วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

แนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรมการพัฒนา (Development Discourse)

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) อธิบายไว้ว่า การพัฒนา (Development) เป็นประดิษฐกรรมทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในสังคมยุคปัจจุบัน การพัฒนาถูกสร้างขึ้นมาโดยประเทศมหาอำนาจตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความหมายของการพัฒนาค่อนข้างมีความเป็นพลวัตรมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ในยุคเริ่มแรกของการพัฒนานั้น การพัฒนาหมายถึงการทำให้ทันสมัยอย่างสังคมตะวันตกโดยให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาการเมือง ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีการทำให้ทันสมัย” (Modernization Theory) เมื่อเวลาผ่านมาจนผลของการพัฒนาได้ปรากฏให้ผู้คนในสังคมได้เห็นชัดว่าการพัฒนาได้ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ผู้คนในสังคมจำนวนมากยากจนลง แต่ผู้คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนา จนมีที่มาของคำว่า ด้อยพัฒนา จึงทำให้เริ่มมีผู้คนในแวดวงการพัฒนาเริ่มออกมาต่อต้านแนวคิดการพัฒนาตามแบบของทฤษฎีความทันสมัย ก่อให้เกิดการต่อสู้กันทั้งทางแนวคิด ทฤษฎี และวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามากมายในปัจจุบัน เช่น การก่อเกิดของทฤษฎีพึ่งพิง (Dependency Theory) ทฤษฎีระบบโลก (World System Theory) และแนวความคิดว่าด้วยความด้อยพัฒนาแนวมาร์กซิสต์ใหม่ (Neo-Marxist) ทั้งหลายเป็นต้น

การวิเคราะห์วาทกรรมจะช่วยให้เห็นทั้งด้านที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมของการพัฒนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วยให้ตระหนักว่า เรื่องของจุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมายของผู้คนในสังคม เนื่องจากวาทกรรมเป็นตัวกำหนดจุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมาย ฯลฯ ของเรามากกว่าเราเองเป็นผู้กำหนดสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น จุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมาย ฯลฯ ของผู้คนในสังคมเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา จึงขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นรับเอาวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนาแบบใด

โดยสรุปแนวคิดวาทกรรมการพัฒนาของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร น่าจะเป็นแนวคิดที่อธิบายเกี่ยวกับระบบและกระบวนการในการสร้างหรือผลิต (Constitution) เอกลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) ให้กับสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา เพื่อให้เกิดมุมมองที่แตกต่างในการรับรู้ ไม่ยึดติดอยู่กับเรื่องของการพัฒนาเพียงอย่างเดียว

วาทกรรมกับ อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์ และผลประโยชน์

วาทกรรมมีความเชื่อมโยงกับ อำนาจ ความรู้ ความจริง อัตลักษณ์ และผลประโยชน์ เพราะภาษาและวาทกรรมที่ถูกเลือกมาใช้ในการสื่อสารล้วนแฝงไว้ด้วยความคิดบางประการของสังคมผ่านผู้ใช้ภาษา และผ่านการกระทำทางสังคมที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อัตลักษณ์ และอุดมการณ์ทางสังคมบางประการย่อมแทรกและทอดตัวอยู่ท่ามกลางภาษาที่ถูกใช้เหล่านั้น การศึกษาตีความข้อมูลทางภาษาในเชิงวาทกรรมย่อมทำให้เห็นอำนาจ อัตลักษณ์และอุดมการณ์ที่แฝงอยู่เบื้องหลัง (กฤษดาวรรณ หงศ์ดารมภ์ และ จันทิมา เอียมานนท์, 2549: 10)

วาทกรรมกับอำนาจ ความรู้ และความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล (2534: 49-58) สรุปว่า Foucault เสนอว่า ความรู้และอำนาจเป็นองค์เอกภาพของสิ่งเดียวกัน ระบบของความรู้ที่ถือว่าเป็นสัจจะหรือความจริงไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติเชิงญาณวิทยาใดๆ ในตัวองค์ความรู้นั้นเอง แต่เกิดจากอำนาจที่มาคู่กับความรู้นั้นและอำนาจที่ความรู้นั้นผลิตขึ้นมา ไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ปราศจากการสถาปนาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา และไม่มีความรู้ที่ดำรงอยู่โดยปราศจากอำนาจหรือโดยไม่ผลิตอำนาจ โดยสรุปคือความรู้และอำนาจก่อให้เกิดซึ่งกันและกัน Foucault กล่าวว่า กฎ (ความรู้ทั้งหลาย) ล้วนแล้วแต่ว่างเปล่าในตัวมันเอง ล้วนแต่มีความรุนแรงและไม่มีที่ยุติสิ้นสุด มันล้วนแต่ถูกบิดผันอย่างไรก็ได้ ตามแต่ความต้องการขณะเดียวกัน Foucault เชื่อว่าอำนาจมีอยู่ทุกหนแห่งแสดงตัวออกมาในความแตกต่างขัดแย้งระหว่างสิ่งต่างๆ ความสัมพันธ์ทางสังคมทุกชนิดเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สิ่งที่สำคัญคือควรสนใจอำนาจ ณ จุดต่าง หรือความสัมพันธ์ย่อยๆ ทั้งหลายในชีวิตปกติของมนุษย์ อำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกแยะได้เด็ดขาดว่าใครมีมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะอำนาจอยู่วนเวียนกระจัดกระจายไปทั่วความสัมพันธ์ทางสังคมทุกขณะที่มีวาทกรรม

วาทกรรมกับอุดมการณ์

คำว่าอุดมการณ์ (Ideology) เป็นคำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน อุดมการณ์มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ว่าหมายถึง อุดมคติอันสูงส่งที่จูงใจมนุษย์ให้พยายามบรรลุถึง ขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำนิยามว่าหมายถึง หลักการที่วางระเบียบไว้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีนักวิชาการบางคนให้ความหมายของ Ideology ว่า อุดมคติ (Ideal) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ว่าหมายถึง จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริง ทางใดทางหนึ่งที่มนุษย์ ถือว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตของตน

ขณะที่ Merriam Webster’s New Biographical Dictionary (2010: Online) ให้ความหมายของ Ideology ว่าคือ การอธิบายว่าด้วยระบบของแนวคิดที่เกี่ยวกับชีวิต และวัฒนธรรมความเชื่อของคน มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอธิบายลักษณะเฉพาะทางความคิดของบุคคล กลุ่มคน หรือสังคม ตลอดจนการอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎี และเป้าหมายที่ก่อขึ้นเป็นระบบความเชื่อทางการเมืองของสังคม

ส่วนประวัติความเป็นมาของคำว่าอุดมการณ์นั้น ปรีชา ช้างขวัญยืน (2533: 2-5) ได้อธิบายเกี่ยวกับคำว่าอุดมการณ์ไว้ว่า คำว่าอุดมการณ์ (Ideology) เริ่มใช้กันครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ปีค.ศ.1797 โดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสชื่อ Antoine Louis Claude Destuttde Tracy เขาใช้คำนี้เรียกการศึกษาอย่างมีระบบของพวกพบแสงสว่าง (Enlightenment) ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 โดยที่คนกลุ่มนี้เชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงสามารถหาได้โดยอาศัยประสบการณ์ เชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำมาใช้ปรับปรุงสังคมและสภาวการณ์ทางการเมืองได้ คำว่า Ideology ในบริบทนี้จึงถูกแปลว่า ศาสตร์แห่งความรู้ที่แน่นอน (Science of Ideas)

ขณะที่กลุ่ม Marxist ใช้คำว่าอุดมการณ์ในความหมายเชิงประเมินค่า Marx ใช้คำนี้โดยหมายความว่า ความเชื่อหรือความคิดที่ผิด (False Consciousness)” ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญสามประการ คือ 1) ความคิดที่ผิดนี้ไม่นับรวมความคิดของพวก Marxist 2) ความคิดที่ผิดบางชนิดที่เกิดจากความเข้าใจผิด หรือการตั้งสมมติฐานผิด ไม่นับรวมเป็นความคิดที่ผิดพลาด และ 3) ความคิดที่ผิดที่ถือเป็นอุดมการณ์นั้นต้องเป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม เช่น ความเชื่อทางศาสนา ความคิดแบบจิตนิยม ความคิดเหล่านี้ Marx ถือเป็นความคิดที่ผิดหรืออุดมการณ์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งสิ้น

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2523: 4-10) สรุปว่า Karl Marx และ Friedrich Engels เห็นว่าอุดมการณ์เป็นความสำนึกอันจอมปลอม เพราะอุดมการณ์ถูกกำหนดโดยสภาพสังคม หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม ความเชื่อ และความรู้สึกสำนึกที่ Marx เห็นว่าเป็นสิ่งจอมปลอมนั้น มีพื้นฐานมาจากความเชื่อเกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทอันสำคัญของรัฐ ซึ่งความเชื่อของคนที่เกี่ยวกับรัฐนี้ช่วยให้ชนชั้นที่มีอำนาจในการปกครองสามารถกดขี่ และฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้ที่อยู่ใต้อำนาจการปกครองได้ ถ้ารัฐต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นหนึ่งๆ ก็จะต้องสร้างความเชื่อผิดๆ ให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับเกี่ยวกับผลประโยชน์ ที่รัฐกำลังสนับสนุนอยู่ ความสำนึกที่ผิดพลาดนี้ทำหน้าที่ในการสนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นโดยเฉพาะ อุดมการณ์ของชนชั้นที่มีอำนาจประกาศสนับสนุนผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชนชั้นที่เสียประโยชน์เชื่อมั่น และหลงคล้อยตาม ด้วยการสร้างมโนทัศน์ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งอุดมการณ์ในความหมายของ Marx นี้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางชนชั้น โดยเชื่อว่าอุดมการณ์ของฝ่ายตรงข้ามนั้นมีรากฐานมาจากผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นดังกล่าว อุดมการณ์เป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อใช้อำพรางผลประโยชน์อันแท้จริงของผู้สนับสนุนอุดมการณ์ ใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ เป็นข้ออ้างในการกดขี่ขูดรีดชนกลุ่มอื่น และใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น

นอกจากนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช (อ้างแล้ว) ยังกล่าวว่า อุดมการณ์มีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) เป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับร่วมกันในกลุ่มชน 2) ความเชื่อดังกล่าวจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีความสำคัญต่อกลุ่ม เช่น หลักในการดำเนินชีวิต 3) ความเชื่อนั้นจะต้องเป็นความเชื่อที่ผู้คนใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง และ 4) ความเชื่อนั้นต้องช่วยยึดเหนี่ยวผู้คนในกลุ่มไว้ด้วยกัน ลักษณะที่สำคัญดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นว่าอุดมการณ์มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) เพื่อธำรงรักษาระบบและสถานการณ์เดิมของสังคมไว้ 2) เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวระบบและการจัดระเบียบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ 3) เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถานการณ์ใหม่อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวในข้อสอง

กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551: 77-227) สรุปแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ของ Louis Althusser ไว้ว่า Althusser เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธวิธีคิดของ Marx ที่อธิบายว่าอุดมการณ์เป็นจิตสำนึกที่ผิดพลาด (False Consciousness) โดย Marx อธิบายว่าอุดมการณ์มีลักษณะทางสังคม ในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละสังคม แต่ละกลุ่มคนมีอุดมการณ์ทั้งร่วมและต่างกัน ทฤษฎีอุดมการณ์ของ Marx เสนอให้สนใจตอบปัญหาพื้นฐาน 3 ประการ ประการแรกความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ประการที่สองความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำไม และประการสุดท้ายความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำหน้าที่อะไรบ้าง Marx ได้สรุปกฎพื้นฐานของความสำพันธ์ระหว่างตัวแปร 3 ตัว คือ อุดมการณ์ จิตสำนึก และการปฏิบัติการทางสังคมไว้ว่า จิตสำนึกของคนเกิดมาจากปฏิบัติการในชีวิตจริง และความคิดหรืออุดมการณ์ของคนไม่ได้เกิดมาจากตัวเขาคนเดียว และไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า หากแต่เกิดมาจากความสัมพันธ์ที่ตัวเขาและกลุ่มที่มีต่อกันและกัน โดยตัวแปรทั้ง 3 นี้มีความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษวิธี คือต่างกำหนดซึ่งกันและกันขณะที่ Althusser ให้นิยามของอุดมการณ์ว่าเป็น ชุดความคิดหรือกรอบวิธีคิด (Set of Idea or Conceptual Framework) ที่ได้รับการติดตั้งไว้สำหรับการทำความเข้าใจตัวเรา โลก และสังคม หรือ กรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว Althusser ได้จำแนกประเภทของอุดมการณ์เอาไว้เป็น 3 ชุดด้วยกัน คือ

1) อุดมการณ์หลัก (Dominant Ideology) เป็นอุดมการณ์ที่ชนชั้นปกครองผลิตและผลิตซ้ำขึ้นมาเพื่อครอบงำให้มวลชนยอมรับและกลายเป็นกรอบความคิดกระแสหลักของสังคม การดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ทางการผลิตจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์หลักแบบนี้

2) อุดมการณ์ทางเลือก (Alternative Ideology) คืออุดมการณ์ที่รอมชอมกับระบบวิธีคิดหลักในระดับหนึ่ง เป็นกรอบความคิดที่ยอมรับในอุดมการณ์หลักแต่อยู่บนเงื่อนไขบางอย่าง (On Condition)

3) อุดมการณ์ตรงข้ามหรืออุดมการณ์ต่อต้าน (Oppositional or Counter-Ideology) คืออุดมการณ์ที่ปฏิเสธกรอบวิธีคิดของอุดมการณ์หลัก และมักจะนำเสนอจินตภาพของสังคมแบบใหม่ (New Social Imagination) เพื่อเรียกร้องหรือดึงดูดผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมต่อต้านกับโครงสร้างอุดมการณ์หลักของสังคม

การจำแนกอุดมการณ์ออกเป็นสามประเภท นอกจากจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าในสังคมหนึ่งๆ สามารถมีกรอบวิธีคิดที่มากไปกว่าแค่ยอมรับในอุดมการณ์หลักเท่านั้น ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม ขณะที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่เป็นโครงสร้างอุดมการณ์ชุดต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนมีความคิดยอมรับ รอมชอม หรือต่อต้านกับระบบการผลิตในสังคม

วิธีการที่จะทำให้อุดมการณ์ดำรงอยู่ได้จะต้องผ่านเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งระบบวิธีคิด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากลไกทางสังคม ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท คือ กลไกด้านการปราบปราม (Repressive State Apparatus: RSA) หมายถึงกลไกเกี่ยวกับการใช้กำลัง ความรุนแรง การบังคับกดขี่ และกลไกด้านอุดมการณ์ (Ideological State Apparatus: ISA) หมายถึงกลไกสังคมที่ทำงานในเชิงอุดมการณ์หรือกำหนดกรอบพฤติกรรมความเชื่อของคนในสังคมให้รู้สึกเต็มใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม

อุดมการณ์มีภาคปฏิบัติการ (Practices) ที่จะทำให้อุดมการณ์ต่างๆ ได้รับการผลิตซ้ำและดำรงไว้ในชีวิตประจำวันของผู้คน ปฏิบัติการของอุดมการณ์ (Ideological Practices) สามารถสรุปได้ดังนี้

1) การทำให้ดูราวกับเป็นธรรมชาติ (Naturalisation) ภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ไม่ได้อยู่ในระดับของจิตสำนึกแบบง่ายๆ อุดมการณ์ทำงานลึกลงไปในจิตไร้สำนึก (Unconscious) ทำให้เราไม่ได้ตระหนักถึงและรู้สึกราวกับว่ากระบวนการนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเป็นไปโดยปริยาย (Naturalised/Taken-for-Granted) โดยผ่านกลไกต่างๆ

2) การผสมกันระหว่างความจริงกับจินตนาการ (Real-and-Seemingness) การทำงานของอุดมการณ์จะใช้วิธีการผสมเรื่องจริงกับเรื่องลวงจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย วิธีการดังกล่าวเกี่ยวโยงกับเรื่องของการสื่อสารเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เราสัมผัสผ่านสื่อเป็นโลกแห่งจินตนาการ แต่อีกด้านหนึ่งในฐานะเป็นผู้รับสารก็มีโลกแห่งความจริงบางอย่างอยู่ล้อมรอบตัวเรา

3) การสร้างชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of Relations) อุดมการณ์จะทำงานผ่านชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of Relations) ลำดับแรกจะมีการแบ่งขั้วความหมายออกเป็นความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม (Binary of Positions) และลำดับถัดมาจะมีการกำหนดชั้นของคุณค่า (Hierarchy of Values) ลงไว้ในขั้วความสัมพันธ์นั้น

4) การผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Reproduction of Ideology) Althusser เชื่อว่าในมิติของจิตสำนึกและความคิดเองต้องมีการทำหน้าที่ผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Ideological Reproduction) มีคำถามที่สำคัญคือ ใครมีอำนาจในการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ และกระบวนการผลิตซ้ำดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันอุดมการณ์ก็มีหน้าที่ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย

1) หน้าที่ในการดำรงรักษาสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) แม้ในสังคมปัจจุบันจะมีความขัดแย้งหรือความไม่เท่าเทียมต่างๆ ซุกซ่อนอยู่มากมาย แต่อุดมการณ์มีหน้าที่สำคัญคือ การรักษาสภาพความไม่เท่าเทียมดังกล่าวให้สืบทอดต่อไป

2) หน้าที่ในการให้คำอธิบาย (Explanation) ในการผลิตความสัมพันธ์ทางสังคม อุดมการณ์จะทำหน้าที่ติดตั้งกรอบหรือคำอธิบายว่าทำไมความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นและไม่เป็นเช่นนั้น

3) หน้าที่ในการเรียกเพื่อกำหนดตัวตน (Interpellation) การเป็นตัวตน (Subject) ขึ้นมาของคนๆ หนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติแต่มาจากการที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกรอบตัว ขณะเดียวกันเมื่อเราเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์กับปัจเจกบุคคลและสังคมรอบตัว เราก็จะถูกเรียกเพื่อกำหนดตัวตนให้เป็นแบบต่างๆ อุดมการณ์จะทำหน้าที่ที่เรียกเร้า (Interpellate) ให้คนกลายเป็นตัวตนตัวเล็กๆ ที่ต้องอ้างอิงหรือไปขึ้นตรงต่อตัวตนตัวใหญ่ นอกจากตัวตนจะถูกเรียกเร้าได้แล้วตัวตนเล็กๆ ดังกล่าวจะผันแปรไปตามตัวตนตัวใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งทำให้อัตลักษณ์ของเราอยู่ในกระบวนการที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรืออยู่ในกระบวนการกลายมาเป็น (Process of Becoming)  ดังนั้นคำถามที่สำคัญในการวิเคราะห์อุดมการณ์ก็คือ ใครบ้างที่มีอำนาจเรียกเร้าตัวตนของเรา หรือกำลังใช้อำนาจประกอบสร้างอัตลักษณ์ของเราอยู่

โดยสรุปแล้วจะเห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ที่อธิบายโดยนักปรัชญาต่างๆ โดยเฉพาะนักปรัชญาในกลุ่ม Marxist และกลุ่มที่วิพากษ์ Marxist โดยเฉพาะ Althusser นั้น ให้ความหมายของคำว่าอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ มองว่าอุดมการณ์เป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม ขณะที่มีความแตกต่างกันในการมองภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ โดยนักปรัชญากลุ่ม Marxist มองว่าอุดมการณ์เป็นระบบความเชื่อความคิดที่ผิดพลาดเพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นที่มีอำนาจเหนือกว่าในการกดขี่ขูดรีดชนชั้นที่ด้อยกว่า ขณะที่ Althusser มองว่า อุดมการณ์ คือกรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม

จากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดวาทกรรม และแนวคิดอุดมการณ์ดังที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมและอุดมการณ์มีความสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะที่เอื้อต่อการส่งผลให้เกิดซึ่งกันและกัน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมก่อให้เกิดอุดมการณ์ หรืออุดมการณ์ก่อให้เกิดวาทกรรม แต่ทั้งวาทกรรมและอุดมการณ์ต่างก็สามารถเอื้อให้เกิดกันและกันได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม ณ ขณะนั้น วาทกรรมและอุดมการณ์มีจุดที่คล้ายกันและแตกต่างกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังตาราง 

ตารางแสดงจุดร่วม และจุดต่างระหว่างวาทกรรมกับอุดมการณ์ 

 

จุดร่วม

จุดต่าง

 

 

 

วาทกรรม

 

 

 

 

 

 

 

- เป็นผลผลิตของอำนาจ ความรู้ ความจริง ขณะเดียวกันก็สร้างอำนาจ ความรู้ ความจริงขึ้นมา โดยมีผลประโยชน์เป็นเป้าหมาย

- มีการต่อสู้กันตลอดเวลา

 

 

 

- เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่ถูกกำหนดความคิดโดยอุดมการณ์

อุดมการณ์

- เชื่อว่าความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยวาทกรรม โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีอุดมการณ์หรือระบบความคิดที่อยู่เบื้องหลังเสมอไป แต่เป็นเครือข่ายของมนุษย์ที่เกิดจากการแสดงออกและสื่อความกัน


จากการศึกษาเรื่อง วาทกรรม อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์และผลประโยชน์ จะเห็นว่าทั้งอุดมการณ์และวาทกรรมนั้นต่างก็มีผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง โดยกระบวนการสร้างวาทกรรมและอุดมการณ์นั้นล้วนอาศัยอำนาจ ความรู้ ความจริง เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ขณะที่อำนาจกับความรู้หรือความจริงนั้น ต่างก็อาศัยซึ่งกันและกันในการสถาปนาตัวเอง วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่ถูกสร้างโดยกลุ่ม หรือชนชั้นที่มีอำนาจมากว่าย่อมสามารถสถาปนาวาทกรรมหรืออุดมการณ์ของตนเองให้กลายเป็นกระแสหลัก เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในสังคม ขณะที่วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่มีอำนาจน้อยกว่าก็จะถูกผลักดันให้กลายเป็นอื่น เป็นชายขอบ หรือเป็นทางเลือก ซึ่งวาทกรรมและอุดมการณ์ทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่กันตลอดเวลาในสังคม โดยมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเป้าหมาย

แนวคิดเรื่องวาทกรรม (Discourse) และการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis)

แนวคิดเรื่องวาทกรรม (Discourse) และการวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) เป็นแนวคิดที่กลุ่มนักปรัชญาและกลุ่มนักคิดหลังสมัยใหม่ (Postmodernism) ให้ความสำคัญว่าแนวคิดดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่สามารถสะท้อนความเป็นจริงของสังคมได้ เนื่องจากนักคิดในกลุ่มนี้เชื่อว่าภาษามีความสำคัญที่สามารถกำหนดความเป็นไปของมนุษย์ได้

