ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (พ.ศ. 2490-2534) เกิดภาวะสงครามเย็น[1] โลกถูกแบ่งออกเป็น 2 ค่ายระหว่างค่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยอันมีสหรัฐอเมริกาเป็นผู้นำ และค่ายสังคมนิยมคอมมิวนิสต์ที่มีรัสเซียเป็นผู้นำ ประเทศแกนนำทั้งสองกลุ่มต่างแสวงหาพันธมิตรเพื่อเผยแพร่อุดมการณ์ที่ตนเองยึดมั่น และพยายามป้องกันและทำลายการแสวงหาพันธมิตรและอุดมการณ์ของฝ่ายตรงข้าม โดยส่วนใหญ่จะเป็นการทำสงครามตัวแทน ประเทศผู้นำจะไม่ได้ลงมาทำสงครามเอง แต่จะสนับสนุนประเทศพันธมิตรในการทำสงคราม แต่ประเทศผู้นำจะต่อสู้ทางการเมืองเป็นหลัก เช่น สงครามเกาหลี (พ.ศ.2493-2496) สงครามเวียดนาม (พ.ศ.2498-2518) เป็นต้น (ศรีศักร วัลลิโภดม, 2554: 176-189)
สหรัฐอเมริกาและกลุ่มประเทศตะวันตกที่เชื่อในอุดมการณ์ทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยมองว่าการจะป้องกันไม่ให้อุดมการณ์คอมมิวนิสต์แพร่ขยายตัวยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศด้วยพัฒนาจะต้องช่วยเหลือสนับสนุนให้ประเทศด้อยพัฒนาเหล่านั้นกลายเป็นประเทศที่มีการพัฒนาขึ้น ซึ่งลักษณะทางเศรษฐกิจโดยทั่วไปของประเทศด้อยพัฒนาได้แก่ การมีอัตราส่วนของประชากรที่อยู่ในสาขาเกษตรสูงมาก โดยปกติประมาณร้อยละ 70- 90 การมีอัตราการว่างงานแฝงในสาขาเกษตรมากเนื่องจากไม่มีโอกาสที่จะไปทำงานในสาขาอื่นนอกจากการเกษตร ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่ประกอบด้วยพืชชนิดเมล็ด มีผลผลิตทางอาการที่มีโปรตีนน้อย เป็นต้น ขณะที่ลักษณะเบื้องต้นทางการเกษตรของประเทศด้อยพัฒนานั้นจะมีลักษณะต่างๆ ดังนี้คือ มีการลงทุนในการใช้ที่ดินต่ำ มีการถือครองที่ดินขนาดเล็ก มีระดับเทคนิคทางเกษตรต่ำ การใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ต่างๆ ยังจำกัดและล้าสมัย การขาดระบบการขนส่งที่สะดวก เกษตรกรมีหนี้สินมากเมื่อเทียบกับรายได้และทรัพย์สินที่มีอยู่ เป็นต้น (Harvy Leibenstein, 1962 อ้างใน ถวัลย์ พลพืชน์, 2513: 31-33)
จากลักษณะทางเศรษฐกิจของประเทศด้อยพัฒนาดังที่กล่าวไปนั้นสอดคล้องกับลักษณะทางเศรษฐกิจประเทศไทยในช่วงก่อนและต้นของการวางแผนพัฒนาฯ กล่าวคือประชากรส่วนใหญ่ของประเทศไทยอยู่ในสาขาเกษตร มีการลงทุนการใช้ที่ดินต่ำ ระดับการใช้เทคโนโลยีและเทคนิคต่างๆ ล้าสมัย การถือครองที่ดินทางการเกษตรมีขนาดเล็ก เกษตรกรมีหนี้สินมากเป็นต้น (ถวัลย์ พลพืชน์, 2513: 46) ซึ่งลักษณะดังกล่าวของประเทศไทย จึงถูกทำให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่ยากจนและล้าหลังในขณะนั้น ในสายตาของประเทศที่พัฒนาแล้ว
ภายใต้ภาวะสงครามเย็นรัฐบาลไทยในขณะนั้นเลือกที่จะอยู่ข้างฝ่ายทุนนิยมเสรีประชาธิปไตย โดยสหรัฐอเมริกาเห็นว่าประเทศไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญเนื่องจากประเทศรอบข้างของไทยได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปเสียส่วนใหญ่ จึงจำเป็นต้องรักษาประเทศไทยไว้ให้ได้ สหรัฐอเมริกาจึงให้ความช่วยเหลือ สนับสนุนประเทศไทยเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะในสมัยที่จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีอำนาจสูงสุดในทางการเมือง และทางทหาร ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่ทำให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมเสรีมาจนกระทั่งปัจจุบัน และใช้วิธีการพัฒนาประเทศตามแบบประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นสำคัญ เพื่อให้หลุดพ้นจากความเป็นประเทศยากจนที่ถูกประทับตรามากจากฝ่ายประเทศที่พัฒนาแล้ว
