วาทกรรมมีความเชื่อมโยงกับ
อำนาจ ความรู้ ความจริง อัตลักษณ์ และผลประโยชน์ เพราะภาษาและวาทกรรมที่ถูกเลือกมาใช้ในการสื่อสารล้วนแฝงไว้ด้วยความคิดบางประการของสังคมผ่านผู้ใช้ภาษา
และผ่านการกระทำทางสังคมที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อัตลักษณ์
และอุดมการณ์ทางสังคมบางประการย่อมแทรกและทอดตัวอยู่ท่ามกลางภาษาที่ถูกใช้เหล่านั้น
การศึกษาตีความข้อมูลทางภาษาในเชิงวาทกรรมย่อมทำให้เห็นอำนาจ
อัตลักษณ์และอุดมการณ์ที่แฝงอยู่เบื้องหลัง (กฤษดาวรรณ หงศ์ดารมภ์ และ จันทิมา
เอียมานนท์,
2549: 10)
วาทกรรมกับอำนาจ
ความรู้ และความจริง
ธงชัย
วินิจจะกูล (2534:
49-58) สรุปว่า Foucault เสนอว่า ความรู้และอำนาจเป็นองค์เอกภาพของสิ่งเดียวกัน
ระบบของความรู้ที่ถือว่าเป็นสัจจะหรือความจริงไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติเชิงญาณวิทยาใดๆ
ในตัวองค์ความรู้นั้นเอง
แต่เกิดจากอำนาจที่มาคู่กับความรู้นั้นและอำนาจที่ความรู้นั้นผลิตขึ้นมา
ไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ปราศจากการสถาปนาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา
และไม่มีความรู้ที่ดำรงอยู่โดยปราศจากอำนาจหรือโดยไม่ผลิตอำนาจ
โดยสรุปคือความรู้และอำนาจก่อให้เกิดซึ่งกันและกัน Foucault กล่าวว่า “กฎ
(ความรู้ทั้งหลาย) ล้วนแล้วแต่ว่างเปล่าในตัวมันเอง
ล้วนแต่มีความรุนแรงและไม่มีที่ยุติสิ้นสุด มันล้วนแต่ถูกบิดผันอย่างไรก็ได้
ตามแต่ความต้องการ” ขณะเดียวกัน Foucault
เชื่อว่าอำนาจมีอยู่ทุกหนแห่งแสดงตัวออกมาในความแตกต่างขัดแย้งระหว่างสิ่งต่างๆ
ความสัมพันธ์ทางสังคมทุกชนิดเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ
สิ่งที่สำคัญคือควรสนใจอำนาจ ณ จุดต่าง หรือความสัมพันธ์ย่อยๆ
ทั้งหลายในชีวิตปกติของมนุษย์ อำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกแยะได้เด็ดขาดว่าใครมีมากหรือน้อยกว่ากัน
เพราะอำนาจอยู่วนเวียนกระจัดกระจายไปทั่วความสัมพันธ์ทางสังคมทุกขณะที่มีวาทกรรม
วาทกรรมกับอุดมการณ์
คำว่าอุดมการณ์
(Ideology)
เป็นคำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน “อุดมการณ์”
มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ว่าหมายถึง
อุดมคติอันสูงส่งที่จูงใจมนุษย์ให้พยายามบรรลุถึง ขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ.2542 ให้คำนิยามว่าหมายถึง หลักการที่วางระเบียบไว้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้
มีนักวิชาการบางคนให้ความหมายของ Ideology ว่า “อุดมคติ” (Ideal) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน
พ.ศ.2542 ว่าหมายถึง จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริง
ทางใดทางหนึ่งที่มนุษย์ ถือว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตของตน
ขณะที่
Merriam
Webster’s New Biographical Dictionary (2010: Online) ให้ความหมายของ
Ideology ว่าคือ
การอธิบายว่าด้วยระบบของแนวคิดที่เกี่ยวกับชีวิต และวัฒนธรรมความเชื่อของคน
มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอธิบายลักษณะเฉพาะทางความคิดของบุคคล กลุ่มคน หรือสังคม
ตลอดจนการอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎี
และเป้าหมายที่ก่อขึ้นเป็นระบบความเชื่อทางการเมืองของสังคม
ส่วนประวัติความเป็นมาของคำว่าอุดมการณ์นั้น
ปรีชา ช้างขวัญยืน (2533:
2-5) ได้อธิบายเกี่ยวกับคำว่าอุดมการณ์ไว้ว่า คำว่าอุดมการณ์ (Ideology)
เริ่มใช้กันครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ปีค.ศ.1797
โดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสชื่อ Antoine Louis Claude Destuttde Tracy เขาใช้คำนี้เรียกการศึกษาอย่างมีระบบของพวกพบแสงสว่าง (Enlightenment)
ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19