นักคิดชาวฝรั่งเศส Michel Foucault และนักคิดชาวเยอรมัน Jurgens Habermas ของสำนักแฟรงค์เฟิร์ต เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่ามีอิทธิพลมากต่อการเสนอทฤษฎีการสื่อสารในทวีปยุโรป Foucault  มีแนวคิดที่โดดเด่นมากใน 3 เรื่อง คือ 1) ความรู้เฉพาะยุค (Episteme) หรือการฟอร์มตัวของวาทกรรม (Discursive Formations) 2) ระเบียบวิธีศึกษาแนววงศาวิทยา (Archaeological – Genealogical Method of Inquiry) และ 3) แนวคิดเรื่องอำนาจ ส่วน Habermas มีความเชื่อว่าวิทยาศาสตร์ธรรมชาติเป็นวิธีการที่ไม่เพียงพอที่จะศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ เขาจึงเน้นการสื่อสารและการให้เหตุผล เขาเสนอทฤษฎีประสิทธิผลของการสื่อสาร (Communication Competence) หรือชื่อทางการว่า Universal Pragmatics (อรวรรณ ปิลันธน์โอวาท, 2550: 224-226)

จากการสรุปของ จันทนี เจริญศรี (2545) ประกอบกับการสรุปของ กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551) พบว่าพื้นฐานของแนวคิดการวิเคราะห์วาทกรรม ได้รับอิทธิพลมาจากแนวคิดวิภาษวิธี หรือ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติค (Dialectical Materialism) แนวคิดหรือกระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical Sciences Paradigm) และแนวคิดการรื้อสร้าง (Deconstruction) ซึ่งแนวคิดวิภาษวิธี และแนวคิดเชิงวิพากษ์นั้นได้อธิบายไปแล้วในหัวข้อที่ผ่าน ขณะที่แนวคิดการรื้อสร้างมีรายละเอียดพอสังเขปดังนี้

การรื้อสร้าง (Deconstruction) คือวิธีการอ่านตัวบท (Text) ที่ทำให้ค้นพบความหมายอื่นๆ ที่ตัวบทกดทับเอาไว้ เป็นการหาความหมายหรือความหมายอื่นๆ (Polysemy) ซึ่งความหมายอื่นๆ หมายถึง ความคลุมเครือของคำหรือวลีที่มีความหมายมากกว่าสองอย่างขึ้นไปเมื่อใช้ในบริบทที่ต่างกัน วิธีการรื้อถอนจะแสวงหารายละเอียดว่าตัวบทได้บดบังเงื่อนไขอะไรบางอย่างที่เป็นพื้นฐานของตัวมันเองเอาไว้โดยไม่รู้ตัว เงื่อนไขเหล่านี้แย้งกับตรรกะที่ตัวบทนั้นเสนอออกมา การวิเคราะห์หาจุดที่ระบบกดทับไว้พบแล้วดึงออกมาให้เห็นจะเป็นการรื้อสร้างของตัวบทนั้นๆ เผยให้เห็นความย้อนแย้งในโครงสร้างเดิม วิธีการรื้อสร้างคือ การรื้อให้เห็นความหมายที่ถูกกดไว้ (Ward, 1977: 211-212 อ้างใน สุภางค์ จันทวานิช, 2551: 234-235)

แนวคิดทั้งสามดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแนวความคิดเรื่องการวิเคราะห์วาทกรรมตามมา โดยมี Michel Foucault เป็นนักคิดที่สำคัญที่เสนอความคิดเรื่องการวิเคราะห์วาทกรรม ซึ่งจะได้เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับวาทกรรมพอสังเขปดังนี้

ความหมายของวาทกรรม (Discourse)

Discourse เป็นคำที่มีรากศัพท์มาจากภาษาลาติน โดยมาจากคำว่า Discursus เป็นคำนามที่ผันมาจากคำว่า Discurrere ซึ่งเป็นคำกิริยา แปลว่า การวิ่งไปมาระหว่างที่ตรงนี้กับที่ซึ่งไกลออกไป Discourse คือการพูด การคุย ที่ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องมีความยาวของคำเหล่านั้นเท่าไร เป็นการพูดที่เป็นไปโดยธรรมชาติ มีเจตนาตรงไปตรงมาไม่มีนัยแอบแฝง ซึ่ง Discourse หรือวาทกรรมในที่นี่มีความหมายแตกต่างไปจากการสัมมนาหรือการพูดในที่ประชุมที่ต้องการผลจากการพูด (Conference) ในสังคมฝรั่งเศส วาทกรรม มีความหมายใกล้เคียงกับ การพูดคุย (Chat) การสนทนา (Chinwag) การสนทนาอย่างอิสระ (Free Conversation) การสื่อสารที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวมาก่อน (Improvisation) การแสดงออก (Expose) การเล่าเรื่อง (Narration) บทสรุป (Perolation) ภาษา (Langage) หรือคำสาบาน (Parole) วาทกรรมในความหมายต่างๆ เหล่าเป็นวาทกรรมในความหมายทางภาษาที่ถูกใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งห่างไกลมากจากการให้ความหมายของ Habermas เขาได้ให้ความหมายของวาทกรรมไว้ว่า วาทกรรมคือการสื่อสารที่อ้างถึงเกี่ยวกับเหตุผลที่ค้นพบ โดยการให้ความหมายดังกล่าวของ Habermas ใกล้เคียงกับการให้ความหมายของ Foucault ที่กล่าวว่าวาทกรรมเป็นสิ่งที่ออกมาจากความรู้สึกต่อต้านแข็งขืนต่อกฎระเบียบต่างๆ เป็นสิ่งที่อยู่ท่ามกลางระหว่างรูปแบบของภาษาศาสตร์และเหตุผลส่วนตัวของบุคคลในการใช้ภาษา (Timothy J. Armstrong, 1992: 99-100)

มีนักวิชาการ นักคิด ของไทยหลายคนที่ได้ศึกษาเรื่องวาทกรรมและการวิเคราะห์วาทกรรมซึ่งส่วนใหญ่ได้ให้ความหมายและอธิบายแนวคิดเรื่องวาทกรรม โดยอ้างอิงมาจาก Michel Foucault เช่น

กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551) ได้สรุปไว้ว่า Michel Foucault กล่าวว่าวาทกรรมคือสิ่งที่เป็นทั้งวิธีการสื่อสารด้วยภาษาแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาพูด ภาษาเขียน ภาษาภาพ และอวัจนภาษาที่อยู่ภายใต้กรอบของผู้บงการอัตลักษณ์ ของบุคคล ชุดความรู้ ระบบความสัมพันธ์ ความหมายของสรรพสิ่งต่างๆ

ความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) ที่สรุปไว้ว่า วาทกรรมหมายถึง ระบบและกระบวนการในการสร้างหรือผลิต (Constitution) เอกลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) ให้กับสรรพสิ่งต่างๆ ในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ ความจริง อำนาจ หรือตัวตนของเราเอง วาทกรรมทำหน้าที่ตรึงสิ่งที่สร้างขึ้นให้ดำรงอยู่และเป็นที่ยอมรับของสังคมในวงกว้าง (Valorize) กลายสภาพเป็นสิ่งที่เรียกว่าวาทกรรมหลัก (Domonance Discourse) ขณะเดียวกันวาทกรรมก็ทำหน้าที่เก็บกด ปิดกั้นไม่ให้เอกลักษณ์และความหมายของบางอย่างเกิดขึ้น (Subjugate) หรือไม่ก็ทำให้เอกลักษณ์และความหมายของบางสิ่งที่ดำรงอยู่แล้วในสังคมเลือนหายไปพร้อมๆ กันด้วย (Displace) วาทกรรมเป็นมากกว่าเรื่องภาษาหรือคำพูด แต่มีภาคปฏิบัติการจริงของวาทกรรม (Discursive Practices) ซึ่งรวมถึงจารีตปฏิบัติ ความคิด ความเชื่อ คุณค่า และสถาบันต่างๆ ในสังคมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นๆ (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2551: 50-51)

ส่วนกฤษดาวรรณ หงศ์ลดารมภ์ และ จันทิมา เอียมานนท์ (2549) สรุปไว้ว่า คำว่า Discourse ในภาษาอังกฤษมีความหมายในสองนัยยะด้วยกัน คือ การว่าด้วยเรื่องของภาษา และการว่าด้วยเรื่องสังคมและวิถีปฏิบัติ ซึ่งวาทกรรมในมิติทางภาษาเป็นการมองที่ตัวข้อมูลภาษา ซึ่งโดยทั่วไปวาทกรรมมีความหมายเท่ากับตัวบท (Text) ที่ประกอบไปด้วยรูปภาษาที่มีความสัมพันธ์ระหว่างกันภายในตัวบทเดียวกัน เป็นการวิเคราะห์รูปแบบ เนื้อหา ความสัมพันธ์ และโครงสร้างของรูปภาษาที่เป็นองค์ประกอบในตัวบท การวิเคราะห์วาทกรรมในมุมมองเช่นนี้จึงเป็นเรื่องเดียวกับการวิเคราะห์ตัวบท (Text Analysis) ส่วนวาทกรรมในมิติทางสังคมมองภาษาในสภาพเป็นพลวัตที่อยู่ท่ามกลางวิถีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ได้เปิดทางให้ผู้ใช้ภาษาและบริบททางสังคม วัฒนธรรมเข้ามามีบทบาทมากขึ้นในการพิจารณากิจกรรมการสื่อสาร อันเป็นการโต้ตอบกับกระแสการมองภาษาที่เป็นสภาวะคงตัวอยู่ในระบบและอยู่ในฐานะคลังข้อมูลแห่งการศึกษาสภาพและลักษณะที่เป็นอยู่ในโครงสร้างภายในระบบ วาทกรรมในแนวคิดนี้จึงหมายรวมถึงถ้อยคำ ความคิด ผู้ใช้ภาษา และปฏิสัมพันธ์ในสังคมเข้าไว้ด้วยกัน ผู้ใช้ภาษา วาทกรรม และสังคมจึงไม่สามารถแยกออกจากกันได้

ความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับสมเกียรติ ตั้งนโม (2547) ที่สรุปไว้ว่า วาทกรรมคือการพูดออกมาอย่างชัดเจน (Articulation) การแสดงสุ้มเสียงหรือการนำเสนอเกี่ยวกับความคิดเห็น ปฏิบัติการดังกล่าวเกี่ยวกับการพูดออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ ปกติแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของการสนทนา หรือการแลกเปลี่ยนกันทางความคิดต่างๆ ท่ามกลางผู้พูดหลายๆ คนหรือกลุ่ม ด้วยเหตุดังนั้น "วาทกรรม" จึงเป็นกระบวนการหนึ่งของสังคมเกี่ยวกับการสร้างความหมาย

ขณะที่ธงชัย วินิจจะกูล (2534: 18-24) สรุปไว้ว่า วาทกรรม (Discourse) ในความหมายทั่วไปหมายถึงการแสดงออก การสื่อสาร การสื่อความ และสิ่งที่แสดงออกที่สื่อสาร หรือสิ่งที่สื่อความกัน แต่ Foucault มิได้หมายความถึงเพียงแค่นั้น Foucault เชื่อว่าวาทกรรมเป็นเครือข่ายของกฎเกณฑ์ ค่านิยม ความรับรู้ ความเข้าใจร่วม มาตรฐาน ความเชื่อ ในเรื่องต่างๆ ของชีวิตมนุษย์ ที่เกิดจากการแสดงออกและสื่อสารร่วมกัน ไม่ว่าจะมีระบบความคิดหรืออุดมการณ์แน่ชัดอยู่เบื้องหลัง หรือไม่ก็ตาม เครือข่ายดังกล่าวไม่จำเป็นต้องสอดคล้องต้องกันเป็นระบบหรือมีตรรกะที่เป็นระเบียบหรือมีรากเหง้าจากระบบความเชื่ออุดมการณ์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีแหล่งกำเนิดจากนักคิดหรือสกุลความคิดใดโดยเฉพาะ แต่มาจากการแสดงออกและการสื่อความของคนจำนวนมากจนไม่รู้ที่มาที่แน่ชัด และจนกระทั่งไม่มีใครสามารถอ้างความเป็นเจ้าของหรือผู้ให้กำเนิดวาทกรรมได้

