การลงทุนในตลาดทุน โดยการซื้อขายหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หรือรับเงินปันผล (Dividend) จากผลประกอบการของบริษัทที่ลงทุน ยามเมื่อผลประกอบการไม่เป็นดังหวัง ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจ ยอมรับผลการลงทุน ยอมรับความเสี่ยงได้ นอกเสียจากมีเหตุทุจริตในบริษัทที่นำเงินไปลงทุน นักลงทุนและหน่วยงานที่กำกับดูแลก็จะดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568
หุ้นในสหกรณ์และการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์
“ค่าปรับ” กับ “ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้”
ในการกำกับดูและสหกรณ์ และในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ จะพบคำว่า “ค่าปรับ” ในกฎต่าง ๆ อาทิ
1. ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์
ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563
ข้อ 29 ให้สหกรณ์นำจำจำนวนเงินที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้มาหักค่าปรับค้างรับ
ดอกเบี้ยค้างรับ ค่าปรับรับประจำปี ดอกเบี้ยรับประจำปี และต้นเงิน ตามลำดับ
ข้อ 33
(3) วิธีการคำนวณค่าปรับกรณีลูกหนี้การค้าค้างชำระเกินระยะเครดิตที่ระบุในสัญญา
2. ประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์
เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ. 2563
ข้อ 10 ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร
ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับ ดังนี้...
3. ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์
เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ
สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิก
โดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย พ.ศ. 2567
ข้อ 11 ให้สหกรณ์ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับ
ดังนี้...
4. ระเบียบสหกรณ์
ว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้
“ในกรณีที่สมาชิกผู้กู้ไม่ชำระคืนต้นเงินทั้งหมดหรือบางส่วนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือกู้เงินให้สหกรณ์เรียกค่าปรับสำหรับต้นเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้น
ในอัตราร้อยละ … ต่อปี นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ ทั้งนี้
โดยคำนวณเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่สมาชิกผู้กู้ผิดสัญญาเป็นต้นไป
จนกว่าจะชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น
เว้นแต่สมาชิกผู้กู้ได้รับอนุญาตให้ผ่อนเวลาได้...”
5. ระเบียบสหกรณ์
ว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสมาชิกสหกรณ์
“กรณีที่ลูกหนี้ผู้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ชำระคืนต้นเงินทั้งหมดหรือบางส่วนให้สหกรณ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้
สหกรณ์จะเรียกค่าปรับสำหรับเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้นในอัตราร้อยละ ...
นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด”
“ค่าปรับ” และ
“ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” หมายถึงอะไร
ถ้าพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์
จะพบว่า “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 380 381 382 และ 383 ไม่ใช่
“ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 แต่ทั้ง “เบี้ยปรับ” และ
“ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” เหมือนกันตรงที่
เป็นการที่ลูกหนี้ยอมให้เจ้าหนี้ได้รับค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้เมื่อมีการผิดสัญญา
โดย
“เบี้ยปรับ”
จะให้ก็ต่อเมื่อผิดสัญญาและต้องกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะให้เท่านั้น
โดยคู่สัญญากำหนดอัตราได้เอง
ส่วน
“ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” ไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า
แม้คู่กรณีจะไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในสัญญาก็ตาม
เจ้าหนี้สามารถเรียกได้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224
ธนาคารแห่งประเทศไทย
ให้ความหมายของคำว่า "ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้" ว่าหมายถึง
ดอกเบี้ยที่ผู้ให้บริการเรียกเรียกเก็บจากลูกหนี้ในกรณีผิดนัดชำระหนี้
ซึ่งมีการคิดค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยในกรณีปกติ
ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตาม เช่น ดอกเบี้ย ค่าปรับ เบี้ยปรับ
ค่าปรับจากการชำระหนี้ล่าช้า เป็นต้น (ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส2.
9/2563 เรื่อง
การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ประกาศ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2563)
บังเอิญผมไปเจอคำพิพากษาที่โจทก์
(สหกรณ์) ฟ้องสมาชิกผู้กู้และผู้ค้ำ เพื่อบังคับชำระหนี้
คำพิพากษาเรื่องค่าปรับสรุปว่า
“สัญญาเงินกู้ที่ไม่ระบุข้อตกลงเรื่องค่าปรับในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้
แม้ระเบียบของผู้ให้กู้จะกำหนดเรื่องค่าปรับไว้ ผู้ให้กู้ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากผู้กู้”
โดยมีรายละเอียด ดังนี้
โจทก์ (สหกรณ์)
มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสาม (จำเลยที่ 1 (สมาชิกผู้กู้)
จำเลยที่ 2 และ 3 (สมาชิกผู้ค้ำประกัน)) ชำระหนี้ต้นเงินจำนวน ....
บาท และดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน ... บาท รวมเป็นเงิน ... บาท ตามฟ้องได้
ส่วนที่โจทก์คิดค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี
ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ... บาท
และคิดค่าปรับอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นนั้น
เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1
(สมาชิกผู้กู้) ได้
คงเรียกได้เฉพาะต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นเท่านั้น
แม้โจทก์จะมีระเบียบ (หมายถึงระเบียบสหกรณ์
ว่าด้วยว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้)
ระบุให้โจทก์มีสิทธิคิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดได้ก็ตาม
แต่ก็เป็นระเบียบภายในของโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมตกลงด้วย
โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสามได้
คำพิพากษาที่ยกมาเป็นกรณีศึกษานี้
เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ที่บัญญัติว่า
ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี
หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ
ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง
หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น
คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับเบี้ยปรับ
(คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2545)
ในการที่คู่สัญญาจะมีสิทธิคิดเบี้ยปรับจากคู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาได้นั้นจะต้องมีการตกลงกันในสัญญาโดยชัดแจ้งว่ามีข้อเงื่อนไขในการกำหนดเบี้ยปรับกันอย่างไร
ผิดสัญญาข้อใดทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 บัญญัติไว้ว่า
"ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี
หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี.."
จากข้อกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า
เบี้ยปรับนี้ต้องกำหนดไว้โดยสัญญาอันหมายถึงต้องมีการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา
หาใช่เป็นการคิดเอาตามอำเภอใจฝ่ายเดียวดังที่โจทย์กระทำต่อจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏ
และแม้หนี้เดิมจะเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้ามิใช่หนี้กู้ยืมก็ตาม
แต่ก็เป็นหนี้เงินที่จะต้องชำระต่อกัน ดังนั้น
จึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ
7.5 ต่อปี (เดิม)
และห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอีกด้วย
ความเห็นส่วนตัวของผมเห็นว่า
หากพิจารณาจากเจตนารมณ์ คำว่า “ค่าปรับ” ในระเบียบสหกรณ์
ว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ ที่กำหนดว่า
“ให้สหกรณ์เรียกค่าปรับสำหรับต้นเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้น ในอัตราร้อยละ …
ต่อปี นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้” น่าจะหมายถึง
“ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้” ที่สหกรณ์สามารถเรียกได้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้
โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า
แม้สมาชิกผู้กู้จะไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในสัญญาก็ตาม
ซึ่งสอดคล้องกับคำนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย และสอดคล้องกับ ป.พ.พ. มาตรา 224
วรรคแรกที่บัญญัติว่า “หนี้เงินนั้น
ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี
ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่น
อันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น”
ทรัพย์มรดกของสมาชิกสหกรณ์
เงินค่าหุ้น เงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน เงินฝาก ดอกเบี้ยเงินฝาก ตลอดจนทรัพย์สินอื่นใดที่สมาชิกสหกรณ์พึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ เช่น เงินสวัสดิการต่าง ๆ เงินประกันชีวิต เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นมรดกของสมาชิกสหกรณ์ผู้ถึงแก่กรรม หรือไม่ อย่างไร
ป.พ.พ. มาตรา 1600 ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้
สรุป กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 137 138) สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ
ทรัพย์มรดก
ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า “ทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย” ดังเช่น คำพิพากษาต่อไปนี้
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2506
“ลูกสุกรนี้เกิดภายหลังจากที่เจ้ามรดกตายแล้ว จึงไม่เป็นมรดก”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2507
“เงินช่วยเพื่อน........... ซึ่งสมาชิกช่วยกันบริจาค เพื่ออนุเคราะห์ช่วยเหลืองานศพและครอบครัวของสมาชิกคนใดคนหนึ่งซึ่งถึงแก่กรรมลงนั้น ไม่ใช่กองมรดกของผู้ตาย ผู้ตายจึงทำพินัยกรรมยกให้ใครไม่ได้”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2525
“เงินบำเหน็จที่จะตกได้แก่บรรดาทายาทผู้มีสิทธิของผู้ตาย ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 นั้น มิใช่มรดกของผู้ตาย”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2530
“สิทธิในเงินบำเหน็จเพื่อสงเคราะห์พนักงาน......ตกได้แก่ทายาทเนื่องจากการตายของพนักงาน ไม่ใช่ทรัพย์สินที่พนักงานมีอยู่ในระหว่างมีชีวิตหรือมีอยู่ขณะตาย เงินจำนวนนี้จึงไม่เป็นมรดกของผู้ตาย”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8485/2544
