วันอาทิตย์ที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2568

หุ้นในสหกรณ์และการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์

การลงทุนในตลาดทุน โดยการซื้อขายหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ลงทุนมีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากส่วนต่างราคา (Capital Gain) หรือรับเงินปันผล (Dividend) จากผลประกอบการของบริษัทที่ลงทุน ยามเมื่อผลประกอบการไม่เป็นดังหวัง ผู้ลงทุนส่วนใหญ่เข้าใจ ยอมรับผลการลงทุน ยอมรับความเสี่ยงได้ นอกเสียจากมีเหตุทุจริตในบริษัทที่นำเงินไปลงทุน นักลงทุนและหน่วยงานที่กำกับดูแลก็จะดำเนินการให้เกิดความเป็นธรรมตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

ในระบบสหกรณ์ การถือหุ้นของสมาชิกเป็นวิธีการสหกรณ์ตามหลักการสหกรณ์ที่ 3 การมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก เป็นการลงทุนร่วมกันเพื่อร่วมกันเป็นเจ้าของสหกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ หุ้นในสหกรณ์ไม่สามารถซื้อขายเพื่อทำกำไรส่วนต่างได้ ไม่สามารถเก็งกำไรได้ สหกรณ์บริหารงานดี มีธรรมาภิบาล สมาชิกมีส่วนร่วมในการดำเนินธุรกิจมาก สหกรณ์บริหารงานมีประสิทธิภาพ เมื่อเกิดส่วนต่างจากการที่มีรายได้มากกว่าค่าใช้จ่ายที่เรียกว่า “กำไร” โดยเกิดจากการดำเนินธุรกิจในหมู่สมาชิกกันเองเป็นหลัก เมื่อเกิดผลกำไร กฎหมายกำหนดให้ต้องจัดสรรเป็นทุนสำรอง ตามอัตราที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันกำหนดไม่น้อยกว่าร้อยละ 10) เพื่อความมั่นคงของสหกรณ์ และอีกส่วนหนึ่ง ส่งเป็นเงินบำรุงค่าสันนิบาตสหกรณ์ตามที่กฎหมายกำหนด (ปัจจุบันกำหนดที่ร้อยละ 1 ไม่เกิน 30,000 บาท) ส่วนที่เหลือจัดสรรตามความประสงค์ของสมาชิกผ่านที่ประชุมใหญ่ ได้แก่ การปันผลให้แก่สมาชิกตามหุ้นที่ชำระแล้ว จัดสรรเป็นเงินเฉลี่ยคืนตามส่วนธุรกิจที่สมาชิกมามีส่วนร่วมดำเนินธุรกิจจนเกิดผลกำไร จัดสรรเป็นทุนสะสมอื่น ๆ โดยเฉพาะทุนเพื่อการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก และทุนสาธารณประโยชน์เพื่อชุมชนและสังคม ตลอดจนการจัดสรรเป็นเงินโบนัสให้แก่คณะกรรมการดำเนินการและเจ้าหน้าที่สหกรณ์
แต่ในปัจจุบัน พบว่า ยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับเรื่องหุ้นในระบบสหกรณ์ เช่น สหกรณ์จ่ายคืนค้าหุ้นผิดจนปรากฎเป็นข้อสังเกตของผู้สอบบัญชีในงบการเงินประจำปี ต้องมีการเรียกคืน หรือ กรณีสมาชิกขอให้สหกรณ์เอาเงินค่าหุ้นมาชำระหนี้ขณะที่ตนยังเป็นสมาชิกอยู่ หรือเมื่อขาดจากสมาชิกภาพแล้วต้องการได้เงินค่าหุ้นคืนเต็มจำนวนในขณะที่สหกรณ์ยังขาดทุนสะสมและมูลค่าหุ้นลดลง ซึ่งความเข้าใจคลาดเคลื่อนดังกล่าว เป็นปัญหาที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์
ผมขออนุญาตสรุปเรื่อง หุ้นในสหกรณ์และการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์ เผื่อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องบ้าง ดังรายละเอียดต่อไปนี้
1. แนวคิดเรื่องหุ้นตามกฎหมายสหกรณ์
1.1) สมาชิกจะนำค่าหุ้นหักกลบลบหนี้กับสหกรณ์ไม่ได้ หมายความว่า ในขณะที่ยังเป็นสมาชิกสหกรณ์ (สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง) สมาชิกอยู่ในฐานะเจ้าของสหกรณ์ร่วมกันกับสมาชิกคนอื่น จำนวนค่าหุ้นของสมาชิกเป็นทุนของสหกรณ์ไปแล้ว เพราะสมาชิกเอาเงินของตนเองมาร่วมลงทุนในสหกรณ์ เมื่อสมาชิกเป็นหนี้ต่อสหกรณ์สมาชิกไม่สามารถนำเงินค่าหุ้นมาหักกลบลบหนี้ของสมาชิกที่มีกับสหกรณ์ได้ หนี้ที่สมาชิกมีต่อสหกรณ์เป็นหน้าที่ที่สมาชิกจะต้องชำระแก่สหกรณ์ตามเงื่อนไขที่ก่อให้เกิดหนี้
1.2) สมาชิกมีความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ หมายความว่า สมาชิกในฐานะที่เป็นเจ้าของสหกรณ์ เป็นเจ้าของทรัพย์สินทั้งปวงของสหกรณ์ ซึ่งทรัพย์สินทั้งหมดดังกล่าวมาจาก หนี้สินทั้งหมดของสหกรณ์รวมกับทุนทั้งหมดของสหกรณ์ ซึ่งเงินค่าหุ้นของสมาชิกเป็นทุนส่วนหนึ่งของสหกรณ์ หากสหกรณ์ดำเนินงานขาดทุนและมีภาระหนี้สินต่อบุคคลภายนอก สมาชิกทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบในส่วนที่ขาดทุนหรือหนี้สินของสหกรณ์ แต่รับผิดชอบไม่เกินจำนวนค่าหุ้นของตนที่ถืออยู่เท่านั้น ซึ่งรวมถึงจำนวนค่าหุ้นที่ยังชำระไม่ครบมูลค่าของหุ้นทั้งหมดของสมาชิกด้วย
1.3) ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง ห้ามมิให้เจ้าหนี้ของสมาชิกใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้นั้น หมายความว่า ในระหว่างที่สมาชิกภาพของสมาชิกยังไม่สิ้นสุดลง และสมาชิกมีหนี้สินต่อบุคคลอื่น (มิใช่หนี้สินต่อสหกรณ์) เจ้าหนี้ (บุคคลภายนอก) จะใช้สิทธิเรียกร้องหรืออายัดค่าหุ้นของสมาชิกผู้มีหนี้สินต่อเจ้าหนี้ (บุคคลภายนอก) ไม่ได้ แต่หากหนี้นั้นเป็นหนี้ตามคำพิพากษา และศาลมีคำสั่งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมีอำนาจอายัดสิทธิเรียกร้องที่สมาชิกมีต่อสหกรณ์ และเจ้าพนักงานบังคับคดีมีคำสั่งอายัดเงินค่าหุ้นของสมาชิกในสหกรณ์ ถือเป็นการชอบด้วยกฎหมาย ทั้งนี้ เจ้าหนี้สามารถขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดีอายัดเงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน และเงินค่าหุ้น ไปยังสหกรณ์ที่ลูกหนี้เป็นสมาชิกอยู่ได้ แต่เงินค่าหุ้นสหกรณ์จะส่งมายังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ต่อเมื่อลูกหนี้สิ้นสุดความเป็นสมาชิกภาพ ตลอดจนสหกรณ์สามารถนำเงินค่าหุ้นมาชำระหนี้ที่ลูกหนี้เป็นหนี้สหกรณ์ก่อน หากมีเงินเหลือจึงจะส่งมายังเจ้าพนักงานบังคับคดี