จากความหมายของวาทกรรมดังที่ได้กล่าวมาทั้งหมด สรุปได้ว่า วาทกรรมเป็นกระบวนการที่เกี่ยวกับการสร้างความหมาย เป็นภาษาชนิดหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ในการสื่อสารลึกกว่าภาษาโดยทั่วไป วาทกรรมใช้สื่อความหมายเชิงสัญญะออกมาโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างอิทธิพลต่อทัศนคติ วิธีคิด ของผู้คนในสังคม

การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis)

การวิเคราะห์วาทกรรม (Discourse Analysis) คือการพยายามศึกษาและสืบค้นถึงกระบวนการ ขั้นตอน ลำดับเหตุการณ์ และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆ ในการสร้างเอกลักษณ์และความหมายให้กับสรรพสิ่งที่ห่อหุ้มเราอยู่ในสังคมในรูปแบบของวาทกรรมและภาคปฏิบัติการของวาทกรรม (Discursive Practice) ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร มีการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำ (Hegemony) ในการกำหนดกฎเกณฑ์ว่าด้วยเรื่องนั้นๆ อย่างไรบ้าง มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคล สถาบัน สถานที่ เหตุการณ์อะไรบ้าง และผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการสร้าง ตลอดจนรวมไปถึงการเก็บกด ปิดกั้น สิ่งเหล่านี้ของวาทกรรมมีอย่างไร หัวใจของวิเคราะห์วาทกรรมอยู่ที่การพิจารณาค้นหาว่าด้วยวิธีการหรือกระบวนการใดที่สิ่งต่างๆ ในสังคมถูกทำให้กลายเป็นวัตถุเพื่อการศึกษาหรือการพูดถึงของวาทกรรม (ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร, 2551: 98)

วิธีการวิเคราะห์วาทกรรมตามแนวคิดของ Foucalt มี 2 วิธี ได้แก่ วิธีการ Archaeology และ Genealogy ซึ่งเป็นวิธีการที่ใช้ขุดค้นและแกะรอยไปตามช่วงชั้นและเครือข่ายของบริบททางประวัติศาสตร์เพื่อหาความจริงที่ถูกปิดบังอำพรางด้วยอำนาจแห่งวาทกรรม (เยาวนุช เวศร์ภาดา , 2545: 19) ซึ่งวิธีการทั้งสองมีรายละเอียดดังนี้

Archaeology เยาวนุช เวศร์ภาดา (2545) สรุปไว้ว่า เครื่องมือวิเคราะห์วาทกรรมที่เรียกว่า Archaeology เป็นวิธีการวิเคราะห์ปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ที่ประกอบขึ้นเป็นวาทกรรมหนึ่งๆ ทีละชิ้นทีละส่วนที่มาประมวลกันเข้าแล้วเกิดเป็นวาทกรรมใหม่ๆ เท่ากับเป็นการทำความเข้าใจเงื่อนไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดให้วาทกรรมดำรงอยู่ วิธีการวิเคราะห์วาทกรรมแบบ Archaeology จึงเป็นวิธีที่ช่วยเผยให้เห็นเรื่องราวของเหตุการณ์ที่เกิดจากการปรับเปลี่ยนกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นวาทกรรมนั้นๆ ในแต่ละช่วงเวลา ในแต่ละบริบท ดังนั้นประวัติศาสตร์ในมุมมองของ Foucalt จึงไม่ใช่เรื่องของกระแสเวลาที่ก้าวต่อเนื่อง แต่เป็นเรื่องของการจัดการความสัมพันธ์ใหม่ของกฎเกณฑ์ต่างๆ ภายในวาทกรรมต่างๆ

ขณะที่ ธีรยุทธ บุญมี (2551) สรุปไว้ว่า Foucault กล่าวถึง การวิเคราะห์วาทกรรมในแนวโบราณคดีทางความรู้ (Archeology of Knowledge) แทนที่จะใช้แนวประวัติศาสตร์ทางความคิด (History of Idea) ว่าแนวประวัติศาสตร์ความคิดปกติมักมองพัฒนาการความคิดอย่างเป็นของสูง เป็นพัฒนาการของสิ่งดีงาม หรือเป็นเหตุเป็นผลมากเกินไป ประวัติศาสตร์ความคิดปกติมองพัฒนาการความคิดเป็นความต่อเนื่อง เป็นเส้นทางเดียวที่ละเอียดอ่อนหรือก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ มากเกินไป ไม่มองเป็นการก้าวกระโดดที่เกิดจากความหลากหลายเหตุปัจจัยที่ต้องการการวิเคราะห์พิจารณาอย่างถี่ถ้วนในช่วงประวัติศาสตร์หนึ่งๆ  การศึกษาประวัติศาสตร์ความคิดแนวปกติ ความผิดพลาดที่แฝงฝังอยู่ นั่นคือ ภายใต้ความคิดหนึ่งยังมีสิ่งหรือความหมายที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลัง การค้นหาสิ่งที่ซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังต้องทำผ่านภาษาหรือวาทกรรม การศึกษาแนวนี้จึงเป็นการขยายตัวของวาทกรรมต่อไปเรื่อยๆ ไม่รู้จบ ส่วนแนวทาง Archeology ต้องการศึกษาวาทกรรมแบบให้จำกัดอยู่ในตัวของมันเองให้มากที่สุด

Foucalt มักมองการเปลี่ยนแปลงของปรากฏการณ์ ว่าเป็นกระบวนการแปรรูป อันเป็นแนวทางที่ให้ความสำคัญกับความไม่ต่อเนื่อง แทนที่จะมองการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ว่าเป็นพัฒนาการ ซึ่งอิงอยู่กับภาพของการสั่งสมหรือก้าวหน้าที่ต่อเนื่อง ประวัติศาสตร์ในแบบของ Foucalt ไม่ได้แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการอันสั่งสมต่อเนื่องตามแบบแผนของเหตุปัจจัยและผลสืบเนื่อง แต่เขาสนใจพิจารณาการตัดขาดที่เกิดขึ้นระหว่างยุคสมัยต่างๆ ในอดีต การตัดขาดเหล่านี้คือคำอธิบายถึงสภาวะที่เป็นอยู่ในสังคม ไม่ใช่ความต่อเนื่องตามแนวทางของประวัติศาสตร์กระแสหลัก (นพพร ประชากุล, 2552: 179-181)

ส่วนธงชัย วินิจจะกูล (2534: 28-31) สรุปไว้ว่า Archaeology ในความมุ่งหมายของ Foucault อยู่ที่การแสดงให้เห็นเงื่อนไขทางประวัติศาสตร์ที่อำนวยให้แบบแผนการคิดการรับรู้แบบหนึ่งเป็นไปได้ ซึ่งก็คือ การเปิดเผยยุทธศาสตร์และกลวิธีที่วาทกรรมต่างๆ ประสานกันเข้าจนก่อให้เกิดเป็นตัวตน (Subject) ของมนุษย์ขึ้นมา Foucault ใช้วิธีเสนอให้เห็นสภาวการณ์ต่างๆ ขณะที่วาทกรรมหนึ่งๆ ก่อตัวขึ้นแล้วเปิดเผยบทบาทของวาทกรรมนั่นเองในการสถาปนาความรู้หนึ่งๆ ขึ้น ซึ่งมนุษย์ยึดถือจนกระทั่งประมวลเข้าเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นตัวตนของเขา เป็นการขุดค้นเปิดเผยให้เห็นส่วนประกอบต่างๆ และชั้นต่างๆ ของความรู้ ซึ่งเรียกว่า Archaeology of Knowledge วิธีการศึกษาแบบ Archaeology จึงหมายถึงการพิจารณาลงไปที่ Discursive Practice แล้วทำการวิเคราะห์ให้เห็นปัจจัยและองค์ประกอบต่างๆ ที่ประมวลกันเข้ามาเป็นวาทกรรมหนึ่งๆ หรืออาจกล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า ทำการขุดค้นเพื่อเปิดเผยให้เห็นวาทกรรมต่างๆ ทีละชั้นทีละส่วนที่ประมวลกันเข้ามาจนเกิดเป็นปริมณฑลของวาทกรรมใหม่ๆ เป็นวิธีการที่ทำความเข้าใจเงื่อนไขกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่กำหนดหรือแวดล้อมให้ปริมณฑลของวาทกรรมใหม่ดำรงอยู่ได้

Genealogy ธีรยุทธ บุญมี (2551) สรุปว่า Genealogy เป็นวิธีวิทยาในช่วงทศวรรษ 1970 ซึ่ง Foucault พัฒนาต่อมาจากวิธีแบบ Archeology ซึ่งถ้ามองว่า Archeology คือการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ความคิดในรูปแบบใหม่ ก็อาจมองได้ว่า Genealogy เป็นการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์ซึ่งกว้างกว่าประวัติศาสตร์ของความคิด Genealogy สืบเนื่องวิธีคิดแบบ Archeology คือไม่มองว่าสิ่งใดเป็นแก่นแท้ เป็นสิ่งสากลแน่นอนคงตัว หรือมีสิ่งที่เป็นประจักษ์ชัดเจนอยู่แล้ว แต่มองว่าทุกประเด็นแนวคิดที่เราศึกษาถูกสร้างขึ้น สังเคราะห์ขึ้น โดยวาทกรรมและอำนาจ ทั้งยังมีลักษณะไม่ต่อเนื่อง แต่มีลักษณะกลายรูป แปรรูปด้วย

การสรุปดังกล่าวสอดคล้องกับ เยาวนุช เวศร์ภาดา (2545) สรุปว่า Genealogy เป็นวิธีแก้ไขจุดอ่อนของ Archaeology ที่ให้ความสำคัญต่อการวิเคราะห์รูปแบบ ทฤษฎี และระบบกฎเกณฑ์ จนละเลยอำนาจบางอย่างที่ถูกผลิตควบคู่กันไปกับวาทกรรมนั้นๆ นั่นคือ การสถาปนาอำนาจแห่งความจริง หรือที่เรียกว่า ระบอบของสัจจะ (Regime of Truth) ที่ค้ำจุนวาทกรรมนั้นๆ ให้ถูกทำให้เชื่อว่าเป็นสัจจะ Genealogy มุ่งเผยให้เห็นว่าวาทกรรมที่ได้รับการสถาปนาให้กลายเป็นสัจจะนั้น มีกลวิธีในการกำราบ ปราบปราม ปิดกั้นวาทกรรมย่อยอื่นๆ ไม่ให้ปรากฏตัวอย่างไร ขณะเดียวกันวาทกรรมย่อยต่างๆ ก็พยายามดิ้นรนที่จะเผยตัวเองหรือต่อสู้แย่งชิงพื้นที่ในการสถาปนาวาทกรรมของตนขึ้นมาบ้าง

ส่วน ศรีชัย พรประชาธรรม (2549) สรุปไว้ว่า Genealogy หรือ วงศาวิทยา หมายถึงกระบวนการวิเคราะห์และเผยให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างสัจจะ (Truth) ความรู้ (Knowledge) และอำนาจ (Power) หรืออีกนัยหนึ่ง หมายถึง แนวการวิเคราะห์ปรากฏการณ์ทางสังคม เพื่อสืบสาวให้เห็นภาคปฏิบัติการทางสังคมอันหลากหลาย โดยเฉพาะภาคปฏิบัติการพื้นถิ่น (Local Discuvsivities) ที่ก่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจเฉพาะ หรือแปรเปลี่ยน แตกหักไปตามยุคสมัย กระทั่งเห็นเป็นตัวตนของสรรพสิ่งในปัจจุบัน ทั้งนี้เพื่อเสริมสร้างโอกาสให้กับบรรดาสรรพสิ่งที่ถูกละเลย ถูกทำให้ยอม ถูกกดบังคับ ได้มีโอกาสปรากฏตัวตน นำเสนอมุมมองที่แตกต่างจากเรื่องเล่ากระแสหลัก หรือประวัติศาสตร์กระแสหลัก