โดยที่คนกลุ่มนี้เชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงสามารถหาได้โดยอาศัยประสบการณ์
เชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำมาใช้ปรับปรุงสังคมและสภาวการณ์ทางการเมืองได้
คำว่า Ideology ในบริบทนี้จึงถูกแปลว่า
ศาสตร์แห่งความรู้ที่แน่นอน (Science of Ideas)
ขณะที่กลุ่ม
Marxist
ใช้คำว่าอุดมการณ์ในความหมายเชิงประเมินค่า Marx ใช้คำนี้โดยหมายความว่า “ความเชื่อหรือความคิดที่ผิด
(False Consciousness)” ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญสามประการ คือ 1)
ความคิดที่ผิดนี้ไม่นับรวมความคิดของพวก Marxist 2)
ความคิดที่ผิดบางชนิดที่เกิดจากความเข้าใจผิด หรือการตั้งสมมติฐานผิด
ไม่นับรวมเป็นความคิดที่ผิดพลาด และ 3)
ความคิดที่ผิดที่ถือเป็นอุดมการณ์นั้นต้องเป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง
เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม เช่น ความเชื่อทางศาสนา ความคิดแบบจิตนิยม
ความคิดเหล่านี้ Marx ถือเป็นความคิดที่ผิดหรืออุดมการณ์
ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งสิ้น
ชัยอนันต์
สมุทวณิช (2523:
4-10) สรุปว่า Karl Marx และ Friedrich
Engels เห็นว่าอุดมการณ์เป็นความสำนึกอันจอมปลอม
เพราะอุดมการณ์ถูกกำหนดโดยสภาพสังคม หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม
ความเชื่อ และความรู้สึกสำนึกที่ Marx เห็นว่าเป็นสิ่งจอมปลอมนั้น
มีพื้นฐานมาจากความเชื่อเกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทอันสำคัญของรัฐ
ซึ่งความเชื่อของคนที่เกี่ยวกับรัฐนี้ช่วยให้ชนชั้นที่มีอำนาจในการปกครองสามารถกดขี่
และฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้ที่อยู่ใต้อำนาจการปกครองได้
ถ้ารัฐต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นหนึ่งๆ ก็จะต้องสร้างความเชื่อผิดๆ
ให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับเกี่ยวกับผลประโยชน์ ที่รัฐกำลังสนับสนุนอยู่
ความสำนึกที่ผิดพลาดนี้ทำหน้าที่ในการสนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นโดยเฉพาะ
อุดมการณ์ของชนชั้นที่มีอำนาจประกาศสนับสนุนผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน
แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชนชั้นที่เสียประโยชน์เชื่อมั่น
และหลงคล้อยตาม ด้วยการสร้างมโนทัศน์ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง
ซึ่งอุดมการณ์ในความหมายของ Marx นี้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางชนชั้น
โดยเชื่อว่าอุดมการณ์ของฝ่ายตรงข้ามนั้นมีรากฐานมาจากผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นดังกล่าว
อุดมการณ์เป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อใช้อำพรางผลประโยชน์อันแท้จริงของผู้สนับสนุนอุดมการณ์
ใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ
เป็นข้ออ้างในการกดขี่ขูดรีดชนกลุ่มอื่น
และใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น
นอกจากนี้
ชัยอนันต์ สมุทวณิช (อ้างแล้ว) ยังกล่าวว่า อุดมการณ์มีลักษณะที่สำคัญ
4 ประการ ได้แก่ 1)
เป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับร่วมกันในกลุ่มชน 2)
ความเชื่อดังกล่าวจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีความสำคัญต่อกลุ่ม เช่น
หลักในการดำเนินชีวิต 3)
ความเชื่อนั้นจะต้องเป็นความเชื่อที่ผู้คนใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง
และ 4) ความเชื่อนั้นต้องช่วยยึดเหนี่ยวผู้คนในกลุ่มไว้ด้วยกัน
ลักษณะที่สำคัญดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นว่าอุดมการณ์มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3
ประการ คือ 1) เพื่อธำรงรักษาระบบและสถานการณ์เดิมของสังคมไว้ 2)
เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวระบบและการจัดระเบียบสังคม เศรษฐกิจ
การเมือง และ 3)
เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถานการณ์ใหม่อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวในข้อสอง
กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551: 77-227) สรุปแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ของ Louis Althusser ไว้ว่า
Althusser เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธวิธีคิดของ Marx ที่อธิบายว่าอุดมการณ์เป็นจิตสำนึกที่ผิดพลาด (False
Consciousness) โดย Marx อธิบายว่าอุดมการณ์มีลักษณะทางสังคม
ในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละสังคม แต่ละกลุ่มคนมีอุดมการณ์ทั้งร่วมและต่างกัน
ทฤษฎีอุดมการณ์ของ Marx เสนอให้สนใจตอบปัญหาพื้นฐาน 3 ประการ
ประการแรกความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร
ประการที่สองความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำไม และประการสุดท้ายความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำหน้าที่อะไรบ้าง
Marx ได้สรุปกฎพื้นฐานของความสำพันธ์ระหว่างตัวแปร 3 ตัว คือ
อุดมการณ์ จิตสำนึก และการปฏิบัติการทางสังคมไว้ว่า “จิตสำนึกของคนเกิดมาจากปฏิบัติการในชีวิตจริง
และความคิดหรืออุดมการณ์ของคนไม่ได้เกิดมาจากตัวเขาคนเดียว
และไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า
หากแต่เกิดมาจากความสัมพันธ์ที่ตัวเขาและกลุ่มที่มีต่อกันและกัน โดยตัวแปรทั้ง 3
นี้มีความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษวิธี คือต่างกำหนดซึ่งกันและกัน” ขณะที่ Althusser ให้นิยามของอุดมการณ์ว่าเป็น
ชุดความคิดหรือกรอบวิธีคิด (Set of Idea or Conceptual Framework) ที่ได้รับการติดตั้งไว้สำหรับการทำความเข้าใจตัวเรา โลก และสังคม หรือ
กรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว Althusser ได้จำแนกประเภทของอุดมการณ์เอาไว้เป็น 3 ชุดด้วยกัน คือ
1) อุดมการณ์หลัก (Dominant Ideology) เป็นอุดมการณ์ที่ชนชั้นปกครองผลิตและผลิตซ้ำขึ้นมาเพื่อครอบงำให้มวลชนยอมรับและกลายเป็นกรอบความคิดกระแสหลักของสังคม
การดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ทางการผลิตจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์หลักแบบนี้
2) อุดมการณ์ทางเลือก (Alternative Ideology) คืออุดมการณ์ที่รอมชอมกับระบบวิธีคิดหลักในระดับหนึ่ง
เป็นกรอบความคิดที่ยอมรับในอุดมการณ์หลักแต่อยู่บนเงื่อนไขบางอย่าง (On
Condition)
3) อุดมการณ์ตรงข้ามหรืออุดมการณ์ต่อต้าน (Oppositional
or Counter-Ideology) คืออุดมการณ์ที่ปฏิเสธกรอบวิธีคิดของอุดมการณ์หลัก
และมักจะนำเสนอจินตภาพของสังคมแบบใหม่ (New Social Imagination) เพื่อเรียกร้องหรือดึงดูดผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมต่อต้านกับโครงสร้างอุดมการณ์หลักของสังคม
การจำแนกอุดมการณ์ออกเป็นสามประเภท
นอกจากจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าในสังคมหนึ่งๆ
สามารถมีกรอบวิธีคิดที่มากไปกว่าแค่ยอมรับในอุดมการณ์หลักเท่านั้น
ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ
เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา
เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม
ขณะที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่เป็นโครงสร้างอุดมการณ์ชุดต่างๆ
ที่ทำให้ผู้คนมีความคิดยอมรับ รอมชอม หรือต่อต้านกับระบบการผลิตในสังคม
วิธีการที่จะทำให้อุดมการณ์ดำรงอยู่ได้จะต้องผ่านเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งระบบวิธีคิด
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากลไกทางสังคม ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท คือ