1.4) เมื่อสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลง สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ หมายความว่า เมื่อสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพและยังมีหนี้สินต่อสหกรณ์ สหกรณ์มีสิทธิ์นำเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่มาหักกลบลบหนี้ที่สมาชิกผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์ได้ แต่ถ้าเมื่อใดที่มูลค่าหุ้นด้อยค่าลง (มีมูลค่าต่อหุ้นไม่เท่ากับที่กำหนดในข้อบังคับ) เมื่อคำนวณ ณ วันสิ้นปีบัญชี มีค่าเท่าใดก็นำมาหักกลบลบหนี้ได้เท่านั้น แต่ถ้ามีค่าเท่ากับ 0 หรือต่ำกว่า 0 ก็ไม่สามารถนำมาหักกลบลบหนี้ได้
1.5) สหกรณ์มีสถานะเป็นเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษเหนือเงินค่าหุ้นนั้น หมายความว่า กฎหมายสหกรณ์ให้สิทธิแก่สหกรณ์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้ของสมาชิก (กรณีสมาชิกมีหนี้ที่ผูกพันต้องชำระหนี้แก่สหกรณ์) โดยสหกรณ์ในฐานะเจ้าหนี้มีสิทธิที่จะได้รับชำระหนี้ของสหกรณ์โดยสิ้นเชิงจากเงินตามมูลค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ได้ก่อนเจ้าหนี้อื่น ๆ
1.6) สหกรณ์จะคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิก ก็ต่อเมื่อสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพ หรือเมื่อสหกรณ์เลิก (ชำระบัญชี) โดยจะคืนจำนวนค่าหุ้นของสมาชิกให้แก่สมาชิกได้หรือไม่อย่างไร ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขตาม ข้อ 1 – 5 กรณีสหกรณ์ขาดทุนสะสมและยังไม่เลิกต้องพิจารณาว่า หุ้นมีมูลค่าต่อหุ้นเท่าใด ณ วันสิ้นปีบัญชีปัจจุบัน กรณีสหกรณ์เลิก (ชำระบัญชี) สมาชิกจะได้รับคืนค่าหุ้นก็ต่อเมื่อผู้ชำระบัญชีได้ชำระหนี้ของสหกรณ์แล้ว ถ้ามีทรัพย์สินเหลืออยู่เท่าใดให้ผู้ชำระบัญชีจ่ายจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกไม่เกินมูลค่าหุ้นที่ชำระแล้วเป็นลำดับแรก
1.7) หุ้น หมายถึง ทุนซึ่งแบ่งเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่า ๆ กัน โดย หุ้นมีจำนวน และมีมูลค่า
“เงินตามมูลค่าหุ้น” ตามมาตรา 42 วรรคสอง มีคำอธิบายตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566 ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในการคำนวณมูลค่าหุ้น และการจ่ายคืนมูลค่าหุ้น ดังนี้
“สหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม” หมายความว่า สหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม หรือผลขาดทุนสุทธิประจำปีที่เกินกว่าทุนสำรอง ซึ่งจะแสดงตัวเลขไว้ไนวงเล็บ โดยปรากฏรายการในงบการเงินปีล่าสุดที่ได้ตรวจสอบและแสดงความเห็นไว้แล้ว
“สหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม” หมายความว่า สหกรณ์มีผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิติดต่อกันในรอบสองปีบัญชีย้อนหลัง และปรากฎรายการผลการดำเนินงานขาดทุนสุทธิ จนทำให้ทุนสำรองคงเหลือน้อยกว่าร้อยละสิบของทุนสำรองจากปีก่อนในงบการเงินที่ได้ตรวจสอบและแสดงความเห็นไว้แล้ว หรือสหกรณ์ที่ปรากฏว่าในระหว่างปีมีความเสียหายจากการดำเนินงานเกี่ยวกับการเงินการบัญชี หรือกิจการ หรือฐานะการเงิน หรืออื่น ๆ เกินกว่าทุนสำรองของสหกรณ์
การคำนวณมูลค่าต่อหุ้น โดยนำสินทรัพย์ทั้งสิ้นหักหนี้สินทั้งสิ้น แล้วหารด้วยจำนวนหุ้นทั้งสิ้นที่ชำระเต็มมูลค่าแล้ว (สินทรัพย์ – หนี้สิน / จำนวนหุ้นทั้งหมด (ไม่รวมจำนวนหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่สมาชิกถือ))
สหกรณ์ต้องแสดงมูลค่าต่อหุ้นที่คำนวณได้ให้เป็นปัจจุบันทุกปี โดยเปิดเผยไว้ในหมายเหตุประกอบงบการเงินประจำปีนั้น ๆ โดยมูลค่าต่อหุ้นจะต้องไม่เกินกว่ามูลค่าที่กำหนดไว้เดิมตามข้อบังคับ
การจ่ายคืนค่าหุ้นในแต่ละปีบัญชีของสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม ให้จ่ายคืนค่าหุ้นได้ไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นทั้งสิ้นที่ชำระเต็มมูลค่าแล้ว ณ วันสิ้นปีทางบัญชีของปีก่อน โดยให้ลำดับการจ่ายตามเหตุการขาดจากสมาชิกภาพ ดังนี้
(1) ตาย
(2) เป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
(3) เหตุอื่นตามที่กำหนดไว้ในข้อบังคับ
การจ่ายคืนค่าหุ้นในระหว่างปีปัญชีของสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม หรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสมให้แก่สมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพหรือผู้ที่มีสิทธิได้รับคืนค่าหุ้น ให้ใช้มูลค่าต่อหุ้นที่คำนวณได้ โดยจะจ่ายได้หลังจากวันสิ้นปีทางบัญชีสหกรณ์ในปีที่ขาดจากสมาชิกภาพและที่ประชุมใหญ่ได้อนุมัติงบการเงินประจำปีแล้ว
กรณีสหกรณ์คำนวณมูลค่าต่อหุ้นแล้วพบว่า มูลค่าต่อหุ้นเป็นศูนย์ หรือติดลบ สมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพในขณะนั้น จะได้รับคืนค่าหุ้นที่มีมูลค่าเท่ากับศูนย์ หรือไม่ได้รับเงินค่าหุ้นคืน
กรณีสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพด้วยเหตุ ตาย หรือเป็นคนไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ เมื่อคำนวณมูลค่าต่อหุ้นแล้วมีมูลค่าต่อหุ้นลดลง หรือเป็นศูนย์ หรือติดลบ และทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ยังไม่มีความประสงค์จะรับค่าหุ้นคืนในขณะนั้น สหกรณ์อาจโอนจำนวนหุ้นทั้งจำนวนให้แก่ทายาทหรือผู้รับโอนประโยชน์ซึ่งจะต้องเป็นสมาชิกหรือสมาชิกสมทบแล้วแต่กรณีตามข้อบังคับของสหกรณ์ ทั้งนี้ ข้อบังคับของสหกรณ์จะต้องกำหนดให้สามารถรับโอนหุ้นในกรณีดังกล่าวได้
สหกรณ์ใดที่งบการเงินได้รับการตรวจสอบและแสดงความเห็นว่า งบการเงินนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่แสดงความเห็น หรืองบการเงินไม่ได้รับอนุมัติจากที่ประชุมใหญ่ของสหกรณ์ จะไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกได้
2. เงื่อนไขที่สำคัญที่ต้องพิจารณาในการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์
2.1) สหกรณ์จะจ่ายคืนค่าหุ้นให้แก่สมาชิก กรณีสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงแล้วเท่านั้น