ขณะที่ธงชัย วินิจจะกูล (2534: 16-48) สรุปไว้ว่า Genealogy (วงศาวิทยา) คือการวิเคราะห์ความเป็นมาของวาทกรรมต่างๆ ที่ประกอบกันเข้าเป็นเรือนร่างของมนุษย์ในมิติประวัติศาสตร์ Genealogy ต้องการเปิดเผยให้เห็นเรือนร่างมนุษย์ในมิติประวัติศาสตร์ ต้องการเปิดเผยให้เห็นเรือนร่างของมนุษย์ที่ถูกประทับถูกกระทำขึ้นในประวัติศาสตร์ และเปิดเผยกระบวนการที่ประวัติศาสตร์ทำลายเรือนร่างนั้น Genealogy คือการพัฒนาอีกก้าวหนึ่งของ Foucault ไปสู่การท้าทายความรู้ของเราเกี่ยวกับมนุษย์ เป็นวิธีการทางประวัติศาสตร์อย่างเปิดเผยและรุนแรงขึ้น เป็นกลวิธีที่พยายามเปิดทางให้แก่วาทกรรมย่อยต่างๆ ที่ถูกบดบังหรือถูกกำราบปราบปรามหรือถูกครอบงำด้วยอำนาจของวาทกรรมที่ถูกเชื่อว่าเป็นสัจจะ ให้วาทกรรมย่อยต่างๆสามารถออกมามีบทบาทได้โดยการเปิดเผยว่าความเป็นสัจจะแท้ที่จริงดำรงอยู่ได้ด้วยอำนาจ Genealogy จึงเป็นวิธีการวิพากษ์สังคมและมนุษย์ ซึ่งกระทำโดยไม่จำเป็นต้องคาดหวังหรือเล็งเป้าหมายไปที่อุดมคติใดๆ Genealogy เป็นวิธีที่ไม่ได้ให้ทางออกใดๆ แก่มนุษย์ แต่จะทำให้เราตื่นตระหนักรู้ และกระตุ้นการวิพากษ์วิจารณ์ เพราะ Genealogy ปฏิเสธกำเนิดสัจจะที่ถาวรตายตัว ปฏิเสธความเชื่อในการพัฒนาหรือก้าวหน้าใดๆ ปฏิเสธธาตุแท้ จุดหมายปลายทาง มุมมองที่เหนือประวัติศาสตร์ และปฏิเสธความต่อเนื่องที่ไม่สิ้นสุดไม่ขาดสาย Genealogy จงใจและตระหนักรู้ว่าจะพยายามหาความไม่ต่อเนื่อง หาการวนเวียนซ้ำซากไม่ก้าวหน้า หาความไม่จีรัง ไม่มีเอกลักษณ์ Genealogy ศึกษาอดีตเพื่อเปิดเผยโฉมหน้าแท้จริงของความไม่มีกฎเกณฑ์

โดยสรุปแล้วการวิเคราะห์วาทกรรมคือ การพยายามจะที่เปิดเผยให้เห็นถึงกระบวนการในการสร้างวาทกรรมและผลของการปฏิบัติการของวาทกรรมว่ามีความเป็นมาอย่างไร เกี่ยวข้องกับใครและอะไรบ้าง และสร้างผลกระทบอย่างไร โดยมีวิธีการวิเคราะห์วาทกรรมสองวิธีตามแนวคิดของ Foucalt ได้แก่ วิธีการ Archaeology และ Genealogy

บทบาทและความสำคัญของการวิเคราะห์วาทกรรม

จากความหมายของวาทกรรม และการวิเคราะห์วาทกรรมดังที่กล่าวมา ทำให้เห็นว่าการการศึกษาทางด้านสังคมศาสตร์ด้วยการวิเคราะห์วาทกรรมนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการชี้ให้เห็นถึงความจริงที่ซ่อนอยู่ในกระบวนทัศน์ต่างๆ โดยเฉพาะกระบวนทัศน์การพัฒนา ซึ่งสามารถสรุปบทบาทและความสำคัญของการวิเคราะห์วาทกรรม โดยสรุปจากงานเขียนของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) ได้ดังต่อไปนี้

1) ช่วยให้มองเห็นประเด็นปัญหาอื่นที่ไม่ได้พูดถึงกันหรือสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นอื่นซึ่งหมายถึงเอกลักษณ์หรือตัวตนของสิ่งนั้นๆ ว่ามีความเป็นมาอย่างไร เพื่อนำไปสู่การพูดถึงสิ่งที่ไม่ได้มีการพูดถึง ที่เป็นผลมาจากระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่วาทกรรมนั้นๆ กำหนดขึ้น

2) ทำให้เห็นถึงฐานของการเป็นวาทกรรมของสิ่งนั้น การวิเคราะห์วาทกรรมจึงเป็นความพยายามเผยให้เห็นถึงฐานะการเป็นวาทกรรมในเรื่องนั้นๆ เช่น เรื่องของการพัฒนาแห่งยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จะสร้างเอกลักษณ์หรือตัวตนชนิดหนึ่งขึ้นมาเรียกว่า ความด้อยพัฒนาในฐานะที่เป็นความเป็นอื่นหรือคู่ตรงข้ามของ การพัฒนาด้วยการผูกขาดรูปแบบ ทิศทางการเปลี่ยนแปลงสังคมว่ามีเพียงแบบเดียว คือ แบบของสังคมตะวันตก และทำหน้าที่กดทับ ปิดกั้น วัฒนธรรมท้องถิ่น ภูมิปัญญาพื้นบ้านในประเทศโลกที่สามไว้ ภายใต้เอกลักษณ์หรือตัวตนที่เรียกว่า ความด้อยพัฒนา

3) สามารถทำให้มนุษย์ฉีกออกไปจากกระแสหลักหรือวาทกรรมหลัก เพื่อแสวงหารูปแบบอื่นๆ ที่ไม่จำเป็นต้องผูกยึดติดกับเรื่องที่ถูกครอบงำหรือกำลังจะถูกครอบงำ

4) เป็นการเปิดโปงเผยให้เห็นธาตุแท้ หรือฐานะความเป็นวาทกรรมของสรรพสิ่งในสังคม โดยแสดงให้เห็นว่าวาทกรรมคือระบบของอำนาจ ระบบของการผลิตหรือสร้าง และการเก็บกดปิดกั้นที่ยิ่งใหญ่ วาทกรรมเป็นเรื่องของระบบ ระเบียบ กฎเกณฑ์ เงื่อนไขและความเป็นไปได้ของการดำรงอยู่ของสรรพสิ่ง วาทกรรมพยายามปิดบังฐานะของตัวเองในรูปของความรู้ ความจริง ความเป็นธรรมชาติ หรือความเป็นปกติธรรมดา เพื่อช่วงชิงการนำในการสร้างหรือกำหนดกฎเกณฑ์ชุดหนึ่งขึ้นมาเพื่อใช้เป็นกรอบในการพูด เขียนถึง อธิบาย ทำความเข้าใจ ตลอดทั้งการตัดสินสิ่งนั้นๆ 

5) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เรามอง ความรู้ในฐานะที่เป็นทัศนะหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่ความจริงสูงสุดหรือสัจธรรม แต่เป็นเพียงทัศนะหนึ่งว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสังคม ไม่มีความเป็นสากลหรือเป็นธรรมชาติแต่อย่างใดทั้งสิ้น แต่การที่วาทกรรมชุดหนึ่งสามารถกลายสภาพเป็น ความรู้และ ความจริงได้นั้น ก็เพราะมีกระบวนการเฉพาะบางอย่างทำให้กลายเป็นเช่นนั้น ดังนั้นการวิเคราะห์วาทกรรมจึงทำให้มองเห็นถึงอำนาจ ความรุนแรง มากกว่าเรื่องของข้อเท็จจริง

6) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เราเห็นว่า งานเขียนทางวิชาการต่างๆ มิได้ทำหน้าที่อย่างเป็นกลางหรือเป็นวิทยาศาสตร์อย่างที่มักนิยมเข้าใจกัน แต่งานเขียนเหล่านี้ทำหน้าที่ที่สำคัญยิ่ง คือ ประการแรก สร้างและตรึงเอกลักษณ์ภาพลักษณ์ รวมตลอดถึงความหมายของสิ่งที่เป็นวาทกรรมชุดหนึ่งขึ้นมา  ดังนั้น การวิเคราะห์วาทกรรมจึงช่วยให้เราเห็นสิ่งที่ดูเหมือนว่าธรรมดาสามัญ และไม่มีปัญหา อย่างหนังสือ ตำรา หรืองานเขียนทางวิชาการ รวมถึงตัวนักวิชาการเองในฐานะที่เป็นผู้เขียนผู้แต่งนั้น จริงๆ แล้วมีปัญหาและความยุ่งยากสลับซับซ้อนมาก ประการที่สอง ในฐานะที่เป็นวาทกรรมชุดหนึ่ง ย่อมมิใช่เรื่องของความรู้ เทคนิค วิทยาการ ความจริงล้วนๆ อย่างที่นิยมเข้าใจกัน แต่เป็นเรื่องของการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำในการสร้าง และกำหนดกฎเกณฑ์ว่าอะไรเป็นและอะไรไม่เป็น ในรูปของวาทกรรม และการทำให้วาทกรรมที่สร้างขึ้นมาเป็นที่ยอมรับในวงกว้างมากกว่าเป็นมันจะเป็นจริงโดยตัวของมันเอง ในทำนองเดียวกัน การวิเคราะห์วาทกรรมทำให้เห็นว่า ไม่มีสิ่งใดชัดแจ้งหรือชัดเจนในตัวของมันเอง มีแต่ถูกทำให้ชัดแจ้งผ่านมาตรฐาน กฎเกณฑ์ เงื่อนไขบางชนิด การวิเคราะห์สิ่งที่เรียกว่า เหตุการณ์และ การทำให้เป็นประเด็นปัญหาทำให้เห็นว่า สรรพสิ่งในสังคมเป็นเรื่องของการสร้าง หรือสถาปนาขึ้นของวาทกรรมมากกว่าเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ ซึ่งแท้ที่จริงแล้วล้วนแต่เป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากเรื่องของอำนาจในการสร้างความรู้ และความจริง

7) การวิเคราะห์วาทกรรมช่วยให้เราสามารถสงสัย ตั้งคำถาม และตรวจสอบบรรดาสรรพสิ่งในสังคมที่ห่อหุ้มเราอยู่ ทำให้สิ่งเหล่านี้กลายสภาพเป็น ประเด็นปัญหาที่ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างวิพากษ์รุนแรง มากกว่าเป็นสิ่งที่คุ้นเคย เคยชิน และยอมรับโดยปราศจากการตั้งคำถาม ตรวจสอบ ดังนั้น สำหรับการวิเคราะห์วาทกรรมแล้วไม่มีสิ่งใดที่ได้รับการยกเว้นหรือยอมรับโดยปราศจากการตั้งคำถามหรือตรวจสอบ ขณะเดียวกันก็ไม่มองสรรพสิ่งในฐานะที่หยุดนิ่ง เป็นเอกภาพ แน่นอน และตายตัว แต่ลื่นไหลเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ขึ้นกับการต่อสู้เพื่อช่วงชิงการนำในการนิยาม สร้างความหมายให้กับสิ่งนั้นๆ

