่าของหลักประกันที่กำหนด

ข้อ 26 ให้คณะกรรมการดำเนินการพิจารณาทบทวนฐานะของผู้ค้ำประกัน และหลักประกันทุกปี ทั้งนี้ เพื่อให้ทราบว่าหลักประกันนั้นมีราคาเพียงพอที่จะคุ้มกับความรับผิดชอบของเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสหกรณ์ และเพื่อแก้ปัญหากรณีที่ผู้ค้ำประกันถึงแก่กรรม หรือมีฐานะทรุดโทรมลง หรือหลักประกัน มีราคาเปลี่ยนแปลงในทางที่ลดลง อนึ่ง เมื่อปรากฏว่าหลักประกันเปลี่ยนแปลงในทางลดลงให้คณะกรรมการดำเนินการรีบดำเนินการเรียกหลักประกันจากเจ้าหน้าที่และลูกจ้างของสหกรณ์ เพื่อเติมให้เพียงพอที่จะคุ้มกับลักษณะและปริมาณงานในความรับผิดชอบทันที

ถ้าคณะกรรมการดำเนินการละเลยไม่ปฏิบัติตาม ข้อ 19 หรือข้อ 25 คณะกรรมการดำเนินการจะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่สหกรณ์ ฐานละเว้นไม่ปฏิบัติ ตามหน้าที่โดยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจนครบจำนวนให้แก่สหกรณ์

1 ปี มี 9 เดือน เกี่ยวข้องอย่างไร หรือไม่ กับปีทางบัญชีของสหกรณ์ภาคการเกษตรส่วนใหญ่ของไทย

เมื่อวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2483 เป็นวันที่ประกาศ พระราชบัญญัติ ปีประดิทิน พุทธศักราช 2493 

สาระสำคัญของกฎหมายฉบับนี้ คือ การเปลี่ยนวันเริ่มต้นปีใหม่ จากวันที่ 1 เมษายน สิ้นสุด 31 มีนาคม ของทุกปี เป็นวันที่ 1 มกราคม สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม ของทุกปี ให้สอดคล้องกับปฏิทินสากลที่ใช้กันทั่วโลก

การนับระยะเวลาในรอบปีแบบเดิม (1 เมษายน - 31 มีนาคม) เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2432 สมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งก่อนหน้านั้นวันขึ้นปีใหม่ ตรงกับ วันขึ้น 1 ค่ำเดือนห้า ตามปฏิทินจันทรคติ และก่อนหน้านั้น วันขึ้นปีใหม่คือ วันแรม 1 ค่ำ เดือนอ้าย

พ.ร.บ. ปีประดิทิน พุทธศักราช 2493 มีผลบังคับใช้ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทำให้วันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2484 เป็นวันขึ้นปีใหม่ตาม พ.ร.บ. ปีประดิทิน พ.ศ. 2493 ก่อนหน้าวันที่ 17 กันยายน พ.ศ.2483 วันปีใหม่ไทยตรงกับวันที่ 1 เมษายน เมื่อกฎหมายใหม่มีผลบังคับใช้ทำให้ปี พ.ศ.2493 มีจำนวนเดือนหายไป 3 เดือน คือ มกราคม กุมภาพันธ์ และมีนาคม

1 ปี มี 9 เดือน จึงมีความเป็นมาเช่นนี้แล

แต่ที่ผมสนใจก็คือ การนับรอบปีแบบเดิม (1 เมษายน - 31 มีนาคม) มันไปสอดคล้องกับการนับปีทางบัญชีของสหกรณ์การเกษตรส่วนใหญ่ในประเทศไทย ไม่รู้ว่าเพราะเหตุผลใด (ยังไม่ได้ศึกษา) สหกรณ์การเกษตรส่วนใหญ่จึงเริ่มต้นปีทางบัญชี วันที่ 1 เมษายน และสิ้นสุด 31 มีนาคม

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2459 เป็นวันที่มีสหกรณ์แห่งแรกเกิดขึ้นในประเทศไทย คือ สหกรณ์วัดจันทร์ ไม่จำกัดสิ้นใช้ ในขณะนั้นประเทศไทย ก็นับระยะเวลาในรอบปีแบบ (1 เมษายน - 31 มีนาคม) ก็สอดคล้องกันกับการนับระยะเวลาทางปีบัญชีของสหกรณ์ในขณะนั้น และยาวนานมาจนปัจจุบันนี้