กลไกด้านการปราบปราม (Repressive
State Apparatus: RSA) หมายถึงกลไกเกี่ยวกับการใช้กำลัง ความรุนแรง การบังคับกดขี่
และกลไกด้านอุดมการณ์ (Ideological State Apparatus: ISA) หมายถึงกลไกสังคมที่ทำงานในเชิงอุดมการณ์หรือกำหนดกรอบพฤติกรรมความเชื่อของคนในสังคมให้รู้สึกเต็มใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม
อุดมการณ์มีภาคปฏิบัติการ (Practices) ที่จะทำให้อุดมการณ์ต่างๆ
ได้รับการผลิตซ้ำและดำรงไว้ในชีวิตประจำวันของผู้คน ปฏิบัติการของอุดมการณ์ (Ideological
Practices) สามารถสรุปได้ดังนี้
1) การทำให้ดูราวกับเป็นธรรมชาติ (Naturalisation) ภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ไม่ได้อยู่ในระดับของจิตสำนึกแบบง่ายๆ
อุดมการณ์ทำงานลึกลงไปในจิตไร้สำนึก (Unconscious) ทำให้เราไม่ได้ตระหนักถึงและรู้สึกราวกับว่ากระบวนการนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเป็นไปโดยปริยาย
(Naturalised/Taken-for-Granted) โดยผ่านกลไกต่างๆ
2) การผสมกันระหว่างความจริงกับจินตนาการ (Real-and-Seemingness)
การทำงานของอุดมการณ์จะใช้วิธีการผสมเรื่องจริงกับเรื่องลวงจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย
วิธีการดังกล่าวเกี่ยวโยงกับเรื่องของการสื่อสารเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เราสัมผัสผ่านสื่อเป็นโลกแห่งจินตนาการ
แต่อีกด้านหนึ่งในฐานะเป็นผู้รับสารก็มีโลกแห่งความจริงบางอย่างอยู่ล้อมรอบตัวเรา
3) การสร้างชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of
Relations) อุดมการณ์จะทำงานผ่านชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist
Set of Relations) ลำดับแรกจะมีการแบ่งขั้วความหมายออกเป็นความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม
(Binary of Positions) และลำดับถัดมาจะมีการกำหนดชั้นของคุณค่า (Hierarchy
of Values) ลงไว้ในขั้วความสัมพันธ์นั้น
4) การผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Reproduction of
Ideology) Althusser เชื่อว่าในมิติของจิตสำนึกและความคิดเองต้องมีการทำหน้าที่ผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์
(Ideological Reproduction) มีคำถามที่สำคัญคือ
ใครมีอำนาจในการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ และกระบวนการผลิตซ้ำดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร
ขณะเดียวกันอุดมการณ์ก็มีหน้าที่ต่างๆ
ซึ่งประกอบไปด้วย
1) หน้าที่ในการดำรงรักษาสภาพที่เป็นอยู่ (Status
Quo) แม้ในสังคมปัจจุบันจะมีความขัดแย้งหรือความไม่เท่าเทียมต่างๆ ซุกซ่อนอยู่มากมาย
แต่อุดมการณ์มีหน้าที่สำคัญคือ
การรักษาสภาพความไม่เท่าเทียมดังกล่าวให้สืบทอดต่อไป
2) หน้าที่ในการให้คำอธิบาย (Explanation) ในการผลิตความสัมพันธ์ทางสังคม
อุดมการณ์จะทำหน้าที่ติดตั้งกรอบหรือคำอธิบายว่าทำไมความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นและไม่เป็นเช่นนั้น
3) หน้าที่ในการเรียกเพื่อกำหนดตัวตน (Interpellation) การเป็นตัวตน (Subject) ขึ้นมาของคนๆ หนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติแต่มาจากการที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกรอบตัว
ขณะเดียวกันเมื่อเราเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์กับปัจเจกบุคคลและสังคมรอบตัว
เราก็จะถูกเรียกเพื่อกำหนดตัวตนให้เป็นแบบต่างๆ อุดมการณ์จะทำหน้าที่ที่เรียกเร้า (Interpellate)
ให้คนกลายเป็นตัวตนตัวเล็กๆ ที่ต้องอ้างอิงหรือไปขึ้นตรงต่อตัวตนตัวใหญ่
นอกจากตัวตนจะถูกเรียกเร้าได้แล้วตัวตนเล็กๆ ดังกล่าวจะผันแปรไปตามตัวตนตัวใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย
ซึ่งทำให้อัตลักษณ์ของเราอยู่ในกระบวนการที่ยังสร้างไม่เสร็จ