8) การวิเคราะห์วาทกรรมเป็นการเปิดพื้นที่ใหม่สำหรับการต่อสู้ในสังคมและระหว่างสังคมให้กว้างไกลไปจากเดิมที่วนเวียนอยู่แต่เรื่องของการเมืองแบบสถาบัน เศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม โดยเพิ่มพื้นที่การต่อสู้ในเรื่องของวาทกรรมเข้าไป

ทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory)

ทฤษฎีวิพากษ์ได้รับอิทธิพลมาจากความคิดของนักทฤษฎีที่สำคัญสามท่าน ได้แก่ Karl Marx (ค.ศ.1818-1883) Max Weber (ค.ศ.1864-1920) และ Emile Durkheim (ค.ศ.1858-1917) ที่มีแนวคิดการอธิบายสังคมที่เน้นไปในเชิงประวัติศาสตร์ ทำให้หลุดพ้นออกจากกรอบแนวคิดวิทยาศาสตร์ธรรมชาติในการศึกษาสังคม (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 16)

คำว่าทฤษฎีวิพากษ์เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในหมู่นักปรัชญาที่เป็นสมาชิกของสถาบันวิจัยสังคม (Institute for Social Research) ในเมืองแฟรงก์เฟิร์ต ประเทศเยอรมันนี ในปลายทศวรรษ 1930 คำว่าทฤษฎีวิพากษ์ในยุคนั้นเป็นคำที่หมายถึงทฤษฎีทางสังคมและงานวิจัยทางสังคมภายใต้ลัทธิมาร์กซิสม์ แต่ปัจจุบันมีความหมายถึงการศึกษางานของ Karl Mark หรืองานของนักปรัชญาร่วมสมัยในสำนักแฟรงก์เฟิร์ต (Frankfurt School)[1] (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 3)

ความหมายของคำว่า วิพากษ์ที่ปรากฏในบริบทของทฤษฎีวิพากษ์มีขอบเขตความหมายที่กว้างขวางกว่าการประเมินผลหรือชี้วัดให้เห็นเพียงด้านลบ นักทฤษฎีวิพากษ์ไม่ได้อธิบายสังคมอย่างผิวเผินทว่ามีความประสงค์ที่จะประเมินและชี้วัดคุณค่าของสังคม นักทฤษฎีวิพากษ์จะพยายามชี้ให้เห็นว่าสังคมร่วมสมัยนั้นมีทั้งศักยภาพและความบกพร่องอยู่ที่ตรงไหน

ความหมายประการแรกของคำว่า วิพากษ์ในทฤษฎีวิพากษ์คือการมุ่งเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม ความหมายประการที่สองเป็นความหมายในเชิงวิธีวิทยา หมายถึงการมุ่งสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ในสังคม และความหมายประการที่สาม หมายถึงสิ่งที่เชื่อมโยงกับการสะท้อนตัวตนของผู้แสวงหาความรู้และพื้นฐานเชิงภาษาศาสตร์ของการเป็นตัวแทน (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 13)

นักสังคมวิทยาแนวทฤษฎีวิพากษ์มีแนวคิดที่สำคัญร่วมกันคือ การปฏิเสธสำนักคิดปฎิฐานนิยม การปฎิเสธวิธีการพิจารณาที่เน้นแยก ข้อเท็จจริงออกจาก คุณค่าแต่ให้ความสำคัญกับการปลดปล่อยมนุษยชาติให้พ้นจากการทารุณ การกดขี่ข่มเหง การเอารัดเอาเปรียบ และการครอบงำทุกรูปแบบ ตลอดจนเน้นย้ำความสำคัญของการเป็นผู้กระทำการของมนุษย์ (Human Agency) ในความสัมพันธ์ทางสังคม

วิธีการศึกษาสังคมแนวทฤษฎีวิพากษ์มีลักษณะเด่นอยู่ที่การใช้ วิธีการวิพากษ์เชิงลึกหรือ การมองเห็นคุณค่าภายใน” (Immanent Critique) ซึ่งเป็นวิธีการประเมินและพรรณนาความ ที่กำเนิดมาจาก Karl Marx และ George W.F. Hegel วิธีการวิพากษ์ที่เรียกว่า Immanent Critique นี้กลายเป็นแก่นกลางของแนวคิดสหวิทยาการที่สำนักแฟรงก์เฟิร์ตนำไปใช้ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 3)

โดยสรุปแล้วทฤษฎีวิพากษ์เป็นทฤษฎีที่มุ่งศึกษาและอธิบายสังคมโดยวิธีการวิพากษ์เชิงลึกเพื่อเผยให้เห็นคุณค่าเชิงอุดมการณ์ที่แฝงเร้นอยู่ในความสัมพันธ์ทางสังคม และสร้างพื้นฐานแนวความคิดในการทำความเข้าใจกับสภาพความเป็นจริง ความรู้ และการพรรณนาอรรถาธิบายให้ความหมายของสิ่งต่างๆ ในสังคม



[1] นักคิดสำคัญของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตประกอบด้วย Freidrich Pollock, Max Horkheimer, Rheodor Adorno, Karl Wittfogel, Herbert Marcuse, Erich Fromm และ Jurgern Harbermas พื้นฐานความคิดสำคัญของสำนักนี้เกี่ยวพันกับความสนใจต่องานเขียนยุคเริ่มแรกของ Karl Marx ที่รับอิทธิพลจาก Hegel ในเรื่องจิตสำนึกและความแปลกแยก (Alienation) อันนำไปสู่การวิพากษ์ผลกระทบที่ทำลายความเป็นมนุษย์ของวัฒนธรรมกฎุมพีต่อผู้คนทั่วไป อย่างไรก็ตามแม้สำนักนี้จะได้รับอิทธิพลทางความคิดเบื้องต้นจาก Marx แต่ก็เป็นไปพร้อมกับการวิพากษ์โต้แย้ง สงวนเงื่อนไขทางความคิดที่เป็นไปอย่างอิสระจากลัทธิมาร์กซ์เช่นเดียวกัน ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นทฤษฎีวิพากษ์ (Critical Theory) ของสำนักแฟรงก์เฟิร์ต ที่ยืนหยัดความเป็นอิสระจากทุกทฤษฎีรวมทั้งลัทธิมาร์กซ์ด้วย กล่าวคือนักคิดของสำนักแฟรงก์เฟิร์ตปฎิเสธการปรับใช้หลักวิภาษวิธี (Dialectics) ต่อธรรมชาติ ลดความสำคัญของแนวคิดวัตถุนิยม (Materialism) และความสำคัญทางเศรษฐกิจในสังคม โดยมุ่งที่จะใช้เรื่องเหตุผล (Reason) และเจตจำนงปฏิวัติหรือบทบาทของจิตสำนึกเข้าแทนที่ผลประโยชน์ทางวัตถุและการต่อสู้ทางชนชั้น ในฐานะเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงสังคม (จรัญ โฆษณานันท์, 2550: 199)

แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยม (Postmodernism)

ประมาณปี ค.ศ.1500 เป็นต้นมาโลกได้เข้าสู่ยุคที่เรียกว่ากระบวนทัศน์สมัยใหม่ (Modern Paradigm) เป็นยุคที่เปลี่ยนผ่านมาจากกระบวนทัศน์แบบดึกดำบรรพ์ (Primitive Paradigm) กระบวนทัศน์โบราณ (Ancient Paradigm) และกระบวนทัศน์ยุคกลาง (Medieval Paradigm) ตามลำดับ โลกที่อยู่ในยุคกระบวนทัศน์ใหม่เชื่อว่า เหตุผล และวิธีการทางวิทยาศาสตร์จะแก้ปัญหาทุกอย่างของมนุษย์ได้ สามารถวางระเบียบสังคมให้มนุษย์ได้ กระบวนทัศน์สมัยใหม่เชื่อว่าโลกมีกฎเกณฑ์ตายตัว การรู้กฎเกณฑ์ต่างๆ ของโลกจะช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับมนุษย์และอำนวยความสุขมาสู่มนุษย์ได้ หลังจากนั้นประมาณปี ค.ศ.1800 เป็นต้นมาเริ่มมีผู้ตั้งคำถามกับกระบวนทัศน์สมัยใหม่โดยได้รับอิทธิพลจากความคิดของ Immanuel Kant (1724-1804) เขาได้เสนอความคิดเห็นไว้ว่า อย่าหลงใหลในวิทยาศาสตร์เพราะวิทยาศาสตร์มิได้ให้ความจริง ให้เพียงสิ่งที่เป็นประโยชน์ เราต้องใช้วิทยาศาสตร์เพื่อรับใช้มนุษย์ในขอบข่ายของศีลธรรมและศาสนา ซึ่งต้องอาศัยความสำนึกร่วมของมนุษยชาติเป็นเกณฑ์ ไม่ควรเอาวิชาการอื่นๆ มาตัดสินศีลธรรมและศาสนา เพราะวิชาการต่างๆ ให้ความรู้ที่ไม่แน่นอน เนื่องจากต้องผ่านกรรมวิธีของสมอง เป็นเหตุให้สมองถูกแปรสภาพไป จนเราไม่อาจรู้ว่าอะไรจริง วิชาการต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ แต่ต้องใช้ภายใต้ขอบข่ายของศีลธรรมด้วยอิทธิพลทางความคิดของ Kant ก่อให้เกิดกระบวนทัศน์แบบปัจจุบัน (Contemporary Paradigm) ซึ่งเป็นกระบวนทัศน์ที่ต่อต้านแนวความคิดของกระทัศน์ใหม่ ไม่เชื่อในหลักเหตุผล และความรู้อย่างวิทยาศาสตร์แต่เพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญความหมายในภาษา และมีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (กีรติ บุญเจือ, 2545: 186-201)

นักปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่นิยมที่สำคัญเป็นนักคิดในกลุ่มเดียวกันกับนักคิดในกลุ่มหลังโครงสร้างนิยม (Poststructuralists) เช่น Jacques Derrida, Michel Foucault, Jean-Fancios Lyotard และ Jean Baudrillard ในราวทศวรรษที่ 1960 แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเป็นที่รู้จักกันในสาขาวิชาต่างๆ ของมนุษยศาสตร์ เช่น ในทางศิลปะและทางวรรณกรรม รวมทั้งศิลปะวิจารณ์ นักสังคมศาสตร์รับเอาแนวคิดหลังสมัยใหม่มาใช้ในการมองปรากฏการณ์ทางสังคมในราวทศวรรษที่ 1980 และ 1990 ปัจจุบันแนวคิดหลังสมัยใหม่ถูกนำมาใช้เป็นกรอบในการศึกษาและอธิบายสังคมในแทบทุกสาขาวิชาของมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ (Bloland, 1995; Creswell, 1998 อ้างใน ชาย โพธิสิตา, 2550: 94)