ยังไม่สรุปว่าปีทางบัญชีของสหกรณ์การเกษตรส่วนใหญ่ สอดคล้องกับการนับรอบปีแบบสมัย 1 เมษายน พ.ศ. 2432 - 16 ตุลาคม พ.ศ.2483 หรือไม่ อย่างไร เอาแค่ให้เห็นร่องรอย 

เอกสารและสิ่งอ้างอิง

http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2483/A/419.PDF

https://library.parliament.go.th/sites/default/files/assets/files/works/academic%20office/radio%20scripts/pdf/2561-01/NALT-radioscript-rr2561-jan5.pdf

ทุนเรือนหุ้นของสมาชิกสหกรณ์

“…หลักการสหกรณ์มุ่งหวังการรวมคนเป็นสำคัญมากกว่าที่จะให้สมาชิกมุ่งการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนเช่นผู้ประกอบการของธุรกิจเอกชนทั่วไป ดังนั้นมูลค่าหุ้นของสหกรณ์ที่กำหนดในข้อบังคับจะมีมูลค่าต่ำ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีกำลังทรัพย์น้อยสามารถสมัครเข้าเป็นสมาชิกสหกรณ์ได้ และสมาชิกสามารถที่จะถือหุ้นเพิ่มได้ตลอดเวลาหรืออาจลดส่งค่าหุ้นได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ... (ปรีชา สุวรรณทัต และทรงพล พนาวงศ์, 2555: 57) 

...โดยเหตุที่ตามหลักสหกรณ์ไม่มีจุดมุ่งหมายให้สมาชิกมาแสวงหากำไรจาการนำเงินมาลงทุนในสหกรณ์เหมือนกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัท ดังนั้น หลักสหกรณ์โดยทั่วไปจะจำกัดดอกเบี้ยที่ให้กับทุนเรือนหุ้น ซึ่งโดยปกติสหกรร์ควรจ่ายเงินปันผลตามหุ้นให้แก่สมาชิกในอัตราไม่สูงกว่าอัตราดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารพาณิชย์...(ปรีชา สุวรรณทัต และทรงพล พนาวงศ์, 2555: 65) 

พอดีมีคนคุยให้ฟังว่า...ปัจจุบันสหกรณ์ (บางแห่ง) แบกรับภาระที่จะต้องจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกเป็นจำนวนมาก จึงมีแนวคิดที่จะให้สมาชิกสามารถถอนหุ้นคืนได้โดยที่ยังคงสภาพความเป็นสมาชิกสหกรกรณ์อยู่ โดยจะแก้ไขข้อบังคับให้สามารถดำเนินการดังกล่าวได้ 

ร่างข้อบังคับของสหกรณ์เขียนว่า “…สมาชิกจะโอนหรือถอนหุ้นในระหว่างที่ตนเป็นสมาชิกอยู่ไม่ได้…” (ดู พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ.2542 และฉบับที่แก้ไข มาตราที่เกี่ยวข้องกับทุนเรือนหุ้น ได้แก่ มาตรา 33 (3) มาตรา 42 มาตรา 42/2 และมาตรา 43 (5)) 

ผมเองก็ไม่ทราบหรอกครับว่าจริง ๆ แล้วหากจะดำเนินการดังกล่าวมันทำได้หรือไม่อย่างไร แต่มีความคิดดังนี้ 

ทุนเรือนหุ้นของสมาชิกจัดว่าเป็นทุนภายในของสหกรณ์ที่แท้จริง จากสมการบัญชีที่ว่า สินทรัพย์=หนี้สิน+ทุน (ทุนเรือนหุ้น+ทุนสำรอง+ทุนสะสมอื่น ๆ) แต่ในทางการบริหารงาน ก็จะนับเงินฝากของสมาชิกเป็นทุนภายในของสหกรณ์ด้วย แม้ในทางบัญชีเงินฝากของสมาชิกจะอยู่ฝั่งหนี้สินก็ตาม 