2.2) สมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงด้วยเหตุที่กำหนดตามข้อบังคับ ได้แก่ ตาย ลาออก ขาดคุณสมบัติตามข้อบังคับ ถูกให้ออก
2.3) กรณีสมาชิกภาพของสมาชิกสิ้นสุดลงด้วยเหตุลาออก สมาชิกผู้ลาออกและจะได้รับอนุญาตให้ออกจากสหกรณ์ ต้องไม่มีหนี้สินกับสหกรณ์ในฐานะผู้กู้หรือผู้ค้ำประกันเงินกู้ หรือหนี้สินอื่นที่ผูกพันจะต้องชำระต่อสหกรณ์
2.4) การคำนวณมูลค่าต่อหุ้นต้องเป็นไปตามข้อบังคับของสหกรณ์ที่กำหนดตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566 ข้อบังคับหรือระเบียบสหกรณ์ใดที่กำหนดข้อความขัดหรือแย้งกับระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นี้ ให้ถือใช้ตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นี้ และให้ดำเนินการแก้ไขข้อบังคับและระเบียบของสหกรณ์ให้เป็นไปตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นี้ หากสหกรณ์ใดมิได้กำหนดเรื่องการจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทนสะสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสมไว้ในข้อบังคับของสหกรณ์ ให้นำบทบัญญัติแห่งระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์นี้มาใช้บังคับ
3. ข้อกฎหมาย
1) มาตรา 33 มาตรา 34 (3) มาตรา 35 (3) มาตรา 39 วรรคสอง และวรรคสาม มาตรา 42 มาตรา 42/2 มาตรา 43 (5) มาตรา 55 มาตรา 60 (1) มาตรา 64 (2) (ข) มาตรา 66 มาตรา 81 (6) (7) มาตรา 86 (1) (2) แห่งพระราชบัญญัติสหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม
2) ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายคืนค่าหุ้นกรณีสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสมหรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม พ.ศ. 2566
สรุปแนวปฏิบัติในการจ่ายคืนค่าหุ้นที่สมาชิกมีอยู่ในสหกรณ์
1) กรณีสหกรณ์มีผลการดำเนินงานปกติ (ไม่มียอดขาดทุนสะสม ไม่มีแนวโน้มจะขาดทุนสะสม ปิดบัญชีได้เป็นปัจจุบัน (ไม่ตกค้างการสอบบัญชี) ผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นอย่างไม่มีเงื่อนไข และที่ประชุมใหญ่อนุมัติงบการเงิน) เมื่อสมาชิกขาดจากสมาชิกภาพ สหกรณ์จะจ่ายคืนค่าหุ้น ซึ่งมูลค่าต่อหุ้นจะเท่ากับที่กำหนดในข้อบังคับสหกรณ์ โดยสหกรณ์อาจจ่ายคืนค่าหุ้นพร้อมเงินปันผลและเงินเฉลี่ยคืน (ถ้ามี) ซึ่งวิธีการจ่ายคืนให้เป็นไปตามที่กำหนดในข้อบังคับสหกรณ์ เรื่อง การจ่ายคืนจำนวนเงินของสมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพและการตั้งผู้รับโอนประโยชน์
2) กรณีสหกรณ์ตกค้างการสอบบัญชี (ไม่สามารถปิดบัญชีเป็นปัจจุบัน) สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายคืนเงินค่าหุ้นให้แก่สมาชิกที่ขาดจากสมาชิกภาพได้ เนื่องจากถือว่าสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน ตลอดจนไม่ทราบฐานะทางการเงินที่แท้จริงของสหกรณ์
3) กรณีผู้สอบบัญชีแสดงความเห็นว่า งบการเงินนั้นไม่ถูกต้องหรือไม่แสดงความเห็น สหกรณ์ไม่สามารถจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกได้
4) กรณีสหกรณ์ดำเนินงานเป็นไปตามวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการตามที่กฎหมาย กฎ และข้อบังคับสหกรณ์กำหนด แต่เกิดผลขาดทุนสะสม (ด้วยเหตุสุจริต) จนมูลค่าหุ้นด้อยค่าลง สมาชิกต้องรับผิดชอบร่วมกันโดยสมาชิกมีความรับผิดเพียงไม่เกินจำนวนเงินค่าหุ้นที่ยังส่งใช้ไม่ครบมูลค่าหุ้นที่ตนถือ ตามมาตรา 42 วรรคแรก
5) การจ่ายคืนค่าหุ้นในระหว่างปีปัญชีของสหกรณ์ที่มีผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม หรือสหกรณ์ที่มีแนวโน้มขาดทุนสะสม มีหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ดังนี้
5.1) ให้จ่ายคืนค่าหุ้นได้ไม่เกินร้อยละสิบของจำนวนหุ้นทั้งสิ้นที่ชำระเต็มมูลค่าแล้ว ณ วันสิ้นปีทางบัญชีของปีก่อน โดยให้ลำดับการจ่ายตามเหตุการณ์ขาดจากสมาชิกภาพ (ตามข้อบังคับสหกรณ์ ที่กำหนดตามระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์)
5.2) ให้ใช้มูลค่าต่อหุ้นที่คำนวณได้ โดยจะจ่ายได้หลังจากวันสิ้นปีทางบัญชีสหกรณ์ในปีที่ขาดจากสมาชิกภาพและที่ประชุมใหญ่ได้อนุมัติงบการเงินประจำปีแล้ว เช่น สหกรณ์ ก. จำกัด กำหนดวันสิ้นปีทางบัญชี ทุกวันที่ 31 ธันวาคมของทุกปี โดยปีบัญชี 2566 ผลการดำเนินงานขาดทุนสะสม และปีบัญชี 2567 สหกรณ์มีแนวโน้มขาดทุนสะสม สมาชิกสหกรณ์ A (ไม่มีหนี้ต่อสหกรณ์ หรือไม่ติดค้ำประกันสมาชิกอื่น) ขอลาออกจากสหกรณ์ได้โดยแสดงความจำนงเป็นหนังสือต่อคณะกรรมการดำเนินการ วันที่ 30 มิถุนายน 2567 เมื่อคณะกรรมการดำเนินการได้สอบสวนพิจารณาเห็นว่าเป็นการชอบด้วยข้อบังคับและอนุญาตแล้ว จึงให้ถือว่าออกจากสหกรณ์ได้ สหกรณ์จะต้องตั้งเงินค่าหุ้นรอจ่ายคืนสมาชิกสหกรณ์ A และเมื่อสิ้นปีบัญชีวันที่ 31 ธันวาคม 2567 สหกรณ์ส่งงบการเงินให้ผู้สอบบัญชีตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงิน (ไม่มีเงื่อนไข) และที่ประชุมใหญ่อนุมัติงบการเงินแล้ว สหกรณ์จึงจ่ายคืนค่าหุ้นแก่สมาชิกตามมูลค่าหุ้นที่เปิดเผยในหมายเหตุประกอบงบการเงิน และตามลำดับการจ่ายตามเหตุการณ์ขาดจากสมาชิกภาพ
6) กรณีที่กรรมการหรือผู้จัดการสหกรณ์ ซึ่งเป็นผู้ลงมติให้สหกรณ์ดำเนินการหรืองดเว้นการดำเนินการ หรือเป็นผู้ดำเนินการ หรือรับผิดชอบในการดำเนินการนั้น ได้กระทำผิดหน้าที่ของตนด้วยประการใด ๆ โดยทุจริต หรือเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ผู้ใดมีส่วนร่วมในการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ หรือผู้จัดการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ หรือผู้จัดการ และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ต้องรับผิดหรือร่วมกันรับผิดต่อสหกรณ์ตามบทกำหนดโทษแห่งกฎหมายสหกรณ์ และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