จันทนี เจริญศรี (2545) สรุปว่า ในช่วงแรกของการปฏิวัติทางภาษาได้กำเนิดวิธีคิดที่เรียกว่า โครงสร้างนิยม” (Structuralism) นักคิดของสำนักหลังสมัยใหม่ (Postmodernist) ถือว่า สังคมวิทยาแบบที่เป็นวิทยาศาสตร์ และเนื้อหาในการศึกษาเป็นมโนทัศน์ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น แนวคิดดังกล่าวเท่ากับเป็นการแสดงว่า ผลงานในทางสังคมวิทยา โดยเฉพาะที่มีลักษณะเป็นมหทฤษฎี (Grand Sociological Master) นั้นอาจมองได้ว่าเป็นตัวบทชนิดหนึ่งที่สร้างระเบียบของสรรพสิ่งขึ้นในช่วงเวลาหนึ่งๆ ของประวัติศาสตร์ โดยที่ระเบียบดังกล่าวมิได้มีอยู่จริง แต่เป็นระเบียบที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อสนับสนุนจุดประสงค์ทางอุดมการณ์ รวมทั้งต้องการที่จะควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคม ในขณะที่นักคิดในกลุ่มโครงสร้างนิยมเห็นว่าภาษามีโครงสร้างสากลอยู่เบื้องหลัง ซึ่งหากเราค้นพบโครงสร้างดังกล่าวก็จะสามารถอธิบายทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่มองว่าภาษามีธรรมชาติที่ไร้ระเบียบและไม่มีเสถียรภาพ ความหมายของภาษาผันแปรไปตามบริบทที่เปลี่ยนไป ดังนั้นการแสวงหาแบบแผนที่อยู่เบื้องหลังภาษาย่อมเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่ ไม่เชื่อว่าจะมีระบบสากลที่จะบอกอะไรได้อย่างชัดเจนว่าอะไรคือ ความถูกต้อง ความงาม ความจริง ซึ่งเป็นแนวคิดที่นำไปสู่การปิดกั้นทางความคิด แนวคิดของนักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่นี้เองที่เป็นพื้นฐานในการวิเคราะห์วาทกรรม นักคิดในสำนักหลังสมัยใหม่ วิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการเป็นตัวแทนความจริง และความเชื่อสมัยใหม่ที่ว่าทฤษฎีเป็นกระจกเงาสะท้อนความจริง โดยแทนที่ฐานะสภาพทางทัศนียวิทยาและลักษณะสัมพัทธ์ที่ว่า ทฤษฎีต่างๆ อย่างเก่งที่สุด ก็เพียงให้ทัศนียภาพเพียงบางส่วนของวัตถุต่างๆ และการเป็นตัวแทนของการรับรู้ทั้งหมดเกี่ยวกับโลกนั้นเป็นเพียงสื่อกลางทางประวัติศาสตร์และทางภาษาเท่านั้น

แนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธองค์ความรู้ ทฤษฎี และค่านิยมทางพุทธิปัญญาอันเป็นผลผลิตของยุคสว่าง (The Enlightenment) ที่ได้สั่งสมถ่ายทอดกันมาหลายศตวรรษกระทั่งถึงครึ่งแรกของคริสต์ศตวรรษที่ 20 จุดยืนทางภววิทยาและญาณวิทยาของแนวคิดหลังสมัยนิยมเปลี่ยนแปลงไปแบบตรงกันข้ามกับจุดยืนของกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม ทัศนะของแนวคิดหลังสมัยใหม่นิยมเชื่อว่าความจริงไม่มี ถึงมีก็ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะอ้างว่าสามารถเข้าถึงได้ นักปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่ไม่เชื่อในความเป็นสากลของสิ่งต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับความรู้และความจริง ไม่เชื่อว่ามีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลของสิ่งต่างๆ เพราะความสัมพันธ์ของสิ่งต่างๆ นั้นซับซ้อนจนเกินกว่าที่ใครจะแยกได้ว่าสิ่งหนึ่งเป็นตัวกำหนดของอีกสิ่งหนึ่ง ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่สัมพันธ์กันแบบถ้อยทีถ้อยอาศัย (Reciprocal Relations) คือต่างก็เป็นทั้งเหตุและผลของกันและกันได้ หลังสมัยใหม่นิยมเชื่อในความแตกต่าง ความหลากหลาย แต่ไม่เชื่อในเรื่องความเป็นตัวแทน (Representation) และไม่เชื่อในเรื่องความเป็นตัวกำหนด (Indeterminacy) ดังนั้นแนวทางในการศึกษาวิเคราะห์ของคตินิยมหลังแนวสมัยใหม่จึงแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับแนวคิดปฏิฐานนิยม (จันทนี เจริญศรี, 2545 อ้างใน ชาย โพธิสิตา, 2550: 96-97)

กีรติ บุญเจือ (2545: 94) สรุปว่า แนวโน้มของปรัชญาแนวหลังสมัยใหม่นิยมที่สำคัญได้แก่ การล้มล้างสมัยใหม่นิยม การไม่เชื่อว่าวิธีค้นหาความจริงแบบวิทยาศาสตร์จะให้ความจริงที่เป็นวัตถุวิสัย ไม่เชื่อว่าระบบความคิดของมนุษย์จะมีได้ในระบบเครือข่ายเดียว ไม่เชื่อว่าวัฒนธรรมของมนุษย์ก้าวหน้าเสมอ เพราะไม่รู้ว่าจะเอาอะไรเป็นจุดอ้างอิง มีแต่ความเหมาะสมในแต่ละช่วงเวลา หลังสมัยใหม่นิยมเชื่อว่า ความจริงที่ควรสนใจคือความหมายที่หาได้ในภาษา เชื่อว่ามนุษย์ควรมีท่าทีร่วมมือกันกับทุกสิ่งมากกว่ามุ่งเอาชนะหรือครอบครอง เชื่อว่าเหตุผลเป็นเพียงศิลปะชวนเชื่อ เชื่อว่าเอกภพไม่ใช่จักรกลล้วนๆ แต่เป็นองคาพยพพิเศษที่มีการเปลี่ยนแปลง เชื่อว่าอารมณ์และความใฝ่ฝันเป็นความจริงที่มีค่าควรแก่การพิจารณาและศึกษา

ขณะที่สุภางค์ จันทวานิช (2551: 267-273) สรุปว่า หลังสมัยใหม่ คือ สภาวะที่มีลักษณะเฉพาะทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมืองที่แตกต่างไปจากสภาวะสมัยใหม่ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้น ในแง่เศรษฐกิจ ยุคหลังสมัยใหม่คือยุคของการผลิตนวัตกรรมทางความรู้และข้อมูลข่าวสาร ระบบสื่อสารถือเป็นส่วนหนึ่งของการผลิตด้วย ข้อมูลข่าวสารและความรู้ที่ถูกผลิตขึ้นจะถูกผลิตซ้ำโดยแหล่งต่างๆ ในตลาด ยุคหลังสมัยใหม่เน้นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารเป็นหลัก ในด้านสังคมวัฒนธรรม ยุคหลังสมัยใหม่จะพบชนชั้นใหม่ที่มีลักษณะแตกต่างหลากหลาย ผู้คนเหล่านี้ส่วนหนึ่งทำหน้าที่ผลิตสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมให้สังคมบริโภค เช่น นักข่าว คนทำโฆษณา ศิลปิน และนักวิชาการเป็นต้น ในสังคมแบบหลังสมัยใหม่การแบ่งชนชั้นทางสังคมจะไม่มีความชัดเจน ไม่มีขอบเขตที่แน่นอน ในแง่ของการเปลี่ยนแปลงทางสังคมจะปรับเปลี่ยนด้วยกระบวนการต่อรองเฉพาะเรื่องในแต่ละบริบท ไม่มีกฎเกณฑ์หรือทฤษฎีสากลที่อาจใช้อธิบายการเปลี่ยนแปลงได้ทุกเรื่อง ในแง่การเมือง หลังสมัยใหม่สนใจศึกษาเรื่องอำนาจ โดยเชื่อว่าไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในสังคม ความสัมพันธ์ในโครงสร้างหลักไม่ใช่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ ขณะที่ความสัมพันธ์เชิงอำนาจก็ไม่มีลักษณะตายตัวตามสถานภาพของบุคคล ความสัมพันธ์เชิงอำนาจเกิดขึ้นตามความแตกต่างระหว่างบทบาทของบุคคลในแต่ละบริบททางสังคม อำนาจแผ่ซ่านอยู่ทุกที่ อำนาจมีลักษณะเป็นเครือข่าย ดำรงอยู่โดยการผลิตจากวาทกรรมในสังคม

โดยสรุปจะเห็นว่าแนวคิดแบบหลังสมัยใหม่นิยมเป็นแนวคิดที่ปฏิเสธความรู้ ความจริง ว่ามีหนึ่งเดียวตามกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม แต่เชื่อว่าความรู้ ความจริง มีอยู่ทั่วไป ไม่มีลักษณะที่เฉพาะเจาะจงตายตัว สิ่งสำคัญที่ควรศึกษาคือความหมายที่หาได้จากภาษา เป็นแนวคิดที่สนใจในเรื่องของอำนาจที่แฝงอยู่ในความรู้ ความจริงที่ถูกผลิตออกมาโดยผ่านสิ่งที่เรียกวาทกรรมในสังคม

กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical Paradigm)

กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์ (Critical Science) เป็นแนวคิดที่มีลักษณะร่วมกันกับแนวคิดเชิงตีความ (Interpretive Approach) กุญแจสำคัญของวิธีการแบบวิพากษ์คือการสร้างความรู้ด้วยการกระทำ ใช้ความเชื่อ และใช้อคติในการค้นหาความจริง เนื่องจากความจริงมีความซับซ้อน มีหลายชั้น (Multilayer) แต่ละชั้นของความเป็นจริงนั้นถูกอาบเคลือบไปด้วยสิ่งลวงตา (Illusion) มายาคติ (Myth) และความบิดเบือน (Distorted Thinking) (Neuman, W. L., 2006: 44)

นักวิจัยในกลุ่มสังคมศาสตร์เชิงวิพากษ์เห็นว่าแนวคิดเชิงปฏิฐานนั้นเป็นแนวคิดที่ไม่สามารถเข้าถึงความหมายที่แท้จริงของสิ่งที่ศึกษา ไม่ให้ความสำคัญเชิงลึกของปัจเจกชนทั้งในด้านความรู้สึกนึกคิด และบริบททางสังคม นักวิจัยในกลุ่มเชิงวิพากษ์ยังชี้ให้เห็นว่าการจะเข้าถึงแก่นของปัญหาหรือความเป็นจริงได้นั้นจะต้องสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของบุคคล สนใจในบริบทระดับจุลภาค และมองบริบทในระยะสั้น การวิจัยที่มีคุณค่าควรมีกระบวนการศึกษาค้นคว้าเชิงปฏิรูปที่มุ่งค้นหาโครงสร้างที่แท้จริงของปัญหา โดยกระตุ้นให้คนในสถานการณ์นั้นๆ ได้ตระหนักถึงศักยภาพของตนเองในการเปลี่ยนแปลงสภาวะที่เป็นปัญหา (ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล และ สุภาพ ฉัตราภรณ์, 2549: 10)

แนวคิดเชิงวิพากษ์ เป็นแนวคิดที่มีพื้นฐานมาจากสำนักคิด Marxist (Marxist Theory) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวใช้วิธีค้นหาความจริงที่เรียกว่า วิภาษวิธี (Dialectic)” คือการอธิบายลักษณะความสัมพันธ์แบบกำหนดซึ่งกันและกัน (กาญจนา แก้วเทพ และ สมสุข หินวิมาน, 2551: 16) โดยวิธีการค้นหาความจริงแบบวิภาษวิธีมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