ทุนเรือนหุ้นจึงเป็นหัวใจของการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เพราะมันมาจากสมาชิกที่เป็นเจ้าของสหกรณ์ทุกคน มีมากมีน้อยก็มีความเป็นเจ้าของสหกรณ์เท่ากัน แต่ความสำเร็จของสหกรณ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับหุ้นว่ามีมากมีน้อยแค่ไหน แต่ขึ้นอยู่กับว่าสมาชิกผู้เป็นเจ้าของสหกรณ์มาดำเนินธุรกิจร่วมกับสหกรณ์มากน้อยแค่ไหน 

การดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ เมื่อเกิดผลกำไร กำไรที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่า

1. การบริหารงาน การบริหารธุรกิจมีประสิทธิภาพ

2. ต้นทุนการดำเนินงานต่ำ ส่วนหนึ่งเพราะใช้ทุนของตนเอง (ทุนเรือนหุ้น+เงินฝากของสมาชิก ซึ่งอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามกลไกตลาด และข้อยกเว้นที่สมาชิกผู้ฝากเงินออมทรัพย์กับสหกรณ์ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้ตามมาตรา 42 (8) (ข) แห่งประมวลรัษฎากร)

3. สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์มาก 

เมื่อมีกำไรเราจะจัดสรรอย่างไร

1. การบริหารงาน การบริหารธุรกิจมีประสิทธิภาพ ก็จัดสรรเป็นโบนัสกรรมการและฝ่ายจัดการ อัตราไม่เกินร้อยละ 10 ของกำไรสุทธิ

2. ต้นทุนการดำเนินงานต่ำ ส่วนหนึ่งเพราะใช้ทุนของตนเอง เมื่อมีกำไรก็จัดสรรเป็นเงินปันผลในอัตราตามที่คำนวณต้นทุนเงินในการดำเนินธุรกิจ

3. สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจกับสหกรณ์มาก ก่อให้เกิดผลกำไรก็จ่ายเป็นเงินเฉลี่ยคืนในอัตราที่เหมาะสม 

ทั้งนี้ เงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืนได้รับการยกเว้นภาษีตามประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ 40) พ.ศ.2514 มาตรา 3 

การที่บอกว่า...สหกรณ์หลายแห่งแบกรับภาระที่จะต้องจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกเป็นจำนวนมากจึงต้องกลับไปทบทวนว่าอัตราเงินปันผลที่จ่ายนั้นได้คำนวณตามต้นทุนเงินในการดำเนินธุรกิจหรือไม่ มีปัจจัยอื่นที่เข้ามามีอิทธิพลต่อการคำนวณหรือไม่ 

ถ้าเรายึดหลักการที่ว่า หลักการสหกรณ์มุ่งหวังการรวมคนเป็นสำคัญมากกว่าที่จะให้สมาชิกมุ่งการลงทุนเพื่อหวังผลตอบแทนทุนเรือนหุ้นจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผูกสัมพันธ์และเป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของการช่วยเหลือตนเอง และช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ตามอุดมการณ์สหกรณ์ 

ถ้าจะแก้ปัญหา สหกรณ์ (บางแห่ง) แบกรับภาระที่จะต้องจ่ายเงินปันผลให้กับสมาชิกเป็นจำนวนมาก ควรแก้ที่การกำหนดอัตราจ่ายเงินปันผลให้เหมาะสมกว่าเดิม ดีกว่าที่จะแก้ ข้อบังคับหรือบรรดากฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สมาชิกสามารถถอนหุ้นคืนได้ แต่ยังคงสภาพความเป็นสมาชิก ... แก้แบบนี้จะดีกว่าไหมครับ 

ข้อกฎหมาย

พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม

มาตรา 33 สหกรณ์จะตั้งขึ้นได้โดยการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ และต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิกโดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ และต้อง

(3) มีทุนซึ่งแบ่งเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน และสมาชิกแต่ละคนจะต้องถือหุ้นอย่างน้อยหนึ่งหุ้น แต่ไม่เกินหนึ่งในห้าของหุ้นที่ชำระแล้วทั้งหมด

มาตรา 42 ในการชำระค่าหุ้น สมาชิกจะนำค่าหุ้นหักกลบลบหนี้กับสหกรณ์ไม่ได้และสมาชิกมีความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ

ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น และเมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธินำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ และให้สหกรณ์มีฐานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น

มาตรา 42/2 สมาชิกอาจทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ ในเงินค่าหุ้น เงินฝาก หรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อตนถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน

มาตรา 43 ข้อบังคับของสหกรณ์อย่างน้อยต้องมีรายการ ดังต่อไปนี้

(5) ทุนซึ่งแบ่งเป็นหุ้น มูลค่าของหุ้น การชำระค่าหุ้นด้วยเงินหรือทรัพย์สินอื่น การขายและการโอนหุ้น ตลอดจนการจ่ายคืนค่าหุ้น

แนวทางการกำหนดวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ กรณีงบการเงินไม่เป็นปัจจุบัน

 1. ข้อเท็จจริง/คำถาม

          กรณีงบการเงินประจำปีของสหกรณ์ ไม่เป็นปัจจุบัน สหกรณ์ดังกล่าวจะมีแนวทางในการกำหนดวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ อย่างไร สามารถกำหนดได้หรือไม่ สหกรณ์จะกำหนดวาระการประชุมใหญ่อย่างไร ต้องขอความเห็นชอบต่อนายนายทะเบียนหรือไม่ อย่างไร เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์/ผู้ตรวจการสหกรณ์ต้องดำเนินการอย่างไร

2. ข้อกฎหมาย

          1.1 พระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

                   มาตรา 47 การกู้ยืมเงินหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ จะต้องจำกัดอยู่ภายในวงเงินที่นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบ

1.2 ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 (ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2561)

          ข้อ 5 วงเงินการกู้ยืมหมายถึง วงเงินที่สหกรณ์จะสามารถก่อหนี้ภาระผูกพันได้ในภายหน้าซึ่งจำกัดสำหรับรอบปีทางบัญชีหนึ่ง ๆ ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ.2542

          ข้อ 7.2.1 พิจารณาจากทุนเรือนหุ้นที่ชำระแล้วรวมกับทุนสำรองของสหกรณ์ตามงบทดลอง ณ วันสิ้นเดือนสุดท้ายก่อนวันประชุมใหญ่

          ข้อ 9.3 งบการเงินประจำปีของปีทางบัญชีปัจจุบันซึ่งผ่านการตรวจสอบและแสดงความเห็นจากผู้สอบบัญชีแล้ว หรือรายงานประจำปี และงบทดลอง ณ วันสิ้นเดือนสุดท้ายก่อนวันประชุมใหญ่ ยกเว้นสหกรณ์ที่จดทะเบียนจัดตั้งใหม่ในปีแรกให้ใช้เฉพาะงบทดลอง ณ วันสิ้นเดือนสุดท้ายก่อนวันประชุมใหญ่

           ข้อ 10 เมื่อนายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมของสหกรณ์แล้วคณะกรรมการดำเนินการจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสหกรณ์และแผนการดำเนินงานที่กำหนด และสหกรณ์จะต้องรายงานขอความเห็นชอบกำหนดวงเงินการกู้ยืมต่อนายทะเบียนสหกรณ์ทุกปี ทั้งนี้ในระหว่างที่ยังไม่มีการประชุมใหญ่สามัญประจำ ให้สหกรณ์สามารถถือใช้วงเงินการกู้ยืมในปีก่อนไปพลางแต่ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยห้าสิบวันนับแต่วันสิ้นปีทางบัญชีของสหกรณ์

1.3 ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ (ประกาศ ณ วันที่ 30 เมษายน พ.ศ.2561)

          2. วงเงินที่นายทะเบียนสหกรณ์เห็นชอบ หมายถึง วงเงินที่สหกรณ์จะสามารถก่อหนี้ภาระ

ผูกพันได้ ซึ่งจำกัดสำหรับรอบปีทางบัญชีหนึ่ง ๆ ตามที่นายทะเบียนสหกรณ์ให้ความเห็นชอบ ตามมาตรา 47 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542

          1.4 บันทึกข้อความกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1115/64 ลงวันที่ 6 มกราคม 2563 เรื่อง แนวทางปฏิบัติกรณีสหกรณ์ไม่ส่งสำเนารายงานประจำปีและงบการเงินประจำปีต่อนายทะเบียนสหกรณ์

                   1. กรณีสหกรณ์ไม่ส่งสำเนารายงานประจำปีและ/หรืองบการเงินประจำปีต่อนายทะเบียนสหกรณ์เป็นเวลา 1 - 2 ปี ทั้งนี้ ให้รวมถึงกรณีผู้สอบบัญชีรายงานว่าไม่อาจสอบบัญชีสหกรณ์ได้เพราะเหตุไม่มีหลักฐานทางบัญชีให้ตรวจสอบในปีบัญชีใดให้ถือว่าสหกรณ์ไม่ส่งงบการเงินประจำปีบัญชีนั้นด้วย ให้ดำเนินการ ดังนี้