“ค่าปรับ” กับ “ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้”

 ในการกำกับดูและสหกรณ์ และในการดำเนินธุรกิจของสหกรณ์ จะพบคำว่า “ค่าปรับ” ในกฎต่าง ๆ อาทิ

1. ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563

ข้อ 29 ให้สหกรณ์นำจำจำนวนเงินที่ได้รับชำระหนี้จากลูกหนี้มาหักค่าปรับค้างรับ ดอกเบี้ยค้างรับ ค่าปรับรับประจำปี ดอกเบี้ยรับประจำปี และต้นเงิน ตามลำดับ

ข้อ 33 (3) วิธีการคำนวณค่าปรับกรณีลูกหนี้การค้าค้างชำระเกินระยะเครดิตที่ระบุในสัญญา

2. ประกาศกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ พ.ศ. 2563

ข้อ 10 ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับ ดังนี้...

3. ประกาศนายทะเบียนสหกรณ์ เรื่อง การประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ สำหรับสหกรณ์ออมทรัพย์และสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่มิได้เรียกเก็บเงินงวดชำระหนี้จากสมาชิก โดยการหักจากเงินได้ ณ ที่จ่าย พ.ศ. 2567

ข้อ 11 ให้สหกรณ์ประมาณการค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับ ดังนี้...

4. ระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้

ในกรณีที่สมาชิกผู้กู้ไม่ชำระคืนต้นเงินทั้งหมดหรือบางส่วนตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือกู้เงินให้สหกรณ์เรียกค่าปรับสำหรับต้นเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้น ในอัตราร้อยละ … ต่อปี นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้ ทั้งนี้ โดยคำนวณเป็นรายวันนับตั้งแต่วันที่สมาชิกผู้กู้ผิดสัญญาเป็นต้นไป จนกว่าจะชำระคืนเงินกู้เสร็จสิ้น เว้นแต่สมาชิกผู้กู้ได้รับอนุญาตให้ผ่อนเวลาได้...”

5. ระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ของสมาชิกสหกรณ์

กรณีที่ลูกหนี้ผู้ปรับปรุงโครงสร้างหนี้ไม่ชำระคืนต้นเงินทั้งหมดหรือบางส่วนให้สหกรณ์ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในหนังสือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ สหกรณ์จะเรียกค่าปรับสำหรับเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้นในอัตราร้อยละ ... นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนด”

ค่าปรับ” และ “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” หมายถึงอะไร

ถ้าพิจารณาจากประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จะพบว่า “เบี้ยปรับ” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 380 381 382 และ 383 ไม่ใช่ “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224 แต่ทั้ง “เบี้ยปรับ” และ “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” เหมือนกันตรงที่ เป็นการที่ลูกหนี้ยอมให้เจ้าหนี้ได้รับค่าทดแทนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับเจ้าหนี้เมื่อมีการผิดสัญญา โดย

เบี้ยปรับ” จะให้ก็ต่อเมื่อผิดสัญญาและต้องกำหนดเอาไว้ล่วงหน้าว่าจะให้เท่านั้น โดยคู่สัญญากำหนดอัตราได้เอง

ส่วน “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” ไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า แม้คู่กรณีจะไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในสัญญาก็ตาม เจ้าหนี้สามารถเรียกได้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 224

ธนาคารแห่งประเทศไทย ให้ความหมายของคำว่า "ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้" ว่าหมายถึง ดอกเบี้ยที่ผู้ให้บริการเรียกเรียกเก็บจากลูกหนี้ในกรณีผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งมีการคิดค่าเสียหายที่กำหนดไว้ล่วงหน้าเพิ่มขึ้นจากดอกเบี้ยในกรณีปกติ ไม่ว่าจะเรียกชื่อว่าอย่างไรก็ตาม เช่น ดอกเบี้ย ค่าปรับ เบี้ยปรับ ค่าปรับจากการชำระหนี้ล่าช้า เป็นต้น (ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สกส2. 9/2563 เรื่อง การคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้และการตัดชำระหนี้ ประกาศ ณ วันที่ 9 ตุลาคม 2563)

บังเอิญผมไปเจอคำพิพากษาที่โจทก์ (สหกรณ์) ฟ้องสมาชิกผู้กู้และผู้ค้ำ เพื่อบังคับชำระหนี้ คำพิพากษาเรื่องค่าปรับสรุปว่า “สัญญาเงินกู้ที่ไม่ระบุข้อตกลงเรื่องค่าปรับในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดชำระหนี้ แม้ระเบียบของผู้ให้กู้จะกำหนดเรื่องค่าปรับไว้ ผู้ให้กู้ก็ไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากผู้กู้” โดยมีรายละเอียด ดังนี้

โจทก์ (สหกรณ์) มีสิทธิเรียกให้จำเลยทั้งสาม (จำเลยที่ 1 (สมาชิกผู้กู้) จำเลยที่ 2 และ 3 (สมาชิกผู้ค้ำประกัน)) ชำระหนี้ต้นเงินจำนวน .... บาท และดอกเบี้ยที่ค้างชำระจำนวน ... บาท รวมเป็นเงิน ... บาท ตามฟ้องได้ ส่วนที่โจทก์คิดค่าปรับอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ถึงวันฟ้องเป็นเงิน ... บาท และคิดค่าปรับอัตราเดียวกันนับแต่วันถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้นนั้น เห็นว่า ตามสัญญากู้ยืมเงินมิได้มีข้อตกลงให้โจทก์เรียกค่าปรับจากจำเลยที่ 1 (สมาชิกผู้กู้) ได้ คงเรียกได้เฉพาะต้นเงินพร้อมดอกเบี้ยและค่าใช้จ่ายอื่นเท่านั้น แม้โจทก์จะมีระเบียบ (หมายถึงระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้) ระบุให้โจทก์มีสิทธิคิดค่าปรับในอัตราร้อยละ 3 ต่อปี ในกรณีที่ผู้กู้ผิดนัดได้ก็ตาม แต่ก็เป็นระเบียบภายในของโจทก์ เมื่อไม่ปรากฏว่าจำเลยทั้งสามได้ร่วมตกลงด้วย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกค่าปรับจากจำเลยทั้งสามได้

คำพิพากษาที่ยกมาเป็นกรณีศึกษานี้ เป็นไปตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ที่บัญญัติว่า ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี เมื่อลูกหนี้ผิดนัดก็ให้ริบเบี้ยปรับ ถ้าการชำระหนี้อันจะพึงทำนั้นได้แก่งดเว้นการอันใดอันหนึ่ง หากทำการอันนั้นฝ่าฝืนมูลหนี้เมื่อใด ก็ให้ริบเบี้ยปรับเมื่อนั้น

คำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับเบี้ยปรับ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 448/2545)

ในการที่คู่สัญญาจะมีสิทธิคิดเบี้ยปรับจากคู่สัญญาฝ่ายที่ผิดสัญญาได้นั้นจะต้องมีการตกลงกันในสัญญาโดยชัดแจ้งว่ามีข้อเงื่อนไขในการกำหนดเบี้ยปรับกันอย่างไร ผิดสัญญาข้อใดทั้งนี้เพราะประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 379 บัญญัติไว้ว่า "ถ้าลูกหนี้สัญญาแก่เจ้าหนี้ว่าจะใช้เงินจำนวนหนึ่งเป็นเบี้ยปรับเมื่อตนไม่ชำระหนี้ก็ดี หรือไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องสมควรก็ดี.." จากข้อกฎหมายดังกล่าวแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่า เบี้ยปรับนี้ต้องกำหนดไว้โดยสัญญาอันหมายถึงต้องมีการตกลงกันระหว่างคู่สัญญา หาใช่เป็นการคิดเอาตามอำเภอใจฝ่ายเดียวดังที่โจทย์กระทำต่อจำเลยทั้งสองตามที่ปรากฏ และแม้หนี้เดิมจะเป็นหนี้ค่าซื้อสินค้ามิใช่หนี้กู้ยืมก็ตาม แต่ก็เป็นหนี้เงินที่จะต้องชำระต่อกัน ดังนั้น จึงต้องอยู่ภายใต้บทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 7 และมาตรา 224 ซึ่งให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดได้เพียงอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี (เดิม) และห้ามไม่ให้คิดดอกเบี้ยซ้อนดอกเบี้ยในระหว่างผิดนัดอีกด้วย