“รายได้จากการกรีดยางของสวนยางมรดกที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรม มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดกแต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของที่ดิน”
คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545
“เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตาย” ซึ่งตามคำพิพากษานี้จะเห็นว่า “เงินฌาปนกิจสงเคราะห์” มิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะตาย แต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการตายเกิดขึ้น ดังนั้นจึงถือว่ามิใช่มรดก
สรุป
เงินค่าหุ้น เป็นทรัพย์มรดก
เงินปันผล หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก
เงินเฉลี่ยคืน หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก
เงินฝาก เป็นทรัพย์มรดก
ดอกเบี้ยเงินฝาก หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก
ทรัพย์สินอื่นใดที่สมาชิกสหกรณ์พึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ เช่น เงินสวัสดิการต่าง ๆ หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก
เงินประกันชีวิต ไม่เป็นทรัพย์มรดก
เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ไม่เป็นทรัพย์มรดก
อนึ่ง
กรณีสมาชิกทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่า หุ้น เงินฝาก หรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อตนถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้ให้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน ตามมาตรา 42/2 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้สหกรณ์จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ตั้งไว้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2561)
กรณีสมาชิกทำพินัยกรรมไว้ให้พิจารณาเนื้อหาในพินัยกรรม และดูว่าระหว่างพินัยกรรมกับหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ฯ เอกสารใดทำหลังสุด ก็ให้มีผลตามเอกสารฉบับหลังสุดนั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14885/2558)ผู้รักษาการกฎหมายและกฎ
“ให้ประธานกรรมการ รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้”
เคยสงสัยกันไหมครับว่า
ข้อสุดท้ายในระเบียบต่าง ๆ ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จะเขียนไว้ว่า “ให้ประธานกรรมการ รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้” มีความหมายว่าอย่างไร
บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา
เรื่องเสร็จที่ 138/2497 เรื่องผู้รักษาการตามกฎหมาย อธิบายไว้ว่า
1. ผู้รักษาการตามกฎหมาย
เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น ซึ่งประโยชน์ในการที่มีบทบัญญัติเรื่องผู้รักษาการตามกฎหมายมีดังต่อไปนี้
1) กำหนดให้มีเจ้าของเรื่องที่ชัดเจน
เพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย
หลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน
2)
ผู้บัญญัติกฎหมายรู้หรือพิจารณาได้ว่าควรจะมอบอำนาจให้ใครมีอำนาจในการกำกับดูแลการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีสมรรถภาพและประหยัด
3)
สะดวกต่อการกำกับติดตามการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย
4) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการติดต่อประสานงานราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้อง
ทันท่วงที
2.
การที่จะบัญญัติไว้ในกฎหมายใดให้มีผู้รักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นหรือไม่
ก็แล้วแต่ว่ากฎหมายฉบับนั้นมีลักษณะซึ่งถ้าจะบัญญัติให้มีผู้รักษาการจะอำนวยประโยชน์ดังกล่าวมาแล้วหรือไม่
กฎหมายบางฉบับหามีลักษณะเช่นนั้นไม่ ดังเช่น กฎหมายที่บัญญัติวางหลักกลางๆ ทั่ว
ไปไว้ อาทิ บัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลใด ไม่ได้กำหนดภาระแก่ฝ่ายบริหารที่จะต้องดำเนินการอันใดเพื่อยังให้กฎหมายนั้นเกิดผล
เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กฎหมายลักษณะอาญา
หรือกฎหมายที่บัญญัติหลักทั่วไปไว้ และกำหนดว่าถ้ามีกรณีจะต้องปฏิบัติการตามกฎหมายนั้น
ก็จะต้องตราเป็นกฎหมายเฉพาะกรณีนั้นขึ้นอีกชั้นหนึ่ง
3. ผู้รักษาการตามกฎหมาย จะต้องปฏิบัติ
ดังนี้
1)
จะต้องสั่งการและควบคุมให้มีการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย
2)
ในกรณีที่มีการดำเนินการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยสภาผู้แทนราษฎร คือ
กระทู้ถามหรือเปิดอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับกฎกฎหมายใด
โดยปกติเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายนั้นจะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของเรื่องที่จะต้องชี้แจงต่อสภา
สรุป ผู้รักษาการตามกฎหมาย เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น จะต้องสั่งการและควบคุมให้มีการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย และมีหน้าที่ชี้แจงบรรดาเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายซึ่งตนเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย
ฉะนั้น สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ถือใช้ระเบียบ และกำหนดข้อสุดท้ายของระเบียบต่าง ๆ ว่า “ให้ประธานกรรมการ รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้” ก็หมายความว่า ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร เป็นผู้รักษาการตามระเบียบที่กำหนดถือใช้ เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลให้เป็นไปตามระเบียบนั้น ๆ จะต้องสั่งการและควบคุมให้มีการปฏิบัติการให้เป็นไปตามระเบียบ และมีหน้าที่ชี้แจงบรรดาเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระเบียบให้แก่สมาชิก ผู้ตรวจสอบกิจการ ผู้ตรวจการ ผู้สอบบัญชี นายทะเบียนสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง
สหกรณ์ (เจ้าหนี้) กับสมาชิก (ลูกหนี้) สามารถ “ประนีประนอมยอมความ” ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่
ประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ที่บัญญัติว่า “อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน” ซึ่งการประนีประนอมยอมความตามบทบัญญัติดังกล่าวอาจมีขึ้นก่อนหรือภายหลังคำพิพากษาก็ได้ ดังที่ สรรเสริญ เดชสีหธนานนท์ และสุจรรยา สุจริตศรีชัยกุล สรุปว่า “…คู่กรณีนำข้อพิพาทมาฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี ต่อมาภายหลังเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตามคำพิพากษากลับนำสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันอีก ซึ่งศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากสัญญาดังกล่าวได้กระทำในศาล สิทธิในการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นอันระงับ แต่ถ้าได้กระทำนอกศาล ถือเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความรู้เห็นของศาล เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับคดีต่อไปได้ ส่วนลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับความเสียหายอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันเป็นคดีใหม่...” (ดุลพาห, เล่มที่ 2 ปีที่ 67)
สถาบันอนุญาโตตุลาการ (2564) อธิบายว่า ประนีประนอมยอมความ เป็นสัญญาที่กระทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสำหรับคู่พิพาท โดยจะมีผลผูกพันทางกฎหมายไม่ต่างจากสัญญาอื่น ๆ โดยจะเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นเพื่อต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามกฎหมาย และหลังจากหาข้อสรุปรวมกันอย่างดีจะมีการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน ซึ่งข้อตกลงที่ทำร่วมกันจะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย กล่าวคือไม่มีเงื่อนไขที่พ้นวิสัยที่จะปฏิบัติได้ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะจะถือเป็นโมฆะ อีกทั้งสาระสำคัญของการสัญญาประนีประนอมจะต้องเป็นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงลายมือของคู่พิพาทหรือตัวแทน เพื่อที่จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ เพราะหากเป็นสัญญาปากเปล่าไม่มีบันทึกไว้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้
กรณี สหกรณ์ (เจ้าหนี้) กับสมาชิก (ลูกหนี้) จะ “ประนีประนอมยอมความ” ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ แต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกด้วย
หลักการสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญในทำสัญญาประนีประนอมยอมความ
ได้แก่
1) คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ซึ่งผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน
2) ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้หากผิดสัญญา
กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องกับการประนีประนอมยอมความ
1)
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 851 852
2)
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) มาตรา 292 (6) (7)
3) พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562
4)
ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522
และที่แก้ไขเพิ่มเติม
5)
ระเบียบกรมบังคับคดี ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2558
6)
ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 ข้อ
30 31 32
7) หนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1108/6736 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2550 เรื่อง หารือแนวทางปฏิบัติส่วนลดในการชำระหนี้ ของสมาชิกสหกรณ์หลังดำเนินคดี
ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2519 คำพิพากษาฏีกาที่ 137/2522 คำพิพากษาฏีกาที่ 2576/2531ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์
ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์
การไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ
หรือการกำหนดระเบียบขัดต่อวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับ การออกประกาศโดยมติที่ขัดต่อระเบียบ
ขัดต่อวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับ
แม้ไม่เกิดความเสียหายก็เป็นเหตุที่นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจสั่งยับยั้งหรือเพิกถอนมตินั้นได้
โดยใช้อำนาจตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
แต่หากเกิดความเสียหายทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่อง
หรือระงับการปฏิบัติที่เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องหรืออาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
หรือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นให้แล้วเสร็จ
หรือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะหรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ
ตามมาตรา 22 (1) (2) (3) หรือ (4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม
กรณีที่ผู้แทนสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการจนสหกรณ์เสียหาย
ก็ย่อมต้องมีความรับผิดทางแพ่ง
หรือความรับผิดทางอาญา หรือรับผิดทั้งแพ่งและอาญา กรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ ผู้จัดการ
เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทำให้สหกรณ์เสียหาย ถ้าสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ให้นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์ได้
(มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
ผู้แทนสหกรณ์
สหกรณ์เป็นนิติบุคคลตามมาตรา
37 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติว่า “ให้สหกรณ์ที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคล” สหกรณ์มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิก
(มาตรา 50 วรรคแรก แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
หรือผู้จัดการสหกรณ์ เป็นผู้แทนสหกรณ์ ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติให้ “คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการ
และเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก
เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน
หรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้”
หน้าที่ของผู้แทนสหกรณ์
ผู้แทนสหกรณ์ตามมาตรา
51 ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามมาตรา 51/1 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บัญญัติว่า “ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย
วัตถุประสงค์ ขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์
ข้อบังคับของสหกรณ์ และมติที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้
ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก”
ความรับผิดของผู้แทนสหกรณ์
หากผู้แทนสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ผู้ใดมีส่วนร่วมในการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์
กรรมการ หรือผู้จัดการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ โดย
แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ หรือดำเนินกิจการนอกขอบวัตถุประสงค์
หรือขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการ ที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์
ต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายต่อสหกรณ์ (มาตรา 51/2 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ.
2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
ความรับผิดตามมาตรา
51/2 อาจเป็นความรับผิดทางแพ่ง ความรับผิดทางอาญา หรือรับผิดทั้งแพ่งและอาญา
ซึ่งบทความนี้จะกล่าวเฉพาะความรับผิดทางแพ่ง
ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์
ความเกี่ยวพันระหว่างสหกรณ์กับผู้แทนสหกรณ์
ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.พ.พ. มาตรา
77 ที่บัญญัติว่า “ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่งประมวลกฎหมายนี้
มาใช้บังคับแก่ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคลกับผู้แทนของนิติบุคคล
และระหว่างนิติบุคคล หรือผู้แทนของนิติบุคคลกับบุคคลภายนอก โดยอนุโลม” โดย บทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่ง ป.พ.พ.
ผู้แทนสหกรณ์จะต้องรับผิดในฐานะตัวแทนตาม
ป.พ.พ. มาตรา 812 ที่บัญญัติว่า “ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด
ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทนก็ดี เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี
หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจก็ดี ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด”
หากผู้แทนสหกรณ์กระทำการละเมิดต่อบุคคลภายนอกหรือต่อสหกรณ์
จะต้องมีความรับผิดเพื่อละเมิด ตาม ป.พ.พ. โดยใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติว่า “ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี
อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี
ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น”
การใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น
ป.พ.พ. มาตรา 438 บัญญัติว่า “ค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น
ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด อนึ่ง
ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด
หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น
รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ
อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วย” และ ป.พ.พ. มาตรา 206 บัญญัติว่า “ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด
ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด”
สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดมีอายุความหนึ่งปีตาม
ป.พ.พ. มาตรา 448 ที่บัญญัติว่า “สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น
ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน
หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด
แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา
และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้
ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับ” แต่สิทธิเรียกร้องให้ผู้แทนสหกรณ์
รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น
ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ที่บัญญัติว่า “อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ
ให้มีกำหนดสิบปี”
ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
1765/2566
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
2378/2564
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
3958/2561
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
10941/2558
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
5896/2558
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
2229/2558
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
981/2531
คำพิพากษาศาลฎีกาที่
4715/2530
ผู้มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สหกรณ์
ผู้มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สหกรณ์
กรณีไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทนสหกรณ์ หรือ
กรณีคณะกรรมการดำเนินการที่เหลืออยู่ไม่ครบองค์ประชุม
กรณีที่สหกรณ์ไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทนในการเป็นผู้ดำเนินกิจการ
และเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ซึ่งอาจมีสาเหตมาจากกรณีดังต่อไปนี้
1. กรณีมีเหตุให้กรรมการต้องพ้นจากตำแหน่ง
เพราะเหตุใด ๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ เช่น
ถึงคราวออกตามวาระ ลาออก ขาดจากสมาชิกภาพ มีลักษณะต้องห้ามตามข้อบังคับ
เป็นต้น
2. กรณีสหกรณ์ไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี
1 ปี (ไม่มีการประชุมใหญ่วิสามัญที่มีวาระเลือกตั้งกรรมการก่อนหน้านั้น)
คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะเหลือแค่เพียงกึ่งหนึ่ง เพราะคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีนับแต่วันเลือกตั้ง
และกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้
แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน (มาตรา 50 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542
และที่แก้ไขเพิ่มเติม) จำนวนกึ่งหนึ่งที่เหลือนั้นต้องพิจารณาด้วยว่าครบองค์ประชุมหรือไม่
ถ้าตำแหน่งกรรมการดำเนินการว่างลงก่อนถึงคราวออกตามวาระ
(เว้นแต่เพราะเหตุนายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้ออกทั้งคณะหรือรายบุคคล ตามมาตรา 22 (4) แห่ง
พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ให้กรรมการดำเนินการที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่
(มีจำนวนเป็นองค์ประชุมได้) ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะมีการประชุมใหญ่
ซึ่งจะได้มีการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการแทนในตำแหน่งที่ว่าง
หากจำนวนกรรมการที่เหลืออยู่ไม่ครบองค์ประชุมก็ไม่สามารถประชุมพิจารณาเพื่อดำเนินการใด
ๆ ได้ (ดูอำนาจหน้าที่คณะกรรมการดำเนินการที่กำหนดในข้อบังคับ) ตลอดจนคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการต่าง
ๆ เช่น คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการเงินกู้ คณะกรรมการศึกษาและประชาสัมพันธ์
เป็นต้น ก็ต้องหมดไปตามวาระของกรรมการที่หมดวาระ
ซึ่งหากคณะกรรมการดำเนินที่เหลือซึ่งไม่ครบองค์ประชุม
ตาม ข้อ 1 และ 2 ข้อบังคับสหกรณ์ กำหนดว่า “ถ้าในเวลาใดจำนวนกรรมการดำเนินการลดลงจนเหลือน้อยกว่าองค์ประชุม
กรรมการดำเนินการที่ดำรงตำแหน่งอยู่จะประชุมดำเนินการใด ๆ ไม่ได้
นอกจากต้องนัดเรียกให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นโดยเร็ว
เฉพาะการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการแทนตำแหน่งที่ว่างลง” (ป.พ.พ. มาตรา 71)
3. กรณีสหกรณ์ไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี
2 ปี ติดกัน (ไม่มีการประชุมใหญ่วิสามัญที่มีวาระเลือกตั้งกรรมการก่อนหน้านั้น)
สหกรณ์จะไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทน สหกรณ์ก็ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ ต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอศาลเพื่อแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้น
เพื่อดำเนินการจัดประชุมใหญ่ให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ (ป.พ.พ.
มาตรา 73 ประกอบ มาตรา 75)
4. กรณีนายทะเบียนสหกรณ์ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
หรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ
ด้วยเหตุคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หรือกรรมการ กระทำการ
หรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และไม่แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก
หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน
ตามรายงานการสอบบัญชี หรือตามรายงานการตรวจสอบ (มาตรา 22 (1) ประกอบมาตรา 22 (4) แห่ง
พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
ในกรณีที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ
ให้นายทะเบียนสหกรณ์ตั้งคณะกรรมการชั่วคราว
มีอำนาจหน้าที่และสิทธิเช่นเดียวกับคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ และให้อยู่ในตำแหน่งไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่แต่งตั้ง
โดยก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งให้คณะกรรมการชั่วคราวจัดให้มีการประชุมใหญ่
เพื่อเลือกตั้งกรรมการขึ้นใหม่ทั้งคณะตามวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ
(มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร
ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...
-
คำอธิบายหนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1101.11/13764 ลงวันที่ 28 กันยายน 2544 เรื่อง การจัดสรรกำไรสุทธิประจำปีของสหกรณ์การเกษตรกรณีมีรายได้...
-
คำว่า "ข้อบกพร่อง" ในบริบทของสหกรณ์ไม่ใช่เพียงข้อผิดพลาดทั่วไปในการปฏิบัติงาน แต่เป็นคำศัพท์ที่มีรากฐานทางกฎหมายตามนัยแห่ง มาตรา ...
-
1. การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง 1.1 ความหมาย การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง มีความหมาย หลักเกณฑ์ และวิธีการ ดังนี้ 1) พร...