(1) หากสหกรณ์ไม่สามารถจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ตามมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้ถือว่าสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน ตามมาตรา 22 วรรคหนึ่ง ที่จะต้องใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบสั่งการให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าว รวมทั้งจะถือเป็นเหตุในการไม่รับพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ตามความข้อ 9 ของระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 เนื่องจากไม่หราบฐานะการเงินที่แท้จริงของสหกรณ์

3. ข้อวินิจฉัย

          หากสหกรณ์ไม่สามารถจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ถือเป็นเหตุถือเป็นเหตุในการไม่รับพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ของนายทะเบียนสหกรณ์ ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 

4. คำแนะนำ

          4.1 คำแนะนำสำหรับสหกรณ์

          แม้นายทะเบียนสหกรณ์จะไม่รับพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ ด้วยเหตุงบการเงินไม่เป็นปัจจุบัน แต่ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปีสหกรณ์ควรกำหนดไว้เป็นวาระเพื่อพิจารณา เพื่อให้ที่ประชุมใหญ่รับทราบปัญหา และกำหนดแนวทางแก้ไขร่วมกัน ดังตัวอย่างต่อไปนี้ 

วาระเพื่อพิจารณา        วงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์

                   ประธานแจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ตามข้อบังคับของสหกรณ์ให้ที่ประชุมใหญ่มีอำนาจกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันสำหรับปีหนึ่ง ๆ ไว้ตามที่จำเป็นและสมควรแก่การดำเนินงาน วงเงินซึ่งกำหนดดังว่านี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ ทั้งนี้ความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์ เป็นไปตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 และประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์

                   ณ วันที่........................ (วันที่สหกรณ์สามารถจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ได้ล่าสุด) สหกรณ์ได้ก่อหนี้ภาระผูกพันไว้แล้ว ตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ เป็นเงินจำนวน ..............บาท ประกอบด้วย

                   1) จำนวนเงินที่เบิกจากวงเงินเบิกเกินบัญชี หรือเงินกู้ยืมอื่นใดในลักษณะเดียวกัน จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

2) จำนวนเงินกู้คงเหลือเฉพาะส่วนที่ได้รับเงินกู้แล้วของสัญญาเงินกู้ที่ระบุการจ่ายเงินกู้หลายงวด จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

3) จำนวนเงินกู้คงเหลือของทุกสัญญาที่ระบุเงื่อนไขให้สหกรณ์รับเงินกู้เพียงวดเดียวหรือครั้งเดียว จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

4) จำนวนเงินที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงินเพื่อการค้ำประกันการกู้ยืมหรือการค้ำประกันอื่นซึ่งสหกรณ์เป็นผู้ออกและยังไม่ได้ชำระเงินตามที่ระบุในตั๋วสัญญาใช้เงิน จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

5) จำนวนเงินที่รับฝากจากสหกรณ์อื่น แต่ทั้งนี้ ไม่นับรวมจำนวนเงินที่ชุมนุมสหกรณ์ฝากจากสหกรณ์สมาชิก จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

6) จำนวนเงินที่สหกรณ์ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้ค้ำประกัน จำนวน ..... บาท (ถ้าไม่มีไม่ต้องใส่ข้อนี้)

หนี้ภาระผูกพันที่สหกรณ์ได้ก่อไว้แล้วดังกล่าว อาจมีจำนวนเพิ่มขึ้นหากสหกรณ์ไม่สามารถชำระหนี้ทั้งหมดได้ตามกำหนด ซึ่งหนี้ที่เพิ่มขึ้นอาจมาจากดอกเบี้ยจ่าย และค่าปรับ ตามที่กำหนดกันไว้ ดังนั้นสหกรณ์จึงต้องให้ที่ประชุมใหญ่มีอำนาจกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันสำหรับปีหนึ่ง ๆ ไว้ตามที่จำเป็นและสมควรแก่การดำเนินงาน วงเงินซึ่งกำหนดดังว่านี้ ต้องได้รับความเห็นชอบจากนายทะเบียนสหกรณ์