ความเห็นส่วนตัวของผมเห็นว่า หากพิจารณาจากเจตนารมณ์ คำว่า “ค่าปรับ” ในระเบียบสหกรณ์ ว่าด้วยการให้เงินกู้และดอกเบี้ยเงินกู้ ที่กำหนดว่า “ให้สหกรณ์เรียกค่าปรับสำหรับต้นเงินส่วนที่มิได้ชำระตามกำหนดนั้น ในอัตราร้อยละ … ต่อปี นอกเหนือจากอัตราดอกเบี้ยที่กำหนดไว้” น่าจะหมายถึง “ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้” ที่สหกรณ์สามารถเรียกได้เมื่อมีการผิดนัดชำระหนี้ โดยไม่จำเป็นต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า แม้สมาชิกผู้กู้จะไม่ได้ตกลงอัตราดอกเบี้ยผิดนัดไว้ในสัญญาก็ตาม ซึ่งสอดคล้องกับคำนิยามของธนาคารแห่งประเทศไทย และสอดคล้องกับ ป.พ.พ. มาตรา 224 วรรคแรกที่บัญญัติว่า “หนี้เงินนั้น ให้คิดดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัดในอัตราที่กำหนดตามมาตรา 7 บวกด้วยอัตราเพิ่มร้อยละสองต่อปี ถ้าเจ้าหนี้อาจจะเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว่านั้นโดยอาศัยเหตุอย่างอื่น อันชอบด้วยกฎหมาย ก็ให้คงส่งดอกเบี้ยต่อไปตามนั้น”

ฉะนั้น ในระเบียบของสหกรณ์ ควรมีคำนิยามไว้ให้ชัดเจน เช่น คำว่า “ค่าปรับ” หมายถึงอะไร หรือเปลี่ยนใช้คำว่า “ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด” (หากคำว่า "ค่าปรับ" มีเจตนารมณ์ว่า หมายถึง "ดอกเบี้ยในระหว่างเวลาผิดนัด") ตลอดจนในการทำสัญญาเงินกู้ก็ควรระบุเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นข้อความไว้ให้ครบถ้วน ชัดเจน ตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด เพราะหากสหกรณ์เสียหาย (ตั้งค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญค่าปรับค้างรับแต่ฟ้องคดีไม่ได้เพราะไม่ได้กำหนดเงื่อนไขในสัญญาเงินกู้) ก็จะเป็นการไม่ปฏิบัติตามระเบียบที่สหกรณ์กำหนด ผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดทำสัญญาเงินกู้และผู้รักษาการตามระเบียบสหกรณ์ก็อาจมีความรับผิดฐานละเมิดต่อสหกรณ์ได้

ทรัพย์มรดกของสมาชิกสหกรณ์

เงินค่าหุ้น เงินปันผล เงินเฉลี่ยคืน เงินฝาก ดอกเบี้ยเงินฝาก ตลอดจนทรัพย์สินอื่นใดที่สมาชิกสหกรณ์พึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ เช่น เงินสวัสดิการต่าง ๆ  เงินประกันชีวิต เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ เป็นมรดกของสมาชิกสหกรณ์ผู้ถึงแก่กรรม หรือไม่ อย่างไร 

ป.พ.พ. มาตรา 1600 ภายใต้บังคับของบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้ กองมรดกของผู้ตายได้แก่ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย ตลอดทั้งสิทธิหน้าที่และความรับผิดต่าง ๆ เว้นแต่ตามกฎหมายหรือว่าโดยสภาพแล้ว เป็นการเฉพาะตัวของผู้ตายโดยแท้ 

สรุป กองมรดกของผู้ตายได้แก่ ทรัพย์สินทุกชนิดของผู้ตาย (ตาม ป.พ.พ. มาตรา 137 138) สิทธิ หน้าที่ และความรับผิดต่าง ๆ 

ทรัพย์มรดก 

ศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า ทรัพย์สินที่เป็นทรัพย์มรดกของผู้ตายต้องเป็นทรัพย์สินที่มีอยู่ก่อนหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตายดังเช่น คำพิพากษาต่อไปนี้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 370/2506

ลูกสุกรนี้เกิดภายหลังจากที่เจ้ามรดกตายแล้ว จึงไม่เป็นมรดก 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 132/2507

เงินช่วยเพื่อน........... ซึ่งสมาชิกช่วยกันบริจาค เพื่ออนุเคราะห์ช่วยเหลืองานศพและครอบครัวของสมาชิกคนใดคนหนึ่งซึ่งถึงแก่กรรมลงนั้น ไม่ใช่กองมรดกของผู้ตาย ผู้ตายจึงทำพินัยกรรมยกให้ใครไม่ได้ 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1056/2525

เงินบำเหน็จที่จะตกได้แก่บรรดาทายาทผู้มีสิทธิของผู้ตาย ตามพระราชบัญญัติบำเหน็จบำนาญ พ.ศ.2494 นั้น มิใช่มรดกของผู้ตาย 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 139/2530

สิทธิในเงินบำเหน็จเพื่อสงเคราะห์พนักงาน......ตกได้แก่ทายาทเนื่องจากการตายของพนักงาน ไม่ใช่ทรัพย์สินที่พนักงานมีอยู่ในระหว่างมีชีวิตหรือมีอยู่ขณะตาย เงินจำนวนนี้จึงไม่เป็นมรดกของผู้ตาย 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8485/2544

รายได้จากการกรีดยางของสวนยางมรดกที่ได้มาหลังจากเจ้ามรดกถึงแก่กรรม มิใช่ทรัพย์ที่มีอยู่ก่อนหรือในขณะที่เจ้ามรดกถึงแก่กรรม จึงมิใช่มรดกแต่เป็นดอกผลของที่ดินทรัพย์มรดกตกได้แก่เจ้าของที่ดินตามสัดส่วนแห่งความเป็นเจ้าของที่ดิน 

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3776/2545

เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ซึ่งมิใช่ทรัพย์มรดกเพราะมิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ก่อนหรือขณะถึงแก่ความตายซึ่งตามคำพิพากษานี้จะเห็นว่า เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ มิใช่ทรัพย์สินที่ผู้ตายมีอยู่ในขณะตาย แต่เป็นทรัพย์สินที่ได้มาเนื่องจากการตายเกิดขึ้น ดังนั้นจึงถือว่ามิใช่มรดก 

สรุป 

เงินค่าหุ้น เป็นทรัพย์มรดก 

เงินปันผล หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก 

เงินเฉลี่ยคืน หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก 

เงินฝาก เป็นทรัพย์มรดก 

ดอกเบี้ยเงินฝาก หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก 

ทรัพย์สินอื่นใดที่สมาชิกสหกรณ์พึงได้รับตามสิทธิของการเป็นสมาชิกสหกรณ์ เช่น เงินสวัสดิการต่าง ๆ หากได้มาก่อนตายหรือขณะผู้ตายถึงแก่ความตาย เป็นทรัพย์มรดก แต่หากเกิดขึ้นหลังตายไม่เป็นทรัพย์มรดก 

เงินประกันชีวิต ไม่เป็นทรัพย์มรดก 

เงินฌาปนกิจสงเคราะห์ ไม่เป็นทรัพย์มรดก 

อนึ่ง 

กรณีสมาชิกทำหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ในเงินค่า หุ้น เงินฝาก หรือเงินอื่นใดจากสหกรณ์เมื่อตนถึงแก่ความตาย โดยมอบไว้ให้แก่สหกรณ์เป็นหลักฐาน ตามมาตรา 42/2 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ให้สหกรณ์จ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ผู้รับโอนประโยชน์ที่ได้ตั้งไว้ (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8873/2561) 

กรณีสมาชิกทำพินัยกรรมไว้ให้พิจารณาเนื้อหาในพินัยกรรม และดูว่าระหว่างพินัยกรรมกับหนังสือตั้งบุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นผู้รับโอนประโยชน์ฯ เอกสารใดทำหลังสุด ก็ให้มีผลตามเอกสารฉบับหลังสุดนั้น (คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 14885/2558)

ผู้รักษาการกฎหมายและกฎ

ให้ประธานกรรมการ รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้

เคยสงสัยกันไหมครับว่า ข้อสุดท้ายในระเบียบต่าง ๆ ของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร จะเขียนไว้ว่า ให้ประธานกรรมการ รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้มีความหมายว่าอย่างไร

บันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องเสร็จที่ 138/2497 เรื่องผู้รักษาการตามกฎหมาย อธิบายไว้ว่า

1. ผู้รักษาการตามกฎหมาย เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น ซึ่งประโยชน์ในการที่มีบทบัญญัติเรื่องผู้รักษาการตามกฎหมายมีดังต่อไปนี้

1) กำหนดให้มีเจ้าของเรื่องที่ชัดเจน เพื่อความชัดเจนในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย หลีกเลี่ยงความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน

2) ผู้บัญญัติกฎหมายรู้หรือพิจารณาได้ว่าควรจะมอบอำนาจให้ใครมีอำนาจในการกำกับดูแลการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายอย่างมีสมรรถภาพและประหยัด

3) สะดวกต่อการกำกับติดตามการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมาย

4) อำนวยความสะดวกแก่ประชาชนในการติดต่อประสานงานราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติตามกฎหมายได้ถูกต้อง ทันท่วงที

2. การที่จะบัญญัติไว้ในกฎหมายใดให้มีผู้รักษาการให้เป็นไปตามกฎหมายนั้นหรือไม่ ก็แล้วแต่ว่ากฎหมายฉบับนั้นมีลักษณะซึ่งถ้าจะบัญญัติให้มีผู้รักษาการจะอำนวยประโยชน์ดังกล่าวมาแล้วหรือไม่ กฎหมายบางฉบับหามีลักษณะเช่นนั้นไม่ ดังเช่น กฎหมายที่บัญญัติวางหลักกลางๆ ทั่ว ไปไว้ อาทิ บัญญัติกำหนดสิทธิและหน้าที่ของบุคคลใด ไม่ได้กำหนดภาระแก่ฝ่ายบริหารที่จะต้องดำเนินการอันใดเพื่อยังให้กฎหมายนั้นเกิดผล เช่น ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์กฎหมายลักษณะอาญา หรือกฎหมายที่บัญญัติหลักทั่วไปไว้ และกำหนดว่าถ้ามีกรณีจะต้องปฏิบัติการตามกฎหมายนั้น ก็จะต้องตราเป็นกฎหมายเฉพาะกรณีนั้นขึ้นอีกชั้นหนึ่ง

3. ผู้รักษาการตามกฎหมาย จะต้องปฏิบัติ ดังนี้

1) จะต้องสั่งการและควบคุมให้มีการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย

2) ในกรณีที่มีการดำเนินการควบคุมการบริหารราชการแผ่นดินโดยสภาผู้แทนราษฎร คือ กระทู้ถามหรือเปิดอภิปรายทั่วไปเกี่ยวกับกฎกฎหมายใด โดยปกติเป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีผู้รักษาการตามกฎหมายนั้นจะต้องเป็นเจ้าหน้าที่ของเรื่องที่จะต้องชี้แจงต่อสภา

 

สรุป ผู้รักษาการตามกฎหมาย เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลให้เป็นไปตามกฎหมายนั้น จะต้องสั่งการและควบคุมให้มีการปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมาย และมีหน้าที่ชี้แจงบรรดาเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายซึ่งตนเป็นผู้รักษาการตามกฎหมาย

 

ฉะนั้น สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรที่ถือใช้ระเบียบ และกำหนดข้อสุดท้ายของระเบียบต่าง ๆ ว่า ให้ประธานกรรมการ รักษาการให้เป็นไปตามระเบียบนี้ ก็หมายความว่า ประธานกรรมการดำเนินการสหกรณ์หรือกลุ่มเกษตรกร เป็นผู้รักษาการตามระเบียบที่กำหนดถือใช้ เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลให้เป็นไปตามระเบียบนั้น ๆ จะต้องสั่งการและควบคุมให้มีการปฏิบัติการให้เป็นไปตามระเบียบ และมีหน้าที่ชี้แจงบรรดาเรื่องต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับระเบียบให้แก่สมาชิก ผู้ตรวจสอบกิจการ ผู้ตรวจการ ผู้สอบบัญชี นายทะเบียนสหกรณ์ และผู้ที่เกี่ยวข้อง

สหกรณ์ (เจ้าหนี้) กับสมาชิก (ลูกหนี้) สามารถ “ประนีประนอมยอมความ” ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วได้หรือไม่

ประนีประนอมยอมความ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 850 ที่บัญญัติว่า อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันซึ่งการประนีประนอมยอมความตามบทบัญญัติดังกล่าวอาจมีขึ้นก่อนหรือภายหลังคำพิพากษาก็ได้ ดังที่ สรรเสริญ เดชสีหธนานนท์ และสุจรรยา สุจริตศรีชัยกุล สรุปว่า “…คู่กรณีนำข้อพิพาทมาฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งศาลมีคำพิพากษาชี้ขาดตัดสินคดี ต่อมาภายหลังเจ้าหนี้กับลูกหนี้ตามคำพิพากษากลับนำสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาไปทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อกันอีก ซึ่งศาลฎีกาได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากสัญญาดังกล่าวได้กระทำในศาล สิทธิในการบังคับคดีของเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมเป็นอันระงับ แต่ถ้าได้กระทำนอกศาล ถือเป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือความรู้เห็นของศาล เจ้าหนี้ตามคำพิพากษาย่อมบังคับคดีต่อไปได้ ส่วนลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้รับความเสียหายอย่างไรก็ชอบที่จะไปว่ากล่าวกันเป็นคดีใหม่...” (ดุลพาห, เล่มที่ 2 ปีที่ 67) 

สถาบันอนุญาโตตุลาการ (2564) อธิบายว่า ประนีประนอมยอมความ เป็นสัญญาที่กระทำขึ้นเพื่อระงับข้อพิพาทที่เกิดขึ้นสำหรับคู่พิพาท โดยจะมีผลผูกพันทางกฎหมายไม่ต่างจากสัญญาอื่น ๆ โดยจะเป็นสัญญาที่เกิดขึ้นเพื่อต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามกฎหมาย และหลังจากหาข้อสรุปรวมกันอย่างดีจะมีการบันทึกข้อตกลงไว้เป็นลายลักษณ์อักษรอย่างชัดเจน ซึ่งข้อตกลงที่ทำร่วมกันจะต้องไม่ขัดต่อหลักกฎหมาย กล่าวคือไม่มีเงื่อนไขที่พ้นวิสัยที่จะปฏิบัติได้ หรือขัดต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดีของประชาชน เพราะจะถือเป็นโมฆะ อีกทั้งสาระสำคัญของการสัญญาประนีประนอมจะต้องเป็นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรที่ลงลายมือของคู่พิพาทหรือตัวแทน เพื่อที่จะสามารถฟ้องร้องบังคับคดีได้ เพราะหากเป็นสัญญาปากเปล่าไม่มีบันทึกไว้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงก็ไม่สามารถฟ้องร้องได้ 

กรณี สหกรณ์ (เจ้าหนี้) กับสมาชิก (ลูกหนี้) จะ “ประนีประนอมยอมความ” ภายหลังคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วให้คำนึงถึงวัตถุประสงค์ในการจัดตั้งสหกรณ์ ซึ่งต้องมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและสังคมของบรรดาสมาชิก โดยวิธีช่วยตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันตามหลักการสหกรณ์ แต่ทั้งนี้ต้องระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิกด้วย 

หลักการสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญในทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ได้แก่

1) คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีเจตนาระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กัน ซึ่งผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน 

2) ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่ง ลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายที่ต้องรับผิด จึงจะฟ้องร้องให้บังคับคดีกันได้หากผิดสัญญา 

กฎหมายและกฎที่เกี่ยวข้องกับการประนีประนอมยอมความ

1) ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 850 851 852

2) ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 289 (3) มาตรา 292 (6) (7)

3) พระราชบัญญัติการไกลเกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562

4) ระเบียบกระทรวงยุติธรรม ว่าด้วยการบังคับคดีของเจ้าพนักงานบังคับคดี พ.ศ. 2522 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

5) ระเบียบกรมบังคับคดี ว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2558

6) ระเบียบนายทะเบียนสหกรณ์ ว่าด้วยการบัญชีของสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร พ.ศ. 2563 ข้อ 30 31 32

7) หนังสือกรมส่งเสริมสหกรณ์ ที่ กษ 1108/6736 ลงวันที่ 14 มิถุนายน 2550 เรื่อง หารือแนวทางปฏิบัติส่วนลดในการชำระหนี้ ของสมาชิกสหกรณ์หลังดำเนินคดี 

ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 674/2519 คำพิพากษาฏีกาที่ 137/2522 คำพิพากษาฏีกาที่ 2576/2531

ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์

ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์

การไม่ปฏิบัติตามระเบียบ ไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับ หรือการกำหนดระเบียบขัดต่อวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับ การออกประกาศโดยมติที่ขัดต่อระเบียบ ขัดต่อวัตถุประสงค์และอำนาจกระทำการที่กำหนดในข้อบังคับ แม้ไม่เกิดความเสียหายก็เป็นเหตุที่นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจสั่งยับยั้งหรือเพิกถอนมตินั้นได้ โดยใช้อำนาจตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่หากเกิดความเสียหายทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ปฏิบัติการแก้ไขข้อบกพร่อง หรือระงับการปฏิบัติที่เป็นเหตุให้เกิดข้อบกพร่องหรืออาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หยุดปฏิบัติหน้าที่เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะมีการแก้ไขข้อบกพร่องนั้นให้แล้วเสร็จ หรือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะหรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ตามมาตรา 22 (1) (2) (3) หรือ (4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม

กรณีที่ผู้แทนสหกรณ์กระทำการหรืองดเว้นกระทำการจนสหกรณ์เสียหาย ก็ย่อมต้องมีความรับผิดทางแพ่ง หรือความรับผิดทางอาญา หรือรับผิดทั้งแพ่งและอาญา กรณีที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ทำให้สหกรณ์เสียหาย ถ้าสหกรณ์ไม่ร้องทุกข์หรือฟ้องคดี ให้นายทะเบียนสหกรณ์หรือรองนายทะเบียนสหกรณ์ร้องทุกข์หรือฟ้องคดีแทนสหกรณ์ได้ (มาตรา 21 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ผู้แทนสหกรณ์

สหกรณ์เป็นนิติบุคคลตามมาตรา 37 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติว่า ให้สหกรณ์ที่ได้จดทะเบียนแล้วมีฐานะเป็นนิติบุคคลสหกรณ์มีคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ซึ่งที่ประชุมใหญ่เลือกตั้งจากสมาชิก (มาตรา 50 วรรคแรก แห่งพ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) หรือผู้จัดการสหกรณ์ เป็นผู้แทนสหกรณ์ ตามมาตรา 51 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งบัญญัติให้ คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เป็นผู้ดำเนินกิจการ และเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก เพื่อการนี้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะมอบหมายให้กรรมการคนหนึ่งหรือหลายคน หรือผู้จัดการทำการแทนก็ได้

หน้าที่ของผู้แทนสหกรณ์

ผู้แทนสหกรณ์ตามมาตรา 51 ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามมาตรา 51/1 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ที่บัญญัติว่า ต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย วัตถุประสงค์ ขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์ ข้อบังคับของสหกรณ์ และมติที่ประชุมใหญ่ ทั้งนี้ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตและระมัดระวังรักษาผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก

ความรับผิดของผู้แทนสหกรณ์

หากผู้แทนสหกรณ์และเจ้าหน้าที่ของสหกรณ์ผู้ใดมีส่วนร่วมในการกระทำของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ กรรมการ หรือผู้จัดการ อันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายแก่สหกรณ์ โดย แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของนายทะเบียนสหกรณ์ หรือดำเนินกิจการนอกขอบวัตถุประสงค์ หรือขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการ ที่จะพึงดำเนินการได้ของสหกรณ์ ต้องรับผิดร่วมกันในความเสียหายต่อสหกรณ์ (มาตรา 51/2 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ความรับผิดตามมาตรา 51/2 อาจเป็นความรับผิดทางแพ่ง ความรับผิดทางอาญา หรือรับผิดทั้งแพ่งและอาญา ซึ่งบทความนี้จะกล่าวเฉพาะความรับผิดทางแพ่ง

ความรับผิดทางแพ่งของผู้แทนสหกรณ์

ความเกี่ยวพันระหว่างสหกรณ์กับผู้แทนสหกรณ์ ต้องพิจารณาตามบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนซึ่งนำมาใช้บังคับโดยอนุโลมตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ที่บัญญัติว่า “ ให้นำบทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่งประมวลกฎหมายนี้ มาใช้บังคับแก่ความเกี่ยวพันระหว่างนิติบุคคลกับผู้แทนของนิติบุคคล และระหว่างนิติบุคคล หรือผู้แทนของนิติบุคคลกับบุคคลภายนอก โดยอนุโลมโดย บทบัญญัติว่าด้วยตัวแทนแห่ง ป.พ.พ.

ผู้แทนสหกรณ์จะต้องรับผิดในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 812 ที่บัญญัติว่า ถ้ามีความเสียหายเกิดขึ้นอย่างใด ๆ เพราะความประมาทเลินเล่อของตัวแทนก็ดี เพราะไม่ทำการเป็นตัวแทนก็ดี หรือเพราะทำการโดยปราศจากอำนาจหรือนอกเหนืออำนาจก็ดี ท่านว่าตัวแทนจะต้องรับผิด

หากผู้แทนสหกรณ์กระทำการละเมิดต่อบุคคลภายนอกหรือต่อสหกรณ์ จะต้องมีความรับผิดเพื่อละเมิด ตาม ป.พ.พ. โดยใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น ตาม ป.พ.พ. มาตรา 420 ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ทำต่อบุคคลอื่นโดยผิดกฎหมายให้เขาเสียหายถึงแก่ชีวิตก็ดี แก่ร่างกายก็ดี อนามัยก็ดี เสรีภาพก็ดี ทรัพย์สินหรือสิทธิอย่างหนึ่งอย่างใดก็ดี ท่านว่าผู้นั้นทำละเมิดจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น

การใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการละเมิดนั้น ป.พ.พ. มาตรา 438 บัญญัติว่าค่าสินไหมทดแทนจะพึงใช้โดยสถานใดเพียงใดนั้น ให้ศาลวินิจฉัยตามควรแก่พฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิด อนึ่ง ค่าสินไหมทดแทนนั้น ได้แก่การคืนทรัพย์สินอันผู้เสียหายต้องเสียไปเพราะละเมิด หรือใช้ราคาทรัพย์สินนั้น รวมทั้งค่าเสียหายอันจะพึงบังคับให้ใช้เพื่อความเสียหายอย่างใด ๆ อันได้ก่อขึ้นนั้นด้วยและ ป.พ.พ. มาตรา 206 บัญญัติว่า ในกรณีหนี้อันเกิดแต่มูลละเมิด ลูกหนี้ได้ชื่อว่าผิดนัดมาแต่เวลาที่ทำละเมิด

สิทธิเรียกร้องในมูลละเมิดมีอายุความหนึ่งปีตาม ป.พ.พ. มาตรา 448 ที่บัญญัติว่า สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้น ท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด แต่ถ้าเรียกร้องค่าเสียหายในมูลอันเป็นความผิดมีโทษตามกฎหมายลักษณะอาญา และมีกำหนดอายุความทางอาญายาวกว่าที่กล่าวมานั้นไซร้ ท่านให้เอาอายุความที่ยาวกว่านั้นมาบังคับแต่สิทธิเรียกร้องให้ผู้แทนสหกรณ์ รับผิดในฐานะผู้แทนนิติบุคคลหรือในฐานะตัวแทนตาม ป.พ.พ. มาตรา 77 ประกอบมาตรา 812 นั้น ไม่มีกฎหมายกำหนดเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องถืออายุความ 10 ปี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 193/30 ที่บัญญัติว่า อายุความนั้น ถ้าประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นมิได้บัญญัติไว้โดยเฉพาะ ให้มีกำหนดสิบปี

ตัวอย่างคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1765/2566

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2378/2564

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3958/2561

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 10941/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 5896/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 2229/2558

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 981/2531

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4715/2530

คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1354/2508

ผู้มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สหกรณ์

 ผู้มีอำนาจเรียกประชุมใหญ่สหกรณ์

กรณีไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทนสหกรณ์ หรือ

กรณีคณะกรรมการดำเนินการที่เหลืออยู่ไม่ครบองค์ประชุม 

กรณีที่สหกรณ์ไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทนในการเป็นผู้ดำเนินกิจการ และเป็นผู้แทนสหกรณ์ในกิจการอันเกี่ยวกับบุคคลภายนอก ซึ่งอาจมีสาเหตมาจากกรณีดังต่อไปนี้

1. กรณีมีเหตุให้กรรมการต้องพ้นจากตำแหน่ง เพราะเหตุใด ๆ ตามที่กำหนดในข้อบังคับ เช่น ถึงคราวออกตามวาระ ลาออก ขาดจากสมาชิกภาพ มีลักษณะต้องห้ามตามข้อบังคับ เป็นต้น

2. กรณีสหกรณ์ไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 1 ปี (ไม่มีการประชุมใหญ่วิสามัญที่มีวาระเลือกตั้งกรรมการก่อนหน้านั้น) คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์จะเหลือแค่เพียงกึ่งหนึ่ง เพราะคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์มีวาระอยู่ในตำแหน่งคราวละสองปีนับแต่วันเลือกตั้ง และกรรมการดำเนินการสหกรณ์ ซึ่งพ้นจากตำแหน่งอาจได้รับเลือกตั้งอีกได้ แต่ต้องไม่เกินสองวาระติดต่อกัน (มาตรา 50 วรรคสอง แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) จำนวนกึ่งหนึ่งที่เหลือนั้นต้องพิจารณาด้วยว่าครบองค์ประชุมหรือไม่

ถ้าตำแหน่งกรรมการดำเนินการว่างลงก่อนถึงคราวออกตามวาระ (เว้นแต่เพราะเหตุนายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้ออกทั้งคณะหรือรายบุคคล ตามมาตรา 22 (4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) ให้กรรมการดำเนินการที่ยังดำรงตำแหน่งอยู่ (มีจำนวนเป็นองค์ประชุมได้) ดำเนินการต่อไปจนกว่าจะมีการประชุมใหญ่ ซึ่งจะได้มีการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการแทนในตำแหน่งที่ว่าง

หากจำนวนกรรมการที่เหลืออยู่ไม่ครบองค์ประชุมก็ไม่สามารถประชุมพิจารณาเพื่อดำเนินการใด ๆ ได้ (ดูอำนาจหน้าที่คณะกรรมการดำเนินการที่กำหนดในข้อบังคับ) ตลอดจนคณะกรรมการหรือคณะอนุกรรมการต่าง ๆ เช่น คณะกรรมการอำนวยการ คณะกรรมการเงินกู้ คณะกรรมการศึกษาและประชาสัมพันธ์ เป็นต้น ก็ต้องหมดไปตามวาระของกรรมการที่หมดวาระ

ซึ่งหากคณะกรรมการดำเนินที่เหลือซึ่งไม่ครบองค์ประชุม ตาม ข้อ 1 และ 2 ข้อบังคับสหกรณ์ กำหนดว่า “ถ้าในเวลาใดจำนวนกรรมการดำเนินการลดลงจนเหลือน้อยกว่าองค์ประชุม กรรมการดำเนินการที่ดำรงตำแหน่งอยู่จะประชุมดำเนินการใด ๆ ไม่ได้ นอกจากต้องนัดเรียกให้มีการประชุมใหญ่วิสามัญขึ้นโดยเร็ว เฉพาะการเลือกตั้งกรรมการดำเนินการแทนตำแหน่งที่ว่างลง” (ป.พ.พ. มาตรา 71)

3. กรณีสหกรณ์ไม่จัดประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2 ปี ติดกัน (ไม่มีการประชุมใหญ่วิสามัญที่มีวาระเลือกตั้งกรรมการก่อนหน้านั้น) สหกรณ์จะไม่มีคณะกรรมการดำเนินการเป็นผู้แทน สหกรณ์ก็ไม่สามารถดำเนินการใด ๆ ได้ ต้องให้ผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอศาลเพื่อแต่งตั้งผู้แทนชั่วคราวขึ้น เพื่อดำเนินการจัดประชุมใหญ่ให้มีการเลือกตั้งคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ (ป.พ.พ. มาตรา 73 ประกอบ มาตรา 75)

4. กรณีนายทะเบียนสหกรณ์ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ หรือให้กรรมการซึ่งเกี่ยวข้องกับการนั้นพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ด้วยเหตุคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์หรือกรรมการ กระทำการ หรืองดเว้นกระทำการในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และไม่แก้ไขข้อบกพร่องตามวิธีการและระยะเวลาที่นายทะเบียนสหกรณ์กำหนดอันอาจทำให้เสื่อมเสียผลประโยชน์ของสหกรณ์หรือสมาชิก หรือสหกรณ์มีข้อบกพร่องเกี่ยวกับการเงิน การบัญชี หรือกิจการหรือฐานะการเงิน ตามรายงานการสอบบัญชี หรือตามรายงานการตรวจสอบ (มาตรา 22 (1) ประกอบมาตรา 22 (4) แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ในกรณีที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์พ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ให้นายทะเบียนสหกรณ์ตั้งคณะกรรมการชั่วคราว มีอำนาจหน้าที่และสิทธิเช่นเดียวกับคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์ และให้อยู่ในตำแหน่งไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่แต่งตั้ง โดยก่อนที่จะพ้นจากตำแหน่งให้คณะกรรมการชั่วคราวจัดให้มีการประชุมใหญ่ เพื่อเลือกตั้งกรรมการขึ้นใหม่ทั้งคณะตามวิธีการที่กำหนดในข้อบังคับ (มาตรา 24 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

ในกรณีที่นายทะเบียนสหกรณ์สั่งให้กรรมการบางคนพ้นจากตำแหน่ง ให้คณะกรรมการส่วนที่เหลือเรียกประชุมใหญ่เลือกตั้งผู้เป็นกรรมการแทนภายในเวลาสามสิบวัน นับแต่วันที่กรรมการพ้นจากตำแหน่ง ถ้ามิได้เลือกตั้งหรือเลือกตั้งผู้เป็นกรรมการไม่ได้ตามกำหนดเวลาให้นาย ทะเบียนสหกรณ์ตั้งสมาชิกเป็นกรรมการแทนในการนี้ให้ผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้ง หรือแต่งตั้งนั้นอยู่ในตำแหน่งกรรมการเท่ากับวาระที่เหลืออยู่ของผู้ซึ่งตนแทน (มาตรา 25 แห่ง พ.ร.บ. สหกรณ์ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...