วันอังคารที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2568

แดนดำเนินงานของสหกรณ์

แนวคิด "แดนดำเนินงาน" ในระบบสหกรณ์ไทยมีความหมายลึกซึ้งกว่าขอบเขตทางภูมิศาสตร์ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการกำหนด "กลุ่มเป้าหมาย" ที่สหกรณ์จะให้บริการ เพื่อให้การดำเนินงานตามหลักการช่วยเหลือตนเองและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเกิดประสิทธิภาพสูงสุด หลักการสำคัญเบื้องหลังการกำหนดแดนดำเนินงานคือการสร้างความมั่นใจว่าสมาชิกมีความสัมพันธ์หรือความต้องการร่วมกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความเข้มแข็งขององค์กร นอกจากนี้ การกำหนดแดนดำเนินงานที่ชัดเจนยังช่วยคุ้มครองระบบสหกรณ์โดยรวมมิให้มีท้องที่ดำเนินงานทับซ้อนกัน อันจะนำไปสู่การแข่งขันในการรับสมาชิกและการดำเนินธุรกิจ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของระบบสหกรณ์ได้

กฎกระทรวงกำหนดลักษณะ วัตถุประสงค์ และขอบเขตแห่งการดำเนินกิจการของสหกรณ์แต่ละประเภทที่จะรับจดทะเบียน พ.ศ. 2567 มีแนวคิดสำคัญเรื่องแดนดำเนินงาน โดยการเปลี่ยนจากการกำหนด "ท้องที่ดำเนินงาน" (Operational Area) โดยตรงในข้อบังคับ ไปสู่การกำหนดขอบเขตผ่าน "คุณสมบัติของสมาชิก" (Member Qualifications) กล่าวคือ แดนดำเนินงานของสหกรณ์จะถูกจำกัดโดยคุณสมบัติของบุคคลที่สามารถเข้ามาเป็นสมาชิกได้นั่นเอง ซึ่งการกำหนดแดนดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน มีสาระสำคัญ ดังนี้

1. การกำหนดแดนดำเนินงานของสหกรณ์การเกษตร (Agricultural Cooperatives)

สหกรณ์การเกษตรต้องเป็นการรวมตัวกันของสมาชิกผู้ประกอบอาชีพหลักทางการเกษตรกรรม และโดยหลักแล้วต้องอยู่ภายในพื้นที่อำเภอเดียวกัน หลักการนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันไม่ให้สหกรณ์ที่มีวัตถุประสงค์เดียวกันดำเนินธุรกิจแข่งขันกัน และเพื่อหลีกเลี่ยงการรับสมาชิกซ้ำซ้อน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อระบบสหกรณ์โดยรวม

ข้อยกเว้นและการขยายพื้นที่

แม้ว่าหลักการจะจำกัดพื้นที่ไว้ในระดับอำเภอ แต่นายทะเบียนสหกรณ์มีอำนาจรับจดทะเบียนสหกรณ์การเกษตรที่มีสมาชิกจากต่างพื้นที่ได้ หากมี "เหตุอันสมควร" ซึ่งแนวทางปฏิบัติได้ขยายความ "เหตุอันสมควร" ไว้ดังนี้

1) เกษตรกรรมลักษณะพิเศษ หากเป็นการรวมกลุ่มของผู้ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเฉพาะทาง เช่น พืชเฉพาะ หรือสัตว์เฉพาะ เช่น โคนม เกษตรอินทรีย์ ซึ่งมีจำนวนน้อยในระดับอำเภอ ไม่เพียงพอที่จะดำเนินธุรกิจให้คุ้มทุนได้ ก็สามารถขยายขอบเขตการรับสมาชิกไปยังอำเภอหรือจังหวัดอื่นได้เท่าที่จำเป็น

2) นโยบายรัฐ สหกรณ์ที่จัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรีหรือนโยบายภาครัฐ สามารถมีสมาชิกเกินกว่าระดับอำเภอได้ เช่น สหกรณ์การเกษตรเพื่อการตลาดลูกค้า ธ.ก.ส. จำกัด ถือเป็นสหกรณ์ตามนโยบาย จึงได้รับการยกเว้นให้รับสมาชิกได้ทั่วจังหวัด

3) พื้นที่ติดต่อกัน สหกรณ์การเกษตรระดับอำเภอสามารถขอขยายพื้นที่รับสมาชิกไปยัง ตำบลใกล้เคียงของเขตอำเภอโดยรอบได้เท่าที่จำเป็น โดยสหกรณ์ต้องชี้แจงเหตุผลความจำเป็นให้นายทะเบียนสหกรณ์พิจารณา ซึ่งมีหลักเกณฑ์ดังนี้

3.1) ด้านภูมิศาสตร์และการคมนาคม ต้องแสดงให้เห็นว่าสมาชิกในตำบลนั้นๆ เดินทางมายังสหกรณ์แห่งนี้ได้สะดวกกว่าสหกรณ์ในอำเภอของตนเอง

3.2) การป้องกันการทับซ้อน ต้องมีแนวทางตรวจสอบเพื่อไม่ให้เกิดการรับสมาชิกซ้ำซ้อนกับสหกรณ์อื่นที่มีอยู่

3.3) การดำเนินธุรกิจ ต้องแสดงให้เห็นว่าจะไม่ดำเนินธุรกิจในลักษณะที่แข่งขันหรือก่อให้เกิดข้อขัดแย้งกับสหกรณ์เดิมในพื้นที่นั้น

การกำหนดแดนดำเนินงานในข้อบังคับของสหกรณ์การเกษตร

สหกรณ์การเกษตรไม่ต้องกำหนด "ท้องที่ดำเนินงาน" ในข้อบังคับหมวดทั่วไป แต่ให้ไปกำหนดขอบเขตพื้นที่ไว้ใน คุณสมบัติของสมาชิก เช่น "ต้องตั้งบ้านเรือนและประกอบอาชีพเกษตรกรรมอยู่ในอำเภอ..... จังหวัด.....".

2. การกำหนดแดนดำเนินงานของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน (Credit Union Cooperatives)

กฎกระทรวงฯ พ.ศ. 2567 ได้กำหนดลักษณะการรวมตัวสำหรับสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน ที่ชัดเจน 3 รูปแบบ ซึ่งแต่ละรูปแบบจะกำหนดแดนดำเนินงานที่แตกต่างกันออกไปโดยอัตโนมัติ สหกรณ์ต้องเลือกรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งให้ชัดเจน ซึ่งมีรูปแบบการรวมตัวและแดนดำเนินงาน ดังนี้

1) กลุ่มบุคคลในชุมชนเดียวกัน (Community-Based)

1.1) ลักษณะ เป็นการรวมตัวของผู้ที่อยู่อาศัยในชุมชนเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน ภายในพื้นที่อำเภอเดียวกัน สมาชิกในกลุ่มนี้สามารถประกอบอาชีพได้หลากหลาย

1.2) แดนดำเนินงานถูกจำกัดไว้ไม่เกินระดับอำเภอ เพื่อป้องกันการดำเนินงานทับซ้อนและการแข่งขันกัน

2) กลุ่มบุคคลที่ประกอบอาชีพหลักเดียวกัน (Occupational-Based)

2.1) ลักษณะ เป็นการรวมตัวของผู้ที่ประกอบอาชีพหลักเดียวกัน หรืออยู่ในสังกัดหน่วยงาน/องค์กรเดียวกัน แต่มีลักษณะสำคัญคือ ไม่มีเงินได้ประจำ หรือมีรายได้ไม่แน่นอน หรือหน่วยงานต้นสังกัดไม่สามารถหักเงิน ณ ที่จ่ายส่งให้สหกรณ์ได้ หากหน่วยงานสามารถหักเงิน ณ ที่จ่ายได้ จะต้องไปจัดตั้งเป็นสหกรณ์ออมทรัพย์แทน

2.2) แดนดำเนินงาน สามารถกำหนดได้เท่าที่จำเป็นแก่การรับสมาชิกตามกลุ่มอาชีพหรือองค์กรนั้นๆ

3) กลุ่มบุคคลที่มีวงสัมพันธ์ทางสังคม (Associational/Bond-Based)

3.1) ลักษณะ เป็นการรวมตัวของกลุ่มบุคคล ภายในพื้นที่จังหวัดเดียวกัน ซึ่งมีความเชื่อมโยงกันตาม วงสัมพันธ์อย่างใดอย่างหนึ่งทางสังคม (เช่น กลุ่มศาสนา สมาคม) และมีการพบปะหรือทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ

3.2) แดนดำเนินงาน ถูกจำกัดไว้ไม่เกินระดับจังหวัด และกำหนดขอบเขตตามวงสัมพันธ์นั้นๆ

หลักการสำคัญและข้อปฏิบัติสำหรับการกำหนดแดนดำเนินงานของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน

1) ป้องกันการแข่งขัน การจำกัดแดนดำเนินงานของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อไม่ให้สหกรณ์แข่งขันกันรับสมาชิกและดำเนินธุรกิจในลักษณะที่มุ่งแสวงหากำไรเหมือนสถาบันการเงินทั่วไป

2) การแก้ไขข้อบังคับ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนที่จัดตั้งอยู่เดิม จะต้องทบทวนและจำแนกตนเองให้อยู่ในกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจาก 3 กลุ่มข้างต้น และแก้ไขข้อบังคับให้สอดคล้อง

การกำหนดบทเฉพาะกาล สำหรับสมาชิกเดิมที่รับไว้ก่อนกฎกระทรวงฯ มีผลบังคับใช้ (25 พฤษภาคม 2568) แต่มีคุณสมบัติไม่ตรงตามรูปแบบใหม่ที่สหกรณ์เลือก ให้ยังคงเป็นสมาชิกต่อไปได้ โดยต้องมีการกำหนด บทเฉพาะกาล ไว้ในข้อบังคับ

โดยสรุป กฎกระทรวง พ.ศ. 2567 ได้สร้างความชัดเจนอย่างยิ่งในเรื่องแดนดำเนินงาน โดยผูกโยงเข้ากับลักษณะการรวมตัวและคุณสมบัติของสมาชิกโดยตรง สำหรับสหกรณ์การเกษตร หลักการคือ "1 อำเภอ" แต่ก็เปิดช่องให้มีความยืดหยุ่นสำหรับกรณีที่มีเหตุผลจำเป็นและสมควร ในขณะที่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนจะต้องเลือกลักษณะการรวมกลุ่มที่ชัดเจน ซึ่งจะกำหนดขอบเขตแดนดำเนินงานไปในตัว ไม่ว่าจะเป็นระดับอำเภอ ตามกลุ่มอาชีพ หรือระดับจังหวัดตามวงสัมพันธ์ทางสังคม

วันอาทิตย์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2568

การวางแผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของไทย

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2490-2534) เกิดภาวะสงครามเย็น[1] โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ค่ายระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยอันมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่มีรัสเซียเป็นผู้นำ ประเทศแกนนำทั้งสองกลุ่มต่างแสวงหาพันธมิตรเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ที่ตนเองยึดมั่น และพยายามป้องกันและทำลายการแสวงหาพันธมิตรและอุดมการณ์ของฝ่ายตรงข้าม โดยส่วนใหญ่จะเป็นการทำสงครามตัวแทน ประเทศผู้นำจะไม่ได้ลงมาทำสงครามเอง แต่จะสนับสนุนประเทศพันธมิตรในการทำสงคราม แต่ประเทศผู้นำจะต่อสู้ทางการเมืองเป็นหลัก เช่น สงครามเกาหลี (พ.ศ.2493-2496) สงครามเวียดนาม (พ.ศ.2498-2518)  เป็นต้น (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2554: 176-189)

สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศตะวันตกที่เชื่อในอุดมการณ์ทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยมองว่าการจะป้องกันไม่ให้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์แพร่ขยายตัวยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศด้วยพัฒนาจะต้องช่วยเหลือสนับสนุนให้ประเทศด้อยพัฒนาเหล่านั้นกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาขึ้น ซึ่งลักษณะทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปของประเทศด้อยพัฒนาได้แก่ การมีอัตราส่วนของประชากรที่อยู่ในสาขาเกษตรสูงมาก โดยปกติประมาณร้อยละ 70- 90 การมีอัตราการว่างงานแฝงในสาขาเกษตรมากเนื่องจากไม่มีโอกาสที่จะไปทำงานในสาขาอื่นนอกจากการเกษตร ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ประกอบด้วยพืชชนิดเมล็ด มีผลผลิตทางอาการที่มีโปรตีนน้อย เป็นต้น ขณะที่ลักษณะเบื้องต้นทางการเกษตรของประเทศด้อยพัฒนานั้นจะมีลักษณะต่างๆ ดังนี้คือ มีการลงทุนในการใช้ที่ดินต่ำ มีการถือครองที่ดินขนาดเล็ก มีระดับเทคนิคทางเกษตรต่ำ การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ยังจำกัดและล้าสมัย การขาดระบบการขนส่งที่สะดวก เกษตรกรมีหนี้สินมากเมื่อเทียบกับรายได้และทรัพย์สินที่มีอยู่ เป็นต้น (Harvy Leibenstein, 1962 อ้างใน ถวัลย์ พลพืชน์, 2513: 31-33)

จากลักษณะทางเศรษฐกิจของประเทศด้อยพัฒนาดังที่กล่าวไปนั้นสอดคล้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจประเทศไทยในช่วงก่อนและต้นของการวางแผนพัฒนาฯ กล่าวคือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ในสาขาเกษตร มีการลงทุนการใช้ที่ดินต่ำ ระดับการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคต่างๆ ล้าสมัย การถือครองที่ดินทางการเกษตรมีขนาดเล็ก เกษตรกรมีหนี้สินมากเป็นต้น (ถวัลย์ พลพืชน์, 2513: 46) ซึ่งลักษณะดังกล่าวของประเทศไทย จึงถูกทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยากจนและล้าหลังในขณะนั้น ในสายตาของประเทศที่พัฒนาแล้ว

ภายใต้ภาวะสงครามเย็นรัฐบาลไทยในขณะนั้นเลือกที่จะอยู่ข้างฝ่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย โดยสหรัฐอเมริกาเห็นว่าประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเนื่องจากประเทศรอบข้างของไทยได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปเสียส่วนใหญ่ จึงจำเป็นต้องรักษาประเทศไทยไว้ให้ได้ สหรัฐอเมริกาจึงให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง และทางทหาร ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีมาจนกระทั่งปัจจุบัน และใช้วิธีการพัฒนาประเทศตามแบบประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ เพื่อให้หลุดพ้นจากความเป็นประเทศยากจนที่ถูกประทับตรามากจากฝ่ายประเทศที่พัฒนาแล้ว

บทบาทที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและธนาคารโลกที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของไทยปรากฏชัดเจนในรายงานชื่อ “A Public Development Program for Thailand” ซึ่งเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นโดยธนาคารโลก (World bank) ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อว่าธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ “The International Bank for Reconstruction and Development” โดยในรายงานดังกล่าวได้มีการวิเคราะห์สถานภาพของประเทศไทย และมีข้อแนะนำด้านการพัฒนาต่างๆ ซึ่งนำมาเป็นแนวทางหลักในการเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ของไทย

ข้อแนะด้านนโยบายการพัฒนาทางการเกษตรที่สำคัญที่มีต่อประเทศไทยคือ การพัฒนาการผลิตข้าวให้มากขึ้นในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาโดยใช้เทคนิคการผลิตที่ทันสมัย การเพิ่มศักยภาพการผลิตทางการเกษตรในภาคใต้โดยเฉพาะยางพารา การปรับปรุงระบบการเพราะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยลดพื้นที่การปลูกข้าวลง ขยายการปลูกพืชในพื้นที่สูง และการปศุสัตว์ ส่งเสริมให้มีความหลากหลายในการผลิตทางการเกษตร การส่งเสริมให้มีการผลิตข้าวได้มากกว่าหนึ่งครั้งต่อปีในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา (IBRD, 1963: 36)

วิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายของนโยบายดังกล่าวประเทศไทยจะต้องปรับปรุงระบบการชลประทาน โดยเฉพาะระบบชลประทานขนาดใหญ่เพื่อการเกษตร การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรที่ทันสมัยมาทดแทนเทคโนโลยีที่ล้าสมัย ด้วยการส่งเสริมการศึกษาทางการเกษตรให้สูงขึ้น การส่งเสริมให้มีระบบส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมให้มีการทดลองและวิจัยทางการเกษตรมากขึ้น และการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาไปสู่ประชาชนในชนบทมากขึ้น การส่งเสริมให้มีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช การส่งเสริมให้มีการใช้สารเคมีทางการเกษตร เป็นต้น รวมถึงการปรับปรุงระบบการคมนาคมทางบกให้ทันสมัยสะดวกสบายมากขึ้น (IBRD, 1963: 37-85) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วความช่วยเหลือต่างๆ จะมาจากสหรัฐอเมริกา เช่น การสนับสนุนด้านจักรกลการเกษตร การส่งผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรเข้ามา โครงการจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรรม โครงการพัฒนาที่ดิน การให้ความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น ในปี 1952 โดย Oregon State Collage ในปี 1962 โดย Hawaii University และเคยได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจาก มูลนิธิ Rockefeller และ มูลนิธิ Ford เป็นต้น (Dismon, Sam, 1976: 12-13)

แนวทางการพัฒนาการเกษตรดังกล่าวเป็นวิธีการพัฒนาที่ได้มาจากการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเรียกขานถึงความสำเร็จของการค้นคว้าและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เกษตรจนทำให้เกิดความสำเร็จและความก้าวหน้าของการวิจัย การส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของการเกษตร เพื่อรองรับความสำเร็จของการวิจัยที่ได้เกิดขึ้น ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้เกิดความพอเพียงของอาหารสำหรับประชากรที่เพิ่มขึ้นของโลก โดยความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์และมูลนิธิฟอร์ด ตลอดจนรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์และเม็กซิโกที่ได้ร่วมมือกันผลักดันให้มีการวิจัยด้านการเกษตรที่ส่งผลทำให้เกิดการปฏิวัติเขียวได้เป็นผลสำเร็จ (wikipedia, 2008 อ้างใน อภิพรรณ พุกภักดี, 2552: 25)


[1] สงครามเย็นเป็นชื่อเรียกสภาวการณ์ของโลกที่มีความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มประเทศที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองการปกครองและทางด้านเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน ซึ่งได้แก่อุดมการณ์แบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยและอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์

แนวคิดการพัฒนาการเกษตรไทย

แนวคิดการพัฒนาวิถีเกษตรของไทยว่าอาจแบ่งออกได้เป็นสามระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty) การเกษตรของไทยอยู่ภายใต้แนวคิดการผลิตเพื่อการยังชีพ ระยะหลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริ่ง การเกษตรของไทยเริ่มใช้แนวคิดการเกษตรเพื่อการค้า และระยะหลังการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) การเกษตรของไทยใช้แนวคิดการผลิตเพื่อการค้าอย่างเข้มข้น ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

ระยะก่อนทำสนธิสัญญาเบาว์ริง ถ้าย้อนไปถึงสมัยกรุงสุโขทัยวิถีเกษตรสมัยนั้นใช้แนวคิดการทำการเกษตรเพื่อการยังชีพเพื่อการบริโภคภายในเท่านั้น สมัยกรุงศรีอยุธยา มีแนวคิดการพัฒนาเป็นระบบมากขึ้นแต่ยังเป็นไปเพื่อการยังชีพ การผลิตเพื่อการบริโภคภายในอาณาจักร หากมีเหลือจากการบริโภคจึงจะส่งไปขายต่างประเทศ สมัยกรุงธนบุรี มีลักษณะเป็นการเกษตรเพื่อการยังชีพเท่านั้น สมัยรัตนโกสินทร์ก่อนปี พ.ศ.2398 ยังคงมีลักษณะการผลิตเพื่อการยังชีพ และเพื่อการค้า (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, 2545: 252-254)

ระยะหลังทำสนธิสัญญาเบาว์ริง แนวคิดการค้าเสรีภายใต้ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมได้เข้ามามีบทบาทกับประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อ 154 ปีก่อน ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงพลังการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิตในสังคมไทย โดยเฉพาะสังคมเกษตรกรรม สนธิสัญญาเบาว์ริง ว่าด้วยการค้าเสรีอันเป็นระเบียบโลกใหม่ของโลกในยุคลัทธิจักรวรรดินิยมอาณานิคมตะวันตก ลงนามกันระหว่างอังกฤษและสยามเมื่อ 18 เมษายน พ.ศ.2398 ในสมัยรัฐบาลประชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จฯ พระราชินีนาถวิกตอเรีย และสยามสมัยราชาธิปไตยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 สนธิสัญญานี้มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่งต่อประเทศสยาม มีผลบังคับใช้เป็นเวลาถึง 70 กว่าปี จนกระทั่งมีการแก้ไขและค่อยๆยกเลิกไปในสมัยรัชกาลที่ 6 ภายหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 1 เมื่อปี พ.ศ.2461 และสนธิสัญญาดังกล่าวหมดบทบาทอย่างแท้จริงในปี พ.ศ.2482 ในสมัยรัฐธรรมนูญนิยมของรัฐบาลพลตรีหลวงพิบูลสงคราม ที่มีการแก้ไขและลงนามในสนธิสัญญาใหม่ทั้งหมดกับโลกตะวันตก ข้อตกลงหลักๆในสนธิสัญญาเบาว์ริงที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรที่สำคัญคือ ภาษีขาเข้ากำหนดแน่นอนไว้ที่ร้อยละ 3 สินค้าขาออกจะถูกเก็บภาษีเพียงครั้งเดียวไม่ว่าจะเป็นภาษีภายใน หรือผ่านแดน หรือส่งออกก็ตาม พ่อค้าอังกฤษได้รับอนุญาตให้ซื้อขายโดยตรงกับชาวนาสยามโดยปราศจากการแทรกแซงจากบุคคลที่สาม และถ้าฝ่ายสยามยอมให้สิ่งใดๆ แก่ชาติอื่น นอกจากหนังสือสัญญานี้ ก็จะต้องยอมให้อังกฤษ และคนในบังคับของอังกฤษเหมือนกัน (ชาญวิทย์ เกษตรศิริ และ กัณฐิกา ศรีอุดม, 2547: 12-15)

พรภิรมณ์ เอี่ยมธรรม (2522: 45-80) ได้สรุปไว้ว่าผลกระทบของสนธิสัญญาเบาว์ริงที่มีต่อสังคมเกษตรไทย มีหลายประการ อันได้แก่ เรื่องการเปลี่ยนแปลงจากระบบการค้าแบบผูกขาดผู้เดียว (Monopoly) มาเป็นระบบการค้าแบบผูกขาดโดยคนมากกลุ่ม (Oligopoly) เรื่องการเปลี่ยนแปลงจากการผลิตพืชหลายชนิด เปลี่ยนมาเป็นการผลิตพืชเฉพาะเพื่อการค้า และผลกระทบที่มีต่อพลังการผลิต ความสัมพันธ์ทางการผลิต และวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะผลกระทบที่มีต่อปัจจัยทางการผลิตของเกษตรกรไทยอันได้แก่ แรงงาน ที่ดิน ทุน และวีธีการผลิต

ระยะหลังการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) การปฏิวัติเขียว เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2473 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยมีการเริ่มทำวิจัยเพื่อให้ได้พืชและสัตว์พันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง (High Yeild Varieties: HYV) เช่น การใช้พันธุ์ข้าวโพดลูกผสม การใช้เทคนิคการผลิตทางชีววิธี (Biological Production) อันประกอบด้วยผลผลิต โครงสร้างของพืช การแก่ การเก็บเกี่ยวปริมาณอาหารพืชที่ต้องการ การผลิตพืชอุตสาหกรรม การใช้เทคนิคด้านพันธุกรรม (Genetic Technique) การใช้สารเคมี และเครื่องจักรกลเกษตรสมัยใหม่ เพื่อส่งเสริมเผยแพร่นวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเหล่านี้แก่ประเทศโลกที่สาม ให้สามารถพัฒนาการเกษตรสมัยใหม่ ให้ภาคการเกษตรมีผลผลิตสูง และเพิ่มอาหารแก่ประชาชน โดยการจัดตั้งสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ (International Rice Research Institute: IRRI) ที่ประเทศฟิลิปปินส์ การจัดตั้งศูนย์วิจัยการพัฒนาพืชผักแห่งเอเชีย (Asian Vegetable Research and Development Center: AVRDC) ที่ประเทศใต้หวัน เป็นต้น  (สิน พันธุ์พินิจ, 2545: 20-21)