แต่เนื่องจากสหกรณ์ไม่สามารถจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ ถือเป็นเหตุถือเป็นเหตุในการไม่รับพิจารณาให้ความเห็นชอบการกำหนดวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันให้แก่สหกรณ์ของนายทะเบียนสหกรณ์ ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 จึงแจ้งให้ที่ประชุมใหญ่ทราบ พิจารณาไม่อนุมัติให้สหกรณ์ก่อหนี้สินเพิ่มขึ้น (หนี้สินตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์) และร่วมกันพิจารณาหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวร่วมกันต่อไป 

มติที่ประชุม      ที่ประชุมใหญ่มีมติเป็นเอกฉันท์ ไม่อนุมัติให้สหกรณ์ก่อหนี้สินเพิ่มขึ้น (หนี้สินตามประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง คำนิยามวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์) ให้สหกรณ์เร่งดำเนินการจัดทำงบการเงินประจำปีให้แล้วเสร็จเพื่อให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและเสนอให้ที่ประชุมใหญ่อนุมัติ โดยปฏิบัติตามคำสั่งนายทะเบียนสหกรณ์ ที่ .............. ลงวันที่ ..................(ถ้ามีคำสั่งนายทะเบียนให้สหกรร์แก้ไขข้อบกพร่อง) และเมื่อจัดทำงบการเงินเป็นปัจจุบันแล้ว สหกรณ์จะได้กำหนดวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ ให้เป็นไปตามข้อบังคับ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ต่อไป 

          4.2 คำแนะนำสำหรับเจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์/ผู้ตรวจการสหกรณ์

                   การที่สหกรณ์ไม่ดำเนินการหรือไม่สามารถดำเนินการยื่นเสนอขอความเห็นชอบวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ต่อนายทะเบียนสหกรณ์ ให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมสหกรณ์/ผู้ตรวจการสหกรณ์ รายงานให้นายทะเบียนสหกรณ์ทราบ ว่าสหกรณ์ไม่สามารถกำหนดวงเงินกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ ได้ให้เป็นไปตาม มาตรา 47 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การพิจารณาให้ความเห็นชอบวงเงินการกู้ยืมหรือการค้ำประกันของสหกรณ์ พ.ศ.2561 เพื่อให้นายทะเบียนสหกรณ์ใช้อำนาจตามมาตรา 16 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม เพื่อส่งเสริม ช่วยเหลือ แนะนำ และกำกับดูแลสหกรณ์ให้เป็นไปตามกฎหมาย หรือสั่งให้สหกรณ์แก้ไขข้อบกพร่องดังกล่าวตามมาตรา 22 (1) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ต่อไป

ลักษณะที่เป็นพิเศษของกฎหมายสหกรณ์

หนังสือ คำอธิบายพระราชบัญญัติสหกรณ์และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2542 (กฎหมายเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน)ของ ปรีชา สุวรรณทัต และทรงพล พนาวงศ์ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 พ.ศ.2555

ตอนหนึ่งของหนังสือได้อธิบายเกี่ยวกับ ลักษณะที่เป็นพิเศษของกฎหมายสหกรณ์ไว้ดังนี้

กฎหมายสหกรณ์มีลักษณะที่เป็นพิเศษทั้งในความคิดและการใช้ที่แตกต่างกับกฎหมาย ทั่วไป เพราะกฎหมายสหกรณ์มีลักษณะผสมผสานทั้งในส่วนของความเป็นกฎหมายมหาชน ในสาขากฎหมายปกครองและเป็นกฎหมายเอกชนในลักษณะกฎหมายธุรกิจตามลักษณะที่สหกรณ์เป็นองค์กรธุรกิจในภาคเอกชนด้วย