บทบาทที่สำคัญของสหรัฐอเมริกาและธนาคารโลกที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงระบบเศรษฐกิจของไทยปรากฏชัดเจนในรายงานชื่อ “A Public Development Program for Thailand” ซึ่งเป็นรายงานที่จัดทำขึ้นโดยธนาคารโลก (World bank) ซึ่งในขณะนั้นใช้ชื่อว่าธนาคารเพื่อการบูรณะและพัฒนาระหว่างประเทศ “The International Bank for Reconstruction and Development” โดยในรายงานดังกล่าวได้มีการวิเคราะห์สถานภาพของประเทศไทย และมีข้อแนะนำด้านการพัฒนาต่างๆ ซึ่งนำมาเป็นแนวทางหลักในการเขียนแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ของไทย
ข้อแนะด้านนโยบายการพัฒนาทางการเกษตรที่สำคัญที่มีต่อประเทศไทยคือ การพัฒนาการผลิตข้าวให้มากขึ้นในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยาโดยใช้เทคนิคการผลิตที่ทันสมัย การเพิ่มศักยภาพการผลิตทางการเกษตรในภาคใต้โดยเฉพาะยางพารา การปรับปรุงระบบการเพราะปลูกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือโดยลดพื้นที่การปลูกข้าวลง ขยายการปลูกพืชในพื้นที่สูง และการปศุสัตว์ ส่งเสริมให้มีความหลากหลายในการผลิตทางการเกษตร การส่งเสริมให้มีการผลิตข้าวได้มากกว่าหนึ่งครั้งต่อปีในพื้นที่ราบลุ่มเจ้าพระยา (IBRD, 1963: 36)
วิธีการที่จะบรรลุเป้าหมายของนโยบายดังกล่าวประเทศไทยจะต้องปรับปรุงระบบการชลประทาน โดยเฉพาะระบบชลประทานขนาดใหญ่เพื่อการเกษตร การพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตทางการเกษตรที่ทันสมัยมาทดแทนเทคโนโลยีที่ล้าสมัย ด้วยการส่งเสริมการศึกษาทางการเกษตรให้สูงขึ้น การส่งเสริมให้มีระบบส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมให้มีการทดลองและวิจัยทางการเกษตรมากขึ้น และการเพิ่มโอกาสทางการศึกษาไปสู่ประชาชนในชนบทมากขึ้น การส่งเสริมให้มีการพัฒนาเมล็ดพันธุ์พืช การส่งเสริมให้มีการใช้สารเคมีทางการเกษตร เป็นต้น รวมถึงการปรับปรุงระบบการคมนาคมทางบกให้ทันสมัยสะดวกสบายมากขึ้น (IBRD, 1963: 37-85) ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วความช่วยเหลือต่างๆ จะมาจากสหรัฐอเมริกา เช่น การสนับสนุนด้านจักรกลการเกษตร การส่งผู้เชี่ยวชาญทางการเกษตรเข้ามา โครงการจัดตั้งโรงเรียนเกษตรกรรม โครงการพัฒนาที่ดิน การให้ความช่วยเหลือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เช่น ในปี 1952 โดย Oregon State Collage ในปี 1962 โดย Hawaii University และเคยได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจาก มูลนิธิ Rockefeller และ มูลนิธิ Ford เป็นต้น (Dismon, Sam, 1976: 12-13)
แนวทางการพัฒนาการเกษตรดังกล่าวเป็นวิธีการพัฒนาที่ได้มาจากการปฏิวัติเขียว (Green Revolution) ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกตั้งขึ้นมาเพื่อเรียกขานถึงความสำเร็จของการค้นคว้าและวิจัยด้านวิทยาศาสตร์เกษตรจนทำให้เกิดความสำเร็จและความก้าวหน้าของการวิจัย การส่งเสริมการเกษตร ตลอดจนการปรับเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานของการเกษตร เพื่อรองรับความสำเร็จของการวิจัยที่ได้เกิดขึ้น ความสำเร็จดังกล่าวส่งผลให้เกิดความพอเพียงของอาหารสำหรับประชากรที่เพิ่มขึ้นของโลก โดยความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากมูลนิธิร๊อกกี้เฟลเลอร์และมูลนิธิฟอร์ด ตลอดจนรัฐบาลของประเทศกำลังพัฒนาอีกหลายประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์และเม็กซิโกที่ได้ร่วมมือกันผลักดันให้มีการวิจัยด้านการเกษตรที่ส่งผลทำให้เกิดการปฏิวัติเขียวได้เป็นผลสำเร็จ (wikipedia, 2008 อ้างใน อภิพรรณ พุกภักดี, 2552: 25)
[1] สงครามเย็นเป็นชื่อเรียกสภาวการณ์ของโลกที่มีความขัดแย้งกันระหว่างกลุ่มประเทศที่มีอุดมการณ์ทางการเมืองการปกครองและทางด้านเศรษฐกิจที่แตกต่างกัน
ซึ่งได้แก่อุดมการณ์แบบทุนนิยมเสรีประชาธิปไตยและอุดมการณ์สังคมนิยมคอมมิวนิสต์
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น