การปฏิวัติเขียวในประเทศไทยเริ่มขึ้นในปีพ.ศ.2493 โดยความช่วยเหลือของรัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ส่งนักวิทยาศาสตร์ด้านการเกษตร 2 คน เพื่อเข้ามาช่วยเหลือทางวิชาการแก่ประเทศไทย ได้แก่ Haris H. Love นักพันธุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยคอร์แนล เพื่อมาช่วยเหลือในโครงการปรับปรุงพันธุ์ข้าว และ Robert L. Pendleton นักปฐพีวิทยา เพื่อมาแนะนำเกี่ยวกับการสำรวจและปรับปรุงบำรุงดิน การปฏิวัติเขียวดังกล่าวก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีเกษตรของไทยหลายด้าน เช่น การเพิ่มผลผลิตต่อไร่ และการเพิ่มต้นทุนในการผลิต ขณะเดียวกันได้ส่งผลกระทบด้านลบต่อเกษตรกร ได้แก่ปัญหาหนี้สินของครัวเรือนเกษตร ปัญหาสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภค ปัญหาเรื่องแมลงศัตรูพืชและโรคระบาด ปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงปัญหาเกี่ยวกับพันธุวิศวกรรมด้านการเกษตรในประเทศไทย (วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ สุริบนต์ ธัญกิจจานุกิจ และคณะ, 2551: 49-237)

แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาการเกษตร (Agrarian Development Concept)

การพัฒนาการเกษตรมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับบริบทและเงื่อนไขต่างๆ อย่างกว้างขวาง ทั้งในมิติทางด้านแนวคิด พื้นที่ เกษตรกร ชุมชน และสังคม ตลอดจนนโยบายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในการศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตรจึงจำเป็นต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับบริบทและเงื่อนไขต่างๆ ดังที่กล่าวมา โดยเฉพาะการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยระบบเกษตรกรรม และแนวคิดการพัฒนาการเกษตรไทย ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

แนวคิดว่าด้วยระบบเกษตรกรรม

ผ่องพรรณ ตรัยมงคลกูล, นิตยา เงินประเสริฐศรี และ Guy Trebuil (2537 อ้างถึง Trebuil, Guy, 1988) ได้สรุปเกี่ยวกับแนวคิดว่าด้วยระบบเกษตรกรรมถึงนิยามความหมาย และองค์ประกอบต่างๆ ไว้ดังนี้

นิยามเบื้องต้น

1) ระบบการผลิต (Agricultural Production System: APS) หมายถึง หน่วยการผลิตระดับฟาร์ม (ระดับครัวเรือนเกษตรกร) ซึ่งเป็นภาพรวมของทั้งระบบของทุกประเภทการผลิตในฟาร์มนั้น (การปลูกพืชชนิดใด การเลี้ยงสัตว์ชนิดใด) และกิจกรรมที่เกี่ยวข้องในกระบวนการผลิตทั้งมวล ซึ่งเกษตรกรได้เลือกปฏิบัติเพื่อตอบสนองวัตถุประสงค์ในการผลิต ภายใต้ศักยภาพและข้อจำกัดทางด้านกายภาพและชีวภาพ และเงื่อนไขทางด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เกษตรกรเผชิญอยู่ในช่วงเวลาขณะนั้น

2) ระบบเกษตรกรรม (Agrarian System: AS) หมายถึง ภาพรวมของสภาวะการเกษตรในระดับชุมชนที่เป็นอยู่ในช่วงเวลาหนึ่ง เป็นภาพสะท้อนการปรับเปลี่ยนระบบการผลิตของเกษตรกรในชุมชน ให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยา และเงื่อนไขทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนภาวะความจำเป็นของชุมชนในช่วงเวลานั้นๆ

องค์ประกอบของระบบเกษตรกรรม

การทำความเข้าใจวิวัฒนาการของระบบเกษตรกรรมจำเป็นต้องศึกษารายละเอียดขององค์ประกอบ 4 กลุ่ม ต่อไปนี้

1) ระบบนิเวศ (Ecosystem) หมายถึง สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติทั้งทางด้านกายภาพและชีวภาพของชุมชนเกษตรกร ซึ่งได้แก่ สภาพภูมิอากาศ ลักษณะของดิน วัฎจักรของน้ำ ตลอดจนพืชพรรณ และสัตว์ที่มีอยู่ สภาพแวดล้อมเหล่านี้มีลักษณะเฉพาะที่เอื้ออำนวยต่อการดำรงชีวิตของพืชและสัตว์เฉพาะชนิดในท้องที่หนึ่งๆ โดยธรรมชาติแล้วสภาพแวดล้อมมีแนวโน้มที่จะคงความสมดุลไว้ได้ภายใต้การเปลี่ยนแปลงตามปกติที่ไม่มีการแทรกแซงจากภายนอกระบบ

2) ระบบนิเวศ-เกษตร (Agro-Ecosystem) หมายถึง การปรับใช้สภาพแวดล้อมเพื่อประโยชน์ในการเกษตร โดยกรรมวิธีต่างๆ ตั้งแต่ระดับง่ายเช่นการถางป่าทำไร่เลื่อนลอย จนถึงระดับที่ซับซ้อนขึ้น เช่น การใส่สารเคมีในการปลูกพืช กรรมวิธีต่างๆ เหล่านั้นก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพแวดล้อม กลายเป็นระบบนิเวศ-เกษตรที่ผ่านการปรับเปลี่ยนส่งผลให้สภาวะสมดุลเสียไปหรือไวต่อการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น

3) โครงสร้างพื้นฐานทางด้านเกษตรกรรม (Agrarian Structure) หมายถึง ลักษณะความสัมพันธ์ในแง่มุมต่างๆ ของทรัพยากรการผลิต อันได้แก่ ที่ดิน น้ำ แรงงาน เครื่องมือการผลิต และทุน ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เป็นอยู่ รวมถึงความสัมพันธ์กับปัจจัยภายนอกทั้งทางด้านเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคม โครงสร้างดังกล่าวเป็นสิ่งกำหนดลักษณะการครอบครองการผลิต ผลผลิต และการใช้ประโยชน์ของผู้คนกลุ่มต่างๆ ในชุมชน

4) แหล่งความรู้ความคิด[1] (Ideology Institutions) หมายถึง แหล่งกำเนิดและแหล่งเผยแพร่ความรู้ความคิดทั้งในด้านกรรมวิธีการผลิตทางเกษตรโดยตรง และด้านอื่นที่มีอิทธิพลต่อวิถีทางการเกษตร อันได้แก่ ระบบการบริหาร การเมือง ศาสนาและความเชื่อ ระบบเศรษฐกิจและสังคม ซึ่งอาจจะได้แก่ ระบบที่เป็นทางการที่เป็นผลผลิตมาจากวิวัฒนาการในยุคใหม่ หรือระบบไม่เป็นทางการที่เป็นแหล่งของเทคนิควิทยา ตลอดจนความเชื่อพื้นบ้านที่ได้สั่งสมในชุมชน การศึกษากลไกและบทบาทของแหล่งความรู้ความคิดเหล่านี้อย่างครอบคลุม จะช่วยให้เข้าใจกฎเกณฑ์ที่เป็นอยู่ในสังคมเกษตรกรรม รวมทั้งเหตุและผลของการปรับเปลี่ยนระบบเกษตรกรรมที่ได้เกิดขึ้นในชุมชน

โดยสรุปแนวคิดว่าด้วยระบบเกษตรกรรมเป็นแนวคิดที่ใช้เป็นพื้นฐานในการศึกษาระบบเกษตรกรรม ด้วยการให้ความหมายของระบบการผลิตและระบบเกษตรกรรมอย่างเจน และอธิบายให้เห็นถึงองค์ประกอบต่างๆ ของระบบเกษตรกรรมซึ่งประกอบไปด้วย ระบบนิเวศ ระบบนิเวศเกษตร โครงสร้างด้านเกษตรกรรม และอุดมการณ์ของสถาบันต่างๆ ทางการเกษตร ซึ่งแนวคิดดังกล่าวช่วยให้สามารถศึกษาวิเคราะห์ระบบเกษตรกรรมได้อย่างครอบคลุมและเป็นระบบ


[1] อ้างอิงตามต้นฉบับเดิม ซึ่งในที่นี้น่าจะหมายถึง สถาบันที่กำหนดอุดมการณ์ทางการเกษตร

แนวคิดว่าด้วยการพัฒนาชนบท (Rural Development Concept)