หรืออยู่ในกระบวนการกลายมาเป็น (Process of Becoming) ดังนั้นคำถามที่สำคัญในการวิเคราะห์อุดมการณ์ก็คือ
ใครบ้างที่มีอำนาจเรียกเร้าตัวตนของเรา
หรือกำลังใช้อำนาจประกอบสร้างอัตลักษณ์ของเราอยู่
โดยสรุปแล้วจะเห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ที่อธิบายโดยนักปรัชญาต่างๆ
โดยเฉพาะนักปรัชญาในกลุ่ม Marxist และกลุ่มที่วิพากษ์ Marxist โดยเฉพาะ Althusser นั้น
ให้ความหมายของคำว่าอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ มองว่าอุดมการณ์เป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง
เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม
ขณะที่มีความแตกต่างกันในการมองภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ โดยนักปรัชญากลุ่ม Marxist
มองว่าอุดมการณ์เป็นระบบความเชื่อความคิดที่ผิดพลาดเพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นที่มีอำนาจเหนือกว่าในการกดขี่ขูดรีดชนชั้นที่ด้อยกว่า
ขณะที่ Althusser มองว่า อุดมการณ์
คือกรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว
ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ
เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา
เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม
จากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดวาทกรรม และแนวคิดอุดมการณ์ดังที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า
วาทกรรมและอุดมการณ์มีความสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะที่เอื้อต่อการส่งผลให้เกิดซึ่งกันและกัน
แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมก่อให้เกิดอุดมการณ์
หรืออุดมการณ์ก่อให้เกิดวาทกรรม
แต่ทั้งวาทกรรมและอุดมการณ์ต่างก็สามารถเอื้อให้เกิดกันและกันได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม
ณ ขณะนั้น วาทกรรมและอุดมการณ์มีจุดที่คล้ายกันและแตกต่างกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังตาราง
ตารางแสดงจุดร่วม และจุดต่างระหว่างวาทกรรมกับอุดมการณ์
|
|
จุดร่วม
|
จุดต่าง
|
|
วาทกรรม
|
- เป็นผลผลิตของอำนาจ ความรู้
ความจริง ขณะเดียวกันก็สร้างอำนาจ ความรู้ ความจริงขึ้นมา
โดยมีผลประโยชน์เป็นเป้าหมาย
- มีการต่อสู้กันตลอดเวลา
|
-
เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ
แต่ถูกกำหนดความคิดโดยอุดมการณ์
|
|
อุดมการณ์
|
- เชื่อว่าความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยวาทกรรม
โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีอุดมการณ์หรือระบบความคิดที่อยู่เบื้องหลังเสมอไป
แต่เป็นเครือข่ายของมนุษย์ที่เกิดจากการแสดงออกและสื่อความกัน
|
จากการศึกษาเรื่อง วาทกรรม
อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์และผลประโยชน์ จะเห็นว่าทั้งอุดมการณ์และวาทกรรมนั้นต่างก็มีผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง
โดยกระบวนการสร้างวาทกรรมและอุดมการณ์นั้นล้วนอาศัยอำนาจ ความรู้ ความจริง
เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ขณะที่อำนาจกับความรู้หรือความจริงนั้น ต่างก็อาศัยซึ่งกันและกันในการสถาปนาตัวเอง
วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่ถูกสร้างโดยกลุ่ม หรือชนชั้นที่มีอำนาจมากว่าย่อมสามารถสถาปนาวาทกรรมหรืออุดมการณ์ของตนเองให้กลายเป็นกระแสหลัก
เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในสังคม ขณะที่วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่มีอำนาจน้อยกว่าก็จะถูกผลักดันให้กลายเป็นอื่น
เป็นชายขอบ หรือเป็นทางเลือก
ซึ่งวาทกรรมและอุดมการณ์ทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่กันตลอดเวลาในสังคม
โดยมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเป้าหมาย