ในความเป็นกฎหมายมหาชน ในสาขากฎหมายปกครอง เพราะได้มีการกําหนดความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐกับองค์กรสหกรณ์ต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการดําเนินการสหกรณ์ ผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ ตลอดจนสมาชิกของสหกรณ์ ในลักษณะที่รัฐเป็นฝ่ายปกครอง ซึ่งได้แก่อํานาจของนายทะเบียนสหกรณ์ คณะกรรมการพัฒนาการสหกรณ์ ผู้ตรวจการสหกรณ์ และผู้สอบบัญชีสหกรณ์ ที่อยู่ในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครอง คําสั่งของคณะบุคคลและบุคคลดังกล่าวที่สั่งตามอํานาจหน้าที่ที่กฎหมายสหกรณ์ได้ให้อํานาจไว้ จึงมีลักษณะเป็นคําสั่งทางปกครองอย่างหนึ่ง ฉะนั้นถ้าปรากฏว่าคําวินิจฉัยหรือคําสั่งนั้นเข้าข่ายไม่ชอบด้วย กฎหมาย ไม่มีอํานาจ นอกเหนืออํานาจหน้าที่ ไม่ถูกต้องตามรูปแบบ ขั้นตอน ไม่สุจริต มีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม หรือมีลักษณะเป็นการสร้างขั้นตอนโดยไม่จําเป็น ผู้ได้รับความเสียหาย หรือเดือดร้อน อันเนื่องมาจากการกระทํา หรือคําสั่งดังกล่าวอาจฟ้องเป็นคดีต่อศาลปกครอง ตามกฎหมายจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาปกครองได้

มีข้อสังเกตว่าอํานาจรัฐในฐานะที่เป็นฝ่ายปกครองในส่วนที่เกี่ยวกับสหกรณ์จะต้องเป็นไปในลักษณะที่เป็นการส่งเสริม สนับสนุน และคุ้มครองระบบสหกรณ์ตามที่รัฐธรรมนูญได้บัญญัติให้เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องกระทําอันมิใช่มีลักษณะเป็นการควบคุม กํากับ ในลักษณะที่เป็นการบังคับ เพราะการดําเนินงานของสหกรณ์โดยแท้จริง จะต้องมาจากการริเริ่ม ตามความต้องการของบรรดามวลสมาชิกทั้งหลายของสหกรณ์ แล้วจึงนําความต้องการนั้น ไปดําเนินการตามเจตนารมณ์ให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างแท้จริง

ในส่วนที่กฎหมายสหกรณ์ มีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน ในสาขากฎหมายธุรกิจ เพราะสหกรณ์เป็นองค์กรธุรกิจ ในภาคเอกชน โดยมีคณะบุคคลที่มีแนวความคิดหรือเจตจํานง ร่วมกันที่จะดําเนินกิจการ เพื่อประโยชน์ในทางเศรษฐกิจ และสังคมในการช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อันเป็นแก่นปรัชญาของระบบสหกรณ์ในลักษณะนี้ จะเห็นได้ว่ากฎหมายสหกรณ์ในหลายลักษณะหลายส่วนได้กําหนดเกี่ยวกับการดําเนินกิจการของสหกรณ์ ที่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนต่อเอกชนด้วยกัน และในฐานะที่เท่าเทียมกันตามหลักของกฎหมายเอกชน ซึ่งได้แก่ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ เช่น ในส่วนที่เกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของบุคคลธรรมดา ซึ่งได้แก่สมาชิกสหกรณ์หรือนิติบุคคล ซึ่งได้แก่สหกรณ์ในการทํานิติกรรมสัญญา ระหว่างกันเอง หรือไปผูกพันบุคคลภายนอก เมื่อกฎหมายสหกรณ์มีลักษณะพิเศษที่เป็นทั้งกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนดังกล่าวแล้ว ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้กฎหมายสหกรณ์ ก็จะต้องมีความคิด หรือเปลี่ยนความคิดในการใช้กฎหมายสหกรณ์ในส่วนนั้น ๆ ให้ตรงกับลักษณะของกฎหมายสหกรณ์ในส่วนนั้น ๆ ด้วย เพื่อจะได้ใช้กฎหมายสหกรณ์ให้ถูกต้อง โดยจะต้องเริ่มต้นคิดและใช้ให้เป็นระบบ ดังนี้

ข้อหนึ่ง เรื่องนี้เป็นเรื่องอะไร

ข้อสอง กฎหมายสหกรณ์ได้กําหนดหลักเกณฑ์ หรือองค์ประกอบ เกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างไร

ข้อสาม หลักเกณฑ์หรือองค์ประกอบนั้น มีความหมายอย่างไร

ข้อสี่ ข้อเท็จจริงเข้าหรือไม่กับหลักเกณฑ์ หรือองค์ประกอบและได้ผลอย่างไร

(ปรีชา สุวรรณทัต และทรงพล พนาวงศ์, 2555: 11-12)

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...