การพัฒนาชนบทไทยเป็นแนวคิดที่รัฐบาลแทบทุกรัฐบาลให้ความสำคัญเนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของประเทศอาศัยอยู่ในเขตชนบท ในมิติทางการเมืองถือว่าผู้คนในชนบทมีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อนักการเมือง เพราะคะแนนเสียงส่วนใหญ่ของนักการเมืองมาจากเขตชนบท ดังทฤษฎีสองนคราประชาธิปไตยของ อเนก เหล่าธรรมทัศน์ (2550) ที่กล่าวไว้ว่า ในการเมืองระดับชาติ คนชนบทคือผู้สร้างรัฐบาล คนกรุงเทพมหานครคือคนล้มรัฐบาล ในมิติทางเศรษฐกิจถือว่าผู้คนในชนบทเป็นผู้ผลิตอาหารเลี้ยงผู้คนทั้งประเทศ และยังส่งออกนำรายได้เข้าสู่ประเทศเป็นจำนวนมาก ในมิติทางด้านสังคมวัฒนธรรมถือว่าสังคมชนบทคือพื้นที่ที่เป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรมมาช้านาน และยังทำหน้าที่รักษาวัฒนธรรมต่างๆ ที่หลากหลายตามบริบทของพื้นที่ไว้ได้ดีกว่าผู้คนในเขตเมืองที่ถูกกระแสโลกาภิวัตน์กลืนกิน การพัฒนาชนบทไทยจึงมีความสำคัญยิ่ง

มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2550: (10-5)-(10-9)) ได้สรุปไว้ว่า พัฒนาการของแนวคิดการพัฒนาชนบทไทยมีความเป็นมาอย่างต่อเนื่องควบคู่กันมากับการพัฒนาประเทศโดยอาศัยแนวคิดต่างๆ ที่เป็นพื้นฐานของไทย และการรับเอาแนวคิดจากประเทศตะวันตกเข้ามา ซึ่งสามารถสรุปแนวคิดสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาชนบทไทยได้ดังนี้

1) แนวคิดการพัฒนาชนบทแบบพึ่งพาอาศัย (Inter-Dependence) เชื่อว่าการดำรงอยู่ในสังคมมนุษย์ต้องมีการพึ่งพาอาศัยกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน บนหลักการของความเป็นพี่น้อง เป็นเพื่อนบ้าน หรือเป็นคนละแวกบ้านเดียวกัน เป็นแนวคิดของการช่วยเหลือเกื้อกูลที่ประชาชนในท้องถิ่นนั้นๆ ร่วมกันทำกิจกรรมหรือการสร้างสาธารณประโยชน์ที่ทุกคนสามารถใช้ร่วมกัน มีการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างรัฐกับประชาชน ประชาชนกับประชาชน มีการพัฒนาเชิงวัฒนธรรม และการพัฒนาแบบมีส่วนร่วมในการสร้างความร่วมมือในการพัฒนาท้องถิ่น

2) แนวคิดการพัฒนาชนบทแบบความสัมพันธ์เชิงอำนาจ เป็นแนวคิดของการใช้สิทธิและอำนาจเพื่อการจัดการทรัพยากรและการบริหารราชการแผ่นดิน มีความเกี่ยวข้องกับการรวมอำนาจ การแบ่งปันอำนาจ และการกระจายอำนาจ ใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาประเทศในด้านต่างๆ เช่น การศึกษา สาธารณะสุข การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การนำแนวคิดทุนนิยมมาใช้ในการพัฒนาชนบทเพื่อสร้างความกินดีอยู่ดีของประชาชน

3) แนวคิดการพัฒนาชนบทตามแนวเศรษฐศาสตร์ เช่น ทฤษฎีความทันสมัย (Modernization Theory) เป็นแนวคิดและทฤษฏีการกระจายรายได้และความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ให้ความสำคัญในเรื่องของการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ การกระจายรายได้ มุ่งแก้ไขปัญหาความยากจน การว่างงานและความไม่เสมอภาค มีอิทธิพลต่อการพัฒนาประเทศและการพัฒนาชนบทเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ

จากแนวคิดการพัฒนาชนบทไทยที่สรุปไว้ดังที่กล่าวมานั้น จะเห็นว่าแม้ทั้งสามแนวคิดจะมีฐานคิดในการพัฒนาที่แตกต่างกัน แต่ก็มีเป้าหมายร่วมกันคือ ต้องการให้ผู้คนในชนบทมีวิถีการดำเนินชีวิตที่ดีขึ้น โดยการสร้างความกินดีอยู่ดีของประชาชน มุ่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ในชนบท และส่งเสริมให้ผู้คนในชนบทมีความเสมอภาคเท่าเทียมกับผู้คนในเมือง

แนวคิดเกี่ยวกับวาทกรรมการพัฒนา (Development Discourse)

ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร (2549) อธิบายไว้ว่า การพัฒนา (Development) เป็นประดิษฐกรรมทางประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ที่ได้รับความนิยมกันอย่างรวดเร็วและแพร่หลายในสังคมยุคปัจจุบัน การพัฒนาถูกสร้างขึ้นมาโดยประเทศมหาอำนาจตะวันตกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความหมายของการพัฒนาค่อนข้างมีความเป็นพลวัตรมีการเปลี่ยนแปลงตลอด ในยุคเริ่มแรกของการพัฒนานั้น การพัฒนาหมายถึงการทำให้ทันสมัยอย่างสังคมตะวันตกโดยให้น้ำหนักไปที่การพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การพัฒนาอุตสาหกรรม และการพัฒนาการเมือง ซึ่งเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทฤษฎีการทำให้ทันสมัย” (Modernization Theory) เมื่อเวลาผ่านมาจนผลของการพัฒนาได้ปรากฏให้ผู้คนในสังคมได้เห็นชัดว่าการพัฒนาได้ก่อให้เกิดปัญหาความไม่เท่าเทียมกันในสังคม ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเสื่อมโทรม ผู้คนในสังคมจำนวนมากยากจนลง แต่ผู้คนจำนวนน้อยเท่านั้นที่ได้ประโยชน์จากการพัฒนา จนมีที่มาของคำว่า ด้อยพัฒนา จึงทำให้เริ่มมีผู้คนในแวดวงการพัฒนาเริ่มออกมาต่อต้านแนวคิดการพัฒนาตามแบบของทฤษฎีความทันสมัย ก่อให้เกิดการต่อสู้กันทั้งทางแนวคิด ทฤษฎี และวาทกรรมที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนามากมายในปัจจุบัน เช่น การก่อเกิดของทฤษฎีพึ่งพิง (Dependency Theory) ทฤษฎีระบบโลก (World System Theory) และแนวความคิดว่าด้วยความด้อยพัฒนาแนวมาร์กซิสต์ใหม่ (Neo-Marxist) ทั้งหลายเป็นต้น

การวิเคราะห์วาทกรรมจะช่วยให้เห็นทั้งด้านที่เป็นนามธรรมและรูปธรรมของการพัฒนาได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ช่วยให้ตระหนักว่า เรื่องของจุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมายของผู้คนในสังคม เนื่องจากวาทกรรมเป็นตัวกำหนดจุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมาย ฯลฯ ของเรามากกว่าเราเองเป็นผู้กำหนดสิ่งเหล่านี้ ดังนั้น จุดยืน ความคิด ความเห็น ความเชื่อ ความรู้ ความหมาย ฯลฯ ของผู้คนในสังคมเกี่ยวกับสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา จึงขึ้นอยู่กับว่าบุคคลนั้นรับเอาวาทกรรมว่าด้วยการพัฒนาแบบใด

โดยสรุปแนวคิดวาทกรรมการพัฒนาของ ไชยรัตน์ เจริญสินโอฬาร น่าจะเป็นแนวคิดที่อธิบายเกี่ยวกับระบบและกระบวนการในการสร้างหรือผลิต (Constitution) เอกลักษณ์ (Identity) และความหมาย (Significance) ให้กับสิ่งที่เรียกว่าการพัฒนา เพื่อให้เกิดมุมมองที่แตกต่างในการรับรู้ ไม่ยึดติดอยู่กับเรื่องของการพัฒนาเพียงอย่างเดียว