วิภาษวิธี หรือ ปรัชญาวัตถุนิยมไดอาเล็คติค (Dialectical Materialism) เป็นปรัชญาที่ใช้วิธีการศึกษาแบบไดอาเลคติค และมีสาระเป็นวัตถุนิยม ซึ่ง Karl Marx (1818-1883) ได้วิธีการนี้มาจาก Georg Hegel (1770-1831) Hegel ให้ความหมายว่า ไดอาเล็คติค คือ แนวโน้มภายในอันทำให้สภาพด้านเดียวและข้อจำกัดของสิ่งซึ่งกำลังมีการทำความเข้าใจ ปรากฏเห็นประจักษ์แท้ ซึ่งปรากฏว่าคือสิ่งที่ปฏิเสธ หมายความว่าสิ่งของทุกชนิดมีภาคปฏิเสธในตัวเอง ทำให้สิ่งต่างๆเปลี่ยนไปจากเดิม สภาพปฏิเสธหรือตรงข้าม และการขัดแย้งเป็นคุณลักษณะของสรรพสิ่งที่เป็นอยู่ ตรงกันข้ามกับวิธีการเมตาฟิสิกส์ (Metaphysics) ซึ่งถือว่าสรรพสิ่งอยู่โดยเอกเทศไม่เปลี่ยนแปลง ลักษณะสำคัญของวิธีการไดอาเล็คติค คือ 1) ถือว่าสรรพสิ่งและปรากฏการณ์ทั้งหลายเกี่ยวข้องกัน ต่างกำหนดซึ่งกันและกัน 2) ถือว่าสรรพสิ่งอยู่ในสภาพเคลื่อนไหวและเปลี่ยนแปลงเป็นนิจ เสื่อมสลายเกิดขึ้นใหม่และพัฒนาการ 3) ขบวนการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงเชิงปริมาณก่อนทีละน้อย นำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพที่เห็นชัดขึ้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงคุณภาพนั้นเกิดขึ้นแบบฉับพลันและก้าวกระโดด ไม่ใช่วิวัฒนาการต่อเนื่อง และ 4) ถือว่าสรรพสิ่งมีความขัดแย้งภายใน ในของสิ่งเดียวกันจะมีทั้งด้านบวกและลบ เก่าและใหม่ เสื่อมและเจริญ การต่อสู้ขัดแย้งกันภายในทำให้เกิดการพัฒนา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพ (ฉัตรทิพย์ นาถสุภา, 2549: 146-147)

นักปรัชญาเชิงวิพากษ์เชื่อว่า การแสวงหาความรู้เป็นการยกระดับจิตสำนึกของประชาชนผู้ถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เมื่อประชาชนเข้าใจว่าพวกเขาถูกกดขี่เพียงไร อย่างไรแล้ว เขาก็จะมีการกระทำที่มุ่งไปสู่การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงโลก ในมิติทางภววิทยา (Ontology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มองความจริงอย่างวิพากษ์ ไม่ใช่ความจริงอย่างไร้เดียงสา หรือความจริงอย่างเป็นกลไกทางวัตถุอย่างกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม ในมิติทางญาณวิทยา (Epistemology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มีจุดยืนเป็นอัตวิสัย (Subjectivism) เพราะเชื่อว่าการกระทำเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้มีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับค่านิยมของผู้แสวงหาความรู้ ส่วนมิติทางวิธีวิทยา (Methodology) กระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์มีเป้าหมายของการแสวงหาความรู้เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก ไม่ใช่เพียงยักย้ายถ่ายเทตัวแปรที่เกี่ยวข้อง วิธีการของทฤษฎีวิพากษ์เรียกว่า การสนทนาโต้ตอบ” (Dialogic Approach) อันมีทิศทางเป็นการหาวิธีขจัดจิตสำนึกที่ไม่ถูกต้องและพยายามให้ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยมีจิตสำนึกและทัศนคติที่ถูกต้องร่วมกัน เพื่อให้ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยได้เข้าใจโลกแห่งความเป็นจริงและพิจารณาตัดสินว่าจะเปลี่ยนแปลงโลกหรือปรับปรุงโลกในด้านใดได้บ้าง เพื่อผลประโยชน์ของผู้ถูกกดขี่ (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 34-35)

โดยสรุปกระบวนทัศน์เชิงวิพากษ์เป็นกรอบความคิดที่ปฏิเสธกระบวนการค้นหาความจริงทางสังคมโดยวิธีการแบบวิทยาศาสตร์ แต่ให้ความสำคัญกับความหมายในภาษา อุดมการณ์ ของสังคม เชื่อว่าการแสวงหาความรู้มีเป้าหมายเพื่อการยกระดับจิตสำนึกของประชาชนผู้ถูกกดขี่ เอารัดเอาเปรียบ ให้มีจิตสำนึกที่ถูกต้อง เน้นการสร้างความรู้ด้วยการกระทำ โดยใช้ความเชื่อ และอคติเป็นพื้นฐานในการแสวงหาความรู้

แนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ (Paradigm)

กระบวนทัศน์เป็นศัพท์ที่บัญญัติขึ้นใหม่เพื่อแปลคำภาษาอังกฤษว่า “Paradigm” ซึ่งแผลงมาจากคำภาษาละตินว่า “Paradigma” ซึ่งแผลงมาจากภาษากรีกอีกต่อหนึ่งว่า “Paradeigma” อันเป็นคำนามในภาษากรีก แผลงมาจากคำกริยาว่า Paradiknynai แปลว่าแสดงให้เห็นเคียงคู่กันไป ส่วน Paradeigma แปลว่า แม่แบบ รูปแบบ ประมาณปี ค.ศ.1475 ได้มีผู้เริ่มใช้คำ Paradigm ให้มีความหมายพิเศษในภาษาอังกฤษว่ารูปแบบ (Model) หรือแบบแผน (Pattern) Thomas Kuhn (1922) ได้ริเริ่มใช้ศัพท์นี้ในวงการวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ปี ค.ศ.1962 และ J.A. Barker เริ่มใช้ในวงการจิตวิทยาสังคมตั้งแต่ปี ค.ศ.1992 เพื่อหมายถึงกระบวนทัศน์ (กีรติ บุญเจือ, 2545: 183-185) ขณะที่พระประชา ปสนฺนธมฺโม และคณะ (2549) สรุปไว้ว่า Paradigm มาจากภาษากรีก Para (beside) บวก Deigmo (example) แปลเป็นไทยว่า ทัศนะแม่บทหรือ กระบวนทัศน์หมายถึงความคิดหรือทัศนะพื้นฐานในการมองโลกที่เป็นต้นตอบ่อเกิดของความคิดหรือทัศนะอื่นๆ 

มีผู้ให้ความหมายและอธิบายเกี่ยวกับ กระบวนทัศน์ไว้อย่างกว้างขวางซึ่งพอสรุปได้ดังต่อไปนี้

กระบวนทัศน์ หมายถึงชุดของความเชื่อพื้นฐานหรือปรัชญาว่าด้วยความจริงตามธรรมชาติที่ใช้อธิบายหลักการต่างๆ ในเชิงทัศนะที่มีต่อโลก เป็นการให้ความหมายครอบคลุมถึงธรรมชาติของโลก ปัจเจกบุคคล และสัมพันธภาพระหว่างบุคคลกับโลก ชุดของความเชื่อพื้นฐานนี้มักเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง แม้ว่าจะมีผู้คิดโต้แย้งได้เสมอ กระบวนทัศน์เป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นโดยมีลักษณะเป็นชุดของความเชื่อพื้นฐาน ที่ใช้ชี้นำการกระทำ ชุดของความเชื่อในกระบวนทัศน์ไม่ได้อยู่ในรูปความเป็นจริงขั้นสูงสุด แต่เป็นเพียงแค่ข้อสันนิษฐานทางวิชาการ ทฤษฎีและผลงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์อันเป็นที่ยอมรับและสามารถนำไปใช้เป็นพื้นฐานในการอธิบายเนื้อหาของนักวิชาการ (Kuhn, 1970 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 23)

อรศรี งามวิทยาพงศ์ (2546) ได้ศึกษาแนวคิดเรื่องกระบวนทัศน์ไว้ว่า Thomas S. Kuhn (1962) เป็นผู้ที่ใช้คำว่ากระบวนทัศน์เป็นคนแรก โดยเขาได้อธิบายว่า กระบวนทัศน์คือ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล เป็นตัวแบบของแนวคิด ค่านิยม ความเชื่อในการมองและวิธีแก้ปัญหาของเหล่านักวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ วิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ในช่วงคริสตทศวรรษที่ 1970 เป็นต้นมา ขณะที่ Fritjof Capra (1997) อธิบายว่ากระบวนทัศน์เป็นชุดความคิด ค่านิยม ความเข้าใจรับรู้ และการปฏิบัติร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่ง ที่ก่อตัวเป็นแบบแผนของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่ง เกี่ยวกับความเป็นจริง ซึ่งเป็นฐานของวิถีการจัดการตนเองของชุมชนนั้น เกิดการปฏิวัติทางวัฒนธรรมที่นำไปสู่การรับรู้และเข้าใจการดำรงอยู่ของหน่วยชีวิตและโลกที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมีผลต่อความรู้แบบวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์แบบเดิมที่อาศัยฟิสิกส์นิวตันเป็นฐาน ทำให้เกิดความเข้าใจชุดใหม่ในญาณวิทยาและวิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ

ขณะที่วิภาดา กิตติโกวิท (2532) สรุปไว้ว่า Fritjof Capra ให้ความหมายของทัศนะแม่บทหรือกระบวนทัศน์ (Paradigm) ว่า หมายถึงความครบถ้วนสมบูรณ์ของความคิด การรับความรู้ และคุณค่า ที่ได้ก่อรูปจินตภาพ (Vision) อย่างใดอย่างหนึ่งต่อความเป็นจริง อันเป็นจินตภาพที่เป็นพื้นฐานของทิศทางที่สังคมได้จัดระเบียบตัวมันเองขึ้นมา ซึ่งความหมายดังกล่าวสอดคล้องกับ เสรี พงศ์พิศ (2547) ที่สรุปไว้ว่า กระบวนทัศน์ หมายถึง วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า ซึ่งตั้งอยู่บนฐานการมองโลกความเป็นจริงแบบหนึ่ง บางคนแปลว่า ทัศนะแม่บท เพราะเป็นทัศนะพื้นฐานที่เป็นตัวกำหนดวิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีให้คุณค่า และชีวิตทั้งหมดของผู้คน

มีนักวิชาการบางท่านเห็นว่าแนวคิดที่มีความหมายใกล้เคียงหรือเทียบเคียงกันได้กับกระบวนทัศน์ คือ วาทกรรมแต่วาทกรรมนั้นเน้นที่กระบวนการหรือรูปแบบทางภาษาที่มีผลต่อระบบความคิดและความเข้าใจของผู้คน วาทกรรมมีความหมายกว้างขวางกว่าในด้านของโลกทัศน์และอุดมการณ์ของสังคม ตลอดจนมีผลในการตอกย้ำตราตรึงโครงสร้างอำนาจในสังคมด้วย (ธีระ นุชเปี่ยม, 2541 อ้างใน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุล, 2550: 24)

จากนิยามความหมายต่างๆ ดังที่กล่าวมาสรุปได้ว่าคำว่า กระบวนทัศน์มีความหมายที่แตกต่างกันในระดับฐานคิด กล่าวคือ กระบวนทัศน์ในความหมายของ Thomas Kuhn จะหมายถึงความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นสากล เป็นตัวแบบของแนวคิด ค่านิยม ความเชื่อในการมองและวิธีแก้ปัญหาของเหล่านักวิทยาศาสตร์ มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ วิธีวิทยาของศาสตร์ต่างๆ ทั้งวิทยาศาสตร์และสังคมศาสตร์ ส่วน กระบวนทัศน์ในความหมายของ Fritjof Capra จะหมายถึงชุดความคิด ค่านิยม ความเข้าใจรับรู้ และการปฏิบัติร่วมกันของคนกลุ่มหนึ่ง ชุมชนหนึ่ง ที่ก่อตัวเป็นแบบแผนของทัศนะอย่างเฉพาะแบบหนึ่งเกี่ยวกับความเป็นจริง ซึ่งในงานศึกษานี้จะให้ความหมายของคำว่ากระบวนทัศน์ไปในแนวทางของ Fritjof Capra

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...