วาทกรรมกับ อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์ และผลประโยชน์

วาทกรรมมีความเชื่อมโยงกับ อำนาจ ความรู้ ความจริง อัตลักษณ์ และผลประโยชน์ เพราะภาษาและวาทกรรมที่ถูกเลือกมาใช้ในการสื่อสารล้วนแฝงไว้ด้วยความคิดบางประการของสังคมผ่านผู้ใช้ภาษา และผ่านการกระทำทางสังคมที่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ อัตลักษณ์ และอุดมการณ์ทางสังคมบางประการย่อมแทรกและทอดตัวอยู่ท่ามกลางภาษาที่ถูกใช้เหล่านั้น การศึกษาตีความข้อมูลทางภาษาในเชิงวาทกรรมย่อมทำให้เห็นอำนาจ อัตลักษณ์และอุดมการณ์ที่แฝงอยู่เบื้องหลัง (กฤษดาวรรณ หงศ์ดารมภ์ และ จันทิมา เอียมานนท์, 2549: 10)

วาทกรรมกับอำนาจ ความรู้ และความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล (2534: 49-58) สรุปว่า Foucault เสนอว่า ความรู้และอำนาจเป็นองค์เอกภาพของสิ่งเดียวกัน ระบบของความรู้ที่ถือว่าเป็นสัจจะหรือความจริงไม่ได้เกิดจากคุณสมบัติเชิงญาณวิทยาใดๆ ในตัวองค์ความรู้นั้นเอง แต่เกิดจากอำนาจที่มาคู่กับความรู้นั้นและอำนาจที่ความรู้นั้นผลิตขึ้นมา ไม่มีความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ปราศจากการสถาปนาความรู้อย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นมา และไม่มีความรู้ที่ดำรงอยู่โดยปราศจากอำนาจหรือโดยไม่ผลิตอำนาจ โดยสรุปคือความรู้และอำนาจก่อให้เกิดซึ่งกันและกัน Foucault กล่าวว่า กฎ (ความรู้ทั้งหลาย) ล้วนแล้วแต่ว่างเปล่าในตัวมันเอง ล้วนแต่มีความรุนแรงและไม่มีที่ยุติสิ้นสุด มันล้วนแต่ถูกบิดผันอย่างไรก็ได้ ตามแต่ความต้องการขณะเดียวกัน Foucault เชื่อว่าอำนาจมีอยู่ทุกหนแห่งแสดงตัวออกมาในความแตกต่างขัดแย้งระหว่างสิ่งต่างๆ ความสัมพันธ์ทางสังคมทุกชนิดเป็นความสัมพันธ์เชิงอำนาจ สิ่งที่สำคัญคือควรสนใจอำนาจ ณ จุดต่าง หรือความสัมพันธ์ย่อยๆ ทั้งหลายในชีวิตปกติของมนุษย์ อำนาจเป็นสิ่งที่ไม่อาจแยกแยะได้เด็ดขาดว่าใครมีมากหรือน้อยกว่ากัน เพราะอำนาจอยู่วนเวียนกระจัดกระจายไปทั่วความสัมพันธ์ทางสังคมทุกขณะที่มีวาทกรรม

วาทกรรมกับอุดมการณ์

คำว่าอุดมการณ์ (Ideology) เป็นคำที่ใช้กันอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน อุดมการณ์มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 ว่าหมายถึง อุดมคติอันสูงส่งที่จูงใจมนุษย์ให้พยายามบรรลุถึง ขณะที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ให้คำนิยามว่าหมายถึง หลักการที่วางระเบียบไว้เป็นแนวปฏิบัติเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่กำหนดไว้ มีนักวิชาการบางคนให้ความหมายของ Ideology ว่า อุดมคติ (Ideal) ซึ่งมีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ว่าหมายถึง จินตนาการที่ถือว่าเป็นมาตรฐานแห่งความดี ความงาม และความจริง ทางใดทางหนึ่งที่มนุษย์ ถือว่าเป็นเป้าหมายแห่งชีวิตของตน

ขณะที่ Merriam Webster’s New Biographical Dictionary (2010: Online) ให้ความหมายของ Ideology ว่าคือ การอธิบายว่าด้วยระบบของแนวคิดที่เกี่ยวกับชีวิต และวัฒนธรรมความเชื่อของคน มีเนื้อหาเกี่ยวกับการอธิบายลักษณะเฉพาะทางความคิดของบุคคล กลุ่มคน หรือสังคม ตลอดจนการอธิบายเกี่ยวกับทฤษฎี และเป้าหมายที่ก่อขึ้นเป็นระบบความเชื่อทางการเมืองของสังคม

ส่วนประวัติความเป็นมาของคำว่าอุดมการณ์นั้น ปรีชา ช้างขวัญยืน (2533: 2-5) ได้อธิบายเกี่ยวกับคำว่าอุดมการณ์ไว้ว่า คำว่าอุดมการณ์ (Ideology) เริ่มใช้กันครั้งแรกเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม ปีค.ศ.1797 โดยนักวิชาการชาวฝรั่งเศสชื่อ Antoine Louis Claude Destuttde Tracy เขาใช้คำนี้เรียกการศึกษาอย่างมีระบบของพวกพบแสงสว่าง (Enlightenment) ในช่วงศตวรรษที่ 18 ถึง 19 โดยที่คนกลุ่มนี้เชื่อว่าความรู้ที่แท้จริงสามารถหาได้โดยอาศัยประสบการณ์ เชื่อว่าความรู้ทางวิทยาศาสตร์สามารถนำมาใช้ปรับปรุงสังคมและสภาวการณ์ทางการเมืองได้ คำว่า Ideology ในบริบทนี้จึงถูกแปลว่า ศาสตร์แห่งความรู้ที่แน่นอน (Science of Ideas)

ขณะที่กลุ่ม Marxist ใช้คำว่าอุดมการณ์ในความหมายเชิงประเมินค่า Marx ใช้คำนี้โดยหมายความว่า ความเชื่อหรือความคิดที่ผิด (False Consciousness)” ซึ่งมีลักษณะที่สำคัญสามประการ คือ 1) ความคิดที่ผิดนี้ไม่นับรวมความคิดของพวก Marxist 2) ความคิดที่ผิดบางชนิดที่เกิดจากความเข้าใจผิด หรือการตั้งสมมติฐานผิด ไม่นับรวมเป็นความคิดที่ผิดพลาด และ 3) ความคิดที่ผิดที่ถือเป็นอุดมการณ์นั้นต้องเป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม เช่น ความเชื่อทางศาสนา ความคิดแบบจิตนิยม ความคิดเหล่านี้ Marx ถือเป็นความคิดที่ผิดหรืออุดมการณ์ ซึ่งไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทั้งสิ้น

ชัยอนันต์ สมุทวณิช (2523: 4-10) สรุปว่า Karl Marx และ Friedrich Engels เห็นว่าอุดมการณ์เป็นความสำนึกอันจอมปลอม เพราะอุดมการณ์ถูกกำหนดโดยสภาพสังคม หรือวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในสังคม ความเชื่อ และความรู้สึกสำนึกที่ Marx เห็นว่าเป็นสิ่งจอมปลอมนั้น มีพื้นฐานมาจากความเชื่อเกี่ยวกับหน้าที่และบทบาทอันสำคัญของรัฐ ซึ่งความเชื่อของคนที่เกี่ยวกับรัฐนี้ช่วยให้ชนชั้นที่มีอำนาจในการปกครองสามารถกดขี่ และฉกฉวยผลประโยชน์จากผู้ที่อยู่ใต้อำนาจการปกครองได้ ถ้ารัฐต้องการพิทักษ์ผลประโยชน์ของชนชั้นหนึ่งๆ ก็จะต้องสร้างความเชื่อผิดๆ ให้ผู้คนส่วนใหญ่ยอมรับเกี่ยวกับผลประโยชน์ ที่รัฐกำลังสนับสนุนอยู่ ความสำนึกที่ผิดพลาดนี้ทำหน้าที่ในการสนับสนุนผลประโยชน์ของชนชั้นโดยเฉพาะ อุดมการณ์ของชนชั้นที่มีอำนาจประกาศสนับสนุนผลประโยชน์ส่วนรวมของประชาชน แต่แท้จริงแล้วกลับเป็นเครื่องมือที่ทำให้ชนชั้นที่เสียประโยชน์เชื่อมั่น และหลงคล้อยตาม ด้วยการสร้างมโนทัศน์ที่บิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งอุดมการณ์ในความหมายของ Marx นี้เป็นเครื่องมือของการต่อสู้ทางชนชั้น โดยเชื่อว่าอุดมการณ์ของฝ่ายตรงข้ามนั้นมีรากฐานมาจากผลประโยชน์ของกลุ่มชนชั้นดังกล่าว อุดมการณ์เป็นเพียงภาพลวงตาเพื่อใช้อำพรางผลประโยชน์อันแท้จริงของผู้สนับสนุนอุดมการณ์ ใช้อุดมการณ์เป็นเครื่องมือในการแสวงหาอำนาจ เป็นข้ออ้างในการกดขี่ขูดรีดชนกลุ่มอื่น และใช้เป็นเครื่องมือในการปกป้องผลประโยชน์ของชนชั้นนั้น

นอกจากนี้ ชัยอนันต์ สมุทวณิช (อ้างแล้ว) ยังกล่าวว่า อุดมการณ์มีลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) เป็นความเชื่อที่ได้รับการยอมรับร่วมกันในกลุ่มชน 2) ความเชื่อดังกล่าวจะต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องที่มีความสำคัญต่อกลุ่ม เช่น หลักในการดำเนินชีวิต 3) ความเชื่อนั้นจะต้องเป็นความเชื่อที่ผู้คนใช้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง และ 4) ความเชื่อนั้นต้องช่วยยึดเหนี่ยวผู้คนในกลุ่มไว้ด้วยกัน ลักษณะที่สำคัญดังกล่าวช่วยสะท้อนให้เห็นว่าอุดมการณ์มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1) เพื่อธำรงรักษาระบบและสถานการณ์เดิมของสังคมไว้ 2) เพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งในตัวระบบและการจัดระเบียบสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และ 3) เพื่อธำรงรักษาไว้ซึ่งสถานการณ์ใหม่อันเป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงดังที่กล่าวในข้อสอง

กาญจนา แก้วเทพ และสมสุข หินวิมาน (2551: 77-227) สรุปแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ของ Louis Althusser ไว้ว่า Althusser เริ่มต้นด้วยการปฏิเสธวิธีคิดของ Marx ที่อธิบายว่าอุดมการณ์เป็นจิตสำนึกที่ผิดพลาด (False Consciousness) โดย Marx อธิบายว่าอุดมการณ์มีลักษณะทางสังคม ในแต่ละยุค แต่ละสมัย แต่ละสังคม แต่ละกลุ่มคนมีอุดมการณ์ทั้งร่วมและต่างกัน ทฤษฎีอุดมการณ์ของ Marx เสนอให้สนใจตอบปัญหาพื้นฐาน 3 ประการ ประการแรกความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ประการที่สองความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำไม และประการสุดท้ายความคิดทั้งหลายเกิดขึ้นมาทำหน้าที่อะไรบ้าง Marx ได้สรุปกฎพื้นฐานของความสำพันธ์ระหว่างตัวแปร 3 ตัว คือ อุดมการณ์ จิตสำนึก และการปฏิบัติการทางสังคมไว้ว่า จิตสำนึกของคนเกิดมาจากปฏิบัติการในชีวิตจริง และความคิดหรืออุดมการณ์ของคนไม่ได้เกิดมาจากตัวเขาคนเดียว และไม่ได้หล่นมาจากฟากฟ้า หากแต่เกิดมาจากความสัมพันธ์ที่ตัวเขาและกลุ่มที่มีต่อกันและกัน โดยตัวแปรทั้ง 3 นี้มีความสัมพันธ์ในเชิงวิภาษวิธี คือต่างกำหนดซึ่งกันและกันขณะที่ Althusser ให้นิยามของอุดมการณ์ว่าเป็น ชุดความคิดหรือกรอบวิธีคิด (Set of Idea or Conceptual Framework) ที่ได้รับการติดตั้งไว้สำหรับการทำความเข้าใจตัวเรา โลก และสังคม หรือ กรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว Althusser ได้จำแนกประเภทของอุดมการณ์เอาไว้เป็น 3 ชุดด้วยกัน คือ

1) อุดมการณ์หลัก (Dominant Ideology) เป็นอุดมการณ์ที่ชนชั้นปกครองผลิตและผลิตซ้ำขึ้นมาเพื่อครอบงำให้มวลชนยอมรับและกลายเป็นกรอบความคิดกระแสหลักของสังคม การดำรงอยู่ของความสัมพันธ์ทางการผลิตจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อมีการผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์หลักแบบนี้

2) อุดมการณ์ทางเลือก (Alternative Ideology) คืออุดมการณ์ที่รอมชอมกับระบบวิธีคิดหลักในระดับหนึ่ง เป็นกรอบความคิดที่ยอมรับในอุดมการณ์หลักแต่อยู่บนเงื่อนไขบางอย่าง (On Condition)

3) อุดมการณ์ตรงข้ามหรืออุดมการณ์ต่อต้าน (Oppositional or Counter-Ideology) คืออุดมการณ์ที่ปฏิเสธกรอบวิธีคิดของอุดมการณ์หลัก และมักจะนำเสนอจินตภาพของสังคมแบบใหม่ (New Social Imagination) เพื่อเรียกร้องหรือดึงดูดผู้คนให้เข้ามามีส่วนร่วมต่อต้านกับโครงสร้างอุดมการณ์หลักของสังคม

การจำแนกอุดมการณ์ออกเป็นสามประเภท นอกจากจะเป็นการชี้ให้เห็นว่าในสังคมหนึ่งๆ สามารถมีกรอบวิธีคิดที่มากไปกว่าแค่ยอมรับในอุดมการณ์หลักเท่านั้น ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม ขณะที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่เป็นโครงสร้างอุดมการณ์ชุดต่างๆ ที่ทำให้ผู้คนมีความคิดยอมรับ รอมชอม หรือต่อต้านกับระบบการผลิตในสังคม

วิธีการที่จะทำให้อุดมการณ์ดำรงอยู่ได้จะต้องผ่านเครื่องมือที่ใช้ติดตั้งระบบวิธีคิด หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ากลไกทางสังคม ซึ่งสามารถจำแนกได้เป็นสองประเภท คือ กลไกด้านการปราบปราม (Repressive State Apparatus: RSA) หมายถึงกลไกเกี่ยวกับการใช้กำลัง ความรุนแรง การบังคับกดขี่ และกลไกด้านอุดมการณ์ (Ideological State Apparatus: ISA) หมายถึงกลไกสังคมที่ทำงานในเชิงอุดมการณ์หรือกำหนดกรอบพฤติกรรมความเชื่อของคนในสังคมให้รู้สึกเต็มใจที่จะเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบสังคม

อุดมการณ์มีภาคปฏิบัติการ (Practices) ที่จะทำให้อุดมการณ์ต่างๆ ได้รับการผลิตซ้ำและดำรงไว้ในชีวิตประจำวันของผู้คน ปฏิบัติการของอุดมการณ์ (Ideological Practices) สามารถสรุปได้ดังนี้

1) การทำให้ดูราวกับเป็นธรรมชาติ (Naturalisation) ภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ไม่ได้อยู่ในระดับของจิตสำนึกแบบง่ายๆ อุดมการณ์ทำงานลึกลงไปในจิตไร้สำนึก (Unconscious) ทำให้เราไม่ได้ตระหนักถึงและรู้สึกราวกับว่ากระบวนการนั้นเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติหรือเป็นไปโดยปริยาย (Naturalised/Taken-for-Granted) โดยผ่านกลไกต่างๆ

2) การผสมกันระหว่างความจริงกับจินตนาการ (Real-and-Seemingness) การทำงานของอุดมการณ์จะใช้วิธีการผสมเรื่องจริงกับเรื่องลวงจนไม่สามารถแยกออกจากกันได้เลย วิธีการดังกล่าวเกี่ยวโยงกับเรื่องของการสื่อสารเป็นอย่างมาก เพราะสิ่งที่เราสัมผัสผ่านสื่อเป็นโลกแห่งจินตนาการ แต่อีกด้านหนึ่งในฐานะเป็นผู้รับสารก็มีโลกแห่งความจริงบางอย่างอยู่ล้อมรอบตัวเรา

3) การสร้างชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of Relations) อุดมการณ์จะทำงานผ่านชุดโครงสร้างสัมพันธ์ (Structuralist Set of Relations) ลำดับแรกจะมีการแบ่งขั้วความหมายออกเป็นความสัมพันธ์แบบคู่ตรงข้าม (Binary of Positions) และลำดับถัดมาจะมีการกำหนดชั้นของคุณค่า (Hierarchy of Values) ลงไว้ในขั้วความสัมพันธ์นั้น

4) การผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Reproduction of Ideology) Althusser เชื่อว่าในมิติของจิตสำนึกและความคิดเองต้องมีการทำหน้าที่ผลิตซ้ำเพื่อสืบทอดอุดมการณ์ (Ideological Reproduction) มีคำถามที่สำคัญคือ ใครมีอำนาจในการผลิตซ้ำทางอุดมการณ์ และกระบวนการผลิตซ้ำดังกล่าวนั้นเป็นอย่างไร

ขณะเดียวกันอุดมการณ์ก็มีหน้าที่ต่างๆ ซึ่งประกอบไปด้วย

1) หน้าที่ในการดำรงรักษาสภาพที่เป็นอยู่ (Status Quo) แม้ในสังคมปัจจุบันจะมีความขัดแย้งหรือความไม่เท่าเทียมต่างๆ ซุกซ่อนอยู่มากมาย แต่อุดมการณ์มีหน้าที่สำคัญคือ การรักษาสภาพความไม่เท่าเทียมดังกล่าวให้สืบทอดต่อไป

2) หน้าที่ในการให้คำอธิบาย (Explanation) ในการผลิตความสัมพันธ์ทางสังคม อุดมการณ์จะทำหน้าที่ติดตั้งกรอบหรือคำอธิบายว่าทำไมความสัมพันธ์ดังกล่าวจึงเป็นและไม่เป็นเช่นนั้น

3) หน้าที่ในการเรียกเพื่อกำหนดตัวตน (Interpellation) การเป็นตัวตน (Subject) ขึ้นมาของคนๆ หนึ่งไม่ได้เกิดขึ้นมาเองตามธรรมชาติแต่มาจากการที่คนเรามีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและโลกรอบตัว ขณะเดียวกันเมื่อเราเข้าสู่ระบบความสัมพันธ์กับปัจเจกบุคคลและสังคมรอบตัว เราก็จะถูกเรียกเพื่อกำหนดตัวตนให้เป็นแบบต่างๆ อุดมการณ์จะทำหน้าที่ที่เรียกเร้า (Interpellate) ให้คนกลายเป็นตัวตนตัวเล็กๆ ที่ต้องอ้างอิงหรือไปขึ้นตรงต่อตัวตนตัวใหญ่ นอกจากตัวตนจะถูกเรียกเร้าได้แล้วตัวตนเล็กๆ ดังกล่าวจะผันแปรไปตามตัวตนตัวใหญ่ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย ซึ่งทำให้อัตลักษณ์ของเราอยู่ในกระบวนการที่ยังสร้างไม่เสร็จ หรืออยู่ในกระบวนการกลายมาเป็น (Process of Becoming)  ดังนั้นคำถามที่สำคัญในการวิเคราะห์อุดมการณ์ก็คือ ใครบ้างที่มีอำนาจเรียกเร้าตัวตนของเรา หรือกำลังใช้อำนาจประกอบสร้างอัตลักษณ์ของเราอยู่

โดยสรุปแล้วจะเห็นว่าแนวคิดเกี่ยวกับอุดมการณ์ที่อธิบายโดยนักปรัชญาต่างๆ โดยเฉพาะนักปรัชญาในกลุ่ม Marxist และกลุ่มที่วิพากษ์ Marxist โดยเฉพาะ Althusser นั้น ให้ความหมายของคำว่าอุดมการณ์ไปในทิศทางเดียวกัน คือ มองว่าอุดมการณ์เป็นความเชื่อที่มีผลทางการปฏิบัติในสังคมอย่างกว้างขวาง เป็นความเชื่อของคนทั้งกลุ่ม ขณะที่มีความแตกต่างกันในการมองภาคปฏิบัติการของอุดมการณ์ โดยนักปรัชญากลุ่ม Marxist มองว่าอุดมการณ์เป็นระบบความเชื่อความคิดที่ผิดพลาดเพราะถูกใช้เป็นเครื่องมือของชนชั้นที่มีอำนาจเหนือกว่าในการกดขี่ขูดรีดชนชั้นที่ด้อยกว่า ขณะที่ Althusser มองว่า อุดมการณ์ คือกรอบวิธีคิดในการสร้างความหมายต่อตัวเราและโลกรอบตัว ไม่มีอุดมการณ์ชุดใดที่จะยึดครองพื้นที่ความคิดของผู้คนในสังคมได้ตลอดกาลแต่อุดมการณ์ต่างๆ เหล่านั้นจะต้องมีการต่อสู้กันตลอดเวลา เพื่อพยายามสถาปนาตัวเองให้กลายเป็นอุดมการณ์หลักของสังคม

จากการทำความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดวาทกรรม และแนวคิดอุดมการณ์ดังที่กล่าวมาสามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมและอุดมการณ์มีความสัมพันธ์ต่อกันในลักษณะที่เอื้อต่อการส่งผลให้เกิดซึ่งกันและกัน แต่ไม่สามารถสรุปได้ว่า วาทกรรมก่อให้เกิดอุดมการณ์ หรืออุดมการณ์ก่อให้เกิดวาทกรรม แต่ทั้งวาทกรรมและอุดมการณ์ต่างก็สามารถเอื้อให้เกิดกันและกันได้ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม ณ ขณะนั้น วาทกรรมและอุดมการณ์มีจุดที่คล้ายกันและแตกต่างกัน ซึ่งสามารถสรุปได้ดังตาราง 

ตารางแสดงจุดร่วม และจุดต่างระหว่างวาทกรรมกับอุดมการณ์ 

 

จุดร่วม

จุดต่าง

 

 

 

วาทกรรม

 

 

 

 

 

 

 

- เป็นผลผลิตของอำนาจ ความรู้ ความจริง ขณะเดียวกันก็สร้างอำนาจ ความรู้ ความจริงขึ้นมา โดยมีผลประโยชน์เป็นเป้าหมาย

- มีการต่อสู้กันตลอดเวลา

 

 

 

- เชื่อว่ามนุษย์ไม่สามารถผลิตความคิดได้อย่างอิสระ แต่ถูกกำหนดความคิดโดยอุดมการณ์

อุดมการณ์

- เชื่อว่าความคิดของมนุษย์ถูกกำหนดด้วยวาทกรรม โดยไม่จำเป็นว่าจะต้องมีอุดมการณ์หรือระบบความคิดที่อยู่เบื้องหลังเสมอไป แต่เป็นเครือข่ายของมนุษย์ที่เกิดจากการแสดงออกและสื่อความกัน


จากการศึกษาเรื่อง วาทกรรม อำนาจ ความรู้ ความจริง อุดมการณ์และผลประโยชน์ จะเห็นว่าทั้งอุดมการณ์และวาทกรรมนั้นต่างก็มีผลประโยชน์ที่อยู่เบื้องหลัง โดยกระบวนการสร้างวาทกรรมและอุดมการณ์นั้นล้วนอาศัยอำนาจ ความรู้ ความจริง เป็นเครื่องมือที่สำคัญ ขณะที่อำนาจกับความรู้หรือความจริงนั้น ต่างก็อาศัยซึ่งกันและกันในการสถาปนาตัวเอง วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่ถูกสร้างโดยกลุ่ม หรือชนชั้นที่มีอำนาจมากว่าย่อมสามารถสถาปนาวาทกรรมหรืออุดมการณ์ของตนเองให้กลายเป็นกระแสหลัก เป็นอัตลักษณ์ที่โดดเด่นในสังคม ขณะที่วาทกรรมหรืออุดมการณ์ที่มีอำนาจน้อยกว่าก็จะถูกผลักดันให้กลายเป็นอื่น เป็นชายขอบ หรือเป็นทางเลือก ซึ่งวาทกรรมและอุดมการณ์ทั้งสองฝ่ายต่างต่อสู้ช่วงชิงพื้นที่กันตลอดเวลาในสังคม โดยมีผลประโยชน์อย่างใดอย่างหนึ่งเป็นเป้าหมาย

การเลิกและการชำระบัญชีสหกรณ์และกลุ่มเกษตรกร

ส่วนที่ 1 การเลิกสหกรณ์และการเลิกกลุ่มเกษตรกร 1. บทนำ ในระบบเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไทย สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ...